รายละเอียด
วันที่ 31 ต.ค. 2557
ภัยพิบัติจัดการได้ด้วยชุมชน
วันที่ 3 ธ.ค. 2553 เวลา : 13:11 น.
ผู้เขียน : ศยามล ไกยูรวงศ์
0

เหตุการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปี พ.ศ.๒๕๕๓  จะมาจากสาเหตุของโลกร้อน หรือเป็นเรื่องของธรรมชาติในรอบ ๓๐ ปี ที่ต้องมีภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น เป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ได้แต่คาดการณ์จากหลักฐานที่มีอยู่   ซึ่งไม่สามารถสรุปได้อย่างชัดเจน  ทำให้เห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถอยู่เหนือธรรมชาติได้  แต่มนุษย์ได้ทำลายธรรมชาติไว้อย่างรุนแรง  ซึ่งการกระทำดังกล่าวได้มาทำลายมนุษย์ในที่สุด  อย่างไรก็ตามมนุษย์ก็สามารถป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติได้ หากมีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน  เพื่อให้ความเสียหายเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด

การมีเครือข่ายองค์กรชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ได้มีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและประสานงานบอกต่อกันเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ดินถล่ม พายุหมุน หรือภัยพิบัติอื่นๆที่จะเกิดขึ้น  ให้ทันต่อสถานการณ์ตามศักยภาพที่ชุมชนมีอยู่ ณ ปัจจุบัน  ที่จังหวัดตรังเหตุการณ์น้ำท่วม และพายุพัด ไม่รุนแรงมากเหมือนจังหวัดอื่นๆในภาคใต้  แต่ก็ได้บทเรียนว่าเมื่อเครือข่ายองค์กรชุมชนมีความพร้อมในการป้องกันทุกด้านจะรับมือกับภัยพิบัติได้ด้วยตัวเอง 

นายพัชรพนธ์  เลี่ยมยงค์  หรือ แมว ตัวแทนเครือข่ายองค์กรลุ่มน้ำคลองชี ได้เล่าว่า  "เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองชี ทำการเฝ้าระวังภัยพิบัติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แมวได้สมัครวิทยุอบรม VR ตรัง เป็นสมาคมวิทยุสมัครเล่น โดยการรวมตัวกันทุกจังหวัด สนับสนุนโดยการสื่อสารโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ตนเองจ่ายค่าสมัคร ๑.๐๐๐ บาท กทช.มาสนับสนุนความรู้และออกใบวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น  ถูกต้องตามระเบียบการ  ในลุ่มน้ำคลองชี อำเภอวังวิเศษ มีอยู่ ๕ ตำบล   ประชุมและมีแผนรับมือภัยพิบัติเบื้องต้น  โดยได้รับงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เช่น เสื้อชูชีพ เรือไฟเบอร์   การอบรมอาสาสมัครเฝ้าระวังภัยพิบัติโดยสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดตรัง   พวกเราจึงมีอาสาสมัครรับมือภัยพิบัติได้ทัน เนื่องจากรู้ล่วงหน้าว่าน้ำจากต้นน้ำตรังที่ทุ่งสง นครศรีธรรมราชจะมาถึงเมื่อไร  มีการประสานงานทางวิทยุโทรศัพท์  แล้วแต่สะดวก ในการเข้าพื้นที่  ใช้สื่อวิทยุหมู่บ้านนี้ ให้ลงในพื้นที่ และเน้นความปลอดภัยก่อนช่วยเหลือผู้อื่น ที่คนอื่นยังเข้าไม่ถึง"  

ในขณะที่เครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำตรังได้มีการประสานงานร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำคลองชี และเครือข่ายของประชาชนที่จังหวัดตรัง  โดยมีศูนย์อำนวยการช่วยเหลือชุมชนที่วัดควนวิเศษ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ก็ได้พยายามช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในระดับตำบล  แต่ยังมีความไม่ไว้วางใจว่าเมื่อของหรือเงินไปที่ อปท. จะอยู่กับญาติพี่น้อง  ในอีกด้านหนึ่งแต่ละตำบลจะมีอาสาสมัครพัฒนาและป้องกันพลเรือน (อพปร.) แต่ อพปร.จะดำเนินการได้นั้นขึ้นอยู่กับ นายกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่จะมีคำสั่งให้ดำเนินการซึ่งจำกัดเฉพาะในขอบเขตของพื้นที่ตำบลเท่านั้น โดยที่ไม่มีอุปกรณ์การช่วยเหลือใดๆ

อีกตัวอย่างหนึ่งที่เห็นถึงการพึ่งตนเองของเครือข่ายองค์กรชุมชน ซึ่งถูกพายุดีเปรสชั่นส่งผลให้เกิดน้ำท่วม ทำลายบ้านเรือน เรือ เครื่องมือประมง และสวนยางเสียหายอย่างหนักในพื้นที่จังหวัดสงขลา และพัทลุง  ที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มแพปลา สามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ เช่น บ้านช่องฟืน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ได้จัดสรรงบประมาณของตนเองมาดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเฉพาะหน้า และจัดตั้งศูนย์อำนวยการช่วยเหลือชุมชนและโรงครัวกลาง

สำหรับบทบาทของอาสาสมัครจากภายนอกชุมชน และสื่อมวลชน ที่มีใจอยากช่วยเหลือนั้น ทำได้ดีในสภาวะที่บริจาคเงินและสิ่งของ และส่งมายังที่เกิดเหตุโดยรวดเร็ว  แต่ถ้าหากระบบการจัดการไม่ดี  ทั้งเงินและของก็จะถูกส่งไปยังกลุ่มคนแบบกระจุกตัวและไม่กระจายทั่วถึงทุกคน  โดยเฉพาะในสภาวะที่ผู้บริจาคและผู้ที่ช่วยเหลือไม่รู้เลยว่ามีผู้เดือดร้อนมากน้อยอย่างไร จำนวนกี่คน และมีผู้ตกหล่นจำนวนเท่าไหร่  คำถามคือใครคือหน่วยหลักของการสำรวจข้อมูล เพื่อให้การดำเนินการช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว และกระจายถึงทุกคน

จากบทเรียนดังกล่าวเครือข่ายองค์กรชุมชนลุ่มน้ำตรังจึงเสนอว่าขอดำเนินการเอง  แต่ต้องมีการอบรมเสริมศักยภาพให้มีเครือข่ายอาสาสมัครที่เฝ้าระวังลุ่มน้ำตรัง ในทุกด้านไม่เพียงเฉพาะเรื่องภัยพิบัติจากธรรมชาติ แต่รวมไปถึงภัยพิบัติจากน้ำมือของมนุษย์ ได้แก่ น้ำเสียจากโรงงาน  การดูดทราย ตลิ่งพัง รวมถึงโครงการพัฒนาต่างๆที่จะมากระทบต่อลุ่มน้ำ  โดยให้เครือข่ายมีฐานข้อมูลของระบบนิเวศน์ลุ่มน้ำอย่างชัดเจน มีความรู้และประสบการณ์ในคาดการณ์ภัยพิบัติที่จะมาถึงเพื่อป้องกันปัญหา และเตรียมการแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ ตลอดจนระบบการจัดการช่วยเหลือและการวางแผนพัฒนาพื้นที่และผังเมืองร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อรับมือกับสถานการณ์โลกร้อนและภัยพิบัติ 

บทบาทของเครือข่ายองค์กรชุมชนที่มีบทบาทการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามระบบนิเวศน์จึงมีความสำคัญ  ถ้าหากให้ความสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของเครือข่ายดังกล่าวอย่างจริงจัง   การเฝ้าระวังภัยพิบัติเป็นบทบาทหนึ่งในหลายบทบาทที่เครือข่ายดำเนินการอยู่   ทั้งนี้การดำเนินการต้องประสานงานร่วมกับผู้ปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

อย่าให้ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นและผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ด้วยความภาคภูมิใจของระบบสงเคราะห์เท่านั้น  การวางแผนเตรียมการระยะยาวเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้คนไทยรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายอาสาสมัคร  ตลอดจนการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เพื่อรับมือกับภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  หากรอภาครัฐก็จะสายเกินแก้.