|
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวบ้านนครศรีธรรมราชเปิดเวทีต้านโครงการยักษ์ใหญ่ ชี้ประเด็นในพื้นที่นครศรีธรรมราชเป็นเป้าหมายของโครงการขนาดใหญ่ครบวงจรที่จะเข้ามาปักหลักสร้างโครงการอุตสาหกรรมเชื่อมร้อยกันเป็นขบวน ซึ่งโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช คือ โรงงานไฟฟ้าถ่านหิน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ท่าเรือน้ำลึก และนิคมอุตสาหกรรมที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ของรัฐบาล
ทั้งนี้พื้นที่จ.นครศรีธรรมราชเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ของการส่งเสริมพลังงานเหล่านี้ เพราะมีพื้นที่ชายฝั่งเป็นแนวยาว หากเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จำเป็นต้องอาศัยน้ำในการหล่อเย็นระบายความร้อน หากเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินการนำเข้าวัตถุดิบจากอินโดนีเซียหรือออสเตรเลียก็จะมีการสร้างท่าเรือเชฟรอนรองรับการเดินทาง ทำให้สะดวกรวดเร็วขึ้น โครงการพลังงานของกลุ่มเชฟรอนได้ทำการขยายฐานการผลิตจาก อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี และฐานที่จ.สงขลา มารวมกันไว้ที่ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อความคุ้มค่าของการลงทุนพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ คือ นครศรีธรรมราช โดยมีการวางแผนสร้างท่าเรือน้ำลึกที่บ้านกราย อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งต้องขุดทรายถึง 1.2 ล้านคิว โดยลึกถึง 8.5 เมตร ยาว 2.5 เมตร กว้าง 60 เมตร ใช้เวลาการจุดเจาะนานถึง 8 เดือน หากมีการสร้างท่าเรือสำเร็จก็จะมีการขุดลอกเพื่อรักษาระดับความลึกอยู่เสมอเพื่อให้เรือขนส่งขนาดใหญ่เข้าออกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังทำการสำรวจแท่นขุดเจาะน้ำมันในบริเวณอ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช และอ.สมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งส่งผลการท่องเที่ยวของ จ.สุราษฎร์ธานีอย่างรุนแรง เพราะพื้นที่ขุดเจาะห่างจากแหล่งท่องเที่ยวเพียง 42 กิโลเมตรเท่านั้น แต่ทว่าชาวสุราษฎร์ธานีไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวของสุราษฎร์ธานีพึ่งออกโรงต่อต้านอย่างรุนแรงและจริงจังเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากส่งผลต่อสภาพแวดล้อม รวมไปถึงส่งผลต่อธุรกิจท่องเที่ยวโดยรอบพื้นที่อ่าวไทยด้วย ทั้งนี้เป็นนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจแต่ไม่พูดถึงผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาอะไรบ้าง เท่ากับให้ความสำคัญต่อชาวบ้านเป็นศูนย์ ชาวบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราชจึงก่อตั้งเครือข่ายปกป้องสิทธิตนเอง
สุวิมล ปิยะกาญจน์ ผู้นำชาวบ้าน ต.กราย อ.ท่าศาลา กล่าวว่า ผลกระทบตั้งแต่วิถีชุมชน ร่างกาย จิตใจ วิญญาณ และทรัพยากรธรรมชาติเลยทีเดียว รัฐควรจะมาดูว่าชาวบ้านที่นี่เขามีชีวิตอุดมสมบูรณ์แค่ไหน ชาวประมงสามารถออกทะเลได้เงินวันละ 1000-1500 บาทต่อวันและมีเป็นหมื่นชีวิตที่มาจากสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลาที่มาหากินที่ทะเลชายฝั่งนครศรีธรรมราช เพราะเป็นแหล่งที่มีแพลงตอนมากเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำ ฉะนั้นของทะเลจึงมีมาก เป็นแหล่งหากินสำคัญของชาวประมง เราทราบว่าท่าเรือน้ำลึกจะเกิดขึ้นเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของโครงการต่างๆ ที่พ่วงจากนิคมอุตสาหกรรม ถ้าหากสร้างท่าเรือน้ำลึกขึ้นมาชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราชจะหายไป แหล่งแพลงตอนจะสูญสลาย ส่งผลให้แหล่งทำกินของชาวประมงสิ้นสุดลงไปด้วย คิดถึงชาวประมงเป็นหมื่นชีวิตจาก 3-4 จังหวัดในภาคใต้ว่าเขาจะทำอย่างไร ครอบครัวขาดอาชีพ สมาชิกในครอบครัวจะอยู่กันอย่างไร เขากล่าวต่ออีกว่า นอกจากอาชีพประมงจะได้รับผลกระทบแล้ว ชาวสวน ชาวไร่จะได้รับผลกระทบจากสารพิษของโรงงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน และนิคมอุตสาหกรรมที่ปล่อยสารพิษทุกวัน ส่วนชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่สร้างนิคมอุตสาหกรรมก็ต้องย้ายถิ่นฐานบ้านเกิดทั้งที่อยู่มาเป็นร้อยกว่าปี ความเป็นชุมชนถูกทำลาย พวกเขาจะไปสร้างความเป็นชุมชนจากที่ไหนหากต้องแยกกระสานซ่านเซ็นไปคนละทิศละทาง
อวยพร บุญพรหม ชาวบ้านต.เทพราช อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ. 2537 นักวิชาการและเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาพูดคุยและหาข้อมูลกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ธรรมชาติของชาวบ้านคือ ใจดีและต้อนรับคนแปลกหน้าโดยเฉพาะคนเมือง ไม่ว่านักวิชาการจะถามข้อมูลอะไรทั้งเธอและชาวบ้านจึงเต็มใจตอบอย่างมีไมตรี ต่อมาพวกเขาก็ถูกเชิญไปประชุมที่โรงแรมในเมืองนครศรีธรรมราชอยู่บ่อยๆ การไปประชุมก็มักจะการเซ็นชื่อเข้าประชุม พวกเขาคิดว่านั่นเป็นกฎของการเข้าประชุม ทุกคนเซ็นชื่อโดยไม่มีข้อกังขา เมื่อประชุมบ่อยขึ้น ทางที่ประชุมเริ่มเปิดเผยถึงโครงการขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาตั้งที่จังหวัดนครศรีธรรมราชไม่ว่าจะเป็นนิคมอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึก เธอจึงรู้แล้วว่าถูกหลอกจากนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ที่เธอเคยให้ข้อมูลและช่วยเหลือและเข้าใจว่านักวิชาการผู้รู้ไม่มีวันทำร้ายประชาชน แต่เธอคิดผิด เพราะทุกวันนี้นักวิชาการเหล่านี้ก็ยังคงทำงานให้กับบริษัทเชฟรอนและกลุ่มทุน โดยไม่เคยเข้ามาศึกษาผลกระทบต่อชุมชนเลย นอกจากศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการเท่านั้น
"รัฐบาลมักจะให้พวกเธอเสียสละ หากโครงการพัฒนาภาคใต้เกิดขึ้น พื้นที่ของชาวบ้านทั้ง 4 ตำบลของอ.สิชล และอ.ท่าศาลาชาวบ้านต้องละถิ่นฐาน ละอาชีพดั้งเดิม ชาวบ้านถูกทำลายวัฒนธรรมชุมชน กี่ร้อยปีที่ชาวบ้านสร้างความเป็นชุมชนขึ้นมา เพียงไม่กี่ปีโครงการได้เข้ามาทำลายสิ่งเหล่านี้"อวยพรกล่าว. |