• 23 มีนาคม 2560 - 23:12 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

“ผาอัน” เมืองยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของพม่าตามแนว EWC : โอกาส ความหวัง และความกังวลของผู้คน (1)

 วันที่ 15 สิงหาคม 2559 - 01:01 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 989 ครั้ง พิมพ์

 

อานนท์ ตันติวิวัฒน์

ก่อนแม่น้ำสาละวินจะไหลลงสู่ทะเลที่เมืองมะละแหม่ง  ได้ไหลพาดผ่านเมืองหนึ่ง เมืองแห่งนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งระหว่างพม่ากับชนกลุ่มน้อย เต็มไปด้วยยาเสพติด และคุณภาพชีวิตแย่ที่สุดแห่งหนึ่งในพม่า แต่ด้วยเวลาไม่ถึง 5 ปี (ตั้งแต่ปี 2012) เมืองแห่งนี้กลับเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนทำให้ผู้คนในเมืองนี้ต่างพากันคาดหวังว่ามันจะไม่กลับไปตรงจุดนั้นอีก เมืองที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ คือ เมือง “ผาอัน” เมืองหลวงรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า

อย่างไรก็ตาม เมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงและเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่นำมาซึ่งความกังวลที่ระคนกันไปกับโอกาสและความหวังของผู้คนเช่นกัน ในตอนนี้จะมาดูว่า เงื่อนไขปัจจัยใดที่ทำให้เมืองผาอัน เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ และคนในเมืองคาดหวังกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร

 

สัญญาหยุดยิง กับการเปลี่ยนแปลงในผาอัน

จุดเริ่มต้นและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงในเมืองผาอัน คือ การเซ็นสัญญาหยุดยิงระหว่างรัฐพม่าสมัยเต็ง เส่ง กับ กลุ่มกะเหรี่ยงเคเอ็นยู The Karen National Union (KNU) เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นเซ็นสัญญาหยุดยิงครั้งแรกในรอบ 63 ปี

แม้ว่าก่อนหน้าที่จะมีการเซ็นสัญญาหยุดยิง ภาคประชาสังคมกะเหรี่ยงค่อนข้างมีความกังวล และตั้งข้อกังขาถึงความจริงใจของรัฐบาล อย่างไรก็ดี นายพะโด่ ซอแกวทูวิน เลขาธิการเคเอ็นยู (ตำแหน่งตอนนั้น) ยืนยันว่า การเซ็นสัญญาหยุดยิง เป็นแนวทางทางการเมืองของเคเอ็นยูที่มีเป้าหมายต้องการให้เกิดความสงบ เพื่อนำไปสู่การเจรจาทางการเมือง และจะยึดผลประโยชน์ของคนกะเหรี่ยงเป็นหลัก

การเซ็นสัญญาหยุดยิงเกิดขึ้นท่ามกลางความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยตกลงให้มี Communication offices และอนุญาตให้สามารถสัญจรไปมาระหว่างรัฐได้

David Htaw ผู้นำกลุ่ม เคเอ็นยู กล่าวหลังจากมีการเซ็นสัญญาตกลงหยุดยิงในรอบ 63 ปีว่า “การเจรจาเป็นแค่จุดเริ่มต้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ปฏิบัติการที่เกิดขึ้นในพื้นที่”

10 เดือนต่อมา มีการเจรจาในรายละเอียดอีกหลายครั้ง จนบรรลุข้อตกลงเรื่องการวางกฎเกณฑ์ในพื้นที่ที่มีการหยุดยิงบางส่วนโดยกฎเกณฑ์นี้ให้ใช้ครอบคลุมทั้งทหารและพลเรือนทั้งสองกลุ่มในพื้นที่ สาระสำคัญ ได้แก่ ให้พม่าถอนกำลังทหารออกจากชุมชนและหมู่บ้านในรัฐกะเหรี่ยง  รับรองความปลอดภัยและความมั่นคงของผู้คนในพื้นที่ สามารถสอนภาษากะเหรี่ยงในโรงเรียนได้  ยกเลิกการบังคับใช้กฎหมาย 17/1 ซึ่งห้ามองค์กรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายทำกิจกรรม  

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเคลียร์กับระเบิดในพื้นที่ที่ตกลงสงบศึก และจะไม่วางกับระเบิดเพิ่ม และจะไม่ทำกิจกรรมที่ยั่วยุไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม รวมถึงจะไม่ขมเหงรังแกประชาชนในพื้นที่ที่มีการเจรจาหยุดยิง[i]

นายมองเท

หลังเวลาผ่านไปเกือบ 5 ปี นายมอง เท อายุ 50 ปี คนพม่าที่อาศัยอยู่ในเมืองผาอัน รู้สึกได้ถึงสัญญาณความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

“การปกครองเมืองผาอัน เมื่อก่อนกับตอนนี้มีความแตกต่างกันมาก เพราะเมื่อก่อนเขตกะเหรี่ยงจะมีชนกลุ่มน้อยอยู่มาก เป็นพื้นที่ปกครองของชนกลุ่มน้อย รัฐบาลทหารพม่าไม่สามารถที่จะเข้ามาปกครองหรือจัดการสิ่งต่าง ๆได้ ช่วงนั้นสภาพของเมืองแย่มาก มียาเสพติดเข้ามาเยอะมาก เด็กวัยรุ่นติดยามาก”

พอรัฐบาลพม่ามาเซ็นสัญญาหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อย รัฐบาลกลางพม่าสามารถเข้ามาจัดระบบในเมืองนี้ได้ เข้ามา เปลี่ยนแปลงระบบราชการ คือมีราชการมาประจำอยู่ที่นี้ เพื่อมาจัดการเรื่องพวกนี้ เช่น จัดการเรื่องยาเสพติด จัดการเด็กติดยาเสพยา  เมืองนี้เลยดีกว่าแต่ก่อนมาก

อย่างไรก็ดี การเจรจาหยุดยิงก็ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างสงบสุขและเต็มไปด้วยความสวยงาม ยังมีการปะทะระหว่างทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อย เช่นเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกองทัพพม่า กับกองกำลังกะเหรี่ยง DKBA ภายใต้การคุมของผู้พันซานอ่อง บริเวณถนนตัดใหม่ เมืองกอเกอแระ เนื่องจากทหารพม่าเข้ามาวางกำลัง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้นายพล เต็ง หม่อง วิน ผู้บัญชาการภาคตะวันออกเฉียงใต้ของกองทัพพม่าจะเดินทางมายังเส้นทางดังกล่าว[ii] รวมถึงยังมีทหารมีการบังคับชาวบ้านเพื่อขอไม้และเป็นแรงงานบ่อยครั้ง ซึ่งผิดกฎ Chapter 2, article D ที่ระบุว่า ในการเจรจาต่อรองกับหมู่บ้านห้ามไม่ให้ใช้กำลังบังคับขู่เข็ญเพื่อบังคับใช้แรงงาน ไถ่เงินและอาหาร[iii]

นายสมพร ชาวบ้านห้วยส้าน จ.เมียวดี และเคยเรียนที่มหาวิทยาลัยผาอัน กล่าวว่า แม้จะได้รัฐบาลใหม่จากพรรค NLD แต่ทุกคนก็ยังคงรอดูท่าทีว่าจะดำเนินนโยบายอย่างไรต่อไป จะมีกระบวนการสันติภาพอย่างไร ซึ่งทุกคนยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามา จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะถนนหนทางและชีวิตความเป็นอยู่

 

เบื้องหลังสัญญาหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อย และการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเมืองผาอัน

“ปราศจากความสงบสุข ก็ไม่มีประชาธิปไตย ไม่มีประชาธิปไตย ก็จะไม่มีการพัฒนา”

ออง มิน รัฐมนตรีสมัยเต่งเส่ง ที่เป็นตัวแทนการเจรจากับกลุ่มต่างๆ กล่าวในวันเซ็นสัญญาหยุดยิง

คำพูดของออง มิน ตัวแทนรัฐบาลทหารพม่าสมัย เต็ง เส่ง สั้น ๆ ประโยคนี้ แทนที่มาของเหตุผลของการหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อยได้เป็นอย่างดี แม้ว่านักวิชาการ และนักวิเคราะห์ จากทั้งพม่า ชนกลุ่มน้อย ไทย และต่างประเทศ ได้พยายามอธิบายถึงเหตุผล เบื้องหลัง ความเคลือบแคลงทั้งจากปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ ของการทำสัญญาหยุดยิงระหว่างรัฐบาลทหารพม่ากับชนกลุ่มน้อยแล้ว แต่ในทีนี้จะขอกล่าวถึงแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจที่พม่าวางไว้ตั้งแต่ปี  2010-2020  (The National Comprehensive Development Plan for 2010-2030)  ในส่วนที่เห็นว่ามีส่วนอย่างมากในการวางยุทธศาสตร์เมืองผาอัน และเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เมืองผาอันเติบโตและเป็นเช่นทุกวันนี้

ในปี 2012 ภายหลังจากรัฐบาล เต็ง เส่ง ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ มีการวางกรอบการทำงานด้านเศรษฐกิจและการปฏิรูปสังคม 3 ปี(2012-2015)[iv]  อาทิ ปฏิรูปการคลังและระบบการจัดเก็บภาษี  ปราบปรามคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสในการตรวจสอบการทำงาน ปฏิรูประบบอัตราแลกเปลี่ยนทางการเงิน ปรับเข้าสู่ระบบเสรีทางการค้าและการลงทุนเพื่อดึงนักลงทุนจากต่างชาติ ส่งเสริมภาคธุรกิจเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มประกอบการ SME และธุรกิจด้านท่องเที่ยว(ลดหย่อนวีซ่า)  ปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศโดยเฉพาะถนนและไฟฟ้า พัฒนางานสุขภาพและการศึกษา

ผลจากการวางกรอบการปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจทำให้ GDP ของพม่าโตเฉลี่ยร้อยละ 7-8 ต่อปี ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา

อาจกล่าวได้ว่า เมื่อมองจากนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ ความหวังการพัฒนาประเทศพม่า อยู่บนฐานของการลงทุนของต่างชาติ การค้าเสรี และการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ (ไทย) โดยการออกกฎหมายใหม่และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนด้านต่าง ๆ นอกจากนี้สิ่งที่หวังจะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามา คือ การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการค้าต่าง ๆ  เนื่องเพราะ พวกเขาคาดหวังว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษ คือ พื้นที่ภูมิศาสตร์พิเศษที่จะสามารถออกกฎหมายเพื่อสร้างสิทธิพิเศษ  ด้านภาษี และความสะดวกแก่นักลงทุน เอื้ออำนวยให้เกิดการผลิต และส่งออกสินค้าได้ง่าย รวมถึงทำให้เกิดการจ้างงาน และที่สำคัญจะทำให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด

พม่าวางเขตเศรษฐกิจพิเศษไว้หลายจุดด้วยกัน ในรัฐยะไข่เขตเศรษฐกิจพิเศษเจ้าผิว (Kyaukphyu SEZ)  เขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย (Dawei SEZ) ในเขตตะยินตะยีไต ภาคกลางไม่ไกลจากย่างกุ้ง และกำลังมาแรง คือ เขตเศรษฐกิจพิเศษติละวา (Thilawa. SEZ) (ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในตอนพูดถึงเมืองทวาย)

ภาพที่ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ภาพจาก http://myanmarreport2014feb.blog.fc2.com/blog-entry-2.html

ส่วนในภาคที่ยังไม่อยู่ในอำนาจอย่างสมบูรณ์ของรัฐบาลพม่า เช่น รัฐกะเหรี่ยง ในภาคตะวันออก  แต่อยู่ในเส้นทางการขนส่งสินค้าและเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยงกับระเบียงทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น ก็มีการวางให้เป็นพื้นที่พิเศษ ซึ่งน่าสนใจว่า พม่าไม่เรียกเขตเหล่านี้ว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” แต่เรียกว่า เขตการค้าการลงทุนร่วม หรือเขตนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ เขตการค้าและนิคมอุตสาหกรรมเมียวดี  และเขตอุตสาหกรรมผาอัน

นอกจากการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสำคัญตามจุดยุทธศาสตร์เส้นทางขนส่งทางการค้าแล้ว สิ่งหนึ่งที่พม่าเร่งพัฒนาควบคู่ไป เพื่อสร้างประเทศให้เหมาะแก่การลงทุน คือ การเชื่อมโยงการคมนาคมทั่วประเทศ เพราะข้อตำหนิของนักลงทุนส่วนใหญ่กับการลงทุนในพม่า คือ โครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมยังไม่รองรับ อาทิเช่น การพัฒนาระบบขนส่ง ปรับปรุงสนามบินนานาชาติ พัฒนาถนน เพื่อเชื่อมโยงเมืองสำคัญต่างๆในประเทศ และภูมิภาคในอาเซียน

“การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อปรับปรุงให้เราเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาคได้ โครงสร้างพื้นฐานอย่างแรกที่ควรทำ คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถเชื่อมต่อกับแม่แบบการเชื่อมโยงของอาเซียน (The Master Plan of ASEAN Connectivity) เช่น การคมนาคมที่เชื่อมต่อกับอินเดีย จีน และประเทศไทย ควบคู่ไปกับการทำการค้ากับเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังควรพัฒนาการเชื่อมต่อกับชนบทโดยการทำถนนไฮเวย์ รวมถึงปรับปรุงถนนที่มีอยู่ให้ได้มาตรฐานอาเซียน”

“และจะต้องพัฒนาคุณภาพการขนส่งทางรถไฟ ที่เชื่อมต่อกับศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญในประเทศเช่น ย่างกุ้ง-มันฑะเลย์- มิตจีนา และบาโก-เมาะลำไย รวมถึงปรับปรุงหัวรถจักรและคนขับ พัฒนาระบบราง ซึ่งส่วนนี้จะสามารถทำให้เกิดการเชื่อมโยงภายในประเทศได้” รายงาน “กรอบการทำงานด้านเศรษฐกิจและการปฏิรูปสังคม” ระบุ

ภาพถนน เส้นทางการเชื่อมต่อ

และดังที่เกริ่นไปตั้งแต่ต้นว่า นอกจากด้านการลงทุนและการค้าแล้ว ภาคส่วนที่พม่าให้ความสำคัญและบรรจุไว้ในแผนเศรษฐกิจ คือ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากมองว่า เป็นภาคที่สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งพวกเขาวางแผนที่จะดึงทั้งนักท่องเที่ยวภายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติ พัฒนาการท่องเที่ยวโดยการเชื่อมโยงกับธุรกิจภาคส่วนอื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีแผนจะสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งระบบเพื่อการท่องเที่ยว เช่น ที่พัก ปรับปรุงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ สร้างจุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ ผ่อนปรนเรื่องระยะเวลาการพำนักอยู่ในประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว และทำการโฆษณาโปรโมท

ซึ่งการท่องเที่ยวจะทำควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้ผู้ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวใช้ทรัพยากรบุคคลภายในประเทศ และเอื้อให้ผู้ประกอบการด้านนี้ทำกำไรได้มากขึ้น

แผนการทางเศรษฐกิจที่ยกมาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดการเจรจาหยุดยิง กับชนชาติพันธุ์ต่าง ๆ ทั่วประเทศ และถ้าสังเกตดูจะพบว่า การเจรจาหยุดยิงกับกลุ่มต่างๆจะเป็นพื้นที่ในทางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ และเป็นพื้นที่ที่มีแหล่งทรัพยากรเกือบทั้งสิ้น เช่น ในรัฐฉานให้สัมปทานถ่านหิน รัฐกะเหรี่ยงเจรจาหยุดยิงในพื้นที่ที่เปิดการติดต่อและเชื่อมต่อการขนถ่ายสินค้ากับไทย ทั้งเส้นพุน้ำร้อน (กาญจนบุรี) -ทวาย และเมียวดี-พะอัน เป็นต้น

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า นโยบายที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อเกิดความเปลี่ยนแปลงแก่เมืองต่างๆของพม่าในเวลานี้ หากเมืองนั้นถูกกำหนดให้อยู่ในยุทธศาสตร์ของการพัฒนา เมืองผาอันก็เช่นกัน

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

ข้อมูลอ้างอิง

KNU. Preliminary Ceasefire Highlights – 2013. Source: http://www.knuhq.org/preliminary-ceasefire-talks-2013/ .(14 June 2016)

BBC News. Burma government signs ceasefire with Karen rebels. Source: http://www.bbc.com/news/world-asia-16523691. (14 June 2016)

Nan Paw Gay. KNU AND GOVERNMENT VERBALLY AGREED ON CEASEFIRE CODE OF CONDUCT. Source: KAREN News http://karennews.org/2012/09/knu-and-government-verbally-agreed-on-ceasefire-code-of-conduct.html/ . (14 June 2016)

The Economist. Waiting for the dividend. Source: http://www.economist.com/news/asia/21587272-despite-hopes-nationwide-ceasefire-agreement-trust-needed-lasting-peace-remains-long. (15 June 2016)

Daw Mie Mie Tin. Growth Areas and Economic Corridor. Source: http://www.mlit.go.jp/kokudokeikaku/international/spw/general/myanmar/index_e.html#g01. (15 June 2016)

National Comprehensive Development Plan. 2012. Framework for Economic and Social Reforms Policy Priorities for 2012-15 towards the Long-Term Goals of the National Comprehensive Development Plan. Source: http://www.elevenmyanmar.com/politics/20-year-economic-plan-sent-parliament. (15 June 2016)

Wikipedia. Economy of Myanmar. Source: https://en.wikipedia.org/wiki/Economy_of_Myanmar#Economic_liberalisation_.282011-present.29. (15 June 2016)

สำนักข่าวชายขอบ. เคเอ็นยูแจงกลุ่มกะเหรี่ยง ลงนามหยุดยิงพม่า ภาคประชาชนหวั่นไม่พร้อม-ส่อเกิดปัญหา. ที่มา: http://transbordernews.in.th/home/?p=9680. (14 June 2

 

[i] คะเรน นิวส์ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของชนชาติกะเหรี่ยง รายงานว่า  ในช่วง 10 เดือนหลังจากมีการเซ็นสัญญาหยุดยิง มีทั้งผลดี และผลเสีย โดยอ้างรายงานของ The Karen Human Rights Group (KHRG)ว่า ภายหลังการเซ็นสัญญาหยุดยิง กองกำลังทหารพม่า ชุมชนท้องถิ่นในเขตรัฐกะเหรี่ยง ถูกทหารพม่าควบคุมน้อยลง

อย่างไรก็ตาม ชุมชนในพื้นที่ ยังคงกังวลว่า  ทหารพม่าจะไม่ซื่อตรงกับการเจรจาสงบศึก เนื่องจากองค์กรนี้ รายงานว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกองทัพพม่ายังมีอยู่ มีการเข้าไปเอาทรัพยากรในพื้นที่โดยไม่แบ่งผลประโยชน์  มีการกำหนดนโยบายพัฒนาจากรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งอาจจะทำให้ทหารพม่าเข้าถึงจุดยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐกะเหรี่ยง เพราะเป็นที่ที่สามารถทำเงินได้มาก

ชาวบ้านในพื้นที่บอกด้วยว่า ทหารพม่ายังกระทำความรุนแรงอยู่บ้างประปราย ทั้งการยิง การบังคับให้ไปเป็นแรงงาน การยึดที่ดิน การอพยพย้ายคนออกจากพื้นที่โดยอ้างการพัฒนาในที่ที่เปิดให้มีการลงทุน

[ii] อ่านเพิ่มเติม สำนักข่าวชายขอบ. เอเชียไฮเวย์ระส่ำ พม่า-กะเหรี่ยงปะทะอีก. Source :  http://transbordernews.in.th/home/?p=9032 .( 13 June 2016)

[iii] อ่านเพิ่มเติม KARENNEWS. BURMA ARMY COMMANDER, USES GUNS TO REINFORCE DEMANDS FOR LOGS AND FORCED LABOR FROM VILLAGERS. Source : http://karennews.org/2016/06/burma-army-commander-uses-guns-to-reinforce-demands-for-logs-and-forced-labor-from-villagers.html/ .( 13 June 2016)

[iv] Framework for Economic and Social Reforms Policy Priorities for 2012-15 towards the Long-Term Goals of the National Comprehensive Development Plan http://www.eaber.org/sites/default/files/FESR%20Official%20Version%20-%20Green%20Cover.pdf

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 14,739 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.