ความเป็นมาของประชาธรรม
สำนักข่าวประชาธรรม เกิดจากการจุดประกายขึ้นในกลุ่มนักคิด นักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมภาคเหนือในช่วงปลายปี 2542 จากความคิดที่ว่าข่าวสารภาคประชาชน อันได้แก่ ปัญหาความยากจน ปัญหาคนชายขอบและปัญหาของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ยังมิได้ถูกนำเสนอสู่สังคมมากเพียงพอ เนื่องด้วยข้อจำกัดของสื่อมวลชนและของภาคประชาชนเอง ทุนพาณิชย์และบริโภคนิยมมีส่วนทำให้เกิดการสื่อสารทางเดียวจากรัฐมาสู่ประชาชน และจากเมืองสู่ชนบท
ในขณะที่สังคมไทยได้ก้าวล่วงสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซับซ้อน ประชาชนระดับล่างลุกขึ้นทวงถามสิทธิในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า อันเป็นปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานที่ถูกการพัฒนาในห้วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมาพล่าผลาญไป คนไทยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ชนชั้นกลาง ชาวบ้านกำลังตื่นตัวที่จะมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ การติดตาม ตรวจสอบรัฐ และการพึ่งตนเองในการจัดการปัญหา ทั้งประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน การศึกษา สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ฯลฯ ทว่าข้อมูลข่าวสารภาคประชาชนเหล่านี้จะปรากฏเป็นข่าวต่อเมื่อมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้น หรือไม่หากเป็นข่าวก็มักนำเสนอแต่เพียงปรากฏการณ์ของข่าวเท่านั้น
สำนักข่าวประชาธรรมจึงเกิดขึ้น เพื่อทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตข่าวสารภาคประชาชนในรูปของข่าว สนับสนุนแก่สื่อส่วนกลางและผู้สนใจ ด้วยวิสัยทัศน์การมองเห็นข่าวที่แตกต่าง วิเคราะห์เจาะลึกถึงข้อเท็จจริงรอบด้าน และเบื้องหลังปรากฏการณ์ เพื่อให้สาธารณะรับรู้ สู่ความเข้าใจ และบังเกิดจินตภาพที่ถูกต้องต่อปัญหานั้นๆ ด้วยความคาดหวังว่าการนำเสนอข่าวสารภาคประชาชนอย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่พลังการเสนอนโยบายสาธารณะที่มาจากความต้องของประชาชนอย่างแท้จริง
พ.ศ. 2542-2543
แนวคิดที่มาของสำนักข่าวประชาธรรม
“การยึดพื้นที่สื่อและการสร้างสื่อของตนเองขึ้นมาของภาคประชาชน โดยเฉพาะคนจน จะทำให้มีผลกระทบในการสร้างพลังเครือข่ายพันธมิตร ที่ผ่านมาสื่อโดยทั่วไปมักจะนำเสนอภาพของคนจนจากโลกที่เขาคลุกคลีอยู่ เช่น การให้ความช่วยเหลือแบบสังคมสงเคราะห์ ภาพลักษณ์ของคนจนจึงผิดเพี้ยนไป ความจริงคนจนสร้างทางเลือกที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการหาทางออกต่อการแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากร การจัดการชีวิตตัวเอง การแก้ปัญหาหนี้สิน ไม่ใช่ฝ่ายที่รอรับ หรือเรียกร้องความช่วยเหลือจากรัฐอยู่ร่ำไป สำนักข่าวที่เป็นของภาคประชาชน จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกในยุคนี้ได้ เป็นความหวังที่จะสร้างพลังข่าวสารและเปลี่ยนทิศทางของข่าวสารบนหน้าหนังสือพิมพ์ ข่าวสารของคนชั้นล่างจะได้ไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจและกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาในที่สุด” นิธิ เอียวศรีวงศ์ ,2543
คำกล่าวของอ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ประธานกรรมการบริหารสำนักข่าวประชาธรรม(2543 - 2547) บอกถึงแนวคิดของการจัดตั้งสำนักข่าวประชาธรรมได้เป็นอย่างดี ก่อนปี 2542 ที่จะจัดตั้งสำนักข่าวประชาธรรม องค์กรภาคประชาชนเอง ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรชาวบ้าน ก็มีการทำงานด้านสื่อโดยเฉพาะในรูปแบบการส่งข่าวให้แก่สื่อมวลชนกระแสหลักเหมือนเช่น ที่สำนักข่าวประชาธรรมอยู่ทุกวันนี้ รวมไปถึงการผลิตสื่อ อาทิ หนังสือเล่ม นิตยสาร จุลสารจำนวนมากมาย แต่การทำงานดังกล่าวไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนัก เนื่องจากมีลักษณะต่างคนต่างทำ และการส่งข่าวแก่สื่อมวลชนนั้นพบว่าสื่อมวลชนไม่ค่อยอ่าน ด้วยสาเหตุว่าอาจจะเป็นข่าวแจก ทำให้สื่อมวลชนมองว่าข่าวสารที่ส่งมาเป็นข่าวที่มีความเอนเอียง ไม่เป็นกลาง เหมือนเป็นกระบอกเสียงมากกว่า
นอกจากนี้ยังมีเรื่องของทัศนคติของสังคม รวมไปถึงสื่อมวลชนจำนวนไม่น้อยที่มองชาวบ้าน องค์กรภาคประชาชน และเอ็นจีโอในแง่ลบ ไม่ว่าจะเป็นสมัชชาคนจน สมัชชาชนเผ่า เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ หรือเอ็นจีโอหลากหลายองค์กรว่าเป็นกลุ่มที่ชอบม็อบกดดันรัฐบาล เป็นกลุ่มที่ร้องขอความช่วยเหลือต่อรัฐเพื่อกลุ่มของตนเอง สร้างปัญหา ทั้งๆ ที่จริงแล้วกลุ่มองค์กรภาคประชาชนดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะนำเสนอผลพวงของการพัฒนาที่ผิดพลาด และต้องการนำเสนอทางเลือกการพัฒนาแบบใหม่ เช่น สมัชชาคนจนต้องการเสนอทางออกการแก้ปัญหาคนจน ที่ไม่ใช่การสร้างเขื่อน และโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ สมัชชาชนเผ่าพยายามนำเสนอแนวทางการจัดการแก้ไขปัญหาชาวเขา ที่ต้องการให้เคารพสิทธิความเป็นมนุษย์โดยเท่าเทียมกันคนไทยทุกคน เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือพยายามเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากรที่ให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่เป็นการจัดการโดยรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นต้น
แต่เสียงของคนเหล่านี้ ไม่เคยปรากฏในสื่อใดๆ กลายเป็นเสียงเล็กเสียงน้อยที่ผู้บริหารประเทศ และสาธารณชนไม่เคยได้ยิน และเพื่อให้ปรากฏเป็นข่าวจึงต้องมีการรวมตัว หรือม็อบเพื่อทำให้เกิดเสียงดังไปถึงผู้มีส่วนในการแก้ไขปัญหาระดับนโยบาย และเมื่อรวมตัวชุมนุมกัน ข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณชนก็กลายเป็นพวกสร้างปัญหา เรียกร้อง และสื่อมวลชนโดยทั่วไปก็มักจะนำเสนอแต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นแค่ความขัดแย้งของประชาชนกลุ่มนั้นกับรัฐบาลเท่านั้น แต่มีสื่อจำนวนน้อยมากที่จะสืบสาวไปถึงสาเหตุ และต้นตอความขัดแย้งนั้น ทำให้ประเด็นที่กลุ่มองค์เหล่านี้ต้องการนำเสนอไปไม่ถึงสาธารณชนและนโยบายสาธาราณะ เช่น ทางเลือกการจัดการน้ำ จัดการที่ดิน การแก้ปัญหาหนี้สิน การแก้ปัญหาเสพติด เป็นต้น
อ.นิธิ กล่าวถึงอุบัติการณ์ ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ขาดหายไปในสื่อกระแสหลักที่เห็นชัดเจน 3 ประการคือ
- ปัญหาที่เกิดกับประชาชนในกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับสังคมไทย ไม่ว่าจะเกิดขึ้นจากโครงการของรัฐ ธุรกิจเอกชน หรือความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจและสังคม ทำให้สังคมนิยามปัญหาจากประสบการณ์ของคนจำนวนน้อยที่เข้าถึงรายงานข่าวของสื่อได้เท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีการตัดสินใจนโยบายสาธารณะในด้านใดๆ จึงมักเป็นการมองปัญหาด้านเดียวเสมอ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนระดับรากหญ้าอย่างกว้างขวาง
- สาธารณะไม่ค่อยรู้เรื่อง ประชาชนระดับรากหญ้าเคลื่อนไหวแก้ปัญหาที่ตนเผชิญอยู่ตลอดมา ทั้งโดยการจัดองค์กร และทั้งโดยการดำเนินงานเป็นอิสระในแต่ละครอบครัว หรือชุมชน เพราะสื่อกระแสหลักไม่รายงานให้สังคมไทยมองเห็นศักยภาพของประชาชนในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลาย จึงเป็นเหตุให้สังคมไทยพึ่งพิงวิธีการของต่างชาติ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ๆ ที่แก้ยากขึ้น เพราะขาดจากสภาพทางสังคมที่เป็นจริง
- รายงานข่าวที่ปรากฏในสื่อ การตอบโต้มุมมองของกลุ่มต่างๆ ไม่มีมุมมองของชาวบ้านระดับล่างๆ ฉะนั้นนโยบายสาธารณะที่เกิดจากการผนวกมุมมอง ซึ่งแตกต่างหลากหลายนี้จึงไม่เคยสะท้อนมุมมองของชาวบ้านระดับล่าง นโยบายสาธารณะจึงเป็นนโยบายสาธารณะของกลุ่มคนที่มีอำนาจเข้าถึงการรายงานข่าวของสื่อเท่านั้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกไป
ปลายปี 2542 สำนักข่าวประชาธรรมถูกจุดประกายความคิดขึ้นในกลุ่มนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชนและนักกิจกรรมทางสังคม โดยมีจุดเริ่มต้นจากเวทีสรุปบทเรียนขององค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือเป็นหลัก ครั้งนั้นมีการสรุปบทเรียนโดยเฉพาะประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น มีข้อสรุปว่าภาคประชาชนควรมียุทธศาสตร์การทำงานสื่อกับสื่อมวลชนอย่างเป็นระบบ และจัดตั้งองค์กรเพื่อทำงานอย่างจริงจังทั้งนี้เพื่อให้เสียงของคนเล็กคนน้อยปรากฏในพื้นที่สาธารณะ ให้คนเล็กๆ มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่มีแต่ผู้บริหารประเทศ หรือผู้มีอำนาจอยู่ร่ำไป
ปี 2543 มีการจัดตั้งสำนักข่าวประชาธรรม และขยายแนวความคิดไปยังภาคใต้และอีสาน ภาคกลางในเวลาต่อมา ภายหลังจากที่ตกผลึกทางความคิดว่าจะต้องจัดตั้งสำนักข่าวประชาธรรม จึงมีการระดมหุ้นในเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรชาวบ้าน และนักวิชาการ เงินทุนเริ่มต้นของสำนักข่าวประชาธรรมเริ่มต้นเพียง 300,000 บาท เป็นเงินทุนจำนวนไม่มากเลยเมื่อเทียบกับสำนักข่าวใหญ่ๆ ที่ใช้เงินทุนมหาศาล จนเป็นเหตุให้เกิดความสงสัยว่าสำนักข่าวประชาธรรมดำเนินการได้อย่างไรภายใต้เงินทุนอันจำกัดนี้ ด้วยเหตุที่สำนักข่าวประชาธรรมมีทุนบางส่วนที่ไม่ใช่เงิน นั่นคือบุคลากร ความรู้จากเครือข่ายองค์กรพันธมิตรต่างๆ ด้วย จึงทำให้การก่อตั้งสำนักข่าวประชาธรรมเกิดขึ้นได้
การดำเนินการในระยะเริ่มแรก สำนักข่าวประชาธรรม ได้รับความช่วยเหลือจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาชน ในการส่งเบาะแสข่าว รวมไปถึงแหล่งข่าว ข้อมูลที่จะสืบค้นหา และบางองค์กรก็ส่งข่าว ข้อมูลเชิงลึกให้แก่สำนักข่าวประชาธรรม เป็นต้น และถือเป็นภารกิจร่วมกันของคนในขบวนว่าจะช่วยกันผลักดันให้สำนักข่าวประชาธรรมอยู่รอด เป็นองค์กรที่มีภาระหน้าที่สร้างสรรค์ข่าวของภาคประชาชน อันจะนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะได้
คุณค่าข่าวประชาธรรม
จุดก่อกำเนิดของสำนักข่าวประชาธรรมแตกต่างจากสื่อโดยทั่วไป การคัดเลือกข่าว การทำข่าวของสำนักข่าวประชาธรรมจึงไม่เหมือนกับสื่อมวลชนกระแสหลัก หลักเกณฑ์การคัดเลือกข่าวของประชาธรรมมีความแตกต่างจากทฤษฎีสื่อสารมวลชน กล่าวคือขณะที่ตามหลักทฤษฎีสื่อเกณฑ์การคัดเลือกข่าวจะเน้นที่ความ สด ใหม่ แหล่งข่าวต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ของประชาธรรมกลับไม่เน้นตามทฤษฎีมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับแหล่งข่าวที่เป็นคนเล็กคนน้อยมากกว่า
โดยในงานฝึกอบรมผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวประชาธรรมเมื่อปี 2543 อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ได้ให้หลักเกณฑ์การคัดเลือก จับประเด็นข่าวที่น่าสนใจดังนี้
- อุบัติการณ์ต้องสะท้อนอะไรที่กว้างกว่าตัวอุบัติการณ์ สิ่งที่กว้างกว่าอุบัติการณ์ต้องเชื่อมโยงสิ่งที่ใหญ่กว่า เช่น การที่ชาวบ้านทำกินปลูกผักในที่ของเศรษฐีที่ปล่อยไว้รกร้างว่างเปล่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ ถือเป็นการหาทางออกของชาวบ้านระดับชุมชนเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจระดับนโยบาย และยังสะท้อนถึงปัญหาการจัดสรรที่ดินที่ไม่เป็นธรรม
- อุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความซับซ้อนของปัญหา ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันอยู่แล้ว มองเห็นความรู้ที่สังคมไม่เคยรู้มาก่อน โดยการนำเสนอความขัดแย้งลึกๆ ระดับท้องถิ่น ซึ่งสื่อโดยทั่วไปไม่สามารถนำเสนอความสลับซับซ้อนได้ เพราะไม่ได้อยู่ท่ามกลางปัญหาเหล่านั้น เช่น การขายเสียง อิทธิพลท้องถิ่น ผลกระทบของคนเล็กๆ ที่เกิดจากนโยบาย กรณีปากมูล ถ้าชาวบ้านไม่ลุกขึ้นมาร้องโวยวาย เรื่องก็จะเงียบหายไป
- คนเล็กๆ ส่วนใหญ่มักยอมรับชะตากรรมของตัวเอง มีปัญหาของชาวบ้านที่เกิดจากนโยบายจำนวนมากไม่ถูกนำเสนอ เช่น ปัญหาของตลาดผักปลอดสารพิษ ฝ่ายผู้ผลิตมีปัญหาด้านตลาดแต่ไม่ได้ถูกสะท้อน มีแต่คณะกรรมการที่ตั้งจากรัฐบาลมองปัญหาผักปลอดสารพิษเป็นเรื่องมาตรฐาน เป็นการมองปัญหาแบบชนชั้นกลางที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
- มุมมองของคนเล็กๆ ในเรื่องใหญ่ๆ ที่แตกต่างออกไป คนเล็กๆ มีมุมมองการแก้ปัญหาซึ่งไม่เหมือนกับคนใหญ่โต เช่น ปัญหาโสเภณี กลุ่มผู้หญิงจะคิดอย่างหนึ่ง นักการเมืองก็คิดอีกอย่างหนึ่ง ถือเป็นประเด็นข่าวที่น่าสนใจมาก
- ข้อมูลเชิงสถิติ ที่ไม่ตรงกับสถิติหรือความเข้าใจในภาพใหญ่ มีความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านหลายอย่าง เช่น การบวชที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ติดเชื้อเอดส์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในชุมชน เป็นสถิติที่แตกต่างจากฝ่ายรัฐ หรือเอกชนทำเพราะเห็นความแตกต่างระหว่างกลุ่มคน สะท้อนวิกฤตบางอย่างที่ไม่เคยมีใครมองเห็น ขณะที่สถิติโดยรวมทำไม่ได้ สถิตินี้จะทำให้เกิดความเข้าใจใหม่ๆ ตรงกับความเป็นจริงของชุมชน
หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว
ตามทฤษฎีข่าวที่ว่า “หมากัดคนไม่เป็นข่าว คนกัดหมาเป็นข่าว” สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ เป็นการนำเสนอข่าวในมุมที่ไม่ปกติ ถือว่าทำให้ข่าวมีสีสัน ดึงดูดความสนใจ เช่น ข่าวอารมณ์ขันของชาวบ้านถือเป็นข่าวได้เหมือนกัน สำนักข่าวประชาธรรมมีการทำข่าวที่ไม่เป็นข่าว โดยใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักในการคัดเลือก มีข่าวที่ถูกละเลยในหน้าสื่อ และประชาธรรมหยิบยกขึ้นมาหลายประเด็น ได้แก่
- ยาเสพติด ขณะที่สื่อมวลชนกระแสหลักให้ความสำคัญกับนโยบายการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลที่เน้นความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา โดยมุ่งเน้นนำเสนอการแก้ปัญหาของรัฐ จำนวน ปริมาณของการฆ่าตัดตอน ใครเป็นผู้มีอิทธิพล ประชาธรรมพยายามเสนอข่าวที่มีความแตกต่างจากสื่อกระแสหลักโดยทั่วไป โดยเน้นประเด็นการจัดการแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยองค์กรชุมชน รวมถึงข้อเสนอของภาคประชาชนต่อการแก้ปัญหายาเสพติดที่ไม่ต้องใช้ความรุนแรงปราบปราม และผลกระทบจาการใช้นโยบายความรุนแรง เป็นต้น
- นโยบายประชานิยม นโยบายของรัฐบาล อาทิ 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ขณะที่สื่อมวลชนทั่วไปเน้นการนำเสนอผลการดำเนินงานของนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะในด้านบวก เพราะแหล่งข่าวส่วนใหญ่เป็นแหล่งข่าวรัฐและภาคเอกชน การนำเสนอข่าวของประชาธรรมจะเน้นผลกระทบของนโยบายดังกล่าวที่มีต่อชุมชน เช่น กรณีกองทุนหมู่บ้านละล้าน พบว่ามีชุมชนหลายชุมชนที่ปฏิเสธเงินกองทุนดังกล่าว เพราะกลัวว่าจะสร้างหนี้สินให้กับชุมชน หรือติดตามผลกระทบของชุมชนบางชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการรับเงินกองทุนหมู่บ้านละล้านจนกลายเป็นหนี้สิน เป็นต้น
- กรณี 30 บาทรักษาทุกโรค ประชาธรรมจะติดตามประเด็นประสิทธิภาพของนโยบายว่าทำได้จริงมากน้อยเพียงไร ก่อให้เกิดความเท่าเทียมในการดูแลรักษาสุขภาพมากน้อยเพียงไร เช่น พบว่าผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบริการ 30 บาท เพราะยาต้านไวรัสแพงมาก ทำให้ไม่ได้รับการดูแล เป็นต้น
- หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ พบว่ามีการชูประเด็นว่าประสบความสำเร็จ สามารถสร้างเศรษฐกิจพอเพียง แต่ข้อเท็จจริงระดับชุมชนพบว่า การส่งเสริมดังกล่าวไม่สอดคล้องความเป็นจริงของชุมชน ทั้งในด้านความพร้อม ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน เช่น ส่งเสริมทำกล้วยฉาบเหมือนๆ กันทั้งประเทศ จนผลผลิตล้นตลาด
- ปัญหาเกษตรกร คนจนทั้งในเมืองและชนบท พยายามนำเสนอเบื้องหลังปัญหาเกษตรกร ความยากจน เน้นการอธิบายถึงที่มาของปัญหามากกว่าจะนำเสนอในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้ง หรือมีม็อบ เพราะสื่อมวลชนส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวอยู่แล้ว
- บทบาทของประชาธรรมคือช่วยขยายประเด็นเสริม เช่น ในช่วงที่มีม็อบท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย กรณีข่าวเหตุการณ์สื่อกระแสหลักสามารถนำเสนอได้รวดเร็ว และครบถ้วนกว่าประชาธรรมอยู่แล้ว ประชาธรรมจะทำหน้าที่เพียงแค่ดูประเด็นที่ตกหล่นไป โดยสัมภาษณ์นักวิชาการเพิ่มเติมเพื่อให้ความรู้แก่สังคมว่า ทำไมกลุ่มผู้คัดค้านท่อก๊าซจึงต้องคัดค้าน ไม่ใช่มีแต่ภาพความรุนแรงที่ปรากฏเท่านั้น
- กรณีที่เกษตรกรที่จ.ลำพูนรวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาการกระจุกตัวของที่ดิน ด้วยการเข้าไปปฏิรูปที่ดินกันเองในที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีสื่อมวลชนใดนำเสนอ ประชาธรรมจึงเลือกนำเสนอประเด็นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
- ทางเลือกของภาคประชาชน ข่าวตัวอย่าง ความสำเร็จของภาคประชาชนถือว่าเป็นข่าวดีของภาคประชาชนที่เป็นข่าวน้อยมาก นอกจากนี้สื่อมวลชนยังไม่ค่อยให้ความสำคัญมากนัก มักจะเป็นข่าวกรอบเล็กๆ สิ่งที่ประชาธรรมพยายามทำคือการทำข่าวทางเลือกดังกล่าวมากขึ้น เช่น การรวมกลุ่มของชาวบ้านในการแก้ปัญหาหนี้สินของตัวเอง วัยรุ่นที่แก้ปัญหายาเสพติดด้วยตัวเอง กลุ่มผู้ติดเชื้อที่ต่อสู้กับบริษัทยาข้ามชาติกรณีสิทธิบัตรยา เป็นต้น
- โครงการขนาดใหญ่/นโยบายที่ส่งผลกระทบกับชุมชน ข่าวนี้สื่อมวลชนโดยทั่วไปก็ให้ความสำคัญ แต่มักจะเป็นกรณีที่เกิดวิกฤตขึ้นมาแล้ว และยังขาดความต่อเนื่อง ประชาธรรมพยายามติดตามอย่างต่อเนื่อง และนำเสนอตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ เช่น โครงการเหมืองโปแตช จ.อุดรธานี โครงการไนท์ซาฟารี อย่างไรก็ตามการติดตามข่าวโครงการขนาดใหญ่ ยังต้องอาศัยความร่วมมือกับสื่อมวลชนส่วนกลางที่มีศักยภาพในการติดตามความคืบหน้าระดับนโยบาย ซึ่งประเด็นนี้ประชาธรรมยังไม่สามารถทำข่าวครอบคลุมได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากสื่อมวลชนกระแสหลักในการติดตาม สิ่งที่ประชาธรรมทำได้ คือการติดตามผลกระทบในระดับพื้นที่ ความเห็นของประชาชนต่อโครงการ เป็นต้น
ข่าวที่ไม่เป็นข่าว
“ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ มีประชาชนในภาคเหนือหลายแห่งเข้าไปยึดพื้นที่ที่เศรษฐีมาซื้อเก็งกำไรเป็นร้อยๆ ไร่ จัดการแบ่งสรรเพื่อปลูกผักกินกันเอง ฝ่ายเศรษฐีเองก็ไม่ได้กลับมาดู ถามว่าตรงนี้เป็นข่าวได้หรือไม่ ในทัศนะผมคิดว่าเป็นข่าวได้ เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการทรัพยากรที่ดินในประเทศไทย” ศ.ดร.นิธิ ยกตัวอย่างข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว แม้ว่าจะไม่น่าสนใจในสายตาของสื่อมวลชนทั่วไป แต่กลับมีความน่าสนใจทั้งในเชิงเนื้อหาสาระ และประเด็นที่จะนำเสนอแก่สังคมในยุคที่การจัดการทรัพยากรในประเทศไทยยังไม่มีความเป็นธรรมเช่นนี้
ข่าวที่ไม่เคยปรากฏเป็นข่าวยังมีอยู่เป็นจำนวนมากพอๆ กับข่าวที่ถูกบิดเบือนในประเทศไทย จึงเป็นภาระหน้าที่ของสำนักข่าวที่จะขุดคุ้ยข่าวที่ไม่เคยเป็นข่าว การทำความจริงให้ปรากฏ การลงลึก เจาะประเด็นของสำนักข่าวจึงเท่ากับเป็นการทำให้ข่าวเล็กๆ ถูกตีแผ่ขึ้นมา “สื่อส่วนกลางเปรียบเหมือนรถใหญ่ที่เข้าซอยไม่ได้ ขณะที่สำนักข่าวภาคประชาชนเป็นรถเล็กๆ ที่เข้าซอยได้” สุชาดา จักรพิสุทธิ์ นักวิชาการอิสระ เปรียบเทียบบทบาทภาระหน้าที่ของสำนักข่าวที่มีความแตกต่างจากหนังสือพิมพ์ทั่วๆ ไปอย่างชัดเจน
หัวใจสำคัญของการเจาะลึกประเด็นข่าว จึงอยู่ที่การนำเสนอมุมที่นักข่าวโดยทั่วไปมักจะหลงลืม และมิได้ตั้งคำถาม ซึ่งอ.นิธิได้ย้ำว่าอุบัติการณ์จำนวนมากที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมันเป็นข่าวที่ไม่มี “คน” อยู่ในนั้น มีแต่นโยบายของรัฐเท่านั้น ซึ่งสำนักข่าวที่ภาคประชาชนลุกขึ้นมาทำเองน่าจะทำให้มองเห็น “คน” มากขึ้น
ข่าวที่เป็นข่าวของสำนักข่าวประชาธรรมจึงแตกต่างจากข่าวที่เป็นข่าวของสื่อโดยทั่วไป จะเป็นการช่วยเสริมรายละเอียด ทำให้เกิดแง่มุมที่หลากหลาย และสร้างความสมดุลย์บนหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีเพียงข่าวของภาครัฐและทุนที่ครอบครองพื้นที่อยู่เป็นจำนวนมาก
มากไปกว่านี้ในเวที “ยุทธศาสตร์สื่อภาคประชาชน” เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 ซึ่งจัดโดยคณะทำงานสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ ภายใต้ความร่วมมือองค์กรพัฒนาเอกชน นักสื่อสารมวลชน นักวิชาการ ยังได้มีการถกเถียงกันมากว่าการคัดสรรข่าวที่มาจากหลายๆ พื้นที่ว่าอะไรสมควรเป็นข่าวจะมีเกณฑ์อย่างไร ถ้าหากใช้เพียงมาตรฐานว่าข่าวที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทั้งหมดเป็นข่าว ก็จะมีข่าวประเภทว่าประชาสัมพันธ์องค์กร ประชาสัมพันธ์กิจกรรมหลุดเข้ามา ในท้ายที่สุดข่าวนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับข่าวจากภาครัฐ ของหน่วยงานกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราเองก็พบว่าข่าวสารเหล่านี้ ไม่มีสารที่จะนำเสนอกับผู้อ่านแต่อย่างใด
“จุดยืนของเราอยู่ตรงที่เราอยากสื่อสารข้อมูลความเคลื่อนไหว ทัศนะมุมมอง การพัฒนา และทางเลือกที่มาจากภาคประชาชน” ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นักพัฒนาอาวุโสจากภาคเหนือให้ความเห็นถึงหัวใจสำคัญของข่าวภาคประชาชนที่จะใช้เป็นวิจารณญาณเบื้องต้นในการคัดสรรข่าว
อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่าข่าวที่มาจากภาคประชาชนนั้นขาดสีสัน ขาดความเป็น “ข่าว” เช่น ว่ารวดเร็ว ฉับไว และไม่มีความเป็นกลางตามทฤษฎีโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายมากอีกเช่น กันที่จะทำให้ข้อเท็จจริงมากมายนี้ได้ถูกสื่อสารอย่างมีพลัง ได้อย่างไร
สร้างพื้นที่ข่าว เพื่อความเป็นธรรมและยั่งยืน
“ข่าวเล็กข่าวน้อยที่ปรากฏเป็นข่าวจะค่อยๆ สร้างภาพ สร้างประเด็นปัญหาสาธารณะขึ้นมาทำให้สังคมเข้าใจปัญหาอันสลับซับซ้อนได้” อ.นิธิ กล่าวถึงหัวใจสำคัญของการนำเสนอข่าวสารภาคประชาชนอันเป็นจุดยืนที่สำนักข่าวที่ต้องยึดกุมไว้ให้มั่น
ผลพวงของการพัฒนาประเทศที่มาจากศูนย์กลาง ได้ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแก่คนจำนวนมากของประเทศ ลูกต้องพลัดพรากจากพ่อแม่ หมู่บ้าน วัดวาอารามต้องล่มสลาย ทรัพยากรถูกแย่งชิง เกษตรกรจนลง ขาดแคลนที่ดินทำกิน นั่นก็เป็นเพราะภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ไม่มีสิทธิที่บอกว่าต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร ไม่มีสิทธิแม้แต่จะเลือก ซึ่งที่ผ่านมาสื่อเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ทิศทางการพัฒนาจากข้างบนลงสู่ล่างอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะผู้มีโอกาสใช้สื่อ ผู้มีโอกาสเข้าถึงสื่อ คือผู้กำหนดทิศทางข่าวสารมาโดยตลอด
การสื่อสารจึงเป็นการสื่อสารแนวดิ่งทางเดียว การผลักดันของประชาชนกำลังเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม แม้จะเป็นแนวดิ่งเหมือนกัน แต่เปลี่ยนทิศทางจากบนสู่ล่าง ก็จะเป็นจากล่างขึ้นไปสู่บน หมายถึงการนำเสนอข่าวสารจากภาคประชาชน
ข่าวสารจากภาคประชาชนคือ การที่ภาคประชาชนจะสามารถบอกได้ว่าพวกเขาต้องการอะไร ไม่ต้องการอะไร มีสิทธิที่บอกได้ว่าไม่ต้องการให้มีโรงไฟฟ้าถ่านหินมาตั้งใกล้ๆ บ้าน ต้องการวิถีชีวิตและพันธุ์ปลาในลุ่มน้ำมูนกลับคืนมา ต้องการทำไร่ ทำนาโดยไม่มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้มาไล่จับ เป็นต้น นั่นหมายถึง ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือก และไม่เลือกการพัฒนาแบบไหน ไม่ใช่ผ่านการคิดตัดสินใจและกำหนดเป็นนโยบายโดยคนไม่กี่คน แล้วก็ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อเท่านั้นเอง
การสื่อสารแนวดิ่งจากล่างขึ้นสู่ข้างบนแม้ว่าจะไม่มีความเชี่ยวชาญ เป็นมืออาชีพเท่ากับการสื่อสารจากส่วนกลาง แต่ก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งของภาคประชาชนที่จะมีโอกาสสื่อสารและผลักดันนโยบายสาธารณะจากความต้องการที่แท้จริง ทั้งยังทำให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างภาคประชาชนด้วยกันเองอีกด้วย มิใช่มีแต่เพียงแนวนโยบายอันแห้งแล้งที่ถูกกำหนดจากรัฐบาลมาสู่ประชาชน
แน่นอนว่าภาคประชาชนเองก็ต้องพัฒนาทักษะ ความรู้ในการสื่อสารไปพร้อมๆ กันด้วย เวลาคงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าภาคประชาชนจะสามารถฟันฝ่าปัญหาทางเทคนิคไปสู่เป้าหมาย การมี “ที่ยืน” ในสื่อมวลชนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกับภาครัฐและเอกชนได้หรือไม่
พ.ศ. 2543 – 2547
ก่อร่างสร้างสำนักข่าวประชาธรรม
ระยะสร้างฐาน
ช่วงแรกของการก่อตั้งสำนักข่าวประชาธรรม มีการทำงานในด้านต่างๆ คือ
- ขายความคิด ช่วงแรกมีการเดินสายสัญจรไปตามจังหวัด และภูมิภาคต่างๆ เพื่อขายความคิดการก่อตั้งสำนักข่าวประชาธรรม จัดทำเอกสารโครงการเผยแพร่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาความร่วมมือจากเครือข่ายองค์กรพันธมิตรในการจัดตั้งสำนักข่าวประชาธรรมร่วมกัน มุ่งเน้นที่ความร่วมมือในการส่งข่าวสารให้แก่สำนักข่าวประชาธรรมเป็นด้านหลัก มากกว่าด้านของเงินทุน ขณะเดียวกันก็ทำงานขายความคิดให้แก่กลุ่มสื่อมวลชน และเครือข่ายพันธมิตรอื่นๆ ด้วย ได้แก่ องค์กรพัฒนาเอกชน สื่อส่วนกลาง นักวิชาชีพสื่อ นักเขียน นักพัฒนา นักวิชาการ องค์กรธุรกิจ และบุคคลทั่วไป
- ระดมทุน เริ่มดำเนินการหลังมีมติจัดตั้งสำนักข่าว โดยมีการระดมทุน 2 ส่วน คือจากผู้ถือหุ้น และจากการรับสมัครสมาชิกสำนักข่าวประชาธรรมจากสื่อมวลชน และจากองค์กรทั่วไป
- การจัดองค์กร คณะทำงานก่อตั้งประกอบด้วยนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และนักกิจกรรมทางสังคม คณะทำงานมีมติจัดรูปองค์กรเป็น บริษัทจำกัด ด้วยเหตุผลว่าองค์กรธุรกิจจะรองรับการเติบโตในอนาคต แต่มีความแตกต่างจากบริษัททั่วไปคือเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร หากมีกำไรเกิดขึ้นจะต้องนำกำไรไปใช้ในการพัฒนาองค์กรเป็นด้านหลัก จัดตั้งกลไกการทำงานระดับภาคและระดับประเทศเพื่อเป็นสำนักข่าวที่มีขอบข่ายการทำงานทั่วประเทศ จัดตั้งผู้สื่อข่าวจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ถือหุ้น และไม่ถือหุ้น โดยมีการฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรด้านทักษะการสื่อข่าว เขียนข่าว การจับประเด็นข่าวภาคประชาชน จัดตั้งกองบรรณาธิการระดับภาค เบื้องต้นสามารถจัดตั้งศูนย์ข่าวได้ 3 ศูนย์ คือ ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้
- การเปิดตัว ภายหลังมีความพร้อมด้านต่างๆ จึงมีการจัดงานแถลงข่าวพร้อมกับเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เพื่อแสวงหาความร่วมมือและระดมทุนจากประชาชนทั่วไปในเดือนพฤศจิกายน 2543
ระยะขยายฐาน
เมื่อรากฐานสำนักข่าวลงหลักมั่นและพร้อมที่จะดำเนินการด้านการข่าว ก็เป็นช่วงเวลาของการสร้างผลงานและขยายฐานการสนับสนุนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- ทดลองการผลิต ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ สำนักข่าวทดลองทำการผลิตทั้งระบบ เพื่อผลิตข่าวให้ได้สัปดาห์ละ 7 ข่าว และบทความ 1 ชิ้น ช่วงเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2543 สำนักข่าวประชาธรรมเริ่มทดลองทำข่าวภายในเครือข่าย โดยมีศูนย์ภาคเหนือเป็นตัวประสานงานกลาง และเป็นบรรณาธิการข่าว จัดส่งข่าวให้แก่สมาชิกสื่อส่วนกลาง และผู้ถือหุ้นตามกลไกที่วางไว้ บริการฟรี 1 เดือน เพื่อสร้างความยอมรับ
- ขายข่าวภายหลังจากทดลองผลิตจนมีความพร้อม สำนักข่าวประชาธรรมจึงเริ่มดำเนินการขายข่าวในเดือนมกราคม 2544 เป็นต้นมา
โต๊ะข่าว (กองบรรณาธิการข่าว)
ประกอบด้วย บรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม ผู้สื่อข่าว อาสาสมัครนักวิชาการ นักกิจกรรมอิสระ ผู้ปฏิบัติงานองค์กรพัฒนาเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ มีหน้าที่คือร่วมกันวิเคราะห์ข่าว สถานการณ์เป็นประจำทุกเดือน เพื่อช่วยกองบรรณาธิการในการจับประเด็นข่าวภาคประชาชน ส่วนระดับผู้ปฏิบัติงานประชาธรรม หรือกองบรรณาธิการในศูนย์ข่าวภาคเหนือ ซึ่งเป็นศูนย์ประสานงานกลางจะมีการประชุมโต๊ะข่าวทุกสัปดาห์เพื่อวิเคราะห์และกำหนดประเด็นข่าวที่จะติดตาม
ศูนย์ข่าวภูมิภาค
ประกอบด้วยอาสาสมัครจากเครือข่ายผู้ถือหุ้น ผู้ปฏิบัติงานในองค์กรเอกชน และผู้สื่อข่าว (สตริงเกอร์) ทำหน้าที่เป็นโต๊ะข่าวย่อย หรือกองบรรณาธิการภูมิภาค 2 ปีแรกสามารถตั้งศูนย์ข่าวภูมิภาคได้ 3 จุด คือ ศูนย์ข่าวภาคเหนือ ศูนย์ข่าวภาคใต้ และศูนย์ข่าวอีสาน แต่เมื่อขึ้นสู่ปีที่ 3 ศูนย์ข่าวภูมิภาคใน 2 จุดมีอันต้องยุบไป (ใต้และอีสาน) เนื่องจากขาดตัวหลักที่จะประสานงานอย่างแท้จริง คงเหลือแต่ผู้สื่อข่าว ซึ่งมีการขยายจำนวนผู้สื่อข่าวพิเศษของสำนักข่าวทุกๆ ปี
อ้างอิง
- เอกสารสำเนา "สรุปบทเรียนสำนักข่าวประชาธรรม" โดย สำนักข่าวประชาธรรม, 2547