รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
นิธิ เอียวศรีวงศ์ "ทำไมการเมืองไทยไม่ลงตัว"
วันที่ 2 ก.ค. 2553 เวลา : 16:51 น.
แบ่งปัน
ถ้าเรามองเวทีการเมืองหรือระบบการเมือง จะพบว่ากลุ่มคนชั้นกลางระดับล่างอยู่นอกเวที คนชั้นกลางระดับกลางเคยอยู่บนเวที ตอนนี้คนชั้นกลางระดับล่างขึ้นมาบนเวทีบ้าง คำถามคือ บนเวทีมีเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่าง กับชนชั้นกลางระดับกลางที่ผลักกันไปบนเวทีเหรอ ตนคิดว่าไม่ใช่ ยังมีกลุ่มอื่นอยู่บนเวทีอีก เช่น ชนชั้นสูง ทุน นักวิชาการ กองทัพ ฯลฯ

เชียงใหม่/วานนี้ (1 ก.ค.53) คณะวิทยาศาตร์ มช.  ภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาเชียงใหม่ จัดงานเสวนาในดวงใจ เรื่อง "? ทำไมการเมืองไทยจึงไม่ลงตัว" โดยศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการเมืองไทยที่มีความ สลับซับซ้อนอยู่ในเวลานี้

 

การเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรกรรม

คนที่ปลูกข้าวกินเหลือน้อยมาก การทำการเกษตรเหลือน้อย ใช้ที่นาในการผลิตเชิงพาณิชย์  คำว่าการพาณิชย์นั้น หมายรวมถึงการบริโภคด้วยเมื่อก่อนอาจเก็บผักหาปลาตามหนองน้ำแต่ก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นหาซื้อเพื่อบริโภคแม้แต่กฐินทุกวันนี้ ยังต้องซื้อไม่ใช้แต่เขตในเมือง ชนบทยังต้องหาซื้อ  ในภาคการเกษตรถ้ายังมีการผลิตแบบเล็ก ๆ เราขาดทุน ต้องมีวิธีการผลิตในเชิงพาณิชย์ซึ่งต้องผลิตอย่างเข้มข้นที่ต้องมีการลงทุนสูง แรงงานภาคการเกษตรก็หายาก ค่าจ้างไม่ถูกนักถ้าปลูกในพื้นที่มากก็ต้องมีการจ้างรถเกี่ยวข้าวตี แต่ถ้าเนื้อที่น้อยไร่สองไร่ก็ไม่คุ้มทุน การลงทุนที่เข้มข้นก็อย่าง เช่น กาปลูกนาในภาคกลางปลูกปีละ 3 ครั้งนี้คือการใช้พื้นที่อย่างเข้มข้น

ถ้าขาดความรู้ในการบริหาร เมื่อปลูกมากขึ้นการขาดทุนก็จะเพิ่มขึ้นเพราะต้องมีการลงทุน เช่น ค่าปุ๋ย แรงงาน จึงต้องมีการกู้ยืม ทำให้คนภาคเกษตรมีหนี้สินพร้อมดอกเบี้ย การกู้ยืมนี้ทั้งนอกระบบ ในระบบ จุดนี้ทำให้เกษตรกรเหล่านี้หลุดจากภาคเกษตรไปเป็นแรงงานที่ไร้ฝีมือในงานอื่น ทำให้ที่ทำการเกษตรต้องขายไปทำบ้านจัดสรรบ้าง หรือไม่ก็ขายให้ชาวนาที่ร่ำรวย

อีกอันที่คิดว่าน่าสนใจชี้ให้เห็นถึงความยากจน คือ เมื่อตอนเริ่มพัฒนาประเทศใน พ.ศ. 2504 ตัวเลขการส่งออกผลผลิตด้านการเกษตรสูงถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ จนปัจจุบันค่าการส่งออกเหล่านี้ไม่เกิน20 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นคนจะหลุดจากภาคการเกษตรจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา

จากที่เคยได้เห็นกราฟหนึ่งของอาจารย์เศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยออสเดรฟแห่งชาติออสเตรเลียจากการสรุปของกราฟนี้คือในขณะที่สินค้าภาคการเกษตรใน GDP หรือในการส่งออกลดลง และตัวเลขของประชากรภาคการเกษตรก็ลดลงแต่ไม่เท่ากับรายได้การส่งออกที่ลดลง กล่าวคือประชากรการเกษตรยังมีมากจึงเกิดช่องว่างระหว่างรายได้จากการเกษตรไม่เพียงพอกับคนภาคเกษตรจำนวนมาก วิธีการแก้ไขคือต้องถ่ายโอนแรงงานภาคการเกษตรไปสู่ภาคการผลิตอื่นๆ ในการจ้างงานในภาคการเกษตรในขณะนี้มีแรงงานประมาณ 14.7 ล้านคนเป็นแรงงานที่ไม่มากแต่ค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น คือ มีผลผลิตที่ผลิตออกมาจำนวนไม่มากแต่มีคนในภาคการเกษตรจำนวนมาก บางคนไม่มีที่นาของตนเองก็ต้องเช่าพอเกิดปัญหา แรงงานเหล่านี้จึงไปเป็นแรงงานรับจ้างในภาคการเกษตร เช่นรับจ้างเกี่ยวข้าว ขึ้นลำไย แต่ต้องเข้าใจว่างานภาคการเกษตรไม่ได้มีทั้ง 365 วัน จะมีเป็นช่วง ๆคือปีหนึ่งแรงงานเหล่านี้ก็จะได้ทำงานประมาณ 150 วันที่เหลือคือว่างงาน นีคือ คนที่ทางสำนักงานสถิติเรียกว่าพวกจนดักดาน คือจนจริงๆ รายได้น้อยมากๆ แต่มีเปอร์เซ็นต์ลดลงจากเดิมตั้งแต่มีการพัฒนาประเทศ

 

อาชีพนอกภาคการเกษตรขยายตัว สังคมชนบทเป็นสังคมเมือง

คนที่หลุดจากภาคการเกษตรเหล่านี้แล้วไปไหนตอบกว้างๆก็คือเข้าสู่ตลาดทั้งในฐานะแรงงานทั้งในฐานะพ่อค้าถ้ามีทุนก็ไปเป็นพ่อค้าขายของชำ ขายก๋วยเตี๋ยว รับซื้อของเก่า แต่ที่เป็นกลุ่มใหญ่ก็จะเข้าสู่ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งตามห้างต่างๆ

จากกราฟอัตราการจ้างงานที่แสดงเปอร์เซ็นต์การประกอบอาชีพ จะเห็นได้ว่า การกระจายตัวของภาคการเกษตรไปสู่อาชีพอื่นมีค่อนข้างมาก จากตาราง(โชว์ตาราง) คือภาคเกษตรมี 17 เปอร์เซ็นต์ลดลงไปสู่อาชีพพวก ก่อสร้าง 9เปอร์เซ็นต์ ท่อผ้าเย็บผ้า 14 เปอร์เซ็นต์ เป็นการจ้างงานลูกจ้างใหม่จากภาคเกษตร ในปัจจุบันคนไทยเริ่มอยู่นอกภาคการเกษตรเพราะชนบทเริ่มปรับเป็นสังคมเมือง

 

ชนขั้นกลางระดับกลางและชนชั้นกลางระดับล่าง

คนชั้นกลางที่นิยามในที่นี้ตามอย่างนักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าไปศึกษาคนชั้นกลางในประเทศกำลังพัฒนายกเว้นประเทศไทย คือ คนที่สามารถใช้จ่ายเงินได้วันละ 2-4 เหรียญ ประมาณ 66-132 บาท คนไทยส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้ แม้แต่เกษตรกรยังขยับตนเองมาเป็นคนในระดับกลางในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นเพราะรายจ่ายสามารถบอกถึงวิถีชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็มีคนภาคการเกษตรที่มีการผลิตที่เข้มข้นก็จะมีรายได้ดีขึ้นเป็นเกษตรกรที่ร่ำรวย คนกลุ่มนี้ก็จะสูงกว่าชนชั้นกลางระดับล่าง

เนื่องจากการจ้างงานในภาคแรงงานเกษตรลดลงตลอดแต่การจ้างงานในธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งสูงขึ้น ในขณะที่ค้าจ้างลดลง จากที่เคยรุ่งเรืองจนพูดว่าเกี่ยวข้าววันละ 500 บาท ทำงานโรงงานวันละ100 กว่าบาทไปรับจ้างเกี่ยวข้าวดีกว่า ขณะที่การจ้างงานจากคนที่หลุดจากภาคการเกษตรเพิ่มขึ้นแต่ได้อัตราค่าจ้างที่น้อยลงตั้งแต่ปี 2003 เพราะถือว่าคนกลุ่มนี้จนตรอก เพราะฉะนั้นเรามาดูชะตากรรมของคนกลุ่มนี้กันกับชนชั้นกลางระดับล่างจากตัวเลขทางเศรษฐกิจเราอาจสรุปได้ว่า ทุนก่อให้เกิดกำไรสูงสุด โดยคุณบรรยง พงษ์พานิช กล่าวว่า คนจนอยู่ในเขตเมือง สัมผัสกับความไม่เป็นธรรมของระบบและสัมผัสกับคนใช้อภิสิทธิ์ในระบบมากกว่าคนต่างจังหวัด ซึ่งเป็นสิ่งที่แหลมคมสำหรับคนจน  สิ่งที่คนเสื้อแดงออกมากล่าวถึง "ระบบอำมาตย์ ความเท่าเทียม ความเสมอภาค" สิ่งเหล่านี้คนจนที่อยู่ในเมืองเขาสัมผัสได้

ในขณะเดียวกัน มีภาคการผลิตที่ไม่เป็นทางการ เมื่อเมืองขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดอาชีพที่หลากหลาย ซึ่งค่าแรงที่ได้มา ไม่แตกต่างจากแรงงานชำนาญการมากนัก ซึ่งคนจนที่อยู่ในเมืองเหล่านี้มีความเชื่อมโยง มีความสัมพันธ์กับชนบทค่อนข้างสูงมาก เนื่องจาก เขาต้องกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ หรือส่งเงินเพื่อไปเลี้ยงดูพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัด

คนชนชั้นกลางระดับล่าง หรือคนชนชั้นกลางระดับกลาง มันมีค่านิยมคล้ายกัน ซึ่งค่านิยมนั้นมีอยู่ 3 ประเภทด้วยกันคือ 1.อยากเข้าถึงแหล่งเงินกู้ 2.สุขภาพของชีวิตที่ดี 3.ให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาของบุตรหลาน ทั้งนี้คนเหล่านี้เริ่มมองเห็นว่า น่าจะมีนโยบายสาธารณะที่มีประโยชน์ต่อตัวเอง

สมัยหนึ่งในสังคมที่เคยเป็นประเทศชาวนาอยู่นั้น ไม่มีใครสนใจนโยบายสาธารณะระดับชาติ  แต่เมื่อเขาเป็นคนชนชั้นระดับล่าง วิถีชีวิตเขาเข้าไปเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะตลอด ถ้ามองระดับบุคคล อย่างเช่น นโยบายราคาหมู ก็ต้องเชื่อมโยงกับคนที่ค้าขายหมู เป็นต้น ดังนั้นคนที่อยู่ในชนชั้นกลางระดับล่าง ย่อมเห็นนิยาม เห็นรัฐบาลสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ เช่นนโยบายแทรกแซงราคาพืชผลทางการเกษตร ทำให้ชนชั้นกลางระดับล่าง มีความต้องการหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ต้องการให้ลดค่าไฟฟ้าบ้าง อยากให้รัฐบาลประกันให้บุตรเรียนฟรีบ้าง สิ่งเหล่านี้ในสมัยหนึ่งชาวนาขนานแท้ไม่สนใจแต่บัดนี้ สิ่งต่าง ๆ ที่เอ่ยมาข้างต้น มันเป็นความต้องการของคนชนชั้นกลางระดับล่างไปแล้ว

มีคนจำนวนมากที่กลายเป็นคนชนชั้นกลางระดับล่างและต้องการนโยบายสาธารณะที่สามารถผลักดันงบประมาณลงมาสู่คนชนชั้นกลางระดับล่างโดยตรงมากขึ้น

ทั้งนี้ ความสำเร็จของพรรคการเมืองไทยรักไทยนั้น  เขาเป็นพรรคการเมืองแรกที่มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมนี้  และเขาเจาะกลุ่มเป้าหมายไปที่กลุ่มชนชั้นกลางในชนบท ซึ่งมีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ในประเทศนี้ เขามองเห็นกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่มีการแข่งขันการเลือกตั้งกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมองแต่ว่าหากมีอำนาจเงินก็ใช้เงินซื้อเสียงได้ แต่ชนชั้นกลางระดับล่างในชนบทไม่ได้มองระยะสั้น ซึ่งเขามองถึงนโยบายของรัฐบาล อย่างเช่นโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค เป็นนโยบายของคุณทักษิณ ที่มีความสำเร็จอย่างมาก  ฉะนั้นจึงทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว ซึ่งพรรคอื่นที่เข้ามาร่วมนั้น ไม่มีอำนาจในการต่อรอง ซึ่งพรรคไทยรักไทยสามารถผนวกพรรคอื่น ๆ ยุบพรรคแล้วมารวมอยู่ในพรรคไทยรักไทย  พรรคอื่นๆ เขามองว่า เมื่อไม่มีอำนาจในการต่อรองแล้วนั้น หันมาอยู่ในพรรคเดียวกันซึ่งมีอำนาจการต่อรองมากกว่า

คนชนชั้นกลางระดับกลาง คือคนที่สามารถใช้จ่ายเงินวันละ 200 บาทขึ้นไป ซึ่งในสังคมไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และคนชนชั้นกลางระดับกลางมีพันธมิตรเป็นคนชนชั้นสูง อย่างเช่น กองทัพในสมัยพฤษภาทมิฬ มีความแตกร้าวในกลุ่ม จึงทำให้กลุ่มชนชั้นกลางระดับกลางเข้าไปผนวกกับกลุ่มกองทัพนี้ ซึ่งช่วง14ตุลาเป็นต้นมา มันมีความแตกร้าวในกองทัพบางส่วนซึ่งทำให้ชนชั้นกลางไปผนวกกับกลุ่มที่แตกร้าว และสามารถล้มกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ได้ ฉะนั้นมันจึงมีความสัมพันธ์ในเชิงการเมือง

อัตรารายได้ของคนกลุ่มนี้ ไม่สามารถเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการเพิ่มขึ้นของการประกอบการทั้งหมดมันมีระยะห่างกันไป อย่างเช่นกำไรของคนชนชั้นกลางและกำไรของการประกอบการมันขึ้นไม่พร้อมกัน  ความเดือดร้อนในทางเศรษฐกิจ เขาพบว่ามันมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่เป็นเจ้าของทุนใหญ่ ๆ และกลุ่มคนที่เป็นพนักงานทั่วไป ทั้งนี้ไม่มีความเป็นธรรม จึงเป็นเหตุผลที่เขาต่อต้าน"ทุนสามาน"

กลุ่มเสื้อเหลืองเขาได้รับการสนับสนุนจากทุนเยอะมาก แต่อยู่บนเวทีเขาต่อต้านกลุ่มทุนสูงมาก เพราะมันสามารถตอบสนองต่อคนที่มานั่งฟัง ซึ่งคนที่มานั่งฟังเขารู้สึกเจ็บปวดกับการแบ่งสรรค์ที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้แล้วเขาเป็นคนที่เสียภาษีทางตรงซึ่งมีจำนวนน้อยในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เขารู้สึกเจ็บปวดกับการคอรัปชั่นมากกว่าคนที่กินเป๊บซี่เป็นขวด ซึ่งเสียภาษีเหมือนกัน แต่เสียความรู้สึกต่างกัน เพราะคนที่เสียภาษีทางตรง คือการจ่ายเงินสดออกไป มันเจ็บปวดมากกว่าการจ่ายเงินซื้อเป๊บซี่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงในชีวิตของคนชนชั้นกลางระดับกลางที่อยู่ในเขตเมือง มันลดลงไป อย่างเช่นระบบเครือญาติลดลงและหายไปในที่สุด เข้าใจง่าย ๆ คือระบบการใช้เส้นเพื่อเข้าสู่การทำงานในที่ๆหนึ่ง ซึ่งกลุ่มคนนี้เขาอยู่รอดได้เพราะเส้นสาย แต่บัดนี้พบว่าการใช้เส้นสายน้อยลง เมื่อมองในทางกลับกันเขาใช้เงินซื้อเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น.

 

ความขัดแย้งทางการเมือง

โลกาภิวัตน์ทำให้ชนชั้นกลางถูกะทบด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก คือในเวลานี้ถ้าเป็นคนทำงานอยู่ในบริษัททั้งหลาย จะผ่อนรถคันหนึ่งไม่แน่หรอก 6 เดือนข้างหน้าเขากลับมายึดรถคุณไป เหตุผลง่ายๆคือคุณตกงาน จากเศรษฐกิจผันผวน ทำให้บริษัทต้องลดค่าใช้จ่ายโดยไล่คุณออกไป กล่าวคือ หาความมั่นคงไม่ได้

นอกจากนี้สังคมเมืองยังเป็นสังคมฟูมฟายด้วย เช่น มีงานขายนาฬิกา งานขายรถ เป็น แต่ชนชั้นกลางระดับกลางส่วนใหญ่เอื้อมไม่ถึง สิ่งที่ฟูมฟายเหล่านั้น ความมั่งคั่งที่คุณไม่สามารถไปถึง ทำให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจเวลาเห็นคนที่รวยกว่า

ในขณะเดียวกันในเชิงเศรษฐกิจมีตัวเลขที่น่าสนใจด้วยว่าสัดส่วนรายได้รายได้ของกรุงเทพและปริมณฑล ใน GDP ของไทยมันลดลงอย่างต่อเนื่อง หมายความว่า มันไปเกิดการเพิ่มขึ้นของสองภาค คือภาคกลางและ ภาคตะวันออก แถว มาบตาพุด ซึ่งรายได้ จาก GDP เพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่กรุงเทพฯลดลง ไม่มีทางเพิ่มสูงขึ้น แม้คุณจะบอกว่า มาบตาพุด หรือสระบุรี รวมพวกทุนกรุงเทพฯ ไว้ทั้งนั้น ก็จริง แต่มันทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ดังกล่าว มันทำให้คนที่อยู่อีสาน ภาคเหนือ ลงไปทำงานตรงนั้น ทำให้คนซึ่งครั้งหนึ่งเคยจนตรอกกลายมาเป็นชนชั้นกลางระดับล่างได้เพิ่มมากขึ้น

อันที่สอง สมัยหนึ่งรัฐบาลจะลงทุนไปในทางเอาใจคนกรุงเทพ โดยการสร้างรถไฟ ไฟฟ้า สร้างอะไรก็ได้ เพราะอย่างที่สุดพวกเขาคือคนทำเงินให้ประเทศได้มากที่สุด แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว   กรุงเทพมีแนวโน้มที่จะไม่ได้เป็นที่ทำเงิน เพราะรายได้ต่ำลงถึงแม้จะมากที่สุดอยู่ ในขณะที่มีที่อื่นโผล่ขึ้นมามากขึ้นเรื่อยๆ และทั้งหมดเหล่านี้ คนชั้นกลางระดับกลาง ต้องเข้าใจว่าเขาก็มีความเดือดเนื้อร้อนใจ ด้วยเหตุต่างๆอยู่พอสมควร และเกิดขึ้นท่ามกลางการแฉโพยคอรัปชั่นอย่างมโหราฬของฝ่ายการเมือง จริงแล้วคอรัปชั่นมีอยู่แล้ว อยู่คู่กับสังคมไทยมา เช่นเดียวกับจารึกหลักที่หนึ่ง แต่ว่าในสมัยหนึ่ง คนชั้นกลางระดับกลางในเมือง คิดว่าตนเองคุมคอรัปชั่นได้ ซึ่งก็จริงในระดับหนึ่ง กล่าวคือ ถ้ามันโกงหนักเกินไป ก็อาศัยสื่อ เอะอะโวยวาย ซึ่งนายกที่โกงเก่งกว่า หรืออะไรก็แล้วแต่ที่คนอื่นมองไม่เห็น ก็จะปลดรัฐมนตรีที่โกงเห็นๆ นั้นออกไป หรือย้ายไปอยู่กระทรวงที่โอกาสจะโกงมีน้อยหน่อย แต่ว่าตั้งแต่สมัยคุณทักษิณเป็นต้นมา จะพบว่าอำนาจในการคุมการโกงของชนชั้นกลางระดับกลางลดลงไปอย่างมากเลยทีเดียว เช่นเป็นต้นว่าคุณทักษิณสามารถแต่งตั้งคนที่แม้แต่คุณ บรรหาร ศิลปะอาชาไม่กล้าตั้งเป็นรัฐมนตรี ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีช่วยการเกษตรได้  คนที่คุณบรรหารไม่กล้าตั้งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคุณทักษิณก็ตั้ง  ซึ่งทำให้เกิดกรณีทุจริตหรืออะไรก็แล้วแต่

คนชั้นกลางระดับกลางรู้สึกว่าอำนาจควบคุมคอรัปชั่นที่ตนเคยมีมันหมดหรือมันหายไปโดยอัตโนมัติ โดยส่วนตัวแล้วตนไม่คิดว่าชนชั้นกลางระดับกลางจะรังเกียจการคอรัปชั่นอย่างที่อ้างกันเท่าไหร่ จะมีคนชั้นกลางสักกี่คนที่ไม่เคยยัดเงินตำรวจจารจร ผมเคยมีเพื่อนเป็นชนชั้นกลางที่ซื่อสัตย์กับเรื่องแบบนี้ จริงๆ เมื่อตำรวจเรียกขอใบขับขี่ เขาก็ให้ใบขับขี่ ตำรวจบอกว่ามันต้องใช้เวลานานหน่อยนะครับ  เพื่อนผมก็บอกว่าไม่เป็นไร ผมจะไปโรงพัก ตำรวจก็โบกมือให้ไป เป็นต้น คนแบบนี้มีน้อย คนชั้นกลางจริงๆแล้วไม่ได้รังเกียจการคอรัปชั่นเท่าไหร่ 

อำนาจทางการเมืองที่ลดลงอย่างมาก ตอนที่พรรคไทยรักไทยได้คะแนนอย่างท่วมท้น คุณไม่สามารถคุมนักการเมืองได้ คุมคอรัปชั่นไม่ได้ ซึ่งจะเห็นได้จาก ที่พรรคไทยรักไทยหรือตัวคุณทักษิณเองถูกโจมตีว่าแทรกแซงสื่อ  ตลาดหุ้น องค์กรอิสระ และอื่นๆในทำนองเหล่านี้ ลองคิดให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้คืออะไรสำหรับคนชั้นกลาง คำตอบ เครื่องมือในการใช้อำนาจของเขา สื่อเป็นเครื่องมืออย่างดีเยี่ยม เพราะทำสื่อทุกวันนี้ถามว่าคุณทำขายใคร คุณทำขายคนอ่าน คนอ่านคือพวกเราชนชั้นกลางระดับกลาง ในขณะที่คนที่อยู่ในต่างจังหวัด เขาไม่ได้อ่านหนังสื่อเท่าพวกคุณ  เราจึงมีอิทธิพลต่อสื่อ และครั้งหนึ่งเราเคยสามารถใช้สื่อในการกดดันรัฐบาล กดดันอำนาจอื่นได้ แต่พอทักษิณแทรกแซงสื่อ ตลาดหุ้น องค์กรอิสระ ทำให้อำนาจของชนชั้นกลางหมดลง ทำให้คุณทักษิณเป็นคนที่น่าเกลียดมากขึ้นไปอีก ไม่สามารถมีเครื่องมือปกป้องตัวเองได้อีกต่อไป

เมื่อไม่มีเครื่องมือเหล่านี้แล้วก็ต้องหาเครื่องมือใหม่ คือ 1.ตุลาการภิวัฒน์  2. กองทัพ ซึงในปี 35 กองทัพเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจมากสำหรับคนชั้นกลาง แต่ต่อมาในปี 46-49 คนชั้นกลางกลับเริ่มฝากความหวังไว้กับกองทัพ ฝากไว้กับชนชั้นสูงที่มีบารมีในทางวัฒนธรรม ผมจำได้ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลืองเคยขอนายกพระราชทาน ซึ่งหมายความว่า เอาอำนาจที่มีอยู่ในระบบ ให้ออกมาจากระบบการเลือกตั้งเท่านั้นเอง  นี่คือเครื่องมือใหม่ ซึ่งเขารู้สึกว่าเขาได้สูญเสียเครื่องมือเก่า แล้วคว้าเครื่องมือใหม่ขึ้นมาปกป้องตนเอง

ผมพูดอย่างนี้เพราะอยากจะเตือนว่า คนชั้นกลางระดับกลางกับคนชั้นกลางระดับล่างในเมืองไทย น่าสงสาร คือ เป็นกลุ่มที่มีพลังมาก เพราะมีคนประมาณร้อยละ 70 ของประเทศ ซึ่งคนชั้นกลางระดับกลางเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก แทบจะพูดได้ว่าเราต้องฝากอนาคตสำคัญส่วนหนึ่งไว้กับคนชั้นกลางระดับกลาง แต่ว่าเอาเข้าจริง ในทางการเมือง อ่อนแอมาก เพราะไม่มีพรรคการเมืองของเขาเองสักพรรคเดียว ซึ่งถามว่ามีพรรคไหนที่เป็นตัวแทนกรรมกร ไม่มีสักพรรคเดียว กรรมการในประเทศไทยมีเยอะมาก ซึ่งถ้าคุณสามารถได้เสียงกรรมกรในประเทศไทยคุณไม่สามารถเป็นฝ่ายค้านได้เลย ยังไงคุณก็ต้องถูกดึงเข้าร่วมรัฐบาล คุณไม่มีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนฝ่ายธุรการในบริษัท หรือข้าราชการ  คุณไม่มีสื่อของตัวเอง คุณไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถามว่าคุณจะเคลื่อนไหวอย่างไร เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นพลังที่รอการจัดตั้ง รอการจัดองค์กร ใครโผล่มาจัด จะจัดแบบเฮงซวยหรือจะจัดเพื่อตัวเองแล้วเอามาเป็นประโยชน์ก็ตามแต่ ก็มีคนเข้าร่วม เพราะหิวกระหายในการแสดงออกและไม่มีเครื่องมือที่จะแสดงออก เป็นกลุ่มที่ใหญ่และมีความสำคัญมาก

ถามว่าการเมืองไทยในปัจจุบันคืออะไร คุณศุภวุฒิ ได้ตอบแบบง่ายๆ ซึ่งผมก็คิดว่าง่ายดี แต่มันอาจง่ายเกินไป คือบอกว่า เมืองไทยในเวลากำลังเผชิญกับการต่อสู้ของคู่ขัดแย้งของคนสองกลุ่ม คือ RMC (Rural middle class )หรือที่ผมเรียกว่าชนชั้นกลางระดับล่าง กับ UMC (Urban middle class) หรือกลุ่มชนชั้นกลางระดับกลางที่อยู่ในเมือง ซึ่งมันก็ถูกแต่ผมคิดว่ามันง่ายเกินไป เพราะว่า ปัญหาของประเทศเราผมคิดว่ามันใหญ่กว่านั้น ถ้าเรามองเวทีการเมืองหรือระบบการเมือง ที่ตนพูดมาตั้งแต่ต้นจะพบว่ากลุ่มคนชั้นกลางระดับล่างอยู่นอกเวที คนชั้นกลางระดับกลางเคยอยู่บนเวที ตอนนี้คนชั้นกลางระดับล่างขึ้นมาบนเวทีบ้าง คำถามคือ บนเวทีมีเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่าง กับชนชั้นกลางระดับกลางที่ผลักกันไปบนเวทีเหรอ ตนคิดว่าไม่ใช่ ยังมีกลุ่มอื่นอยู่บนเวทีอีก เช่น ชนชั้นสูง ทุน นักวิชาการ เยอะแยะไปหมด ถ้าชนชั้นกลางระดับกลางเปิดเวทีให้ชนชั้นกลางระดับล่างขึ้นมาบนเวทีได้สักครึ่งขา ย่อมเบียดพื้นที่ชนชั้นสูง ทุน นักวิชาการอยู่แล้ว ถึงแม้ชนชั้นกลางระดับกลางยอมให้ครึ่งขาแต่คนกลุ่มอื่นไม่ยอม ฉะนั้นเวลามีคนกลุ่มใหม่ขึ้นมา ก็ไม่ได้มีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเข้าไปต่อต้านกลุ่มเดียว แต่มันจะกระเทือน ไปหมด ทุกการจัดรูปแบบของเวทีทั้งเวที ทั้งกลุ่มที่เรามองเห็นและกลุ่มที่เรามองไม่เห็น เช่นทุน ที่ยืนอยู่ปริ่มบนเวทีก็มี หรือที่วางเต็มเวทีก็มี มันมีหลายกลุ่มมาก ลองมองไป กองทัพจะทำยังไง ตุลาการจะทำอย่างไร

กลุ่มที่ออกหน้ามากอย่างกลุ่มเสื้อเหลืองเสื้อแดงมันมีวาระทางการเมืองที่ต่างกัน ฝ่ายหนึ่งต้องการกติกาประชาธิปไตย ซึ่งต้องอาศัยผลของการเลือกตั้งแบบเท่าเทียม คือ 1คน 1 เสียง เท่ากัน แล้วก็ต้องไม่มีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง  อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องการเครื่องมือสำหรับปกป้องตัวเองด้วย ดังนั้นจึงไม่ยอมรับความเท่าเทียมทางการเมือง เพราะว่าถ้ายอมรับความเท่าเทียมทางการเมือง โดยที่เขายังไม่มีเครื่องมือปกป้องตัวเอง เขาก็เดือดร้อน ยกตัวอย่างกรณีพรรคไทยรักไทยมีอำนาจ เขาเดือดร้อนเพราะไม่มีเครื่องมือปกป้องตัวเอง และตราบใดที่ยังไม่มีเครื่องมือ กลุ่มนี้ก็จะขอเอาอำนาจนอกระบบเข้ามาคานเอาไว้ตลอดเวลา

 

"ดุลยภาพ" ทางการเมือง

คำถาม คือ แล้วเราจะใช้เวลานานเท่าไหร่ ที่ทำให้ระบบการเมืองสามารถปรับตัว อยู่ร่วมกันต่อไปได้  คุณศุภวุฒิ สายเชื้อเรียกการปรับตัวนี้ว่า "ดุลยภาพ" และถ้าดูย้อนหลังตั้งแต่ 2475 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จะพบว่า พอการเมืองจะเกิดความเปลี่ยนแปลง  จะวุ่นอยู่พักหนึ่ง กินเวลาถึง 5-7ปี และอยู่กันแบบนิ่ง ไม่ได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตย และเขาก็เชื่อว่าครั้งนี้การเมืองก็จะใช้เวลา 5-7 ปี จะกลับเข้าสู่ภาวะ "ดุลยภาพ" ซึ่งหมายถึงปีหน้า เขาเชื่อว่าจะเข้าสู่ภาวะดุลยภาพ แต่ผมคิดว่าน่าจะใช้เวลานานกว่านั้น (ไม่ได้มีใครผิดใครถูก มันแล้วแต่ว่าคุณจะมองว่าอะไรคือความลงตัว สิ่งที่คุณศุภวุฒิ เรียกว่า ดุลยภาพ แต่ยังไม่ลงตัวก็มี ในบางครั้ง)เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 5 สังคมเศรษฐกิจไทยเริ่มเปลี่ยนเมื่อปีพ.ศ. 2398 ทำสัญญาบาวริงค์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเปิดประเทศ ฝรั่งเข้ามา มีการค้าเสรี ฯลฯ ประเทศมันเปลี่ยน แต่กว่าจะลงตัวเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ คือ พ.ศ. 2436 ใช้เวลา 38 ปี เพราะมีการประกาศเขตปกครองทั่วประเทศเป็นเทศาภิบาล พอเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ปลายรัชกาลที่ 5 เริ่มมีคนไม่พอใจ เริ่มมีคนไม่อยากได้ระบอบแบบนี้  เริ่มมีคนพูดถึงระบอบรัฐธรรมนูญ กว่ามันจะมาถึง 2475 ใช้เวลาถึง 23 ปี พอหลัง 2475 เกิดการแย่งอำนาจกันไปมา กว่าจะลงตัวได้เมื่อ พ.ศ. 2490 เพราะว่า ก่อนหน้า 2490 กลุ่มบนเวที ดึงกันไปกันมา และยันกลุ่มเจ้าไม่ให้ขึ้นมาบนเวทีด้วย มันทำให้ไม่ลงตัว ซึ่งกลุ่มนี้ยังมีอำนาจและความสำคัญ อย่างน้อยมีอำนาจทางวัฒนธรรม ดังนั้นการรัฐประหาร 2490 เปิดโอกาสให้ กลุ่มนี้กลับขึ้นมาบนเวทีได้ แต่แน่นอนว่ากลุ่มคณะราษฎรสายพลเรือนก็กระเด็นออกไป ซึ่งใช้เวลา 15 ปี หรือ  หลัง14 ตุลา  6 ตุลา มันก็ไม่ได้ลงตัวทันที ต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมาถึงระบบเปรม

สรุปก็คือ ผมคิดว่า ความขัดแย้งในครั้งนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน อย่างน้อยก็คิดว่า 10ปี จากที่ดูผ่านๆมา และครั้งนี้ก็อาจจะนานกว่าครั้งอื่นๆที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์ก็ได้ เพราะว่า ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่ปลายทักษิณเป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ ในความขัดแย้งอันนี้ ผมคิดว่า เรา จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็แล้วแต่ ทั้งสองฝ่าย สามฝ่าย สี่ฝ่ายซึ่งอาจจะไม่ได้ออกมาแสดงตัว เช่นคณะรัฐประหารปี 49 เป็นต้น ทุกฝ่ายได้ทำลาย สิ่งที่เป็นรากฐานสำคัญบางอย่างของการเมืองไทยให้พังลงไปเยอะมาก เช่นเอาสถาบันองคมนตรีที่ไม่เคยถูกแตะต้อง แล้วลากลงมาพูดแบบนั้นได้ ทำให้สิ่งที่เป็นอาญาสิทธิ์ของสังคมไทยมันกระเทือนหมด รวมทั้งครูที่สอนอยู่หน้าชั้นด้วย  ลองนึกดูว่ามีอะไรพังเยอะมาก เช่น รัฐธรรมนูญปี 40 ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ที่มันพังมากๆ มันทำให้ หาจุดลงตัวได้ยาก มันคงต้องขัดแย้งกันอีกนานมาก อย่างระบบตุลาการ ทั้งระบบ ไม่รู้จะหาอะไรในสังคมเวลานี้ที่คุณจะหันไปหาเพื่อให้เขาช่วยตัดสิน เวลานี้รัฐบาลหาคนมาทำเรื่องปรองดอง ใคร  ในเวลานี้ไม่มีใคร มีสีหมด นอกจากคนที่ไม่เกียวกับการเมืองเช่นคนขายเต้าหวย ซึ่งก็ไม่มีใครเอา

อีกกรณีหนึ่งที่ผมคิดว่าทำให้ความลงตัวในครั้งนี้เกิดขึ้นยากมาก คือ เหตุการณ์ "พฤษภามหาโฉด"ที่มันเกิดขึ้น ผมคิดว่ามันตัดโอกาสของการที่คุณจะหาจุดลงตัวอย่างง่าย ให้น้อยลง ออกไป  ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ ถามว่าจะให้ใครไว้ใจใครได้อีก ไม่มี ถ้าใช้วิธีแบบพฤษภามหาโฉดแบบนี้ โอกาสที่จะให้เกิดการปรับตัวในระบบยิ่งน้อยลงไปใหญ่ และถ้าคุณปรับตัวโดยใช้ความรุนแรง ต้นทุนของความเปลี่ยนแปลงสูง ผมไม่ได้บอกว่าไม่คุ้ม แต่จะคุ้มก็ได้ไม่คุ้มก็ได้ เช่นเป็นต้นว่า สมมุติว่ากลุ่มเสื้อแดงชนะ คือรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่ไม่ได้ ลาออกไป โดยไม่ใช้ความรุนแรง ผมคิดว่าก็อาจไม่เป็นไร ในทางตรงกันข้ามถ้าเสื้อแดงชนะโดยวิธีรุนแรง  อาจมีต้นทุนที่ต้องเสียเยอะมาก เริ่มต้นจากความไม่ไว้วางใจ หรือในเวลานี้คุณอภิสิทธิ์ชนะโดยวิธีรุนแรงต้องเสียต้นทุนความไม่วางใจไป เพราะฉะนั้นหลัง พฤษภามหาโฉด  โอกาสก็ยิ่งน้อยลงไป