รายละเอียด
วันที่ 22 พ.ย. 2557
ปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์: ปรองดองกับความเป็นธรรม?
วันที่ 19 พ.ค. 2555 เวลา : 19:47 น.
308
เชียงใหม่/ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ ปาฐกถาเรื่อง "ปรองดองกับความเป็นธรรม?" ที่ร้านหนังสือ Book Re:public

วันนี้ 19 พฤษภาคม 2555  ร้านหนังสือ Book Re:public จัดงานรำลึก 2 ปี 19 พฤษภาคม  เสวนาปรองดองกับความเป็นธรรม? โดยมีศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ ร่วมปาฐกถา

ศ.นิธิ เอียวศรีวงศ์

ปรองดองแปลว่าอะไร ในพจนานุกรม แปลว่าไม่แก่งแย่งกัน พร้อมเพรียงกันตกลงกัน ความหมายนั้นหมายถึงความสงบราบรื่นของชุมชนขนาดเล็ก ลองคิดดูว่าความปรองดองแบบนี้เป็นไปได้เฉพาะหมู่บ้านเล็ก ๆ เท่านั้น ผมคิดว่าสังคมขนาดใหญ่ ความปรองดองตามความหมายของพจนานุกรมนั้นเป็นไปไม่ได้ในสังคมขนาดใหญ่ หรือแม้แต่จ.เชียงใหม่ ดังนั้นข้อถกเถียงเรื่องความปรองดอง กับความยุติธรรมนั้นชอบธรรม ฉะนั้นเราต้องสร้างกติกาในการพูดคุยโดยที่เราไม่ต้องตีหัวกัน ฉะนั้นการพูดถึงความปรองดอง เราต้องกลับไปดูความขัดแย้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อเราพูดถึงความขัดแย้ง สื่อต่างๆชอบนึกถึงความขัดแย้งระหว่างบุคคลค่อนข้างมาก ไม่เพียงเรื่องเหตุการณ์ที่ปะทะกันเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่ม เราต้องกลับไปดูต้นตอของความขัดแย้ง ความขัดแย้งไม่ว่าสีใดก็ตาม บุคคลเหล่านั้นเดินเข้าไปร่วมความขัดแย้งได้อย่างไรโดยไม่มีฐานทางเศรษฐกิจ และสังคม

 

 

เราต้องดูปัจจัยทางเศรษฐกิจ และสังคม เราจะเข้าใจมันได้ โลกาภิวัตน์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและการเดินเข้าสู่สังคมสมัยใหม่ ทำให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจภาคเมืองอย่างมโหฬาร ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ๆ มากมาย เกิดกลุ่มลูกหลานจีนเศรษฐกิจใหม่ แม้ไม่รวยแต่ก็มีเงินพอสมควร เกิดความมั่งคั่งชนิดใหม่เกิดกลุ่มคนหน้าใหม่ๆ เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ เช่น ขายอาหารกล่องข้างทาง วันหนึ่งก็ได้ถึงวันละพันกว่าบาท หรือกลุ่มผู้ปลูกหอมแดงที่ศรีสะเกษ มีการลงทุนต่อไร่เกือบสองหมื่นบาท ถือเป็นระบบเศรษฐกิจตลาดเป็นการประกอบการทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ 

 

 

คนกลุ่มนี้เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูกส่งสินค้าเข้าตลาด ขอให้สังเกตด้วยว่าคนเหล่านี้ไม่ได้เป็นผู้ใช้ทรัพยากรโดยตรง เหมือนชาวนาไทยแบบเศรษฐกิจพอเพียง กลุ่มที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง เช่นชาวประมงขนาดเล็กจำนวนเท่าไหร่ไม่รู้ เราจะทิ้งคนเหล่านี้ไว้ก่อนเพราะฉะนั้นเศรษฐกิจมันเปลี่ยน คนกลุ่มนี้ต้องการการเมืองใหม่ ไม่ใช่กลุ่มเกษตรกรแบบเดิมๆ คนเหล่านี้ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องการเมืองระดับชาติ นโยบายสาธารณะเกี่ยวข้องกับชีวิตเขามาก เป็นการเมืองใหม่ที่ตนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ การมีส่วนร่วมต้องผ่านการเลือกตั้ง ในสมัยทักษิณเขาก็มีความหมายขึ้นมาอย่างมากกับคนเหล่านี้

 

 

การเมืองไปกระจุกตัวในระดับชาติ การเมืองที่จะกระจายอำนาจในการจัดการทรัพยากรก็จะเปลี่ยนไปอย่างมาก ทำให้คนเหล่านี้ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในการเมืองระดับชาติ ชนชั้นนำ และชนชั้นสูงที่อยู่ในเมืองไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชนชั้นนำด้วยกันเองด้วย ฝ่ายหนึ่งของชนชั้นนำเห็นโอกาสของความเปลี่ยนแปลง เล่นกับมวลชนในทางการเมือง แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีประสบการณ์ในการเล่นกับมวลชนจึงกลัวการเติบโตของประชาชน กลัวความเติบโตของมวลชน กลัวเข้ามากุมนโยบายสาธารณะ กลุ่มนี้กลัวจะไม่สามารถเข้ามาควบคุมการมีส่วนร่วมของมวลชนในทางการเมือง จึงทำให้เกิดจุดอ่อนสำหรับกลุ่มชนชั้นนำเหล่านี้

 

 

การกระจายอำนาจที่แท้จริงมันทำลายฐานผลประโยชน์ของคนในกลุ่มชนชั้นนำ ลองคิดดูว่า หากมวลชนเติบโตขึ้นแล้วเรียกร้องกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งว่าต้องปฏิรูประบบภาษี ซึ่งระบบภาษีในประเทศไทยเป็นระบบที่ไม่มีความเป็นธรรมมากที่สุด ซึ่งมีการเก็บภาษีจากประชาชนมากกว่าภาษีของคนรวย เป็นต้น ถ้ามวลชนเติบโตขึ้นมาสามารถเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง 

 

 

เราทุกฝ่ายประสบความล้มเหลวทางการเมือง สิ่งที่จะต้องปรับตามคือต้องปรับระบบการเมือง โดยการเปิดเวทีการเมืองระดับกลางด้วย เพื่อให้คนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อให้คนหน้าใหม่เข้ามาต่อรองอำนาจอย่างเท่าเทียมกับคนอื่นๆ   

 

 

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นถ้ามองจากเสื้อสี ข้อถกเถียงนั้นมีมูลทั้งสิ้น เช่นเสื้อเหลืองไม่ไว้วางใจนักการเมือง เช่น มีแต่การเลือกตั้ง โดยไม่ปรับโครงสร้างการเมืองอื่นเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่วิธีการปรับแก้โดยเอาพระอรหันต์มาช่วย มันก็ใช้ไม่ได้ ส่วนเสื้อแดง ก็ยืนว่าประชาธิปไตยนั้นต้องมาจากการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะปรองดองอย่างไรก็แล้วแต่ ความขัดแย้งนั้นมันก็ยังดำรงอยู่ คุณก็ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องระบบการเมือง เพราะความขัดแย้งนี้เป็นเพราะความขัดแย้งเรื่องระบบสังคมและเศรษฐกิจที่เป็นไปทั่วโลก

 

 

ไม่มีสังคมไหนที่ไม่มีความขัดแย้ง  ปัญหาของสังคมสมัยใหม่ เราต้องทำให้ความขัดแย้งดำรงอยู่โดยไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของกันและกัน แม้ว่าจะทำให้เกิดความปรองดองขึ้นได้ แต่ก็ต้องเปิดเวทีการเมืองให้มันกว้างขึ้น กลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง เช่น ปากมูล ราษีไศล  คนเหล่านี้ยังไม่โผล่ในเวทีการเมือง ก็ต้องเปิดให้เขาด้วย ถ้าเราอยากจะแก้ไขความขัดแย้งเราก็ต้องมีกฎหมายที่มีความเป็นธรรม ส่วนกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆ ที่ออกโดยคณะรัฐประหารต่างๆ ก็ต้องมีการเปลี่ยนเพื่อรับความเปลี่ยนแปลง

 

 

กรณีคณะนิติราษฎร์  ทำไมถึงมีบทบาท นั่นเป็นเพราะนิติราษฎร์เข้ามาตอบคำถามพอดีเรื่องความยุติธรรมในช่วงนี้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากด้วย ช่วงนี้แป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญมาก เมื่อถามว่าในสังคมไทยใช้ความรุนแรงทางการเมืองหรือไม่ เราจะพบว่าเราใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยาแต่ในหมู่ชนชั้นนำเท่านั้น เมื่อไหร่ก็ตามถ้าคนนอกกระโดดเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองก็จะมีความรุนแรงทันที อย่างกรณี 14 ตุลาคม ถึง 19 พฤษภาคม เป็นต้น

 

 

ประเด็นของผมก็คือ  เราจะเจอคนนอกที่เป็นกลุ่มใหม่ตลอดเวลา มันก็จะมีการใช้ความรุนแรงอีก  ครั้งนี้จึงเป็นครั้งสำคัญที่ต้องทำให้ระบบการเมืองไทยยุติการใช้ความรุนแรง ต้องไม่มีการออก พ.ร.บ.อภัยโทษที่จะทำให้ผู้สั่งการหลุดรอดไปได้  ถ้าความจริงออกมา  คนเหล่านี้ต้องรับโทษก่อน ถ้าเราไม่ยุติในครั้งนี้ เมืองไทยก็จะเผชิญกับความรุนแรงทางการเมืองอย่างไม่สิ้นสุด  โดยสรุปคือไม่จำเป็นต้องปรองดอง  ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของนิติราษฎร์ คือการลบล้างผลพวงของรัฐประหาร เป็นหัวใจสำคัญ  ระหว่างนี้เราต้องช่วยกันหาวิธีควบคุมความขัดแย้ง  ไม่ให้ละเมิดสิทธิเสรีภาพของกันและกัน.