|
ภาพข่าวมาตราการรับมือกับภาวะขาดแคลนข้าวของอินโดนีเซียที่ประกาศออกมาแทบทุกปี พร้อมกับคณะกรรมการอาเซียนประชุม (ย่อย) ว่าด้วย มาตราการรับมือเพื่อความมั่นคงอาหารที่กำลังประชุมอยู่นี้ สถานที่ พัทยา เริ่มวันที่ 27 มิถุนายน สะท้อนถึงปฏิกิริยาขององค์การพหุภาคีต่อภาวะการขาดแคลนอาหารในกลุ่มประเทศอาเซียนอีกระลอก ทำให้ย้อนถึงภาวะวิกฤตอาหารที่เกิดขึ้นแทบทั่วโลกในปี 2551 หลายคนอาจเพ่งมองไปที่ความหนักหน่วง ( Extremely ) แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ภาวะเรื้อรังของวิกฤตอาหาร อาหารนั้นมาจากเกษตรกรรมและเกษตรกรรมต้องพึ่งพาเกษตรกร ..........สิ่งที่นึกถึงอีกอย่างคือ เอกสารธุรกรรมจำเจ ของแรนดอล อาร์เนสต์ ในชื่อ Bussiness as Usual : Response with in ASEAN to the Food Crisis ในงานสัมนาประชาสังคมอาเซียนที่จัดขึ้นที่ ชะอำ ประเทศไทย ปี 2552 ได้สามารถอธิบายที่มาที่ไปและการรับมือวิกฤตอาหารของอาเซียนได้ชัดเจน จึงนำมาสรุปสั้นๆ ผสมกับทัศนะตนเองไว้ดังนี้
เดิมอาเซียนมี สต็อคสำรองข้าวอาเซียน ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นในปี 2522 ผ่านปฏิญญารับรองและแผนต่างๆ ก่อนหน้านี้ โดยมีปริมาณข้าวสำรองเริ่มแรกที่จำนวน 50,000 ตัน จากแต่ประเทศซึ่งเป็นสมาชิก 5 ประเทศ เมื่อองค์กรนี้ขยายตัว ปริมาณที่สัญญากันไว้ก็เพิ่มมากขึ้นด้วยแม้จะมีคำถามกันว่า สต็อคที่มีข้าวจริงๆ นั้นจะถูกใช้เฉพาะเพื่อการสำรองข้าวนั้นหรือไม่ ปัจจุบันอาเซียนมีระดับการสำรองข้าวจำนวน 87,000 ตัน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่พอบริโภคเพียงครึ่งวันเท่านั้นสำหรับประชากรอาเซียนทั้งหมด และมีรายงานกันว่าไม่เคยมีการนำปริมาณสำรองที่ว่านี้ไปใช้มาก่อน
หลังจากวิกฤติอาหารและพลังงานปี 2551 การค้าข้าวระหว่างประเทศผู้ผลิตข้าวหลัก-ส่งออก (ไทย) ที่ปั่นราคาขายอันดุเดือดแก่ประเทศผู้ประสบความขาดแคลนคือ ฟิลปปินส์ อินโดนีเซียและมาเลย์เซีย ทำให้ประเทศผู้ซื้อสนใจซื้อข้าวในกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ (CLMV) แทนที่ในราคาถูกลงด้วยคุณภาพใกล้เคียงกับไทย ทั้งนี้ได้สะท้อนว่าแนวทางการค้าข้าวของบริษัทผู้ค้าสินค้าเกษตรอยู่เหนือประเด็นทางมนุษยธรรมใดๆ สำหรับไทยเองตอบสนองต่อปัญหาวิกฤติอาหารโดยการเสนอตั้งกลุ่มประเทศผู้ค้าข้าวระหว่างไทยกับกลุ่มประเทศอาเซียนใหม่ ในสมัยนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี (เมษายน 2552) แต่แนวความคิดนี้ตกไปเนื่องจากมีปฏิกิริยาต่อต้านอย่างหนักต่อความพยายามในการกำหนดราคาข้าวในต่างประเทศแบบตายตัว รวมทั้งความยุ่งยากในการบรรลุความสามัคคีและการควบคุมการผลิตข้าว
สืบเนื่องมา เอฟเอโอให้ความสำคัญต่อภาวะวิกฤตอาหารด้วย โครงการให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและตาข่ายนิรภัย โดยการเปิดตัว โครงการ "ความริเริ่มในประเด็นอาหารที่สูงขึ้น" เพื่อให้การบรรเทาทุกข์เฉพาะหน้าในเรื่องของเมล็ดพันธุ์และปุ๋ย และปัจจัยการผลิตอื่นๆ ประเทศกัมพูชา อินโดนีเซียและฟิลิปปิส์เป็น 3ใน 54 ประเทศที่อยู่ในรายชื่อขอรับความช่วยเหลือภายใต้โครงการความริเริ่มนี้ แน่นอนประเด็นเทคโนโลยีและเมล็ดพันธุ์ GMO ถูกนำเสนอมาพร้อมด้วย มีการทดลองปลูกแล้วในจีนและเวียดนามด้วยเหตุผลของ การลดความอดอยากในพื้นที่ชนบทยากจนพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
หลังการประชุมสุดยอดว่าด้วยความมั่นคงอาหารโลกได้ไม่นาน คณะทำงานระดับสูงของยูเอ็นว่าด้วยวิกฤติอาหาร ได้เผยแพร่ "กรอบปฏิบัติการที่ครอบคลุม" ออกมาในเดือน ก.ค.2551 โดยยังให้ความสำคัญกับผลิตภาพทางการเกษตรและทางเลือกเกษตรกรรายย่อย กรอบดังกล่าวยังผลักดันให้มีมาตราการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาตลาดภายในและตลาดระหว่างประเทศเพื่อลดข้อจำกัดทางการค้าและความผันผวนของตลาดโลก เนื่องจากเป็นประเด็นในระดับโลก จึงเรียกร้องให้มีการประสานในทุกระดับอย่างเร่งด่วน ซึ่งในการปฏิบัติการและการประสานงานทุกระดับ มีความผูกพันทางด้านการเงินและสถาบันทางการเงินโลกจำนวนมาก (ADB,WB?) โดยสรุปกรอบนี้ไม่ได้มีการเรียกร้องทางยุทธศาสตร์ใดๆ มากนัก แต่เรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อดำเนินการกับเป้าหมายแรกแห่งสหัสวรรษคือ การขจัดความยากจนค้นแค้นและอดอยากหิวโหย แต่ท้ายที่สุดในเดือนปีเดียวกัน อาเซียนก็รับรองแผนปฏิบัติการ 10 ปีของเอฟเอโอที่มีการจัดเตรียมและเสนอไว้ โครงการมูลค่า 15ล้านดอลล่าร์ต่อปีที่จะสนับสนุนให้ความสำคัญในปัจจุบันของสถาบันในการพัฒนาส่งเสริมพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและเทคโนโลยีการผลิตอื่นๆ (ส่วนภาคเอกชน ซีพีเริ่มเสนอ พืช GMO เมื่อปี 2543) โครงการให้ความช่วยเหลือเหล่านี้มักอยู่ในรูปการช่วยเหลือทางวิชาการ เทคโนโลยีและเงินกู้
วิกฤตคืออะไรกันแน่? วิวาทะและการวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ผลผลิตลดลงแต่ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ความร่ำรวยที่เพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง พืชพลังงาน การเก็งกำไรและการค้า สิ่งสำคัญที่มิอาจเล็ดรอดจากการสำรวจไปได้ ในปีเดียวกันนั้นเอง อาร์เชอร์ แดเนียลล์ มิตแลนด์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าสินค้าเกษตรใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกทำกำไรได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 77 ส่วนคาร์กิลล์ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุดทำกำไรจากสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสแรก ได้สูงถึงร้อยละ 86 สำหรับบริษัทซีพีของไทย ซึ่งมีธุรกิจการเกษตรหลายอย่าง ในปีนั้นบริษัททำกำไรได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 237 เป็นปีที่ซีพีฟันกำไรถล่มทลายในรอบ 10-20 ปี
แล้วทางออกคืออะไร ? ปฏิกิริยาข้างต้นจากสถาบันพหุภาคีอาจสรุปมาได้ 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (First Aid) ที่ได้กล่าวไปแล้วรูปโครงการบรรเทาทุกข์ที่ครอบคลุมต่างๆ และกลุ่มสอง คือ การรื้อฟื้นการปฏิวัติเขียวด้วยการโหมกระแสความเชื่อทางการเมือง " ความถูกผิดทำนองคลองธรรม" ของจอร์จ ดับเบิลยู บุช และหลักเศรษฐศาสตร์ศาสตร์ที่เน้นความสำคัญของอุปทาน ในสมัยเรแกน ทำให้มีเสียงเรียกร้องให้เพิ่มการผลิตอาหารดังไปทุกหัวระแหง เท่ากับการรื้อฟื้นสปิริตโดฮา "การค้าเสรี" ไม่ใช่เรื่องฟรี แต่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก และคนที่มีเงินก็อยากได้เงินมากขึ้น ในขณะที่สินค้าทุนและสินค้าการเกษตรเดินทางไปรอบโลกผ่านเคเบิลไฟเบอร์ออพติคในระดับความเร็วของแสง อาหารของเราและเกษตรกรผู้ผลิตอาหารยังคงพึ่งพาการขึ้นลงของดวงอาทิตย์ และการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ กับฤดูกาลที่กลับมีความผันผวนที่มากขึ้น
และกลุ่มที่ สาม ถ้อยคำจากแหล่งที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นของกลุ่มเครือข่ายเกษตรและนักรณรงค์ที่ส่งเสียงท่ามกลางความเซ็งแซ่ของสองกลุ่มแรกในการประชุมสุดยอดความมั่นคงทางอาหารโลกและการค้าเสรีมานานแล้ว แต่เพิ่มมากขึ้นคือ กลุ่มผู้เสื่อมศรัทธามากยิ่งขึ้นกับการทำงานของมือที่มองไม่เห็น
"อาหารไม่เหมือนอย่างอื่น เพราะอาหารไม่ได้เป็นเพียงภาคส่วนย่อยของยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่อาหารเป็นสิ่งสำคัญเกินกว่าจะมาขึ้นกับสัดส่วนกำไรจากสินค้าที่ผู้ค้าสินค้าและผู้จัดการเฮดจ์ฟันคาดว่าจะได้รับ การปล่อยให้อาหารหลักพื้นฐานและมนุษยชาติต้องพึ่งพาในแต่ละวันให้อยู่ภายใต้มนต์ของตลาดไม่ใช่ตัวเลือกแน่ (นายอลัน กรีนแปน อดีตผู้สนับสนุนตลาดทุนออกมาสะท้อนความตกใจ พูดถึงวิกฤต และความไม่วางใจเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนั้นรวมทั้งเป็นอดีตผู้สนับสนุนนาฟต้าและการค้าเสรีระหว่างประเทศ )
เป็นภาวะที่ช่างกลับตาลบัตร .......................
ดังนั้นเมื่อรัฐบาลต่างๆ เช่นเวียดนามและกัมพูชาดำเนินการเพื่อควบคุมการส่งออกอาหารเพื่อสร้างหลักประกันเรื่องสต็อคของตนเองเพื่อทำให้ราคาอาหารในประเทศลดลง จึงมีการประท้วงอย่างรุนแรงว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้เกิดการขาดแคลน บิดเบือนกลไกตลาด และทำให้ราคาอาหารที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านสูงขึ้น แม้จะเป็นเรื่องจริงอย่างไม่ต้องสงสัย ........แต่ความรับผิดชอบของรัฐบาลจบลงที่ตรงไหน การกักตุนและการผูกขาดกระบวนการผลิตอาหารอยู่ตรงไหน นี่ไม่ใช่คำถามที่ตอบกันง่ายๆ ซึ่งแปลว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่จะต้องตั้งคำถามกับประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์ที่ไม่มีทางชนะและสับสนว่าจะส่งออกหรือไม่ส่งออกดี ได้อย่างไร ( ฟรานซิว มัว เลปเป,Huffington Post,01 July 2008)
และเช่นเคย นี่ไม่ใช่มาประณามการให้ความช่วยเหลือในภาวะฉุกเฉินแบบเหมารวม แต่การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแบบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ( First Aid) ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของทางออกที่ยั่งยืนเนื่องจากเป็นอาการบ่งชี้ของการป่วยหนักเท่านั้น.
***อนึ่งระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2555 นี้จะมี การประชุมเชิงปฏิบัติการระดับประเทศ เพื่อนำเสนอยุทธศาสตร์ด้านการปรับตัวของภาคส่วนการพัฒนาประเทศต่อภูมิอากาศในอนาคต "ความเสี่ยงและความเปราะบางของภาคส่วนของการพัฒนาประเทศต่อภูมิอากาศ" ซึ่ง สนใจติดตามรายละเอียดการประชุมได้ที่ http://www.start.or.th/risk-and-vulnerability-of-national-development-sectors-on-climate |