รายละเอียด
วันที่ 23 พ.ค. 2556
เปิดคำพิพากษาฎีกา "จินตนา แก้วขาว" กระบวนยุติธรรมไทย เราจะไปทางไหนกัน
วันที่ 13 ต.ค. 2554 เวลา : 16:10 น.
20

คลิปสัมภาษณ์ "จินตนา แก้วขาว" ก่อนศาลฎีกาตัดสินจำคุกคดีล้มโต๊ะจีน บ.โรงไฟฟ้าบ้านกรูด 4 เดือนไม่รอลงอาญา

 

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2554 คดี "จินตนา แก้วขาว" ล้มโต๊ะจีน บริษัทยูเนี่ยนเพาเวอร์ฯ เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูดที่ต่อสู้กันมายาวนานถึง 10 ปี ได้เป็นที่สิ้นสุด เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยโทษจำคุกดังกล่าวลดลง เนื่องจากจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน มีเหตุบรรเทาโทษ 1 ใน 3 จากที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำเลยให้จำคุกเป็นเวลา 6 เดือน

 

คำพิพากษาของศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ต่างจากคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2546 ที่มีคำสั่งยกฟ้อง ซึ่งส่วนหนึ่งของเนื้อหาในคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ได้อ้างอิงถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 44 และ 46 ที่กล่าวถึงสิทธิในการชุมนุมและสิทธิชุมชน ในขณะที่คำพิพากษาอุทธรณ์และคำพิพากษาฎีกาไม่ได้พูดถึง "สิทธิตามรัฐธรรมนูญ" นั้นคือข้อสังเกตหนึ่งของคดี

 

สุรชัย ตรงงาม ผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ขึ้นเวทีพูดคุยกับชาวบ้านกรูด-บ่อนอก และกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรพิทักษ์สิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ที่มาให้กำลังใจ จินตนา แก้วขาว ในคืนวันที่ 11 ตุลาคม 2554

 

 

คลิกดู!! คำพิพากษาฎีกา ที่ 13005/2553

คลิกดู!! คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีหมายเลขแดงที่ 2355/2548

คลิกดู!! คำพิพากษาศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ศาลชั้นต้น) คดีหมายเลขแดงที่ 3283/2546

 

 

คงต้องยอมรับว่าคำพิพากษาฎีกา จำนวน 6 หน้า ในคดีดังกล่าว "ไม่ถูกใจ" ชาวบ้านประจวบฯ ที่ร่วมกับจินตนา คัดค้านโครงการขนาดใหญ่มายาวนาน และ "ไม่เป็นที่น่าพอใจ" สำหรับใครหลายคนที่ติดตามคดีนี้มาโดยตลอด

 

สำหรับแง่มุมข้อกฎหมาย สุรชัย ตรงงาม นักกฎหมายด้านคดีสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการโครงการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ตั้งข้อสังเกตในทัศนะของเขาว่า จินตนาได้มีการยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ 1.จินตนา ได้กระทำความผิดจริงหรือไม่? 2.คดีนี้ไม่ได้เป็นคดีข้อพิพาทส่วนตัว แต่เป็นคดีที่กระทำการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ศาลจะมีความเห็นอย่างไร?

 

 

ในคดีนี้ จินตนาถูกกล่าวหาว่า พาพวกเข้าขัดขวางงานเลี้ยงของบริษัทฯ ด้วยการ "บุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันสมควร" เข้าไปในบริเวณงานของบริษัท แล้วนำของโสโครกไปขว้างปาและเทลงบนโต๊ะอาหาร ถังน้ำแข็ง และเวทีจัดงานเลี้ยง "อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปกติสุข"

 

 

ต่อประเด็นแรก "จินตนามีความผิดจริงหรือไม่" สุรชัย กล่าว่า ศาลฎีกามีความเห็นทำนองเดียวกันกับศาลอุทธรณ์ กล่าวคือ พยานหลักฐานและพยานบุคคลหลายปากที่ยืนยันว่าจินตนาเป็นคนสั่งการนั้น ศาลเชื่อว่ามีน้ำหนัก เบิกความสอดคล้องต้องกัน และน่าเชื่อว่าไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ไม่น่าจะมีเหตุปรักปรำใส่ร้ายจำเลย ดังนั้นจึงฟังได้ว่าจินตนามีความผิดจริง ฐานสั่งการให้มีการบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ของบริษัทฯ และมีการปาสิ่งปฏิกูลคือน้ำปลาวาฬเน่า

 

 

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของศาลฎีกาแตกต่างจากความเห็นของศาลชั้นต้นในสาระสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ แม้ว่าพยานเบิกความสอดคล้องกันอยู่จริง แต่ในศาลชั้นต้นจะลงรายละเอียดว่า มีการเบิกความในลักษณะที่แตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างไร รวมถึงศาลชั้นต้นเห็นว่า พยานโจทก์น่าจะมีเหตุโกรธเคืองกับจินตนา เนื่องจากเคยมีการฟ้องร้องเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับโรงไฟฟ้ากันอยู่ก่อนแล้ว ส่วนศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่เชื่อในเหตุเหล่านี้ ดังนั้น ตามคำพิพากษาจึงวินิจฉัยว่าจินตนาได้กระทำความผิดจริง

 

 

สุรชัย กล่าวถึงประเด็นต่อมาที่ว่า การต่อสู้และใช้สิทธิของจินตนา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญเพื่อปกป้องสิทธิชุมชน คุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะหรือไม่นั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ โดยให้เหตุผลว่า "เป็นประเด็นที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย" ซึ่งศาลมีความเห็นดังกล่าวได้เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้ แต่คำพิพากษานี้มีคำถาม เพราะการที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ โดยไม่ได้ให้เหตุผลอย่างชัดแจ้ง

 

 

ผอ.โครงการยุติธรรมสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงการให้เหตุผลไม่ชัดแจ้งว่า เนื่องจากในคำวินิจฉัยใช้ถ้อยคำเพียงแค่ว่า ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจว่า "ไม่เป็นสาระ" มีความหมายว่าอย่างไร เช่น อาจหมายถึงนอกประเด็น หรือในความเป็นจริงต้องพิจารณากฎหมายในระดับรองมากยิ่งกว่าการคำนึงถึงรัฐ ธรรมนูญ ในเรื่องนี้ศาลไม่ได้ให้เหตุผลอย่างชัดแจ้ง

 

 

เขาคิดว่า ในทางกฎหมายการเขียนคำพิพากษาคือการให้เหตุผล การไม่ให้เหตุผลอย่างชัดแจ้งจะทำให้คำพิพากษานั้นมีความไม่ชัดเจน

 

 

นักกฎหมายด้านคดีสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อมาว่า ศาลได้วินิจฉัยว่าจินตนามีความผิดจริงตามที่สืบพยาน และไม่ได้ฟังว่าการกระทำเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ดังนั้นศาลจึงตัดสินว่ามีความผิดจริง และลงโทษจำคุกโดยกำหนดโทษคือ 6 เดือน เพียงแต่ได้วินิจฉัยว่ามีการมอบตัว เป็นเหตุให้บรรเทาโทษ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา

 

 

ตรงนี้นำมาสู่ประเด็นที่ 3 ว่า เหตุใดคดีซึ่งมีการต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อม ศาลจึงไม่ยกเอาเหตุการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เจตนาอันดีในการต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมมาพิจารณา เพื่อเป็นเหตุในการรอการลงโทษ

 

 

สุรชัยให้ข้อมูลว่า ในทางกฎหมายระบุว่า ถ้ากรณีใดศาลกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ศาลมีอำนาจกำหนดว่าคดีดังกล่าวควรรอการลงโทษหรือไม่ คำถามจึงมีว่า

 

 

เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่ได้พิจารณาเหตุในการรอการลงโทษในคดีของจินตนา ซึ่งจะพบว่าในคดีของชาวบ้านที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมหลายๆ คดี เช่น คดีของชาวบ้านหนองแซงซึ่งศาลมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี ก็มีการรอลงอาญา โดยมีเหตุในการรอลงอาญาที่อ้างถึงเจตนาอันแท้จริงของชาวบ้านที่ทำเพื่อปก ปักษ์รักษาชุมชนและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

 

อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาฎีกาในคดีของจินตนาไม่ได้กล่าวถึงเหตุในการรอการลงโทษแต่อย่างใด

 

 

สุรชัย กล่าวต่อมาว่า โดยส่วนตัวเขาคิดว่า คำพิพากษาฎีกาในคดีของจินตนาแม้จะเป็นที่สิ้นสุดแล้วในทางกฎหมาย แต่ในทางสังคมนั้นถือเป็นการเริ่มต้น โดยผู้ที่ได้เห็นและได้อ่านคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวสามารถที่จะมีความเห็น วิพากษ์วิจารณ์ในเชิงเหตุผลได้ว่า คำพิพากษามีความไม่ถูกต้อง หรือคิดว่าไม่เป็นธรรมอย่างไร คำพิพากษานี้จะเป็นตัวอย่างให้กับชาวบ้านที่ร่วมกันต่อสู้และปกปักษ์รักษา สิ่งแวดล้อม และจะเป็นคดีที่ก่อให้เกิดการถกเถียงในทางสังคมอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะส่งผลต่อคดีหรือการต่อสู้เรื่องสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

 

 

ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากในฐานะทางกฎหมายแล้ว คำพิพากษาฎีกา ประชาชนสามารถให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในทางวิชาการได้ เพราะคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดไปแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นคำพิพากษาดังกล่าวเมื่อออกมาสู่สังคมและเกิดผลกระทบต่อผู้คน ย่อมสามารถให้ความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ได้

 

 

"เรามีคดีของพี่น้องจำนวนมากที่อยู่ในชั้นศาล เรามีคดีของพี่น้องจำนวนมากที่ตัดสินไปแล้วแล้วยกฟ้อง เรามีคดีของพี่น้องจำนวนมากที่ตัดสินแล้วว่าผิด ให้รอการลงโทษ เพราะเป็นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เรามีคดีของพี่น้องอีกจำนวนมากอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เรามีคดีอีกจำนวนมากอยู่ในชั้นฎีกา ซึ่งคดีเหล่านี้รอการตัดสิน กระแสของการวิพากษ์วิจารณ์ของสังคมจะทำให้กระบวนการยุติธรรมได้หันมาทบทวน ว่า สิ่งที่ดำเนินการไปนั้นได้นำมาซึ่งการสนับสนุนการต่อสู้ หรือการเรียกร้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของพี่น้องประชาชนที่เป็นประโยชน์ต่อ ส่วนรวมหรือไม่" สุรชัยกล่าว

 

 

สุรชัย กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันศาลยุติธรรมและศาลปกครองได้มีการตั้งแผนกคดีสิ่งแวดล้อมขึ้น ซึ่งจะมีการใช้ผู้พิพากษาที่มีความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม และมีวิธีพิจารณาในรายละเอียดมากกว่าศาลทั่วไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือคดีของชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมนั้น ไม่ได้อยู่ในแผนกคดีสิ่งแวดล้อมดังกล่าว เนื่องจากคดีของชาวบ้าน ไม่ว่าการแสดงความคิดเห็น การใช้เสรีภาพในการชุมนุม การดำเนินการกีดกันใดๆ เพื่อปกป้องสิทธิ ฯลฯ ไม่ได้ถูกตีความว่าเป็นคดีด้านสิ่งแวดล้อม ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะคดีของชาวบ้านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในขอบเขตที่ศาลตีกรอบว่าเป็นคดีสิ่ง แวดล้อม

 

 

นอกจากนี้ การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชาวบ้านถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมากนั้น มีเหตุผลซึ่งเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า มาจากการที่ทางฝ่ายรัฐและทุนพยายามทำให้ประชาชนเกิดความเกรงกลัว หรือต้องได้รับภาระยุ่งยากในการต่อสู้ทางคดี จนไม่มีเวลาที่จะไปต่อสู้คัดค้าน หรือเรียกร้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อม

 

สำหรับการปกป้องชาวบ้านที่ใช้สิทธิด้านสิ่งแวดล้อม สุรชัย มีข้อเสนอ 2 ข้อ คือ 1.ทบทวนกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีของชาวบ้านด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันกระบวนการยุติธรรมมุ่งพิจารณาแต่ว่ามีการกระทำความผิดทางอาญา ประการใดประการหนึ่งหรือไม่ เช่น บุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ฯลฯ แต่ไม่พิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญหรือไม่

 

สุรชัย เสนอว่า เมื่อมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การใช้และการตีความนั้น จำเป็นที่กระบวนการยุติธรรมทั้งหมดต้องมีการทบทวน คดีใดๆ ที่เป็นการใช้สิทธิภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ใช้สิทธิจนเกินเหตุ ชาวบ้านต้องไม่ถูกดำเนินคดีทางอาญา แม้จะมีการแจ้งความ แต่ในชั้นตำรวจ ชั้นอัยการ ต้องมีการกลั่นกรองเพื่อจะสั่งไม่ฟ้อง ไม่ให้คดีเข้าสู่ศาลตั้งแต่ต้น โดยตัวอย่างที่ไม่ควรเกิดขึ้น ในกรณีชาวบ้านบางสะพานถูกฟ้องข้อหาลักทรัพย์เป็นขี้เหล็ก มูลค่า 25 บาท เพื่อนำไปตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของโรงถลุงเหล็ก ซึ่งได้มีการแจ้งความดำเนินคดี โดยศาลชั้นต้นพิพากษาให้มีความผิด แต่ปัจจุบันศาลอุทธรณ์ยกฟ้องและไม่ทราบว่ามีการฎีกาหรือไม่

 

"เราอาจจะห้ามไม่ให้มีกลั่นแกล้งโดยฝ่ายทุนหรือฝ่ายรัฐ อาจห้ามยากหากคนมันต้องการแกล้งกัน แต่ว่ากระบวนการกลั่นกรองเหล่านี้ในทางกฎหมาย จะกลั่นกรองให้การกลั่นแกล้งนั้นไม่มีผล ผมคิดว่าเราต้องมาทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่มากขึ้น" สุรชัย ให้ความเห็น

 

สุรชัย กล่าวถึงข้อเสนอต่อมาว่า เราอาจจะต้องพิจารณาถึงการคุ้มครองนักต่อสู้ด้านสิทธิให้มากขึ้นในหลากหลาย รูปแบบ และอาจต้องคิดเรื่องกองทุนเพื่อป้องกัน ต่อสู้คดี หรือเยี่ยวยาความเสียหายให้กับชาวบ้าน ซึ่งอาจต้องพูดคุยกับนักวิชาการว่าจะดำเนินการได้อย่างไร และสุดท้ายอาจต้องมีการคิดค้นเรื่องการออกกฎหมาย เพื่อที่จะพิทักษ์ ปกป้องนักต่อสู้ด้านสิทธิ

 

"เราไม่อาจปล่อยให้คนที่มีเจตนาดีต้องการจะปกป้องสิทธิชุมชนนั้น ได้รับการกลั่นแกล้ง หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมอีกต่อไป" สุรชัยกล่าวทิ้งท้าย

 

 

 

เท้าความ ปมความขัดแย้ง

19 มีนาคม 2539   คณะอนุกรรมการประเมินและคัดเลือกข้อ เสนอการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้า เอกชน ได้พิจารณาคัดเลือกบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนที่มีข้อเสนอดีที่สุด 7 ราย เป็นโครงการที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง 4 ราย และใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง 3 ราย โดยโครงการโรงไฟฟ้าที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์เจเนอเรชั่น (โรงไฟฟ้าบ่อนอก) และบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดิเวลลอปเมนท์ (โรงไฟฟ้าหินกรูด) เป็น 2 ใน 7 โครงการที่ได้รับการ คัดเลือก

โครงการไฟฟ้าถ่านหิน บ่อนอก ของบริษัทกัลป์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด กำลังผลิต 700 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 800 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ 7 ต.บ่อนอก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 30,000 ล้านบาท) 

ส่วนโครงการไฟฟ้าถ่านหิน หินกรูด ของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งอยู่ที่ บ้านโคกตาหอม หมู่ 9 ต.ธงชัย อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เงินลงทุนประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 50,000 ล้านบาท)

 

 

8 ธันวาคม 2541   ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เข้ายื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลที่ศาลากลาง จ.ประจวบคีรีขันธ์ว่า ให้คณะรัฐมนตรีทบทวนและยกเลิกโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้งที่บ่อนอก และบ้านกรูด และให้มีมีอำนาจมาเจรจากับประชาชนที่มาชุมนุมที่หน้าศาลากลาง จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

 

9-10 ธันวาคม 2541  ประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกว่า 2 หมื่นคน ได้รวมตัวกันคัดค้าน และนำไปสู่การชุมนุมประท้วงและปิดกั้นการจราจรบนถนนเพชรเกษม

 

 

15 ธันวาคม 2541   คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติให้จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของ ประชาชนในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการดำเนินโครงการก่อสร้างที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ทั้ง 2 แห่งดังกล่าว โดยแต่งตั้งคณะกรรมการประชาพิจารณ์ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2542

 

 

ปี 2541    กฟผ.ประกาศเลื่อนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแกไม่มีกำหนดเพราะไฟฟ้า เหลือเฟือประกอบกับกระแสชาวประจวบฯ ร่วมกันคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างหนัก

 

 

10-11 กันยายน 2542   คณะกรรมการประชาพิจารณ์โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมี นายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานกรรมการ ได้จัดให้มีการทำประชาพิจารณ์โครงการโรงไฟฟ้า บ่อนอกของบริษัท กัลฟ์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด

 

 

24-25 กุมภาพันธ์ 2543    คณะกรรมการประชาพิจารณ์โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมี นายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธานกรรมการ จัดทำประชาพิจารณ์โครงการโรงไฟฟ้าหินกรูด ของบริษัทยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด

 

 

10 ตุลาคม 2543   คณะรัฐมนตรีรับทราบรายงานผลการจัดทำประชาพิจารณ์ของทั้ง 2 โครงการ และมีมติให้คงนโยบายการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนตามข้อผูกพันเดิม รวมทั้งให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความเข้าใจกับประชาชนในโครงการก่อสร้างโรง ไฟฟ้าที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์  

 

 

1 มีนาคม 2544   ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้านได้เข้าพบรัฐบาล ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายจาตุรนต์ ฉายแสง) เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลรับฟังปัญหาของตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้าน

 

 

13 มกราคม 2544   เกิดเหตุชาวบ้านซึ่งคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขนาด 1,400 เมกกะวัตต์ ของบริษัท ยูเนี่ยน เพาเวอร์ ดีเวลลอบเม้นท์ จำกัด ได้บุกรุกเข้าไปในบริษัทฯ ซึ่งขณะนั้นกำลังจัดงานเลี้ยงครบรอบ 3 ปี ของโครงการโรงไฟฟ้า และร่วมกันใช้ของเน่าเสียสกปรกขว้างปาและเทลงบนโต๊ะอาหาร

 

 

10 มกราคม 2545   ชาวบ้านหลายพันคนได้เดินเท้าไปยังกรุงเทพ เพื่อยื่นหนังสือประท้วงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินต่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเงินแก่โครงการบ้านกรูด

 

 

10 พฤษภาคม 2545    รัฐบาลได้ตัดสินใจเดินหน้าโครงการโรงแยกก๊าซและท่อก๊าซไทย-มาเลย์ต่อไป และตัดสินใจให้มีการเลื่อนโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูดออกไป 2 ปี เนื่องจาก กฟผ.รายงานว่าในขณะนี้ไฟฟ้าสำรองยังคงมีเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ใน ประเทศได้ต่อไปอีก

 

 

16 พฤษภาคม 2545  ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด ได้ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในบ้านแก้วปะการัง ที่ตั้งอยู่บริเวณที่ดินสาธารณประโยชน์และมีมติร่วมกันว่าจะร่วมกันตรวจสอบ ความคืบหน้ากรณีทุจริตที่ดินสาธารณะทุกๆ 30 วัน พร้อมทั้งผลักดันให้มีการรังวัดพื้นที่จริงเพื่อความโปร่งใสด้วย

 

 

3 มิถุนายน 2545   สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งแต่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีการทำสัญญาและการบริหารสัญญาในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก-หินกรูด ในประเด็นต่างๆ เนื่องจากพบความไม่โปร่งใส โดยมีคณะกรรมการจำนวน 11 คน

 

 

ปี 2546   การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีการแถลงข่าวว่าจะย้ายโรงไฟฟ้าบ่อนอกไปสร้าง ที่ จ.สระบุรี และเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากถ่านหินเป็นก๊าซธรรมชาติ และ ปี 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ย้ายโรงไฟฟ้าที่บ่อนอกไปสร้างที่แก่งคอย จ.สระบุรี

 

 

20 กันยายน 2546   ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง คดี "จินตนา แก้วขาว" ล้มโต๊ะจีน บริษัทยูเนี่ยนเพาเวอร์ ดิเวลลอปเมนท์ เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด

 

 

21 มิถุนายน 2547   นายเจริญ วัดอักษร ประธานกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นแกนนำต่อต้านโครงการโรงไฟฟ้าบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ของบริษัทกัลป์ เพาเวอร์ เจเนอเรชั่น จำกัด ได้ถูกลอบยิงเสียชีวิต บริเวณสี่แยกบ่อนอก อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

 

1 สิงหาคม 2548   ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก "จินตนา แก้วขาว" เป็นเวลา 6 เดือน ไม่รอลงอาญา กรณีล้มโต๊ะจีน บริษัทยูเนี่ยนเพาเวอร์ ดิเวลลอปเมนท์ เจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินบ้านกรูด

 

 

7 กุมภาพันธ์ 2550   กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแกและเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม จ.ประจวบฯ ขอเข้าเวทีประชาพิจารณ์แผนพีดีพี แต่เวทีล้มตั้งแต่ยังไม่เปิด และได้หนังสือยืนยันจากกระทรวงพลังงานว่า รัฐบาล คมช.ไม่มีนโยบายก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก

 

 

11 ตุลาคม 2554    ศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 13005/2554 ตัดสินโทษ "จินตนา แก้วขาว" จำคุก 4 เดือน ไม่รอลงอาญา

 

 

 

 

 

เรียบเรียงข้อมูลบางส่วนจาก  

http://www.oknation.net/blog/salid/2009/09/23/entry-1

http://www.thaingo.org/story/info_024.htm

http://www.tcijthai.com/citizen-journalist-story/798

 

 

 

ที่มา : ประชาไท