|
ต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีข่าวหวือหวาชิ้นหนึ่งซึ่งสร้างความสนใจให้ชาวโลก กล่าวคือสื่อตะวันตกพากันประโคมข่าวการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของประเทศยากจน อย่างพม่า ในจำนวนสื่อดังกล่าวมีทั้งนสพ.ดิ อินดีเพนเด้นท์ของอังกฤษวอชิงตันโพสต์ของสหรัฐฯ สำนักข่าวอัลจาซีร่าของ ตะวันออกกลางสถานีโทรทัศน์เอบีซี ในสหรัฐฯ และอื่น ๆ
ผู้นำข่าวชิ้นนี้ไปเผยแพร่ในโลกตะวันตกเป็นรายแรกคือ "สถานีวิทยุเสียงประชาธิปไตยแห่งพม่า" (Democratic Voice of Burma-DVB) ของชาวพม่าพลัดถิ่นที่กระจายเสียงจากกรุงออสโลสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ทั้งนี้โดยอาศัยหลักฐานจากทหารพม่ายศพันตรีที่แปรพักตร์จากกองทัพหลบหนีออก นอกประเทศ
เมื่อได้หลักฐานจากพันตรีซา ย เต็งวิน (Maj.Sai Tein Win) ซึ่งมีทั้งภาพถ่าย ภาพวาด และคำบอกเล่า ทาง DVB ได้มอบให้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกสองคนนำไปตรวจสอบ คนทั้งสองคือนายโรเบิร์ต เคลลี-อดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของสหรัฐฯประจำหน่วยลอส อลาโม และเคยเป็นผู้ตรวจสอบอาวุธนิวเคลียร์แห่งสำนักงานพลังงานอะตอมนานาชาติ อีกรายคือนายจอฟ ฟอร์เดน-นักวิจัยทางทหารแห่งสถาบันเทคโนโลยีแมสซาจูเซตต์
พันตรีซาย เต็งวินเจ้าของหลักฐานเปิดเผยกับ DVB ว่าเขาได้รับการฝึกด้านเทคโนโลยีจรวดทั้งในพม่าและในรัสเซีย ก่อนแปรพักตร์ออกมาเขาอ้างว่าเคยทำงานในโรงงานลับหลายแห่งใกล้เมืองมะเยง (Maying)-100 กม.ทางตะวันตกของของมัณฑะเลย์ ที่นั่นเขาได้รับคำสั่งให้สร้างองค์ประกอบต้นแบบของจรวดอันเป็นส่วนหนึ่งของ โครงการนิวเคลียร์ ทั้งอ้างว่าพม่ายังมีโรงงานนิวเคลียร์อยู่อีกแห่งที่ทาเบค-คยิน (Thabeikkyin)-ทางเหนือของมัณฑะเลย์ที่เขาเคยเดินทางไปเยือนหลายครั้ง
อันที่จริง ซาย เต็งวินเคยส่งภาพลับให้กับ DVB มานานแล้วก่อนจะหลบหนีออกมา กล่าวคือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2009 และยังคงทำเช่นนั้นจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ ขิ่น หม่องวิน-ผู้อำนวยการDVB แถลงว่าองค์กรของตนติดตามตรวจสอบความทะเยอทะยานทางนิวเคลียร์ของพม่ามาห้าปี แล้ว และพบว่าหลักฐานของซาย เต็งวินมีความสำคัญพอที่จะพิสูจน์ว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์กำลังอุบัติ ขึ้นที่นั่น แม้อีกนานกว่าจะสร้างขึ้นมาได้ก็ตาม
ตามการเปิดเผยของนายพันตรีแห่งกอง ทัพพม่า เผด็จการทหารได้จัดตั้งกองพันนิวเคลียร์เพื่อการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และ สร้างจรวดพิสัยไกล เพื่อการนี้รัฐบาลได้นำเข้าเครื่องจักรจากเยอรมันและสิงคโปร์โดยอ้างว่า เพื่อการฝึกอบรมทางการศึกษาและวิชาชีพ แต่แท้แล้วเป็นอุปกรณ์เพื่อใช้หุงยูเรเนี่ยมและผลิตชิ้นส่วนของหัวรบ นิวเคลียร์
กระนั้น เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนข่าว นี้ปรากฏออกมา มีรายงานของสหประชาชาติรั่วออกมาสู่สำนักข่าวเอพี ในนั้นกล่าวหาว่าเกาหลีเหนือท้าทายการแซงชั่นของสหประชาชาติด้วยการใช้ บริษัทแนวหน้าของตนส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์และจรวดให้กับอิหร่าน ซีเรีย และพม่า ขณะนายพี.เจ. โครลีย์-โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯแถลงว่าวอชิงตันวิตกถึงความสัมพันธ์ ระหว่างพม่ากับเกาหลีเหนือ
นายเคลลีซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน อาวุธนิวเคลียร์แถลงถึงความเชื่อของตนว่า เขาคิดว่าหลักฐานที่ซาย เต็งวินได้มาชี้ว่า "พม่ามิได้ตั้งใจจะใช้สิ่งเหล่านั้นเพื่อ เป้าหมายอื่นใด นอกจากเพื่อโครงการอาวุธนิวเคลียร์"
ว่าไปแล้วข่าวเรื่องอาวุธ นิวเคลียร์ในพม่าไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว เมื่อเดือนมกราคม 2002 นิตสารฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิคส์รีวิวเคยรายงานเรื่องนี้มาก่อน รายงานครั้งนั้นระบุว่าพม่ากำลังจะได้รับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จากรัสเซีย อันเป็นการแลกเปลี่ยนที่พม่าสั่งซื้อเครื่องบินมิก 29 จากรัสเซียจำนวน 10 ลำ มูลค่า 5,590 ล้านบาท โดยกระทรวงพลังงานอะตอมของมอสโคว์จะติดตั้งเตาปฏิกรณ์ให้พม่าด้วย
รายงานซึ่งนสพ.วอชิงตันโพสต์และวอ ลสตรีทเจอร์นัลนำมาขยายต่อดังกล่าวนั้นยังระบุว่า ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2001 นายวิน อ่อง-รัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าเดินทางไปยังมอสโคว์เพื่อการเจรจา มอสโคว์สัญญาว่าจะส่งเตาปฏิกรณ์มาติดตั้งให้ในปี 2003 โดยกำหนดจุดติดตั้งใกล้เมืองมากุยทางเหนือของประเทศ ทั้งจะฝึกเทคนิคด้านนิวเคลียร์ให้กับชาวพม่า 300 คน
เพื่อการนี้รัฐบาลเผด็จการพม่าได้ จัดตั้งกรมพลังงานอะตอมขึ้นในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อต้อนรับ โครงการพลังงานนิวเคลียร์ แม้ตอนนั้นรายงานมิได้ระบุว่ากองทัพของรัฐบาลย่างกุ้งจะจัดตั้งกองพัน นิวเคลียร์ขึ้นมาก็ตาม
ที่น่าสนใจ รายงานของฟาร์อีสเทิร์น อีโคโนมิครีวิวระบุในขณะนั้นว่าสองนักนิวเคลียร์ฟิสิคส์ชาวปากีสถาน คือนายสุไลมาน อาซัด และมูฮัมเหม็ด อาลี มุคห์ตาร์ ผู้มีประสบการณ์การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ได้เดินทางมาประจำอยู่ในพม่า สำนักข่าวของปากีสถานรายงานว่าทั้งสองหลบหนีมายังพม่าหลังจากทางการสหรัฐฯ ต้องการนำตัวไปสอบสวนด้วยสงสัยว่าโยงใยอยู่กับขบวนการก่อการร้ายของนายบิน ลาเด็น
รายงานข่าวของ DVB เมื่อ ต้นเดือนมิถุนายนยังระบุถึงการทำเหมืองแร่ยูเรเนี่ยมของรัฐบาลพม่า แต่มิได้ระบุว่าเหมืองแร่ดังกล่าวตั้งอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม, เป็นที่ทราบกันทั่วไป ทั้งมีปรากฏอยู่ในภาพถ่ายทรัพยากรทางดาวเทียมว่าในประเทศพม่ามีแร่ยูเรเนี่ย มอยู่ในพื้นที่สองแห่งคือ ในรัฐคะฉิ่น และในจังหวัดตองกีเขตรัฐฉาน
การผลิตและเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์ เป็นสิ่งต้องห้ามตาม "อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าการห้ามเผย แพร่อาวุธนิวเคลียร์ (NPT)" และอนุสัญญาว่าด้วยการ ห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ทั้งมวล (CTBT) ที่ผ่านมา แม้ชาติมหาอำนาจในคณะมตรีความมั่นคงมีมติบอยคอตเกาหลีเหนือและ อิหร่านที่พยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และรัฐบาลสหรัฐฯในยุคนายจอร์จ ดับเบิ้ลยูบุช จะเรียกประเทศทั้งสองว่า "รัฐ อันธพาล" แต่มิได้ดำเนินการใด ๆ เพื่อลดอาวุธนิวเคลียร์ในคลังแสงของตน
เมื่อปี 2000 ที่ประชุมของภาคีอนุสัญญา NPT ได้เรียกร้องสหรัฐฯและมหาอำนาจนิวเคลียร์ทั้งหลายให้ยุบเลิกคลังอาวุธ นิวเคลียร์ ทั้งเสนอร่างมาตรการเพื่อลดอาวุธยุทธศาสตร์ชนิดนี้ ชาติมหาอำนาจนิวเคลียร์ยอมรับว่าจะดำเนินการ แต่กระทั่งบัดนี้ในทางปฏิบัติก็ยังไม่มีชาติใดดำเนินการตามสัญญา
มาตรการลดอาวุธนิวเคลียร์ที่กล่าว ถึงรวมทั้งให้มหาอำนาจนิวเคลียร์เช่นสหรัฐฯเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญา CTBT และห้ามผลิตวัสดุนิวเคลียร์โดยมีมาตรการตรวจสอบ แต่จนบัดนี้ยังเหลวเปล่า
นิวเคลียร์เป็นอาวุธหนึ่งในสามชนิด ที่เรียกว่า "อาวุธทำลายล้างขนาดใหญ่" (Weapons of Mass Destruction-WMD) อีกสองชนิดคืออาวุธเคมี และอาวุธชีวะภาพ เฉพาะนิวเคลียร์ที่ประเทศต่าง ๆ ครอบครองอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ราว 27,000 ชุด จำนวนนี้ราว 12,000 ชุดติดตั้งในที่ประจำการ พร้อมจะยิงออกมาได้ทุกเมื่อ
ในความเป็นจริงประเทศที่อยากมี อาวุธนิวเคลียร์และมีศักยภาพเต็มที่ที่จะทำเช่นนั้นเพื่อถ่วงดุลทาง ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ไม่นับรวมชาติอื่นอย่างอิหร่านและเกาหลีเหนือ ส่วน ประเทศผู้ครอบครองนิวเคลียร์อย่างเปิดเผยได้แก่ สหรัฐฯ, รัสเซีย,อังกฤษ,ฝรั่งเศส และจีน ทั้งหมดสามารถปฏิเสธมติประชาคมโลกด้วยการใช้อำนาจวีโต้ในฐานะสมาชิกคณะมนตรี ความมั่นคง
สำหรับชาติผู้สะสมสารกัมตภาพรังสี ไว้มากที่สุดคือญี่ปุ่น โดยอ้างว่าเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ประเทศนี้ตั้งเป้าว่าในปี 2020 จะสะสมพลูโตเนี่ยมให้ได้ 8 เมตริคตัน หรือเท่ากับพลูโตเนี่ยมทั้งหมดในคลังอาวุธสหรัฐฯ สารกัมตภาพรังสีจำนวนดังกล่าวสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ 1,000 ลูก
และนับถึงปี 2004 ญี่ปุ่นมีเตาปฏิกรณ์ในประเทศอยู่แล้ว 53 เตา ในจำนวนนี้ 52 เตากำลังเดินเครื่อง ทำให้ญี่มีโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นอันดับสาม รองจากสหรัฐฯ และฝรั่งเศสที่มีอยู่ 103 และ 57 เตาตามลำดับ. |