• 23 มีนาคม 2560 - 23:13 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

สน.จังหวัดชม.ตอบคำถามความคืบหน้าพท.สาธารณะกลางเมือง ปัดข่าวลือปล่อยตก-เอกชนฮุบ

 วันที่ 4 พฤษภาคม 2558 - 14:16 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,433 ครั้ง พิมพ์

 

ภาพโดย เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่



เมื่อวันที่ 3 พ.ค.58 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เครือข่ายแม่ญิงเชียงใหม่ เครือข่ายบ้านชุ่มเมืองเย็น และเชียงใหม่จัดการตนเอง จัดเวทีสภาพลเมือง เรื่อง “การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้วจังหวัดเชียงใหม่  ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ โดยมีนาย นายวิรุฬ พรรณเทวี หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมตอบประเด็นข้อสงสัยและความคืบหน้าต่างๆ

 

ตอนนี้ทางจังหวัดได้ดำเนินการพื้นที่ข่วงหลวงฯไปถึงไหนแล้ว เพราะมีข่าวลือว่ามีองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งเตรียมเข้าจัดการดูแลพื้นที่หลังงบประมาณ 150 ล้านบาทตก?

ต้องเข้าใจก่อนว่างบ 150 ล้านที่พูดถึงเป็นงบประมาณปี 2555 แต่ได้รับการพิจารณาในปี 2556 ต้องเข้าใจระบบงบประมาณว่า มีงบประมาณอยู่ก้อนหนึ่งที่ให้นายกรัฐมนตรีใช้ในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งแต่ละปีตั้งไว้ประมาณแสนล้านบาท อันนี้เป็นงบกลางในประเภทนี้ ซึ่งให้ผ่านทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ เมื่อได้มาสำนักพุทธศาสนากลัวงบจะตก เพราะงบมาเดือนสิงหาคม เหลือเวลาเดือนเดียวก่อนงบตก จึงอยากให้ทางจังหวัดดำเนินการเรื่องข่วงหลวงเวียงแก้วแทน

ภายใต้งบ 150 ล้าน แบบไม่มี กลายเป็นภาระของจังหวัด เพราะทำแบบไม่ทัน และในพื้นที่นี้ก็เป็นโบราณสถานด้วย กรมศิลป์ก็ทักท้วง รวมถึงกรอบที่จะทำก็ไม่มีความแน่ชัด นอกจากนี้ทันทีที่ฑัณสถานหญิงย้ายออกไปที่ดินต้องเป็นของกรมธนารักษ์ ซึ่งถ้าหน่วยงานอี่นจะขอใช้ต้องขออนุญาต และเสียค่าเช่า คือ ถ้าท้องถิ่นจะมาใช้ ท้องถิ่นเป็นหน่วยงานที่มีรายได้ต้องเช่า ซึ่งที่ดินตรงนี้ไม่ใช่ถูกๆ ท้องถิ่นคงทำไม่ไหว

เราจึงกันเงินมาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลาเกือบ 4 ปีแล้ว  และยังไม่เริ่มทำอะไรเลย รัฐบาลก็มีการเร่งรัดงบประมาณรายจ่าย เราก็ขอกัน ซึ่งถ้ากันโดยมีสัญญาการก่อสร้างงบประมาณจะถูกกันโดยอัตโนมัติ แต่ในงบ 150 ล้านบาท เรากันแบบลอยๆ ไม่มีเอกสารหลักฐาน แต่บังเอิญว่าโชคดีที่รัฐบาลมองในภาพรวม ก็เลยให้กันเงินอัตโนมัติ ไม่ใช่เฉพาะแค่ข่วงหลวงเวียงแก้ว ตอนนี้งบ 150 ล้านบาทถูกกันเรียบร้อยแล้ว หมายความว่า งบก้อนนี้จะสิ้นสุดเดือนกันยายน 2558 ซึ่งถ้ายังจัดประกวดราคาไม่ได้ ก็ต้องขอกันงบประมาณในปี 2559

แต่ถ้าเราสามารถจัดประกวดแบบและราคาการก่อสร้างได้ในวงเงิน 150 ล้านบาท ก่อนกันยายน 2558 และนำสัญญาไปเป็นประกัน ก็จะเป็นการกันเงินโดยอัตโนมัติ

ในงบ 150 ล้านบาท ไม่ได้สร้างอาคารที่เดียวแต่แบ่งเป็น 4 ส่วน ส่วนแรก คือ การก่อสร้าง ส่วนที่สอง เรื่อง การขุดค้นทางประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากร และหอจดหมายเหตุที่จะบันทึกเรื่องราว ส่วนที่สามเป็นอาคาร ส่วนที่ 4 การดูแลระบบ

ในส่วนของกรมศิลป์ เราไม่ต้องไปยุ่งอะไรมากเพราะอยู่ในความรับผิดชอบของเขาที่ต้องไปขุดค้น เพียงแต่เรายังไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างให้

ตอนนี้ติดอยู่ที่ว่างบ 150 ล้านบาท ไม่ได้พูดถึงค่าแบบ  จะไปกันของงบ 150 บาทล้านก็ไม่ได้เพราะไม่ได้ระบุไว้จึงนำงบในส่วนของปี 2557 ซึ่งขอไปสองล้าน แต่ปรากฏว่า กรมบัญชีกลางบอกได้แค่ 1.7 ล้านบาท อีกสามแสนบาทไม่เข้าเงื่อนไข

งบ 1.7 ล้านคิดว่าจะกันเรียบร้อยตามระบบราชการ แต่กรมบัญชีกลางตอบมาว่าเม็ดเงินกันผิด ต้องทำเรื่องอุทธรณ์ ซึ่งทางเราก็ได้อุทธรณ์ไป

“ท่านไม่ต้องห่วง งบ 1.7 ล้านบาทต้องได้ ถ้าไม่มี เดวหางบตัวอื่น แคะกระปุกมาให้ เพียงแต่ตอนนี้รอให้เขาพิจารณาก่อน คิดว่าแนวโน้มน่าจะได้ซึ่งระหว่างรอ เราก็ขอให้ทางอาจารย์ที่ชนะการประกวดแบบให้เขียนรอไปก่อนเลย”

พื้นที่ตรงนี้นอกจากจะทำเป็นพื้นที่สาธารณะแล้ว พื้นที่บางส่วนจะกันไว้เป็นที่จอดรถ เพราะเขตเมืองบริเวณนี้ไม่มีที่จอดรถ และการส่งมอบหลังโครงการเสร็จสิ้น เบื้องต้นคุยกันว่าจะขอให้ทางเทศบาลฯซึ่งมีงบประมาณเข้ามาดูแล แต่ถ้าอยากเสนอหน่วยงานอื่นก็เสนอมาได้

สรุปความคืบหน้า คือ หนึ่ง พื้นที่ที่จะทำที่ดินที่จะใช้คือ กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ง่ายต่อการทำงานทุกๆงาน สอง เงิน 150 ล้านบาทกันไว้ได้ และสิ้นสุด 30 กันยายนนี้ สาม ตอนนี้ติดเรื่องงบการออกแบบ 1.7 ล้านบาท ที่ต้องรอกรมบัญชีกลางอนุมัติ

“ทั้งหมดที่ตนพูดมีเอกสารยืนยันทั้งหมด ซึ่งทางจังหวัดเปิดเผยข้อมูล สามารถมาขอได้โดยไม่ต้องใช้พรบ.ข้อมูลข่าวสาร อยากจะฝากไว้ว่า อย่าเชื่อข่าวลือ”

 

กุญแจอยู่ที่ไหน ค่าน้ำค่าไฟใครจ่าย ใครได้รับอนุญาตให้เข้าออกบ้าง?

กุญแจอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพฯ คือ มันยังไม่ได้ใช้อะไร เขาเก็บไว้ตอนไหนไม่สำคัญ เพียงแต่ว่าตอนนี้ที่เราปิด เพราะมีชาวบ้านมายื่นเรื่องไว้ว่า ถ้าไม่ปิดเกรงว่าพวกวัยรุ่นจะเข้าไปมั่วสุ่มข้างไหน และให้ติดตั้งไฟด้วย เราะพื้นที่โดยรอบมืด เกรงว่าจะไม่เกิดความปลอดภัย

 

สิ้นเดือนกันยายนปี 2558 จะเริ่มดำเนินการได้โดยไม่ต้องไปลุ้นให้งบตกได้ไหม จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรเพื่อให้ขั้นตอนดำเนินไป ?

ตนก็อยากทำให้มันเสร็จ แต่ตอนนี้ติดเรื่องกรมบัญชีกลางอนุมัติ เงินอยู่ที่ทางจังหวัดอยู่แล้ว เพียงแต่ยังใช้ไม่ได้เท่านั้น เพราะเขายังไม่ตอบออกมา ถ้าเขาตอบมาว่าดำเนินการได้ ก็จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างกับอาจารย์ที่เขียนแบบทันที ซึ่งแบบเขาเริ่มเขียนไว้แล้ว เราแค่ทำการจัดซื้อจัดจ้าง แล้วส่งงานตามงวดตามที่กำหนด

 

ทำไมระบบราชการมันช้า ใช้เวลาหลายปีไปมัวทำอะไรกันอยู่ ?

อย่างที่บอกว่าเป็นงบกลางปี 2555 แต่มาอนุมัติเมื่อปลายปี 2556 จึงต้องขอกันเงินเรื่อยมา  เพราะแบบไม่มี ต้องมาทำประชาคม พูดคุย ประกวดแบบ เขียนแบบ กว่าจะลงตัวใช้เวลาไปปีหนึ่ง คือตลอดปี 2557 จนมาถึงวันนี้

ด้วยความตั้งใจของเราก็อยากทำให้เสร็จ แต่ถ้ามันไม่เสร็จก็เป็นเพราะระบบราชการ ความจริงไม่อยากโทษระบบราชการ ที่พูดกันว่าถ้าให้ท้องถิ่นจัดการก็จบ ก็คิดว่าหากเป็นท้องถิ่นก็ต้องทำในกระบวนการเดียวกัน คือมารับฟังความเห็นจากส่วนต่างๆ

 

ในกระบวนการต่อจากนี้ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไร?

ในส่วนการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนราชการกับท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ต้องขอกลับไปดูกฎระเบียบ แต่ให้ความหวังกับท่านได้ ในส่วนของคณะกรรมการถ้าเอาเอกชนไปร่วมได้ก็จะตั้ง แต่ถ้าตั้งไม่ได้ก็สามารถออกมารูปของคณะกรรมการสมทบ

เรื่องการประกวดแบบก่อสร้างถ้าเสร็จคงไม่ได้งุบงิบทำ เพราะการก่อสร้างพื้นที่บริเวณนี้มูลค่าไม่น้อย สตง.ต้องมาดู กล้าบอกได้เลยว่า ก่อนจัดจ้างซื้อจัดจ้างคงทำให้ทุกคนเห็นแบบ ขั้นตอนการประกวดก็จะทำให้โปร่งใสและทุกท่านเข้ามาดูได้

ในระหว่างการก่อสร้างจะพยายามให้ผู้รับจ้างรายงาน และชี้แจงให้สาธารณะชนได้รับทราบว่า ขั้นตอนทำไปถึงไหนอย่างไร

 

ทำไมกุญแจต้องไปอยู่ที่มูลนิธิวัดดอยสุเทพ ทั้งที่พื้นที่นี้เป็นความรับผิดชอบของทางจังหวัด ถ้ามันยุ่งยากมากเกรงใจกัน ก็เสนอว่าให้เลื่อยเอากุญแจเก่าออก แล้วเอากุญแจใหม่ใส่เข้าไปได้ไหม เพราะง่ายกว่า?

เรื่องกุญแจ ผมไม่รู้เรื่องความเป็นมา ตอนคอกถูกย้ายไป กุญแจก็อยู่กับทางมูลนิธิ ซึ่งจะไปหาคำตอบให้ในภายหลัง เพราะตอบไม่ได้จริงๆ

 

จากการเข้าไปทวงถามเรื่องที่จังหวัด ได้เห็นจดหมายขององค์กรหนึ่งที่ส่งเข้าไปส่วนกลางเพื่อขอล้มกระบวนการทั้งหมด แล้วแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่  ทำได้หรือไม่ อย่างไร เพราะเป็นกระบวนการที่มีการประกวดแบบ ชาวบ้านมีส่วนร่วม?

เรื่องนี้ก็ทราบมาเหมือนกันว่ามีคนไปร้องเรียนกับท่านนายกฯ แต่ว่าทางส่วนกลางก็ยังไม่ได้สั่งอะไรมา มีเรื่องร้องมาเราก็ทำการชี้แจงไป ซึ่งตนยังไม่ได้เห็นหนังสือ แต่ยืนยันได้ว่าไม่สามารถรื้อระบบทั้งหมด

พูดตรงๆว่ามีบางส่วนที่อยากให้งบ 150 ล้านบาทตก แต่เรื่องที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการใหม่ยังไม่มี ยังเป็นชุดเดิม

 

นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ กล่าวหลังการประชุมว่า จากนี้ทางเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และภาคีที่ร่วมกันจะติดตามขั้นตอนต่างๆอย่างใกล้ชิดทุกเดือนเพราะมีเวลาก่อนที่จะขอกันงบอีกเพียงไมกี่เดือน เริ่มจากที่ทางจังหวัดระบุว่ากรมบัญชีกลางจะตอบกลับมาในช่วงกลางเดือนนี้  

“เราไม่อยากให้กระบวนการที่ทำมาในช่วงสองปีสูญเปล่า อันที่จริงถ้านับเรื่องการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้จะเห็นว่ากินเวลานับสิบปี หากปล่อยให้งบประมาณตกและกระบวนการล่มไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ และถ้างบตกจริงก็อยากให้ทางจังหวัดโยกมาให้องค์กรท้องถิ่นดูแล เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าจังหวัดจัดการไม่ได้ และถ้าตกไปอยู่ในมือของเอกชนก็จะดูในกระบวนการกฎหมายเพื่อเตรียมฟ้องร้องต่อไป”

 


ลำดับเหตุการณ์ การพัฒนา “ข่วงหลวง เวียงแก้ว”

(ข้อมูลอ้างอิง และปรับปรุงจากศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่, สภาพลเมือง, และเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่)

จัดทำโดย เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่

 

พ.ศ.1839 พระญามังรายสร้างที่ประทับบริเวณทิศเหนือของเมือง เป็นพื้นที่มงคลเรียกว่า “เวียงแก้ว” เป็นที่ประทับของกษัตริย์ในราชวงศ์มังราย ถึงราชวงศ์กาวิละ  

พ.ศ.2442 เวียงแก้วถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเรือนจำชาย หลังจากเมืองเชียงใหม่ถูกลดฐานะจากเมืองประเทศราชมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสยามในรัชกาลที่ 5

พ.ศ. 2451 มีการก่อสร้างอาคารด้วยอิฐฉาบปูนรวม 7 หลังภายในเรือนจำ

พ.ศ. 2510 สำนักงานผังเมือง กระทรวงมหาดไทยได้เริ่มวางผังเมืองเชียงใหม่เป็นครั้งแรก มีข้อเสนอให้ย้ายเรือนจำออกไปและปรับให้เป็นสวนสาธารณะ

ทศวรรษ 2510 ชมรมล้านนาคดี นำโดยอ.ไกรศรี นิมมานเหมินท์ นายทิว วิชัยขัทคะ และสมาชิก ได้ร่วมกันรณรงค์ให้ย้ายเรือนจำ และพัฒนาพื้นที่เป็นสวนสาธารณะ

13 พ.ค. 2532 คณะรัฐมนตรีสมัย พลเอกชาติชาย ชุณหะวัน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีมติให้พื้นที่เมืองเก่าเชียงใหม่ เป็นพื้นที่อนุรักษ์เพื่อส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย ประเด็นการย้ายเรือนจำ และพัฒนาข่วงหลวง ถูกนำมาปัดฝุ่นพูดคุยกันอีกครั้ง

พ.ศ.2539 วาระสมโภชเมืองเชียงใหม่อายุครบ 700 ปี ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบันคือ มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง พร้อมองค์กรร่วมจัดงานไหว้สาพระญามังราย ร่วมกันเรียกร้องให้มีการย้ายเรือนจำ และฟื้นฟูวัดสำคัญในเมืองเชียงเชียงใหม่ ณ บริเวณหอประชุมติโลกราช

พ.ศ. 2541-42 ในงานปอยข้าวสังฆ์ จัดขึ้น ณ ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับองค์กรต่างๆ เรียกร้องให้มีการย้ายเรือนจำออกไป และพัฒนาพื้นที่เป็นที่โล่งสาธารณะสำหรับเมือง  ในเวลาเดียวกัน กรมราชทัณฑ์ได้ย้ายเรือนจำชายออกไปที่อ.แม่ริม พื้นที่ถูกเปลี่ยนเป็น ทัณฑสถานหญิง

พ.ศ.2544 ศูนย์ศึกษาปัญหาเมืองเชียงใหม่ ร่วมกับองค์กรต่างๆ เรียกร้องให้มีการย้ายเรือนจำออกไป และพัฒนาพื้นที่เป็นที่โล่งสาธารณะ

มีนาคม พ.ศ.2544 เทศบาลนครเชียงใหม่ทำหนังสือขอใช้ประโยชน์บริเวณทัณฑสถานหญิงเพื่อปรับปรุงเป็นพื้นที่สีเขียว

15 กรกฎาคม พ.ศ.2544 มีป้ายใหญ่ตั้งหน้าคุกเขียนข้อความว่า “กรมราชทัณฑ์ โดยความเห็นของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะมอบพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่แห่งนี้ให้เป็นสวนสาธารณะ และศูนย์วัฒนธรรมของประชาชนชาวเชียงใหม่ทุกคน”

กรกฎาคม 2551 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเป็นพื้นที่สาธารณะ ประกอบด้วยผู้บริหารเทศบาล หัวหน้าส่วนราชการ

25 มกราคม พ.ศ.2545 มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง รวมกับองค์กรเครือข่ายจัดเสวนา “การอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองเชียงใหม่” เรียกร้องให้ย้ายเรือนจำแล้วสร้างเป็นข่วงเปิด เป็นพื้นที่สีเขียวของเมือง

6 ตุลาคม พ.ศ.2545 เทศบาลนครเชียงใหม่ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ สำนักงานอัยการสูงสุด และสมาชิกสภาผู้แทนฯ จำนวนหนึ่งได้จัดแถลงข่าว เรื่องการแปรพื้นที่บริเวณทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และบ้านพักอัยการให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยจะทำให้พื้นที่คุกกลางเมืองเป็นพื้นที่สีเขียว เก็บกำแพงคุก และอาคารภายในไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ และให้บริเวณบ้านพักอัยการเป็นหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่

4 พฤศจิกายน 2545 ดวงจันทร์ อาภาวัชรุตม์ เจริญเมืองเขียนบทความ “จากหอคำ-เวียงแก้ว สู่คุก-จากคุกสู่ข่วง”ในวารสารเชียงใหม่ปริทัศน์ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2545 หน้า 10 

5 พฤศจิกายน 2545 มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง ร่วมกับเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตรเรียกร้องให้ย้ายเรือนจำ และทำลายอาคารของเรือนจำเพื่อความเป็นมงคลของเมือง

12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2545 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2554 หน้า 23 ได้ตีพิมพ์บทความ บทความ “จากหอคำ-เวียงแก้ว สู่คุก-จากคุกสู่ข่วง”

กรกฎาคม 2551 เทศบาลนครเชียงใหม่ได้แต่งตั้งคณะกรรมการการดำเนินการปรับปรุงพื้นที่ทัณฑสถานหญิงเป็นสวนสาธารณะ ประกอบไปด้วย ผู้บริหารเทศบาลฯ หัวหน้าส่วนงานต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายอาชีพ นักวิชาการ และผู้แทนอิสระ เพื่อเตรียมหาแนวทางขั้นตอนการปรับปรุงพื้นที่

ตุลาคม 2551 นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงใหม่ ประกาศแต่งตั้งคณะอนุกรรมดำเนินงานรับฟังความคิดเห็นประชาชนตามโครงการปรับปรุงพื้นที่ทัณฑสถานเป็นสวนสาธารณะมี ร.ศ.ดร.ธเนศร์ เจริญเมืองเป็นประธาน อ.ประมวล เพ็งจันทร์ เป็นรองประธาน มีกรรมการทั้งหมด 13 คน ทั้งฝ่ายสงฆ์ ตัวแทนภาคประชาชนจากหลากหลายอาชีพ

18 ตุลาคม 2551 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดเสวนา “จากคุกเป็นสวน ควรจะเป็นอย่างไร” ได้ข้อคิดเห็นคือ 1.ให้อนุรักษ์อาคารเรือนจำทั้งหมดไว้ 2.ให้เก็บอาคารบางส่วนที่สามารถเก็บไว้ได้ 3. ให้รื้อทิ้งไปเลย

8 พฤศจิกายน 2551 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 โดย ทพ.อุทัยวรรณ กาญจนกมล มีผู้ร่วมงานกว่า 50 คนส่วนใหญ่จะเป็นประชาชนในละแวกพื้นที่ใกล้เคียง และผู้ที่สนใจ

29 พฤศจิกายน 2551  หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 สอบถามความคิดเห็นร.ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมถึง 80 คน

17 มกราคม 2552 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัด ประชุมวิชาการ “ค้นหารากเหง้า เมืองเชียงใหม่”เป็นเวทีระดมความรู้ทุกแง่มุมในหัวข้อ “พัฒนาการและลักษณะข้อคุ้มหลวง-เวียงแก้ว-เรือนจำ- ทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ และความสำคัญโดยรวมของพื้นที่”

ร.ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมืองเป็นผู้ดำเนินรายการ ผู้เข้าร่วมราว 50 คน ส่วนใหญ่เป็นนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ

28 กุมภาพันธ์ 2552 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 3 ร.ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ มีผู้เข้าร่วมถึง 80 คน

สิงหาคม พ.ศ.2552 ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ประสานงานกับเทศบาลนครเชียงใหม่ขอกันพื้นที่ไว้ใช้ประโยชน์เพิ่มเติมจากเดิมที่ขอไว้บริเวณครัวชวนชม จากพื้นที่เดิม0-1-82.75 ไร่ ขอขยายเพิ่มบริเวณส่วนของโรงจอดรถ และศูนย์ส่งเสริมสุขภาพราชการ เป็น 0-2-92.18 ไร่

ในระหว่างปี พ.ศ.2553-2555 มีการตีพิมพ์และเผยแพร่งานเขียนที่เกี่ยวข้องกับประเด็น “คุก-ข่วง” ได้แก่งานของ อ.สมโชติ อ๋องสกุล ในwww.lannaworld.com งานของดร.เพ็ญสุภาพ สุขคตะ ใจอินทร์ ในมติชนสุดสัปดาห์

7 มกราคม 2555 มูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง และองค์กรเครือข่ายเสนอความคิดเห็นประเด็นการพัฒนาเมืองให้กับ เวทีการประชุมรัฐมนตรีสัญจร ประเด็นดารย้ายทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ พัฒนาให้เป็นข่วงหลวง-ลานวัฒนธรรม

สิงหาคม 2555 คณะกรรมการมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมืองร่วมกันส่งหนังสือขอให้ย้ายทัณฑสถานหญิงถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

4 กันยายน 2555 สำนักงานปลัดสำนักนายรัฐมนตรี ได้ส่งหนังสือถึง ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง เพื่อแจ้งว่าได้ประสานงานกับกรมราชทัณฑ์ และจังหวัดเชียงใหม่ตามข้อเรียกร้องแล้ว

25 ตุลาคม 2555 กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือถึงมูลนิธิสถาบันพัฒนาเมือง เรื่องจะย้ายทัณฑสถานหญิง และจะรื้อถอนอาคารเก่าในพื้นที่เวียงแก้ว พร้อมส่งคืนให้เทศบาลนครเชียงใหม่นำไปปรับปรุงเป็นสวนสาธารณะ และขอสงวนพื้นที่บริเวณตรงข้ามทัณฑสถานไว้ฝึกอาชีพด้านการอาหาร และนวดแผนไทย เพื่อสร้างชื่อเสียงและส่งเสริมการท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ต่อไป

15 ธันวาคม 2555 กรมราชทัณฑ์ย้ายทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ไปยังเรือนจำกลางบ้านแม่หยวก อ.แม่ริม และย้ายทัณฑสถานชายไปอยู่ที่บ้าน หนองกอก อ.แม่แตง

14 มกราคม 2556 คลื่นวิทยุ FM 92.5 รายงานว่าสามารถเข้าชมทัณฑสถานหญิงได้ 8 โมงเช้าถึง 4 โมงเย็น มีการถ่ายทอดรายการวิทยุสดจากในพื้นที่ทัณฑสถาน และมีการนำชม

15 มกราคม 2556 มีข่าวแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเชียงใหม่ว่า คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินจำนวน 150 ล้านบาทให้กับสำนักพุทธศาสนา เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาข่วงหลวง

19-27 มกราคม 2556 พระเทพวรสิทธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ร่วมกับพระราชสิหวมุณี เจ้าคณะอำเภอ จ.เชียงใหม่ เจ้าอาวาสพระสิงห์ พร้อมพระสังฆาธิการ เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล และเจ้าอาวาส 14 วัด จัดงานสวดถอนขึด เสนียดจัญไรด้วยธรรมเนียมปฏิบัติแบบคนเมือง คืออยู่ปริวาสกรรม ภายในพื้นที่เป็นเวลา 9 วัน 9คืน

20 มกราคม 2556 ศูนย์สร้างสรรค์เมืองเชียงใหม่ ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง เปิดเวทีเสวนา  “จากคุ้มสู่คอก จากคอกสู่...” ดร.เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ที่ปรึกษาร.ม.ต.กระทรวงกรสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่ารัฐบาลได้อนุมัติงบฯ 150 ล้านบาทแล้วจะปรับพื้นที่ให้เป็นสวนพุทธธรรม ภายใต้ชื่อ พุทธมณฑลเชียงใหม่ เพื่อฉลองพุทธชยันตี

26 มกราคม 2556 คณะสงฆ์จังหวัดเชียงใหม่มอบให้ พระครูอดุลศีลกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดธาตุคำ เป็นประธานในการประกอบพิธีทุบคุกหลังสูตรถอน โดยมีเจ้านายฝ่ายเหนือ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายธานินทร์ สุภาแสน เป็นประธานฝ่ายฆราวาส แทนน.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี

5 กุมภาพันธ์ 2556 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ส่งหนังสือถึงผู้ว่าราชการ เพื่อขอสนับสนุนให้มีการจัดเวทีสาธารณะเพื่อระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชน ในการพัฒนาพื้นที่ข่วงหลวง แทนทีการยกให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายดำเนินการ

17 กุมภาพันธ์ 2556 เชียงใหม่จัดการตนเอง จัดเปิดสภาพลเมือง ในวาระข่วงหลวงเวียงแก้ว ณ พุทธสถาน โดยมี นายชำนาญ จันทร์เรือง นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง ผู้ประสานงานเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และนางพรรณงาม สมนาเครือข่ายแม่ญิงเชียงใหม่ขอเบิกสภา

9 มีนาคม 2556 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จัดประชุมประชาชนเรื่อง แนวทางการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว

4 มิถุนายน 2556 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยืนหนังสือถึงสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่เพื่อติดตามความก้าวหน้าการใช้ประโยชน์พื้นที่ข่วงหลวง

12 มิถุนายน 2556 สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีระดมความคิดเห็นจากภาคประชาชน โดยได้รับมอบหมายจากสำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ ณ ลานประวัติศาสตร์หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่

26 ธันวาคม 2556 เครือข่ายชุชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ จัดเดินสำรวจพื้นที่รอบคุก และวงเสวนาว่าด้วยเรื่องการพัฒนาข่วงหลวง และแนวทางการขับเคลื่อนพื้นที่ในอนาคต

4 เมษายน 2557 สำหนักงานจังหวัดเชียงใหม่แถลงข่าวโครงการพัฒนาข่วงหวงเวียงแก้ว และประกาศเชิญชวนส่งแบบการพัฒนาพื้นที่ข่วงหลวง

24 มิถุนายน 2557 สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่จัดแถลงข่าวความคืบหน้า และสรุปแบบที่ส่งเข้าประกวด ณ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ งานแถลงข่าวต้องหยุดลงกลางคัน เนื่องจากมีการอ่านแถลงการณ์เรื่องจังหวัดจัดการตนเอง โดย กลุ่มเชียงใหม่จัดการ ก่อนเจ้าหน้าที่ทหารจะมีคำสั่งให้หยุดกิจกรรมแถลงข่าว

28 มิถุนายน 2557 ศ.ดร.ธเนศ เจริญเมือง จัดเวทีแถลงข่าว ไม่สนับสนุนการประกวดแบบ โครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว

4 กรกฎาคม 2557 คณะกรรมการโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้วร่วมกันตัดสินแบบ

8 กรกฎาคม 2557 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยืนหนังสือสนับสนุนโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว และกระบวนการประกวดแบบ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายสุริยะ ปราสาทบัณฑิต

15 กรกฎาคม 2557 วันตัดสินแบบ สำหรับระชาชนทั่วไป และประกาศผลได้ผู้ชนะคือ แบบที่ชื่อว่า “เผยแผ่นดิน สู่ถิ่นเวียงแก้ว” เจ้าของผลงาน นายกวิน ว่องวิทย์การ

18 กรกฎาคม 2557 สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ นำโดยผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการจัดประชุมเพื่อดำเนินโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้วในระยะต่อไป

18 สิงหาคม 2557 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยื่นหนังสือถึงมณฑลทหารบทที่ 33 เพื่อขอให้ร่วมติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว

17 ตุลาคม 2557 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอติดตามความก้าวหน้าของโครงการ

19 ธันวาคม 2557 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ขอติดตามความก้าวหน้าของโครงการ

24 ธันวาคม 2557 ในงานแถลงข่าวจังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ เข้าร่วมและตั้งคำถามกับฝ่ายยุทธศาสตร์จังหวัดเรื่องความก้าวหน้าโครงการฯ ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน

18 กุมภาพันธ์ 2558  นายชำนาญ จันทร์เรือง นางเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง และสมาชิกเครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน เข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอรับคำชี้แจงเรื่องความก้าวหน้าของโครงการฯ

มีนาคม 2558 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ร่วมประชุมกับ กลุ่มเชียงใหม่จัดการตนเอง เพื่อขอความร่วมมือในการเปิดสภาประชาชน

25 มีนาคม 2558 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ส่งหนังสือถึงสำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สอบถามถึงงบประมาณโครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว จำนวน 150 ล้านบาท เนื่องจากใกล้หมดกำหนดเวลาใช้งบประมาณดังกล่าว

23 เมษายน 2558 เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มเชียงใหม่จัดการตนเอง จัดแถลงข่าวการจัดเวทีสภาพลเมือง เรื่อง ติดตามความก้าวหน้า “โครงการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว”


รวมลิงค์ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รายงานพิเศษ : เส้นทางข่วงหลวงเวียงแก้วกับการเป็นพื้นที่สาธารณชน

ชาวชม.กว่า200ร่วมโหวตแบบข่วงหลวงฯก่อนประกาศผล 8 ก.ค.นี้ ด้านศูนย์สร้างสรรค์ฯยื่นรองผู้ว่าฯขอระงับกระบวนการ

เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ยื่นผู้ว่าฯ หนุนโครงการประกวดแบบข่วงหลวง

มอบรางวัลแบบชนะข่วงหลวงฯ วัดใจคสช. ยื้องบ 150 ล้านบาท

ข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ยื่นผู้ว่าฯ ถามความคืบหน้า “ข่วงหลวงฯ” หลังยังไม่เกิดการจัดซื้อจัดจ้าง

สน.จังหวัดชม.แจงเรื่อง “ข่วงหลวงฯ” ยันจัดจ้างทันก่อนงบตก

ประชาสังคมชม.เตรียมเปิดเวทีสภาพลเมืองติดตามความคืบหน้าการพัฒนาข่วงหลวงเวียงแก้ว

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,739 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.