|
หมายเหตุ นี่คือบทสัมภาษณ์ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหัวข้อ "เราอยู่ในสังคมที่ไม่เคยสร้างความเข้มแข็งให้กับคน" คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษของหนังสือพิมพ์อ่างแก้ว ฉบับที่หนึ่ง ประจำวันที่ 1-21 กรกฎาคม 2553 ประชาธรรมเห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ต่อดังนี้
เป็นระยะกว่า 1เดือนครึ่ง หลังประสบปัญหาที่เรียกได้ว่าเป็น วิกฤต ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่สีของเสื้อ หากแต่เรื่อง "ชนชั้น" ก็กลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญ ถึงความแตกต่าง และความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเริ่มพูดถึงความ "ปรองดอง" รวมถึงการตัดวงจรของความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตด้วยสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า "ปฏิรูปประเทศไทย"
นสพ.อ่างแก้ว มีโอกาสได้พูดคุยกับศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการอิสระ อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะผู้มีบทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์สังคมและนโยบายสาธารณะมาเป็นเวลานานเพื่อวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสนอทางออกในการปฏิรูปประเทศไทย
เหตุการณ์ที่ผ่านมา เราสามารถเรียกได้ว่าเป็นสงครามชนชั้นหรือยังครับ
เป็นเพียงส่วนน้อยที่สุด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางด้วยกัน เพียงแค่เป็นชนชั้นกลางที่ต่างระดับกันเท่านั้นเอง ต้องเข้าใจว่าเมื่อใดที่เราจำกัดความคำว่า "ชนชั้นกลาง" มันไม่ใช่เรื่องของรายได้เพียงอย่างเดียว หากแต่เกี่ยวข้องไปถึงวิถีชีวิตหรือความใฝ่ฝันของพวกเขา
ผมขอนิยามกว้างว่า "ชนชั้นกลาง" คือคนที่หากินในตลาด เช่น แรงงานในภาคอุตสาหกรรม รายได้วันละ 200 กว่าบาท เขาไม่ใช่ชนชั้นกรรมาชีพ คนเหล่านี้แท้จริงแล้ว เขาก็มีชีวิตคล้ายคลึงกับเรา เขากูทีวีเท่าๆพวกเรา ทั้งดำเนินวิถีชีวิตไม่ได้ต่างจากเราเท่าไร ถามว่าเขาอยากได้อะไร เขาอาจจะอยากได้ Mp3 ไว้ฟังเพลง ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ต่างจากนศ.มหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นด้วยวิถีชีวิตแบบนี้ เขาก็ใฝ่ฝันในแบบของชนชั้นกลางเหมือนกัน เขาคือคนธรรมดา เมื่อเทียบกับชนชั้นกลางที่เป็นด๊อกเตอร์ หรือคนที่ทำงานตามห้างร้าน แต่ก็มีความฝัน พวกเขาไม่ใช่คนจนที่สุดและไม่ใช่คนที่รวยที่สุดของสังคม คนกลุ่มนี้เองที่เป็น เสื้อเหลือง เสื้อแดง เสื้อหลากสี เต็มไปหมด ซึ่งมันไม่ใช่สงครามทุกชนชั้นที่ลงมาขัดแย้งกัน มันไม่ใช่สงครามระหว่างสองสามชนชั้นมาชนกัน มันคือกลุ่มคนที่อยู่ในชนชั้นเดียวกัน แต่มีจินตนาการในเรื่องของ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม สังคมไทยที่แตกต่างกัน ฉะนั้นถ้าจะบอกว่าเสื้อแดงเป็นคนจนอย่างเดียวนั้นไม่ใช่ คำว่า "จน" หากหมายถึงจนดักดาน ผมคิดว่าไม่ใช่ ความจริงแล้วเป็นชนชั้นกลางระดับล่างที่หาหากินอยู่ในตลาด ส่วมมากอยู่ในเขตเมืองด้วยซ้ำไป
มีปัจจัยอะไรที่ผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวดังที่ผ่านมา
ระบบการเมืองในโลกนี้ มีไว้เพื่อแบ่งปันว่าใครจะได้อะไร เท่าใด และเมื่อใด ระบบการเมืองในประเทศเกษตรกรรมเลี้ยงตัวเองแบบไทย เป็นระบบการเมืองที่ตกลงแบ่งปันทรัพยากรในกลุ่มที่เรียกว่าชนชั้นนำเพียงไม่กี่คน ส่วนคนอื่นๆที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมเลี้ยงตัวเอง ก็จะถูกชนชั้นนำบอกว่าเอ็งไม่เกี่ยว แต่สภาพเหล่านี้เปลี่ยนไปหมด เมื่อตอนที่สังคมเริ่มเปลี่ยน ยกตัวอย่าง เช่น ชาวนาเริ่มเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คนเหล่านี้กลายเป็นผู้หากินในตลาด เขาก็จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะ เพราะมีส่วนได้เสียโดยตรง แต่ถ้าคุณเป็นชาวนาเลี้ยงตัวเอง แปลว่าคุณไม่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ จะเห็นได้ว่าเมื่อคนเหล่านี้กลายเป็นชนชั้นกลางตั้งแต่ระดับล่างขึ้นไป เขาก็อยากจะมีสิทธิทางการเมืองระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นระดับที่เขาสามารถต่อรองได้ บ้านเรานั้น เวลาที่พูดถึงถนนหนทาง หรือเรื่องของเศรษฐกิจ ชอบเสนอเรื่องเหล่านี้ให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญคอยตัดสินใจแทน ว่า จะขยายถนนหรือไม่ หรือจะเพิ่มอัตราการส่งออกข้าวเท่าไหร่ จริงๆสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องทรัพยากรที่ชาวบ้านควรต่อรองได้ทั้งสิ้น
เมื่อคนเหล่านี้รู้สึกว่า ฉันอยากจะได้ใช้ทรัพยากรบ้าง คุณจะพบว่า ในระยะยี่สิบปีที่ผ่านมา มันมีปัญหาความขัดแย้งในเรื่องทรัพยากรเยอะมาก ตัวอย่างที่รู้จักกันดีก็อย่าง สมัชชาคนจนเขาทะเลาะกับรัฐบาลเรื่องจะใช้แม่น้ำมูลเพื่อผลิตไฟฟ้า หรือจะใช้เพื่อจับปลา ขณะที่กรณีอย่างโรงไฟฟ้าบ้านกรูด ก็เกิดขึ้นกับชาวบ้านที่อยู่ทั่วไป ไม่เกี่ยวกับเหลืองหรือแดง ซึ่งตอนนั้นมันยังไม่เกิด แต่แสดงให้เห็นว่าสำนึกของชาวบ้าน เรื่องของการต่อรองทรัพยากร รวมถึงต่อรองเรื่องนโยบายสาธารณะมันกระจายมานานแล้ว นานก่อนหน้าที่ทักษิณจะกลายเป็นนายกด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ จะเห็นถึงความสืบเนื่องที่เกิดจากความเคลื่อนไหวมานานมากแล้ว
สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าคิดว่าทางออกของประเทศนี้ ต้องแก้ปัญหาด้วยความปรองดอง ให้เหลืองกับแดงปรองดองกันหรือจะให้แต่งงานกันนั้น มันไม่เกิดประโยชน์ ปัญหาที่แท้จริงเลยคือ คนในประเทศนี้ต้องการต่อรองเรื่องของทรัพยากรที่เขาถูกละเลยมายาวนาน ซึ่งมันเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ ส่วนวิธีการแก้ไขนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า สาเหตุทั้งหมด มันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมเอง คือเราต้องปรับระบบการเมือง ปรับระบบเศรษฐกิจ ปรับระบบการศึกษา เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ เพราะระบบที่มีอยู่ทุกวันนี้ เป็นระบบที่ใช้รองรับสังคมเกษตรกรรมเลี้ยงตนเอง ที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐ รัฐเพียงแต่เข้าไปเรียกเก็บทรัพยากรเล็กน้อย เป็นครั้งคราวไปเรื่อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่แล้วตอนนี้
แสดงว่าระบบเราไม่เคยปรับตามสังคมเลย
แน่นอน มันไม่เคยปรับเลย ปัจจุบันหลวงวิจิตรวาทการตายไปหลายสิบปีแล้ว แต่ทุกวันนี้เรายังได้ยินเพลงหลวงวิจิตรฯอยู่เลย เนื้อเพลงที่แต่งโดยหลวงวิจิตรฯ ย่อมตอบสนองต่อทัศนะของสังคมตั้งแต่สมัยเกือบร้อยปีที่แล้ว แต่ทุกวันนี้เรายังได้ยินกันอยู่ มาเปิดอยู่ได้ในทีวี เช่น เพลง "ตื่นเถิดชาวไทย" คือเราไม่พยายามเข้าใจว่าสังคมมันเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้แล้ว คำว่า "ความเป็นไทย" ซึ่งไม่ว่ามันจะหมายถึงอะไรก็ตามนั้น เพียงพอหรือไม่ ที่จะทำให้คนไทยมีเยื่อใยต่อกัน หรือมีความผูกพันต่อกันในทางเศรษฐกิจ ทางวัฒนธรรม คำว่าความเป็นไทยของยุคเมื่อร้อยปีที่แล้ว มันพอไหมที่จะแก้ปัญหาสังคมในปัจจุบัน
โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า "จะบ้ากันไปใหญ่" สมมติว่า ผมลองถอยไปตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหง เอาศิลาจารึกตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมาปลุกระดมบ้าง คำถามคือว่า สังคมไทยสมัยพ่อขุนรามคำแหง กับปัจจุบันมันเหมือนกันตรงไหนหรือ ที่จะนำมาใช้ตอบสนองได้ เช่น "เมืองไทยนี้ดีนะ มีระบบยุติธรรมดี มีกระดิ่งอยู่หน้าประตูวัง ใครเจ็บข้องใจก็มาสั่นกระดิ่งได้" อุดมการณ์ทุกวันนี้คร่ำครึ และมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของสังคมเพราะคิดขึ้นมาตั้งแต่ 100-200 ปีมาแล้ว
อาจารย์กำลังบอกว่าเราหลอกตัวเองอยู่
จะใช้คำว่าหลอกตัวเองก็ได้ แต่ผมคิดว่าชนชั้นนำไทย ซึ่งเป็นผู้ป้อนอุดมการณ์เหล่านี้ตลอดมา ไม่กล้าที่จะเปลี่ยน เอาง่ายๆเพียงแค่สิ่งที่เสื้อแดงเรียกร้อง หนึ่งในสิ่งที่เรียกร้องคือ "ยุบสภา" คำว่า "ยุบสภา" ก็คือการบอกว่าเรากลับมาเลือกตั้งกันใหม่ เมื่อใดที่เราพูดถึงการเลือกตั้ง เรากำลังบอกว่ายายแก่ที่มาจากอุดรธานีที่ขายของอยู่ในตลาด กับคุณชาตรี โสภณพาณิช ก็มีอยู่หนึ่งเสียงเท่ากัน พูดเพียงแค่นี้ คนชั้นกลางในกรุงเทพ ก็บอกว่าเป็นไปไม่ได้ ยายแก่นี่ไม่มีการศึกษา ไม่มีอะไรเลย จะมีหนึ่งเสียงเท่ากับคุณชาตรีได้อย่างไร ไอ่นี้คือปรับอุดมการณ์ไม่ทันไง สมัยก่อนวันโหวตที่มาจากต่างจังหวัด มันไร้ค่าไม่มีความหมาย แต่ตอนนี้สังคมมันเปลี่ยน มันกลายเป็นมีความหมายขึ้นมาแล้ว อยู่ๆมาบอกว่า เฮ้ย วันแมนวันโหวตไม่เอา โหวตเท่าเทียมกันไม่ได้ ถ้าคุณบอกว่ามนุษย์ไม่เท่าเทียมกัน คุณก็เลือกประชาธิปไตยไม่ได้แล้ว จบ
ถ้าพูดถึงความตื่นตัวทางการเมืองของคนไทย คิดว่ามีมากเกินไปหรือไม่
ถามว่าเรียกร้องมากเกินไปหรือเปล่า จะว่ามากเกินไปก็ได้ ถ้าเทียบกับสังคมอเมริกัน ฝรั่งเศส อังกฤษ อะไรก็แล้วแต่ แต่ประเทศเหล่านั้นไม่ได้ถูกตัดสินใจและผูกขาดการจัดการด้วยมือของรัฐเพียงฝ่ายเดียว ตรงกันข้ามกับบ้านเราที่ผูกไว้ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อผูกไว้ตลอดเวลาก็ช่วยตัวเองไม่ได้จนกว่าจะมีคนที่มีอำนาจมากกว่าเป็นจัดการให้
สมมติว่า ผมกำจัดขยะในมช. ซึ่งเป็นแหล่งขยะที่ใหญ่มหาศาลของจ.เชียงใหม่ ซึ่งปัญหาในปัจจุบันก็คือ มีขยะที่ตกค้างจำนวนมาก คำถามก็คือว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร ที่เขาพบคำตอบทุกแห่งก็คือ คุณต้องให้ประชาชนเข้ามาจัดการขยะเสียก่อน ถามว่า มช.มีศักยภาพไหม สโมสรนักศึกษามช.มีศักยภาพหรือไม่ในการทำให้เกิดโครงการจัดการขยะในมช.โดยนักศึกษาเอง ไม่ต้องให้สมช.ต้องวิ่งเข้าไปหาอธิการบดี ให้ออกถังขยะหลากสี หรืออะไรก็แล้วแต่ ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่าแม้คุณเป็นนักศึกษายังช่วยตัวเองไม่ได้ จะไปหวังอะไร
ผมไม่ได้บอกว่าที่คุณช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะว่าคุณโง่หรือคุณเลวนั้นไม่ใช่ เราอยู่ในสังคม ที่ไม่เคยสร้างความเข้มแข็งให้กับคน ซึ่งทำให้คนในสังคมช่วยตัวเองไม่ได้
ส่วนคำถามที่ว่าเรียกร้องมากไปไหม อาจจะมากเกินไปในบริบทหรือในเงื่อนไขแบบนี้ ซึ่งทำอะไรไม่ได้ ที่สุดแล้วต้องกระจายอำนาจลงและต้องนิยามคำว่า "กระจายอำนาจ"ให้ดีด้วย
ของเราถ้าพูดถึงการกระจายอำนาจ เรานึกถึงอำนาจปกครองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จริงๆอำนาจปกครองของเรา เป็นหนึ่งในอำนาจต่างๆ ร้อยแปดเลยเช่น อาจารย์มหาวิทยาลัยขึ้นไปยืนอยู่บนกระดาน พูดอะไรก็แล้วแต่ แกมีอำนาจในวัฒนธรรมไทย เหนือกว่าที่กฎมหาวิทยาลัยให้ไว้เยอะมาก แกอาจจะฉ้อฉลอำนาจแก่นักศึกษา ด้วยการสั่งอะไรที่ไม่เข้าท่า ถามอำนาจตรงนี้ว่ามาจากไหน มาจากอำนาจที่กฎมหาวิทยาลัยเขียนไว้หรือไม่ เปล่า มันมาจากวัฒนธรรมไทยที่นักศึกษารู้ศึกว่าคนเป็นครูต้องยกขึ้นหิ้งเอาไว้ ถ้าหากว่าทำผิด เราก็ไม่กล้าบอกว่าครูทำผิด
จะเห็นได้ว่าอำนาจในชีวิต ไม่ใช่อำนาจที่มาจากสายปกครองอย่างเดียว มันมีอำนาจอื่นๆ เยอะมาก คำถามคือทำไมเราไม่ปล่อยให้อำนาจเหล่านี้สามารถแสดงพลังได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้อำนาจที่หลากหลาย สามารถคานกันเองได้ด้วย เช่น สมัยก่อนหลวงพ่อที่วัดก็เป็นอำนาจชนิดหนึ่ง ไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติอะไรไว้ แต่ท่านก็มีอำนาจในระดับหนึ่งเพราะชาวบ้านยกให้ท่านเป็นคนที่ชาวบ้านไว้วางใจ ทีนี้ความเห็นของท่านกับกำนันอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ เมื่อไม่ตรงกันก็จะเกิดการคานอำนาจระหว่างอำนาจของหลวงพ่อ กับอำนาจของกำนัน เพื่อให้เกิดการเจรจาประนีประนอมต่อรองระหว่างกลุ่ม เหล่านี้คือการต่อรอง การเจรจาต่อรองไม่จำเป็นที่จะต้องนั่งโต๊ะเจรจาเสมอไป ลองคิดถึงอาญาสิทธิ์ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ในชุมชนแต่ละแห่งเขามีสิทธิ์กำหนดเยอะแยะไปหมดแค่ไหน อย่างไรก็ต่อรองกันได้ แต่เอาง่ายๆสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ถามว่ามีคนเชียงใหม่ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาเข้าไปนั่งในสภาไหม ไม่มีสักคน สำคัญกว่าก็คือถ้าอย่างนั้นมช.ไม่ได้มีสำหรับคนทั่วไปหรอก หรือมันมีสำหรับคนหยิบมือเดียวอย่างเก่า นี่เป็นอีกตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าทั้งรัฐและสังคมไทย มันไม่ได้ปรับตัวเองไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้น
แต่ถ้าทุกคนออกมาเรียกร้องอำนาจที่ตัวเองควรได้ มันไม่วุ่นวายหรือครับ
ถ้าเราจัดโครงสร้างที่ทุกคนสามารถเข้ามาต่อรองโดยผ่านกระบวนการหลายๆอย่าง มันก็จะทำให้การเรียกร้องมีลักษณะที่ประหนึ่งว่ามีระเบียบ ปัจจุบันนี้การเรียกร้อง เราดูเหมือนไม่มีระเบียบ เพราะในระเบียบ ไม่ได้จัดอะไรไว้ให้เขาต่อรองเลย เมื่อไม่มีระเบียบ ก็ต้องต่อรองบนท้องถนน แล้วสิ่งที่คุณคิดแก้กันอยู่ตอนนี้คือ ออกพ.ร.บ.ว่าด้วยเรื่องการชุมนุม เพื่อขจัดคนออกจากท้องถนน แต่ไม่ได้ทำพร้อมๆกับการที่คุณต้องสร้างเวทีต่อรองอื่นๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด คุณอยู่ในสังคมสมัยใหม่ บอกว่าห้ามไม่ให้ต่อรองเลย นอกจากในรัฐสภา เป็นไปไม่ได้ ไม่มีหรอก
แสดงว่าอาจารย์อยากให้รัฐบาลจัดกลไกอะไรสักอย่างที่แต่ละกลุ่มมีเวทีในการต่อรองข้อเรียกร้องของตัวเอง
ไม่ใช่รัฐบาล สังคมไทยต้องเข้าใจเรื่องนี้ ผมไม่ศรัทธารัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลชุดไหน ไม่ศรัทธาทั้งนั้น พวกนี้แค่อยากมีอำนาจอยู่เฉยๆไม่ได้คิดทำอะไรทั้งสิ้น ผมไม่คิดว่าคนพวกนี้จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ จะเป็นประโยชน์ก็ต่อเมื่อ สังคมเข้าใจปัญหาแล้วไปบีบมันอีกที
คุณอย่ามองนักการเมืองเป็นผู้นำ มองนักการเมืองให้เป็นเบี้ยในกระดานหมากรุก คุณเป็นคนเล่นหมากรุก ไม่ใช่มัน คุณเป็นคนสั่งมันเดิน ไม่ใช่มันสั่งให้เดิน คือถ้ารักจะเป็นประชาธิปไตย ต้องมองอย่างนี้ อย่าไปมองว่า มองหาผู้นำ มองหาคนดีเข้าสภา คนดีเข้าสภาที่มันเลว เดี๋ยวก็เลวตามมัน ไม่ต้องไปมองไกล ตัวเราเองถ้าเข้าไปในวงจรอำนาจที่ชั่วช้าแบบนี้ เราเองก็จะชั่วช้าตาม
กลไกกระบวนการพวกนี้ได้ถูกสร้างขึ้นหรือยังครับ
ต้องสร้างความเข้าใจให้ดีเสียก่อน สังคมต้องมีความเข้าใจในเรื่องอย่างนี้ สร้างเป็นแรงกดดันที่มีความหมายต่างๆทั้งในและนอกถนน คือผมไม่ได้รังเกียจการต่อรองบนท้องถนนนะ ในสภาพที่เป็นอยู่ ถ้าจำเป็น ก็ไม่เป็นไร แต่ขณะเดียวกัน การต่อรองในถนนตลอดเวลา ก็เป็นไปได้ยาก เพราะฉะนั้นมันต้องมีกลไกลนอกถนนด้วย
ถ้าสนใจแต่ว่ามันจะมีใต้ดินไหม ผมบอกได้ว่าผมไม่รู้ ตราบใดที่ตัวปัญหาของสังคม คือการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่คุณไม่สามารถปรับกลไกสถาบันต่างๆรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมได้ ยังไงมันก็ไม่จบ แต่มันจะไม่จบยังไงเนี่ยผมไม่รู้ จะเผาบ้านเผาเมืองอีกไหมผมไม่รู้ แต่ผมบอกได้เลยว่ารุนแรงและไม่มีทางจบ ผมไม่เคยเห็นที่ไหนที่ลูกปืนสามารถแก้ปัญหาได้ จะต้องแก้ปัญหาอีกกี่ปีผมไม่ทราบ แต่ถ้าเริ่มต้นจากความเข้าใจของสังคมผมคิดว่าใช้เวลาไม่นาน แล้วเราจะก็จะมีทิศทางในการกำกับสังคมที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้ด้วย
และนี่คืออีกเสียงหนึ่งของนักวิชาการอาวุโสที่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่ง |