รายละเอียด
วันที่ 1 ต.ค. 2557
ความเหลื่อมล้ำในภาคอีสานกับการเผชิญความท้าทายทางพลังงานครั้งใหม่
วันที่ 24 ต.ค. 2554 เวลา : 13:31 น.
ผู้เขียน : สดใส สร่างโศรก
14

ภายใต้การพัฒนานับแต่การทำสนธิสัญญาเบาริ่ง ระหว่างไทยกับอังกฤษ พ.ศ. ๒๓๙๘ นับเป็นครั้งแรกที่เปิดประเทศสำหรับกลุ่มทุนต่างชาติอย่างอ้าซ่า กระทั่งถึงแผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ ๑ และกำลังเข้าสู่แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑  (พ.ศ. ๒๕๐๔-ปัจจุบัน) เป็นการนำพาพัฒนาประเทศไปสู่สังคมสมัยใหม่ มีสิ่งที่เรียกกันว่า "ความเจริญ" เกิดขึ้นอย่างมากมาย 

ขณะเดียวกัน ทรัพยากรของประเทศนี้ก็ถูกทำลายลงอย่างไม่มีทางที่จะชดเชยและทดแทนกันได้  อัตราการเสื่อมทรุดของสิ่งแวดล้อมจึงวิ่งสวนทางกับรายได้มวลรวมประชาชาติ (GDP) ที่เพิ่มขึ้นในทุกปี       

 

 

จากการดำเนินการตามแผนพัฒนาชาติ ในช่วงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ ๒ ได้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของคนในสังคมเมืองกับสังคมชนบท    ภาคอุตสาหกรรมบริการกับภาคเกษตรกรรม  เกิดช่องว่างระหว่างความเจริญทางด้านวัตถุกับความเจริญทางด้านจิตใจ  ซึ่งกระทบกระเทือนต่อชีวิต  ความเป็นอยู่ของประชาชน และ ความมั่นคงของชาติ หรือที่เรียกว่า "ปัญหาสังคม" จนต้องเปลี่ยนชื่อแผนพัฒนา โดยเพิ่มคำว่า "และสังคม" เข้ากับชื่อแผน จาก "แผนพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติ" ก็เป็น "แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ"

 

 

ในช่วงแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ ๑๐  กำหนดเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนคนยากจนลงให้เหลือไม่เกินร้อยละ ๔ ของประชากร ภายในปี ๒๕๕๔ โดยในปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นปีแรกของแผนพัฒนาชาติ ฉบับที่ ๑๐ สัดส่วนคนจนอยู่ที่ร้อยละ ๘.๔๘ ของประชากรทั้งประเทศ  และในปี ๒๕๕๒ สัดส่วนคนจนอยู่ที่ร้อยละ ๘.๑๒  ซึ่งยังสูงกว่าเป้าหมายของแผนฯ ๑๐ กว่าครึ่งหนึ่ง

 

 

คนจนส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งในปี ๒๕๕๒  มีคนจน ๓.๐๕ ล้านคน คิดเป็นร้อยละ ๕๗.๙ ของคนจนทั้งประเทศที่มีอยู่ ๕.๒๘ ล้านคน และมีสัดส่วนคนจนสูงสุด เท่ากับร้อยละ ๑๓.๖๗  ของประชากรในภาค  

 

 

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษาภาวะความยากจนของครัวเรือนในภาคเกษตร ปีเพาะปลูก ๒๕๕๑/๕๒ พบว่า ครัวเรือนร้อยละ ๒๙ หรือ ๗.๒๑๑ ล้านคน  มีรายได้ต่ำกว่าระดับเส้นความยากจน และครัวเรือนเกษตรในภาคอีสานมีกลุ่มครัวเรือนยากจนมากที่สุด

 

 

ส่วนสำคัญของปัจจัยความยากจนของคนอีสาน คือ การถูกปลุกและปลูกฝังทฤษฏีการเกษตรแผนใหม่ ตามแนวทางปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ตามแผนพัฒนาชาติ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ ๒ ที่ผลิตเพื่อการส่งออก (Export Oriented) ซึ่งการทำเกษตรแนวนี้เกษตรกรต้องท่องคาถา "เพิ่มผลผลิตต่อไร่" และด้วยระบบเกษตรปฏิวัติเขียวนี่เอง จึงเป็นที่มาของ "ระบบชลประทานยุคใหม่" ที่มีเขื่อนขนาดใหญ่ และระบบคลองส่งน้ำ ตลอดจน การนำเทคโนโลยีเครื่องสูบน้ำเข้ามาใช้ในระบบเกษตร

ปัจจุบัน ภาคอีสานมีเขื่อนที่เป็นเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง ๒๔๖ เขื่อน และเขื่อนขนาดเล็ก ๒,๕๘๒ เขื่อน และเขื่อนขนาดใหญ่ ๙ เขื่อน ได้แก่ เขื่อนอุบลรัตน์ จ. ขอนแก่น เขื่อนสิรินธร จ. อุบลราชธานี เขื่อนจุฬาภรณ์ จ. ชัยภูมิ  เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง จ. สกลนคร เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนลำปาว จ. อุดรธานี เขื่อนลำพระเพลิง และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา ซึ่งอภิมหาเขื่อนเหล่านี้ได้ทำลายพื้นที่ป่าอันเป็นแหล่งเก็บน้ำถาวรลงอย่างมหาศาล เฉพาะเขื่อนจุฬาภรณ์ เพียงที่เดียว มีพื้นที่เก็บน้ำเพียง ๑๓,๗๕๐ ไร่ แต่ทำให้ป่าภูเขียวถูกทำลายลงถึง ๒๘๑,๕๖๒ ไร่ และเขื่อนสิรินธรทำลายได้มากถึง ๑๘๒,๕๐๐ ไร่

 

 

การก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าเขื่อนครั้งแรกในภาคอีสานเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยรัฐบาลได้จัดตั้ง "การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ" (กฟ.อน.) เขื่อนแรก คือ เขื่อนน้ำพุง อยู่บริเวณน้ำตกคำเพิ่ม อ.กุดบาก จ.สกลนคร มีกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ๖,๐๐๐ กิโลวัตต์ ต่อมา เขื่อนอุบลรัตน์ ที่กั้นน้ำพอง กำลังผลิต ๕๕ ล้านกิโลวัตต์ ที่จังหวัดขอนแก่น  เขื่อนที่ ๓ เขื่อนสิรินธร กั้นลำโดมน้อย จ.อุบลราชธานี  กำลังผลิต ๓๖,๐๐๐กิโลวัตต์ เขื่อนต่อมา คือ เขื่อนจุฬาภรณ์ กั้นแม่น้ำพรม จ.ชัยภูมิ  เขื่อนปากมูล กั้นแม่น้ำมูน จ.อุบลราชธานี กำลังผลิต ๔๐ เมกกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าลำตะคอง ที่เขื่อนลำตะคอง กำลังผลิตเฉลี่ย ๔๐๐ ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง

 

 

อีสานมีเขื่อนผลิตไฟฟ้า ๕ เขื่อนโรงไฟฟ้า  ๑ แห่ง จาก ๑๔ เขื่อนที่ผลิตไฟฟ้าทั่วประเทศ    

 

 

 

เคราะห์กรรมจากเขื่อนอีสาน

 

เขื่อนในภาคอีสานได้ก่อผลกระทบแก่คนอีสานนานัปการ ที่พอประมวลได้มีดังนี้

 

 

๑.    เขื่อนอพยพชาวอีสาน

          ใน ๙ เขื่อนขนาดใหญ่รุ่นแรกของอีสาน มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่น้ำท่วมถึง จำนวน ๑๕,๑๒๐ ครอบครัว นอกจากป่าไม้ที่ต้องจมอยู่ในอ่างเก็บน้ำถาวรถูกทำลาย ที่เป็นการทำลายทางกายภาพแล้ว เขื่อนยังทำลายลึกถึงระบบสิทธิมนุษยชน และระบบชีวิตของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

 

 

๒.    เขื่อนทำลายปากท้องชาวอีสาน

           เขื่อน เป็นสาเหตุหลักของการทำลายระบบนิเวศ และการไหลเวียนตามธรรมชาติของน้ำ รวมถึงทำลายบุ่ง-ทาม แหล่งอาหารที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้านอีสานอีกนับแสนๆ ไร่

 

 

          ๓. เขื่อนทำลายพันธุ์ปลา

          เขื่อนทำให้แหล่งน้ำอีสานสูญเสียพันธุ์ปลา เขื่อนปากมูลเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด จากงานวิจัยพบว่า ก่อนสร้างเขื่อนปากมูลแม่น้ำมูนมีพันธุ์ปลาถึง ๒๖๕ ชนิด ภายหลังการสร้างเขื่อนพบปลาเพียง ๙๖ ชนิด และปลาอีก ๕๖ ชนิดไม่พบอีกเลย

 

 

          ๔. แพร่ดินเค็ม

          ผืนดินอีสานมีภูเขาเกลือ (Salt Dome) นอนเนื่องอยู่ใต้พิภพ การรักษาสมดุลให้เกลือใต้ดินอยู่ห่างจากพื้นผิวดิน จึงเป็นลักษณะพิเศษของธรรมชาติแห่งผืนดินอีสาน หากการระบายน้ำใต้ดินเป็นไปอย่างธรรมชาติ ภูเขาเกลือก็อยู่ในระดับต่ำ หรือยอดโดมห่างจากพื้นดิน ทำให้ปัญหาดินเค็มไม่เกิด แต่ระบบชลประทานทำให้เกิดระบบน้ำใต้ดินยกตัวสูงขึ้น ยอดโดมเคลื่อนตัวเข้าใกล้ผิวดิน ทำให้ชั้นหินเกลือปะทุขึ้นสู่ผิวดินง่าย เขื่อนจึงก่อภาวะดินเค็ม

 

 

          ๕. เขื่อนยึดอำนาจภาคประชาสังคม

          เขื่อน เป็นรูปแบบแรกๆ ที่ยึดอำนาจการตัดสินใจของภาคประชาสังคม ทำลายภูมิปัญญาและการจัดการน้ำในท้องถิ่น อีกทั้งยังทำให้สูญเสียแหล่งโบราณคดี ประเพณี วัฒนธรรมชุมชนที่เกี่ยวร้อยชุมชนเข้ากับแหล่งน้ำ ชุมชนริมน้ำยึดเอาแหล่งน้ำเป็นที่ประกอบศาสนพิธี และลำน้ำสายยาวเป็นตัวกลางในการเชื่อมความเชื่อและชีวิตผู้คนไว้ด้วยกัน

 

 

          ๖. เขื่อนรับใช้อุตสาหกรรม

          การสร้างเขื่อนที่พรรณนาว่าเพื่อเห็นแก่ประชาชน ชาวไร่ ชาวนาและการเกษตรนั้น แท้จริงแล้ว กลับเป็นเพียงการตอบสนองระบบอุตสาหกรรมเท่านั้น วัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังของการสร้างเขื่อน คือ การผลิตไฟฟ้า และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้า คือ กลุ่มทุนและกลุ่มชั้นกลางในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกัน เขื่อนก็ก่อมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษที่ อ. พิมาย จ.นครราชสีมา อ. สตึก จ.บุรีรัมย์ กระทั่ง โศกนาฏกรรมอันเกิดจากกรณีลำน้ำพอง ที่ต้องสูญเสีย สำเนา ศรีสงคราม เมื่อ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๔๖

 

 

          ๗. เขื่อนทำลายสุขภาพของชุมชนท้องถิ่น

           สุขภาพ หรือสุขภาวะ หมายถึง สภาพแห่งความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อเขื่อนทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติก็ส่งผลถึงสภาพทางเศรษฐกิจของครอบครัว เนื่องจากขาดรายได้จากการพึ่งพาธรรมชาติ เมื่อเกิดปัญหาทางเศรษฐกิจก็นำมาซึ่งปัญหาครอบครัว ชุมชน การอพยพแรงงานและก่อความทุกข์ขึ้นในจิตใจ

 

 

          ๘. เขื่อนละเมิดสิทธิมนุษยชน

          โครงการสร้างเขื่อนทุกเขื่อนไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบ ผู้ได้ประโยชน์ ผู้เสียประโยชน์ และกระบวนการการมีส่วนร่วมไม่เคยเกิดขึ้นจริง ซ้ำร้าย การสร้างเขื่อนยังละเมิดสิทธิในที่ทำกิน ซึ่งบางแห่งชาวบ้านอาศัยและทำกินมานานหลายชั่วอายุคน

 

 

          ๙. เขื่อนเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ

          ระบบนิเวศของท้องถิ่น พื้นที่ชุ่มน้ำ รอยต่อระหว่างแม่น้ำ สบน้ำหลายสายที่บรรจบกันถูกทำลายลงด้วยระบบเขื่อน

 

 

          ๑๐. เขื่อนทำลายวัฒนธรรม

          วิถีชีวิตของชาวอีสานไม่ได้ตักตวงประโยชน์จากธรรมชาติแต่เพียงถ่ายเดียว หากยังดูแลรักษาธรรมชาติโดยผ่านประเพณีและพิธีกรรม ที่เห็นได้ชัดได้แก่ การเลี้ยงผีปู่ย่าบนหาดทรายของชาวบ้านหนองหิน ต.ชานุวรรณ จ. ร้อยเอ็ด แต่เขื่อนร้อยเอ็ด ก็ทำให้หาดทรายของบ้านหนองหินอันตรธานไป แม้กระนั้น ชาวบ้านก็ยังประกอบพิธีกรรมสืบทอดอยู่จนปัจจุบัน

 

 

 

หายนะพลังงาน

 

ขณะที่บาดแผลและริ้วรอยแห่งความเจ็บปวดของชาวอีสานอันเกิดจากเขื่อน ยังไม่ได้รับการเยียวยา ชาวอีสานที่ได้รับผลกระทบยังระทมทุกข์ ... หายนะใหม่ อันมากับโครงการพลังงานก็คืบคลานเข้าสู่อีสาน

 

 

บรรดาโครงการพลังงาน นานาต่างประดังเข้าสู่อีสาน ตั้งแต่เขื่อนในแม่น้ำโขง  ๒ เขื่อน คือ   เขื่อนปากชม จ. เลย   เขื่อนบ้านกุ่ม จ.อุบลราชธานี และที่อุบลราชธานียังมีโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เขื่อนสิรินธร ไม่นับรวมเขื่อนลำปาว  จ. กาฬสินธุ์   และสายส่งสายไฟแรงสูง  และโรงไฟฟ้าชีวมวล แหล่งที่ก่อมลพิษเงียบในนามของพลังงานสีเขียว พลังงานสะอาด จำนวน ๔๘๒ แห่ง

 

 

การผลิตพลังงานที่ผ่านมา และที่กำลังคุกคามภาคอีสานไม่ได้เป็นไปเพื่อชาวอีสาน จะเห็นได้จากที่ผ่านมา จากรายงานของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ สัดส่วนการใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศในปี ๒๕๕๑ จำแนกตามรายภาค มีดังนี้

ภาคเหนือ                  ๑๐,๗๕๓ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๘

ภาคใต้                    ๑๑,๔๔๔ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๘

ภาคอีสาน                 ๑๒,๑๔๓ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๙

ภาคตะวันออก             ๒๒,๗๗๓ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๑๗

ภาคกลาง                 ๓๖,๐๙๙ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๒๗

กรุงเทพฯ                 ๔๒,๒๓๗ ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ ๓๑

รวม                                  ๑๓๕,๔๔๙ ล้านหน่วย

 

 

การใช้ไฟฟ้าในภาคอีสาน จำแนกตามรายจังหวัด (หน่วยเป็น ล้านหน่วย)  เป็นดังนี้

 

 

ภาพที่ชัดเจนที่ทำให้เห็นว่าการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนในภาคอีสานเป็นไปเพื่อตอบสนองหน่วยธุรกิจในส่วนกลาง จะเห็นได้จากปี ๒๕๔๙ การใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้า ๓ แห่งในกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ และมาบุญครอง เท่ากับกำลังผลิตของเขื่อนอีสานถึง ๓ เขื่อนรวมกัน ดังนี้

 

          เขื่อนปากมูล ผลิตไฟฟ้า         ๑๔๐    ล้านหน่วย  

          เขื่อนสิรินธร ผลิตไฟฟ้า          ๘๗     ล้านหน่วย  

          เขื่อนอุบลรัตน์ผลิตไฟฟ้า         ๓๙     ล้านหน่วย  

                   รวมผลิต                   ๒๖๖    ล้านหน่วย

   

          การใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ

          สยามพารากอน ใช้ไฟ้ฟ้า        ๑๒๓    ล้านหน่วย

          เซ็นทรัลเวิลด์   ใช้ไฟฟ้า         ๗๕     ล้านหน่วย

          มาบุญครอง ใช้ไฟฟ้า             ๘๑     ล้านหน่วย

                   รวม                        ๒๗๙   ล้านหน่วย

 

 

ตัวเลขนี้ให้อะไรกับเรา มันแสดงถึงภาคอีสาน ภาคที่ถูกแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด ได้รับผลกระทบในทุกด้าน ทั้งทางกายภาพ จิตใจ และจิตวิญญาณ แต่กลับได้ใช้ประโยชน์จากเขื่อนน้อยที่สุด

 

 

นั่นคืออดีต ปัจจุบันและในอนาคตอันใกล้นี้ ภาคอีสานกำลังจะถูกกลุ้มรุมโดยกลุ่มทุนพลังงานที่ร่วมมือกับกลไกรัฐ ที่ร่วมกันสร้างแผนแม่บทในการลงทุนจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ภายใต้ชื่อ แผนพัฒนาพลังงาน (Power Development Plan) หรือ "แผนพีดีพี" ด้วยแผนพีดีพี ได้ให้อำนาจแก่กลุ่มทุนและกลไกรัฐในการกำหนดสถานที่ ประเภท และกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้า ภายใต้สมมุติฐานการคาดการณ์ความต้องการไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตระยะ ๑๕ ปี ซึ่งแผนพีดีพีมักคาดการณ์อย่างเกินจริงหลายเท่าตัว เพื่อจะได้สร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมาก และเป็นการบีบบังคับสังคมให้เห็นความจำเป็นในการสำรองพลังงาน

 

 

"แผนพีดีดี ๒๐๑๑" ซึ่งเป็นแผนที่ใช้ในปัจจุบัน กลุ่มดังกล่าวได้กำหนดให้ประเทศไทยต้องก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ถึง ๕ โรง ภายในปี ค.ศ. ๒๐๓๐ และในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาความเหมาะสมของที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศรวม ๑๗ แห่ง ซึ่งเกือบทุกแห่งตามแผนพีดีพี ๒๐๑๑ มีการรวมตัวของชาวบ้านเพื่อคัดค้านโครงการ หลายแห่งถูกต่อต้านหนัก จนการสำรวจภาคสนามไม่สามารถทำได้ เพราะชาวบ้านไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการ

 

 

แต่อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้คัดเลือกพื้นที่ ๕ แห่ง เป็นเป้าหมายในการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยพื้นที่ที่เหมาะสมเรียงตามลำดับความเป็นไปได้ ได้แก่ ๑. อุบลราชธานี   ๒. นครสวรรค์   ๓. ตราด   ๔. สุราษฎร์ธานี   ๕. ชุมพร จะเห็นว่า จังหวัดอุบลราชธานี ถูกจัดให้เป็นพื้นที่ลำดับที่ ๑ ทั้งๆ ที่เป็นพื้นที่ที่มีการต่อสู้มาอย่างยาวนานทั้งกรณีเขื่อนปากมูล และเขื่อนสิรินธร

 

 

การจัดลำดับของ กฟผ. ที่จัดให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นลำดับแรกที่เป็นไปได้ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ได้ส่อเจตนาอย่างชัดแจ้งว่า พื้นที่ภาคอีสาน ต่อให้มีการต่อสู้ขับเคี่ยวมาอย่างยาวนานกับ กฟผ. แต่ก็สามารถสยบได้ ประสบการณ์การต่อสู้กับชาวบ้านปากมูลและสิริธร ของ กฟผ. ทำให้หน่วยงานนี้เห็นช่องทางและรู้ทันชาวบ้านว่าสามารถจะจัดการกับปัญหาการต่อต้านได้ และส่อให้เห็นอีกว่า ผู้กำหนดแผนพีดีพี มุ่งที่จะละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนเพื่อบรรลุแผน

 

 

 

ความกังวลของชาวอุบลราชธานีและจังหวัดที่อยู่ในแผนพีดีพี ๒๐๑๑ ได้กลายเป็นรูปธรรม เพื่อเกิดอุบัติเหตุกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ ญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ชาวชุมชนได้ลงพื้นที่ถึงญี่ปุ่น และพบความจริงว่า พื้นที่ที่ตกอยู่ในรัศมีปนเปื้อนรังสีในระดับที่เป็นอันตรายกว้างกว่า ๒๐ กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ตามที่รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศ เป็นเหตุให้รัศมีอันตรายยังมีประชาชนอยู่อาศัย ยังมีโรงเรียนจำนวนมากที่ยังคงเปิดเรียน โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มเกณฑ์สูงสุดในการได้รับรังสีต่อปีของบุคคลปกติจาก ๑ มิลลิซีเวิร์ต เป็น ๒๐ มิลลิซีเวิร์ต นั่นเท่ากับว่า รัฐบาลญี่ปุ่นอนุญาตให้เด็กในบริเวณดังกล่าว รับรังสีได้ในปริมาณเท่ากับคนงานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้รับ

 

 

พื้นที่ในรัศมี ๒๐-๓๐ ก.ม. มีเด็กอาศัยอยู่ราว ๑ แสนคน นายนากาตะ เซอิจิ ผู้อำนวยการเครือข่ายฟูกูชิมะ เพื่อการปกป้องเด็กจากกัมมันตภาพรังสี (Seiichi Nakate, director, Fukushima Network to Save Children from Radiation) ได้กล่าวในที่ประชุม NNAF (No Nuke Asia Forum 2011) ว่า เด็กควรถูกอพยพออกจากบริเวณนี้ทั้งหมด

 

 

 

เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ เด็กๆ ที่ฟูกูชิมะมีอาการเลือดกำเดาไหลผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ชี้แจงว่า อาการดังกล่าวเหมือนปฏิกิริยาฉับพลันที่เกิดขึ้นจากการที่สารกัมมันตรังสีเข้าไปในกระดูกสันหลัง

 

 

 

ยังมีพื้นที่อีกหลายแห่งที่มีการปนเปื้อนรังสีในระดับที่อันตราย เช่น ที่เมืองชิบะ ห่างจากฟูกูชิมะ ๑๗๐ ก.ม. และห่างจากกรุงโตเกียว ๓๐ ก.ม. มีการปนเปื้อนรังสีสูงกว่าโตเกียวถึง ๑๐ เท่า เนื่องจากในระหว่างที่เกิดการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และรังสีรั่วไหลรุนแรง ได้เกิดฝนตกที่ชิบะ ทำให้สารกัมมันตรังสีตกลงสู่พื้นดิน ยูกะ คิกูชิ ชาวเมืองชิบะ บอกว่า รัฐบาลกลางได้ประกาศให้ประชาชนในรัศมี ๒๐-๓๐ ก.ม. สามารถกลับเข้าไปอยู่อาศัยในพื้นที่ได้ แต่รัฐบาลท้องถิ่นไม่ยอม

 

 

 

โอกะ อายาโกะ ชาวบ้านฟูกูชิมะที่ถูกอพยพออกจากพื้นที่รัศมี ๒๐ กิโลเมตร กล่าวว่า เธอเพิ่งสร้างบ้านเสร็จเพียง ๒-๓ เดือนก่อนเกิดอุบัติเหตุ ตอนที่มีคำสั่งให้อพยพ เธอคิดว่าอีก ๒-๓ วันก็คงได้กลับบ้าน แต่รัฐบาลไม่ได้แจ้งแก่ประชาชนเกี่ยวกับเรื่องรังสีเลย ประชาชนรู้เรื่องจากการดูข่าว แต่กว่าจะรู้ ตัวเองก็ได้รับรังสีไปแล้ว เธอกล่าวว่า โดยปกติแล้วคนญี่ปุ่นแต่ละบ้านจะมีคู่มือเหตุฉุกเฉินทางรังสี แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง คู่มือดังกล่าวไม่สามารถช่วยอะไรได้

 

 

 

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะยังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม โดยการปนเปื้อนรังสีในเนื้อและนมวัว ซึ่งวัวพันธุ์ญี่ปุ่นเป็นวัวที่มีชื่อเสียง มีการสั่งห้ามซื้อขายในบางพื้นที่ แต่ธุรกิจการซื้อขายฟางข้าวเพื่อเป็นอาหารวัวยังคงดำเนินต่อไป ทั้งๆ ที่ฟางข้าวปนเปื้อนรังสี เป็นเหตุให้การปนเปื้อนรังสีแพร่กระจาย และสะสมในขี้วัว และถูกนำไปใช้ทำปุ๋ย ทำให้การแพร่กระจายของรังสีอย่างน่าวิตก

 

 

 

บทความนี้ เขียนขึ้นในช่วงกลางเดือนตุลาคม ๒๕๕๔ ขณะที่ประชาชนชาวไทย ทั้งภาคเหนือและภาคกลางกำลังทุกข์ระทมจากอุทกภัย โดยรัฐบาล กลไกรัฐและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นของไทยง่อยเปลี้ยไปทุกระบบ ทำให้อดที่จะนำการรับมือกับภัยพิบัติอุทกภัยของไทยไปเปรียบเทียบกับมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือจะให้สร้างให้ได้ในขณะนี้ หากเกิดอุบัติเหตุเช่นที่ญี่ปุ่นขึ้น รัฐบาลไทย กลไกรัฐไทย และกลุ่มทุนพลังงานจะยังรับมือได้อยู่ล่ะหรือ

 

 

ขณะที่ความเหลื่อมล้ำทางสังคมในภาคอีสาน อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ ยังดำรงอยู่ คนอีสานยังเป็นพลเมืองชั้นสอง และถูกหยามหมิ่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อันเกิดจากแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ยังคงดำเนินต่อไป

 

 

ความเหลื่อมล้ำทางด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในอีสานที่ผ่านมา และกำลังจะเป็นไปในอนาคต (อันใกล้) ภาคอีสานและคนอีสานก็ยังจะต้องแบกรับกันอีกต่อไป.