|
เอเชียเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหรืออู่อาหารใหญ่ที่สุดของโลก ไม่น่าเชื่อทวีปนี้กลับกลายเป็นแหล่งที่มีประชากรหิวโหยมากที่สุดในโลกด้วย องค์การอาหารและเกษตร(FAO) แห่งสหประชาชาติแถลงในกรุงเทพฯเมื่อต้นเดือนมิถุนายนว่า ในจำนวนผู้หิวโหย 1.02 พันล้านคนทั่วโลก เป็นประชากรในทวีปเอเชียเสีย 642 ล้านคน! นอกจากนี้ เมื่อคำนวนจากจำนวนผู้หิวโหยทั่วโลกพบว่า มีเด็กเสียชีวิตจากภาวะขาดแคลนอาหาร หรือจากสิ่งที่เรียกว่า "ภาวะ หิวโหยเรื้อรัง" วันละ 14,000 คน หรือตกราวปีละ 5 ล้านคน ที่น่าสนใจ ตัวเลขการเสียชีวิตจากความอดอยากเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเด็กในทวีปเอเชีย
FAO ชี้ว่านี่เป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็นถึงวิกฤติการณ์อาหารในภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิคและทั่วโลก ซึ่งมีแนวโน้มว่าภาวะอดอยากจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคตอันใกล้ ข้อมูลขององค์การอาหาร และเกษตรบ่งว่า สถิติจำนวนของผู้หิวโหยกำลังไต่เส้นกราฟขึ้นมาไม่หยุดหย่อน กล่าวคือเมื่อปีที่แล้ว (2009) ประชากรอดอยากปากแห้งในเอเชีย-แปซิฟิคเพิ่มขึ้นราว 17-18 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ 16 เปอร์เซ็นต์ของสามปีก่อน (2006) ในปีนี้และปีต่อไป ตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มว่ายังจะไต่เส้นกราฟขึ้นไปอีก
ความจริง ภาวะหิวโหยของพลโลกไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่องค์กรผู้บริหารโลกอย่างสหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลยากจนทั้งหลายสามารถรับ มือและผลักดันเส้นกราฟให้หดถอยลงไปได้ ทั้งนี้ด้วยยุทธศาสตร์สำคัญที่เรียกว่า "การปฏิวัติเขียว"
การ ปฏิวัติเขียว หรือ "Green Revolution" คือความพยายามผลักดันให้ผลิตธัญพืชและพืชอาหารทั่วโลก ที่เริ่มขึ้นเมื่อปลายทศวรรษ 1960 กระทั่งสามารถทำให้เอเชีย-แปซิฟิคมีผลผลิตข้าว อันเป็นอาหารหลักของคนในภูมิภาคนี้ เพิ่มทวีขึ้นเป็นสามเท่า
การ ปฏิวัติเขียวใช้กรรมวิธีหลายประการเพื่อเพิ่มผลการผลิต ในจำนวนนั้นรวมทั้งการจัดระบบชลประทาน, การใช้เทคโนโลยีการเกษตร, การปรับปรุงพันธุ์ข้าวที่หลากหลายและให้ผลผลิตสูง กระทั่งข้าวจากเอเชียส่งออกไปป้อนปากผู้หิวโหย และเลี้ยงดูประชากรที่กำลังทวีจำนวนขึ้นทั่วโลก
FAO แถลงว่าข้าวที่ให้ผลผลิตสูงเป็นผลจากการปฏิวัติเขียว ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตข้าวใน 40 ปีที่ผ่านมาถึง 300 เปอร์เซ็นต์ และแน่ นอน เมื่ออุปทานเพิ่มราคาย่อมลดลง ตัวเลขของแหล่งเดียวกันระบุว่า ในความเป็นจริงราคาอาหารถูกผลักดันให้ลดลงราว 40 เปอร์เซ็นต์ กระทั่งจำนวนผู้หิวโหยหรืออดอยากเรื้อรังลดลงจาก 34 เปอร์เซ็นต์ของทศวรรษ 1970 เหลือเพียง 16 เปอร์เซ็นต์ในปี 2006 แต่โชคไม่ดี มาบัดนี้การปฏิวัติเขียวหมดฤทธิ์เดชเสียแล้ว กระทั่งสร้างความวิตกครั้งใหม่ให้กับผู้รับผิดชอบดูแลปากท้องของโลกอย่าง องค์การอาหารและเกษตร
สาเหตุ สำคัญที่ทำให้ยุทธศาสตร์อาหารของโลกล้มเหลวมีอยู่หลายประการ แต่ที่น่าวิตกประการหนึ่งคือพื้นที่เพื่อการเกษตรลดลง ในเอเชีย-แปซิฟิคแห่งเดียวเพียงไม่กี่ปี คือจากปี 1997 พื้นที่เพื่อการปลูกพืชอาหารลดลงจาก 519 ล้านเฮคตาร์จากปี 1997 เหลือเพียง 495 ล้านเฮคตาร์ในปี 2007 หรือลดลง 19.4 และ 20.4 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
แน่นอนว่า สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากอุตสาหกรรมของระบบทุนนิยม ซึ่งผู้คนหลั่งไหลทิ้งไร่นาหันหน้ามาสู่โรงงานอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ ขณะที่ดินอันเป็นปัจจัยการผลิตถูกนำไปใช้เพื่อการอุตสาหกรรมมากขึ้น
ตามการ ระบุของ FAO สาเหตุประการที่สองคือค่าใช้จ่ายสนับสนุนภาคการเกษตรลดลงเช่นกัน ข้อมูลขององค์กรดังกล่าวชี้ว่าในช่วงสามทศวรรษหลังสุดการลงทุนภาคการเกษตรลด ลง ขณะการสนับสนุนต่อการเกษตรของภาครัฐก็ลดลงอย่างรุนแรง แต่หันไปเพิ่มในภาคอื่น กล่าวคืองบประมาณ สนับสนุนการเกษตรของภูมิภาคลดลงจาก 18 เปอร์เซ็นต์ของปี 1978 เหลือเพียง 4 เปอร์เซ็นเศษในปี 2008
กล่าวได้ ว่ารัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียเพิกเฉยต่อการผลิตในภาคเกษตรกรรม แม้ว่าทวีปนี้เป็นที่พำนักของเกษตรกรส่วนใหญ่ของโลก ตัวเลขระบุว่าประเทศในเอเชีย 27 ชาติลดค่าใช้จ่ายทางด้านเกษตรกรรมลงมาตั้งแต่ปี 1990 กระทั่งลดลงสู่จุดต่ำสุดในปี 2001 ใน 27 ประเทศดังกล่าว งบการเกษตรเทียบกับงบโดยรวมของประเทศในปี 1990 ลดลงจาก 8.5 เปอร์เซ็นต์ เหลือไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ในปี 2001 นี่คือข้อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธ!
เมื่ออุปทานอาหารลดลงแต่อุปสงค์สูง ขึ้น ชาวโลกก็ตกอยู่ในภาวะไร้ความมั่นคงด้านอาหาร สถิติของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ประจำปี 2010 ชี้ว่าในกัมพูชา-ผู้คนใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อหาอาหารถึง 71 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ในครอบครัว ซึ่งถือว่าสูงสุดในเอเชีย รองลงมา ได้แก่ทาจิกิสถานและพม่า ผู้คนในสองประเทศสิ้นเปลืองเงินเป็นค่าอาหารราว 70 เปอร์เซ็นต์ ในจอร์เจีย 64 เปอร์เซ็นต์, อาเซอร์ไบจันและเนปาล 60 และ 59 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ
FAO ยังแถลงข้อน่าสังเกตว่า ภาวะไร้ความมั่นคงด้านอาหาร เปลี่ยนตาลปัตผู้ผลิตอาหารมาเป็นลูกค้าผู้ซื้ออาหาร เกษตรกรรายย่อยในชนบทแทบทั้งหมดซึ่งครัวเรือนของตนเป็นผู้ผลิตอาหาร,มาบัด นี้กลายเป็นผู้ซื้ออาหารจากท้องตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งกว่านั้น ภาวะไร้ความมั่นคงด้านอาหารยังถูกท้าทายด้วยปัจจัยอีกหลายประการในขณะนี้และ ในอนาคตอันใกล้ ภาวะโลกร้อนทำให้แบบแผนการผลิตพืชอาหารเปลี่ยนไป ทำให้ประเทศต่าง ๆ จำนวนมากต้องปรับตัวเองด้วยการปลูกพืชชนิดใหม่ ทดแทนพืชอาหารแบบเดิมที่ถูกผันแปรไปด้วยความไม่แน่นอนของภูมิอากาศ นี่ประการหนึ่ง อีกประการ ที่ดินเพื่อการผลิตอาหารจำนวนมหาศาลทั่วโลก รวมทั้งพืชอาหารเองกำลังถูกแย่งชิงจากอุตสาหกรรมพลังงานเพื่อนำไปผลิตเชื้อ เพลิงชีวะภาพ แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นหลังสงครามอิรัก ที่ราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นในรอบใหม่ความ ท้าทายที่เผชิญหน้าเช่นนี้ทำให้ FAO ต้องเคลื่อนไหว ในต้นเดือนกรกฏาคมนี้องค์การอาหารและเกษตรจะจัดการประชุมใหญ่ที่กรุง มะนิลา-เมืองหลวงของฟิลิปปินส์ เพื่อดึงภาครัฐ และเอกชนให้หันมาฟื้นฟู และสนับสนุนภาคเกษตรกรรมมากขึ้น องค์กรผู้ รับผิดชอบปากท้องของโลกแถลงว่าเพื่อการผลิตพืชอาหารในเบื้องต้น ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้โดยรวมต้องใช้งบสนับสนุนการเกษตรอย่างน้อยปีละ 209 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้เพื่อป้อนปากอันหิวโหยของพลโลกภายในปี 2050 และ 90 เปอร์เซ็นต์ของปากอันหิวโหยเหล่านั้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายนี่เอง! |