รายละเอียด
วันที่ 23 พ.ค. 2556
สัมภาษณ์ Emily Hong : มนุษย์ล่องหน - ศิลปะกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง
วันที่ 23 มิ.ย. 2555 เวลา : 18:57 น.
ผู้เขียน : อานนท์ ตันติวิวัฒน์.....สัมภาษณ์
57
บทสัมภาษณ์ Emily Hong นักกิจกรรม นักฝึกอบรมและนักเขียน ชาวต่างชาติ ที่เข้าร่วมแสดงงานในนิทรรศการมนุษย์ล่องหน

ในช่วงสองอาทิตย์ที่ผ่านมา หากใครย่างกรายเข้าไปเยี่ยมเยือนร้าน Book Re: public ร้าน GALLERY SEESCAPE หรือเผอิญขับรถแล้วเห็นเงาสีขาวสะท้อนแสงตามสี่แยกไฟแดง จะพบกับนิทรรศการศิลปะ "มนุษย์ล่องหน"  ขึ้นชื่อว่าเป็นงานศิลปะแล้ว ย่อมมีลักษณะของการชี้ชวนให้เกิดการตั้งคำถาม หรือตีความต่างๆนานา

นิทรรศการ "มนุษย์ล่องหน" จัดโดยกลุ่ม นิติม่อน เป็นกิจกรรมศิลปะที่ต้องการสื่อสารเรื่องราวของนักโทษการเมือง ที่นับวันจะถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา หรือถูกทำให้ลืมไป

"เรื่องราวของนักโทษการเมือง กลุ่มคนที่อยู่ใจกลางความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นปัญหาร่วมสมัยในสังคมไทยในปัจจุบัน เรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเสมือน "ต้นทุน" ที่สังคมไทยต้องแลกให้ได้มาซึ่งระบบการเมืองที่พึงปรารถนาของคนส่วนใหญ่ กลับไม่ได้รับการพูดถึงและสุ่มเสี่ยงต่อการถูกลืมเลือนไปในฐานะอุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรค่าต่อความทรงจำ"

"เส้นทางของ "พวกเขา" และ "พวกเรา" อาจจะเคยทับซ้อนกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งหรืออาจจะขนานกันอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็เป็นได้"  กลุ่มนิติม่อนผู้ริเริ่มกิจกรรมบรรยายไว้บนเฟชบุ๊ค

แน่นอนว่า นิทรรศการศิลปะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่สิ่งที่ทำให้ศิลปะเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลและทรงพลัง คือ ศิลปะเป็นงานที่สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทางสังคมที่หล่อหลอมขึ้นมาจากบริบทในแต่ละยุคสมัย และบางยุคศิลปะทรงพลังถึงขั้นจุดประกายความคิดเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง

ศิลปะที่นำแสดงมาจากศิลปิน 16 ท่าน ซึ่งแต่ละชิ้นบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างน่าทึ่ง และเราไม่เห็นงานทางวัฒนธรรมในกระบวนการเคลื่อนไหวที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับเรื่อง "การเมือง"โดยตรงมานาน

สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากตัวงาน คือ ตัวศิลปินที่ผลิตงานซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่คนที่ทำงานด้านศิลปะเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ไม่ใช่ "ศิลปิน" เข้ามาร่วมผลิตงานด้วย น่าสนใจว่าคนเหล่านี้ต้องการสื่อสารอะไร มีความคิด ความเชื่อทางการเมืองอย่างไร

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการบอกเล่าเรื่องราวศิลปะจึงชวนหลงใหลใคร่รู้เป็นอย่างยิ่ง และสิ่งนั้นอาจจะไม่ตรงกับการตีความของเราเลยก็เป็นได้

Emily Hong เป็นนักกิจกรรม นักฝึกอบรมและนักเขียนที่เกิดในโซล เกาหลีใต้และเติบโตในนิวยอร์ค สหรัฐฯ ในช่วงสี่ปีหลัง เธอทำงานกับกลุ่มรากหญ้าและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเทศไทยและพรมแดนไทย- พม่า ปัจจุบัน เธอมีตำแหน่งเป็น Asia Training Associate ของ Minority Rights Group (MRG) International, ทำหน้าที่จัดอบรมและให้คำปรึกษากับนักต่อสู้เพื่อสิทธิชนกลุ่มน้อยและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากภูมิภาคเอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้  และยังทำหน้าที่เป็น Board of Directors ขององค์กรAmnesty International USA.

ก่อนหน้าที่จะทำงานกับ MRG  เธอทำงานด้านการรณรงค์กับขบวนประชาธิปไตยพม่าตามพรมแดนไทย-พม่า และมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งโครงการ CORE Burma  โครงการอบรมสำหรับการขับเคลื่อนชุมชนแบบฐานสิทธิ์ (right-based community organizing) และปฏิบัติการซึ่งหน้าแบบสันติวิธี (non-violent direct action) ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายเยาวชนหลายชาติพันธุ์ที่ชื่อ Students and Youth Congress of Burma and Nationalities Youth Forum. นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้วิจัยและผู้ช่วยบรรณาธิการของหนังสือ Nowhere To Be Home: Narratives from Survivor"s of Burma"s Military Regime บันทึกประวัติศาสตร์คำบอกเล่าและสิทธิมนุษยชนของผู้รอดพ้นจากระบอบเผด็จการของพม่า

ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนของเอมิลี่ที่อยู่ในวงการแอคติวิสต่างประเทศ และเคยคลุกคลีกับเอ็นจีโอในเมืองไทย จึงทำให้มุมมองของเธอต่องานทางวัฒนธรรมในเมืองไทยยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้น

 

หมายเหตุ - บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะสำเร็จไม่ได้เลย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือจากเกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ซึ่งได้ช่วยทำให้การสัมภาษณ์ที่ต่างภาษามีความชัดเจน ตรงกับความต้องการของผู้ถูกสัมภาษณ์  พร้อมทั้งช่วยเรียบเรียงบทสัมภาษณ์นี้ให้สมบูรณ์อีกด้วย  หากบทสัมภาษณ์นี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านก็ขอมอบความดีความชอบให้กับเกรียงศักดิ์ แต่หากมีขอผิดพลาดประการใดผู้สัมภาษณ์ขอรับไว้แต่เพียงผู้เดียว

 

 Emily Hong

 

ช่วยเล่าถึงที่มาที่ไปและเหตุผลที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้

มันเกิดจากความคิดเริ่มต้นว่าตัวเองอยากจะทำงานศิลปะสักชิ้น เป็นงานเล็กๆ ที่ทำได้ด้วยตัวเอง เกี่ยวกับนักโทษการเมืองในประเทศไทย  พอได้เล่าให้คุณเกรียงศักดิ์ (ธีระโกวิทขจร) ฟัง เขาจึงเสนอว่าน่าจะเอาความคิดนี้ไปคุยกับกลุ่มศิลปินที่กำลังสนใจเรื่องนี้ อย่างกลุ่มนิติมอน หลังจากเราได้พบกับนิติม่อน ก็ดูเหมือนมันเป็นความคิดที่ลงตัวมาก เพราะพวกเขาก็กำลังมีความคิดที่จะทำอะไรในลักษณะเดียวกันอยู่ เราจึงเริ่มพูดคุยและวางแผนเพื่อจัดกิจกรรม "เรื่องเล่าของมนุษย์ล่องหน" ขึ้น

 

ได้ยินมาว่างานนี้ใช้ระยะเวลาในการพูดคุยเพื่อหาจุดร่วมระหว่างกลุ่มคนที่ทำงานศิลปะกับคนที่ทำงานรณรงค์  (เข้าใจว่าเอมิลี่คงเข้าไปอยู่ในกลุ่มหลังนี้ด้วย) อยากให้ช่วยเล่า กระบวนการทำงานกับกลุ่มศิลปินว่าเป็นอย่างไร ได้แง่คิด และมุมมองเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันอย่างไร อะไรที่คิดว่าเป็นปัญหา และหาทางออกเกี่ยวกับปัญหานั้นอย่างไร

เราประชุมกันหลายครั้ง ในช่วงแรก จะคุยกันในเรื่องที่เป็นแนวคิดมากกว่า ต่อมา เราก็พูดคุยกันทั้งในเรื่องแนวคิดและวิธีการปฏิบัติ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อเสนอเพื่อเชิญชวนศิลปินมาร่วมแสดงงาน มันน่าสนใจเพราะว่าตลอดกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่ประชุมครั้งแรกจนกระทั่งถึงงานเปิดนิทรรศการ มีคำถามหนึ่งที่ย้อนกลับเข้ามาเสมอ คือ ประเด็นเรื่องจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพของศิลปินและการสื่อสารทางการเมือง ดิฉันตีความว่ามันน่าจะเป็นเพราะงานของศิลปินและนักกิจกรรมมีความคล้ายกันเรื่องนึง คือ ต่างเกี่ยวข้องกับการ "สร้างความหมาย" 

สำหรับศิลปินและโดยเฉพาะสมาชิกของนิติม่อนเน้นย้ำตลอดว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดควรจะเป็นเสรีภาพในแง่ศิลปะ คือ ให้ศิลปินได้ตัดสินใจอย่างเต็มที่ในทุกขั้นตอน แต่จากมุมมองของนักกิจกรรม สิ่งที่ต้องพิจารณาอีกเรื่องคือ การตัดสินใจร่วมกันในฐานะกลุ่ม (Collective)  แน่นอน นักกิจกรรมแต่ละคนมีความคิดเห็นหรือวิธีการในแบบของตัวเอง แต่เรามักจะต้องหาวิธีการที่จะนำไปสู่ฉันทามติ เพื่อเป้าหมายร่วมกันให้ได้ ซึ่งในกรณีนี้ มันหมายถึงเป้าหมายที่ดูเหมือนจะห่างไกลมาก นั่นคือ เสรีภาพของนักโทษการเมือง ฉะนั้น ดิฉันคิดว่าความท้าทายหลัก ก็คือ เราจะหาจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพในเชิงศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ กับเป้าหมายสุดท้ายของเรา คือ การสื่อสารทางการเมืองให้ได้มาซึ่งเสรีภาพที่เราเรียกร้องให้กับนักโทษการเมือง เจ้าของเรื่องราวที่เราต้องการเล่า ได้อย่างไร

แน่นอน อีกเรื่องที่ต้องพยายามหาจุดสมดุลนั้นถูกคาดหมายเอาไว้ตั้งแต่ก่อนทำงานแล้ว แต่มันกลับกลายเป็นความท้าทายมากกว่าที่ดิฉันคาดเอาไว้ คือ ทำยังไง เราจะไม่ต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง ขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันไม่ให้กับศิลปินและผู้เข้าร่วมของเราเกิดความสุ่มเสี่ยงขึ้น พูดอีกอย่างก็คือ เราจะพูดถึงกฎหมาย ม. 112 ในแบบที่วิพากษ์และมีพลัง โดยไม่ทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อของกฎหมายนี้เองได้อย่างไร?

 

อยากให้เอมิลี่อธิบายเกี่ยวกับงานที่ตัวเองได้ร่วมจัดแสดงว่าต้องการสื่อความหมายอะไร

งานของดิฉันประกอบด้วยภาพวาดและเสียงของผู้หญิง 3 คนที่ถูกตั้งข้อหา L?se majest? ในกฎหมายอาญา ม. 112 และพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ อันที่จริง ระหว่างที่ดิฉันกำลังทำงานชิ้นนี้ ผู้หญิงหนึ่งในนั้นคือ คุณจีรนุช เปรมชัยพร ซึ่งเป็นเพื่อนคนหนึ่ง กำลังรอคำตัดสินจากการพิจารณาคดีอยู่พอดี แน่นอน เราได้รับรู้ในเวลาต่อมา ไม่นานก่อนที่จะเปิดนิทรรศการศิลปะว่าศาลตัดสินให้เธอมีความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ ส่วนผู้หญิงอีกสองคนที่ดิฉันวาดคือ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุลที่ทุกคนรู้จักดี รวมทั้งอีกคนซึ่งเป็นที่รู้จักน้อยกว่าคือ คุณบุณยืน ประเสริฐยิ่ง หมอดูที่เคยถูกตัดสินว่าผิดจากสิ่งที่พูดบนเวทีเสื้อแดงในปี 2553

 

ในงานชิ้นนี้  เสียงเข้ามาช่วย เติมเต็มความหมายของภาพอย่างไร?

ฉันต้องการที่จะแสดงความเข้มแข็ง ศักดิ์ศรีและความกล้าหาญของผู้หญิงเหล่านี้ ที่ยังคงพูดในสิ่งที่เธอคิดอย่างตรงไปตรงมาและอย่างเปิดเผย หลังจากทุกสิ่งที่พวกเธอประสบมาก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณดารณีที่ขณะนี้ก็ยังถูกคุมขังอยู่ แต่ก็ไม่ยกเว้นอีกสองคน ที่เสียงของพวกเธอมักถูกทำให้เงียบ ดิฉันจึงต้องการจะเชื่อมโยงผู้ฟังกับผู้หญิงเหล่านี้โดยตรง ที่ไม่เพียงแต่ไม่ถูกมองเห็น แต่เรื่องของพวกเธอยังไม่ถูกเล่า จึงเป็นที่มาของการใช้เสียงในงานนี้  สำหรับการติดตั้งเสียงเข้าไปในงาน ฉันคัดเลือกคำพูดที่มีพลังของผู้หญิงแต่ละคน และตัดต่อมันเข้ากับดนตรีที่บรรเลงอยู่ตลอด

 

ใช้เวลาทำงานศิลปะชิ้นนี้นานไหม?

อันที่จริง เดือนก่อนหน้าการเปิดนิทรรศการศิลปะ ดิฉันต้องเดินทางค่อนข้างมาก จากพม่าไปฝรั่งเศส ดิฉันจึงนำวัสดุติดตัวไปทุกที่ที่เดินทางไป แต่งานนี้ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 3 สัปดาห์

 

ทำไมจึงเป็นนักโทษการเมือง 3 คนนี้ ทั้งที่มีอีกหลายคน?

ดิฉันเลือกสามคนนี้เพราะ ในฐานะที่ตัวเองก็เป็นนักกิจกรรมผู้หญิง ดิฉันรู้สึกสนใจเรื่องราวส่วนตัวและการต่อสู้ของพวกเธอเป็นพิเศษ ความจริง ดิฉันสามารถเลือกพูดถึงนักโทษการเมืองแบบกว้างๆ โดยไม่เจาะจงถึงเรื่องเล่าของใครเลยก็ได้ แต่ก็ไม่ต้องการจะทำงานศิลปะที่เป็นเชิงแนวคิดมากเกินไป  ในงานเคลื่อนไหวของดิฉันก็เหมือนกัน ดิฉันสนใจการเล่าเรื่อง และคิดว่ามันทำให้เราสามารถเปลี่ยนประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่ดูเหมือนไกลตัวและจับต้องยากให้กลายเป็นเรื่องจริงและส่วนตัวได้  ในแง่ของศิลปะ สิ่งที่ทำหน้าที่เหมือนกัน คือภาพวาดที่ทำหน้าที่เป็นสื่อกลาง มันเปิดโอกาสให้ใครก็ตามสามารถสื่อสารกับสายตาของคนที่พวกเขาอาจไม่เคยเห็นมาก่อนได้โดยตรง

 

พอใจกับงานตัวเองในครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน?

ดิฉันมักจะมองงานของตัวเองอย่างวิพากษ์เสมอ จึงไม่เคยพอใจเลย ดิฉันเรียนทั้งศิลปะและการเมืองในมหาวิทยาลัย แต่ในที่สุดก็ต้องทิ้งด้านศิลปะไป เลยไม่เคยนับว่าตัวเองเป็นศิลปินเหมือนคนอื่นถึงแม้จะเคยจริงจังกับมันมากในจุดหนึ่งมาก่อน ดิฉันรู้สึกในตอนนั้นว่ามันมีความจำเป็นเร่งด่วนกับเรื่องการเมืองและสิทธิมนุษยชนมากกว่า หลายปีให้หลัง ดิฉันกลับรู้สึกต่างออกไป ศิลปะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับงานด้านการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมือง ดิฉันพยายามจะดึงเอามันกลับเข้ามาในงานของตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีการหลายแบบ รวมทั้งการจัดเวิร์คชอปเรื่องการต่อต้านเชิงศิลปะและวัฒนธรรม (cultural and creative resistance) ในฐานะนักกิจกรรม พวกเราจำเป็นจะต้องหาวิธีการทำให้ตัวเองไม่เคร่งเครียดเกินไปนัก และการทำงานศิลปะเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยได้มาก

 

แล้วในภาพรวมของงาน  เสียงตอบรับ เป็นยังไงบ้าง?

ดิฉันรู้สึกประทับใจกับกลุ่มนิติม่อนมากในความยากที่พวกเขาต้องทำงานนี้ให้เกิดขึ้น ดิฉันคิดว่าในแง่หนึ่ง ศิลปินก็คงเหมือนกับนักเคลื่อนไหวที่รู้ว่าจะทำงานของตัวเองให้ลุล่วงได้ยังไง แต่ก็คิดว่าพวกเราทุกคนได้เรียนรู้อย่างมากและรู้ว่าจะทำให้ดีขึ้นในครั้งต่อไปได้ยังไง เสียงตอบรับที่กลับมาค่อนข้างหลากหลาย บางคนตื่นเต้นกับงานนี้มาก และยินดีที่มีคนกล้าที่จะขยับมาพูดถึงประเด็นที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยง แต่ถ้าให้พูดตรงๆ แล้ว แม้กระทั่งนักเคลื่อนไหว (ชาวต่างชาติ) บางคนที่ดิฉันรู้จักก็ตื่นตระหนกมากกับประเด็นนี้ ยกตัวอย่างเช่น พวกเขาไม่ต้องการให้นักเรียนของพวกเขามาร่วมนิทรรศการด้วยเหตุผลนี้

 

 กิจกรรมเสวนากับศิลปินที่ GALLERY SEESCAPE ด้านหลังเป็นงานของเอมิลี่ที่แสดงในนิทรรศการ

 

ที่ต่างประเทศ งานแบบนี้มีเยอะไหม แล้วมันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างหรือเปล่า?

ยกตัวอย่างในสหรัฐฯ มีนิทรรศการศิลปะจำนวนมากที่พยายามจะพูดถึงประเด็นการเมืองที่อ่อนไหว (ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้จัดนิทรรศการในท้องถิ่นชื่อว่า "Art for Our Sake  - ศิลปะเพื่อประโยชน์ของพวกเรา" ในเชิงล้อเลียนกับคำว่า "Art for Art"s Sake  - ศิลปะเพื่อประโยชน์ของศิลปะ") แต่โดยทั่วไป ในสหรัฐฯ คนไม่ต้องเสี่ยงกับการติดคุกในการทำอะไรแบบนี้ ถ้าให้พูดตรงๆ ประเทศไทยเป็นสภาพแวดล้อมที่ต่างออกไปมาก ในพม่า ถ้าให้ยกตัวอย่าง แม้กระทั่งในช่วงเผด็จการทหาร ศิลปินต้องเสี่ยงมากและได้ขยายขอบเขตของสิ่งที่ทำได้ออกไปอย่างมาก โดยผ่านศิลปะการแสดง มันยากที่จะนิยามผลสำเร็จอย่างชัดเจน แต่อย่างหนึ่งคือ มันทำให้คนได้คิดวิพากษ์อย่างแน่นอน ที่ถือเป็นก้าวสำคัญไปสู่การมีส่วนร่วมอื่นที่ลึกยิ่งขึ้น การจัดงานนิทรรศการศิลปะและการสร้างพื้นที่สำหรับการถกเถียงระหว่างกลุ่มที่โดยปกติไม่เคยมาเจอกัน (อย่างเช่น นิทรรศการ "เรื่องเล่าของมนุษย์ล่องหน") เป็นก้าวแรกที่สำคัญจริงๆ ไปสู่การทำงานร่วมกันในอนาคต

 

สำหรับ คนที่อยู่ในวงการแอคติวิสต่างประเทศ และเคยคลุกคลีกับเอ็นจีโอในเมืองไทยอย่างเอมิลี มีความเห็นอย่างไรกับการใช้ศิลปะเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือประเด็นนโยบายสาธารณะ สิทธิมนุษยชน ฯลฯ ในประเทศไทย?

โดยส่วนตัว ดิฉันไม่ค่อยได้เห็นปฏิบัติการซึ่งหน้า (direct action) ที่สร้างสรรค์มากนักในประเทศไทย อันที่จริง มีกลุ่มขับเคลื่อนในท้องถิ่นที่ยอดเยี่ยมจำนวนมากกำลังทำงานที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่ส่วนใหญ่ พวกเขามักยึดติดกับแทคติกแบบเก่าๆ

ไม่กี่เดือนก่อน เราได้ร่วมกับสหภาพแรงงานหนึ่งจากลำพูนยื่นจดหมายเปิดผนึกให้กับหอการค้าอเมริกันประจำประเทศไทย สารที่พวกเขาต้องการสื่อมีความสำคัญมาก แต่มันกลับสูญหายไปเพราะพวกเขาแค่ส่งมอบมันให้กับเลขาฯ ดิฉันได้แต่หวังว่าพวกเราสามารถย้อนเวลากลับและร่วมกันวางแผนปฏิบัติการที่ดีกว่านั้น เช่นการส่งมอบจดหมายในแบบการแสดงละคร, การปฏิเสธที่จะออกจากอาคารนั้นจนกว่าผู้บริหารระดับสูงจะยอมมารับ ที่อาจทำให้เกิดภาพข่าวที่ยอดเยี่ยมในสื่อ เป็นต้น นั่นเป็นสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันอยากจะเห็น

ในแง่ของการขาดความคิดสร้างสรรค์แล้ว นักกิจกรรมในประเทศไทยต้องเจอกับความท้าทายแบบเดียวกับนักกิจกรรมที่อื่นในโลก การเปลี่ยนเป็นนักวิชาชีพ (professionalization) ของเอ็นจีโอ (NGOs) เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เมื่อการเคลื่อนไหวเริ่มกลายเป็นงานประจำ บ่อยครั้ง มันสูญเสียความคิดสร้างสรรค์ที่จำเป็นสำหรับการคิดไปข้างหน้า ดิฉันเองชอบที่จะทำงานกับกลุ่มที่จัดกิจกรรมโดยไม่มีทุนหรือมีทุนน้อยมากกว่า เพราะพวกเขามีความรักในการทำงานอย่างมาก เงื่อนไขของพวกเขาทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญ สิ่งที่ดีมากเกี่ยวกับการต่อต้านในเชิงสร้างสรรค์ (creative resistance) คือมันไม่ได้ต้องการเงินจำนวนมากเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการเลย จริงอยู่ว่าถ้าคุณต้องการทำอะไรอย่าง ยานค้างคาวของกลุ่มออคคิวพายวอลล์สตรีท (ดูลิ้งค์ประกอบ http://www.fastcoexist.com/1679431/the-illuminator-the-occupy-wall-street-bat-signal-returns-with-a-batmobile) คุณอาจจำเป็นต้องหยิบยืมรถตู้และเครื่องฉายโปรเจ็กเตอร์ แต่แทคติกต่างๆ จำนวนมากที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการทำแบนเนอร์มนุษย์ (human banners)  (ดูลิ้งค์ประกอบ http://www.humanbannersf.com/) มันไม่ต้องใช้เงินหรือแทบไม่ต้องใช้เงินเลยก็ว่าได้

สิ่งที่ทำให้ดิฉันมีความหวังก็คือ นักกิจกรรมที่ดิฉันได้พูดคุยด้วย พวกเขาสนใจที่จะเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับการต่อต้านเชิงสร้างสรรค์ ต้องเรียกว่ามันมีความกระหายในเรื่องนี้ เราได้พบความรู้สึกนี้เมื่อเราได้ทำการอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการต่อต้านเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรมที่ "โรงเรียนพ (ล) บค่ำ #3" ของ The Reading Room ที่กรุงเทพ  (ดูลิ้งค์ประกอบ http://prachatai.com/journal/2012/04/40191) เราจัดกิจกรรมที่นั่นในคืนวันศุกร์ มันเกือบสามทุ่มแล้ว แต่ผู้เข้าร่วมกำลังสนุกกับกิจกรรมสวมบทบาท ช่วยกันวางแผนกิจกรรมที่สร้างสรรค์ที่สุดที่ดิฉันเคยเห็นมา!