รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
เสียงจากคนไร้บ้าน : "สุทิน เอี่ยมอิน" แกนนำคนไร้บ้านแห่งมหานคร "เมื่อก่อนผมเป็นลูกชาวนา"
วันที่ 2 ก.พ. 2553 เวลา : 09:10 น.
ผู้เขียน : อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ ... สัมภาษณ์ / เรียบเรียง
แบ่งปัน
"ลุงดำ" หรือนายสุทิน เอี่ยมอิน แกนนำคนไร้บ้านแห่งมหานคร เป็นเวลา 4 ปีเต็มที่เขาต้องนอนตากลมห่มฟ้าในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสนามหลวง ด้วยสถานะ "คนไร้บ้าน" แล้วผ่านต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มคนเหล่านี้มานักต่อนัก

จากกรณีที่กรุงเทพมหานครมีนโยบายปิดสนามหลวงเพื่อปรับภูมิทัศน์ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 2553 เป็นต้นไป ส่งผลให้ประชาชนคนไร้บ้านจำนวนหนึ่งที่อาศัยพื้นที่สนามหลวงเป็นที่หลับที่นอนได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวไปเต็มๆ ! ! !

หลายคนอาจมีข้อสงสัยกับผู้คนที่ใช้สนามหลวงเป็นที่หลับนอน หลายคนอาจมีคำถามกับกับคนที่สะพายถุงใบโตปุเลงๆ ไปมาเก็บขยะตามถังขยะ แน่นอนว่าคำถามที่อาจเกิดขึ้นของผู้คนที่ผ่านไปมาว่าพวกเขาเหล่านี้มาจากไหนและจะไปไหน ซ้ำในสายตาของผู้เฝ้ามอง พวกเขาเหล่านั้นอาจจะเป็นคนที่ไม่เต็มขั้น ไม่เต็มคน เป็นคนที่อยู่คนละชั้นกันกับคนทั่วๆ ไปที่เขาให้ความหมาย

"ลุงดำ" หรือนายสุทิน เอี่ยมอิน แกนนำคนไร้บ้านแห่งมหานคร เป็นเวลา 4 ปีเต็มที่เขาต้องนอนตากลมห่มฟ้าในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสนามหลวง ด้วยสถานะ "คนไร้บ้าน" แล้วผ่านต่อสู้เรียกร้องสิทธิให้กับกลุ่มคนเหล่านี้มานักต่อนัก ซึ่งในที่สุดสามารถจัดตั้งศูนย์ของคนไร้บ้าน 3 แห่งในกรุงเทพคือที่หมอชิต ตลิ่งชัน และบางกอกน้อยโดยทำสัญญาเช่าที่ระยะยาวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยได้สำเร็จ

ประชาธรรมมีโอกาสสัมภาษณ์ลุงดำว่า แท้ที่จริงแล้วรากเหง้าของพวกเขามา คนเหล่านั้นต้องการอะไร และจะไปสู่หนไหนกัน

 

รากเหง้าของคนไร้บ้านมาจากอะไร?

สาเหตุมี 4-5 ประเด็น ตอนปี 2537-2540 ตอนนั้นเป็นยุคสมัยที่ที่ดินมีราคาสูงมากๆ เศรษฐีหรือว่าคนที่มีเงินหน่อยก็เข้าไปกว้านซื้อที่ดิน 2 พี่น้องที่ทำไร่หรือทำนานั้นที่ดินก็ไปตกอยู่ในมือของนายทุนนอกระบบเสียเยอะ ส่วนนายทุนในระบบก็คือธนาคารเพื่อการเกษตร แล้วที่ดินก็หลุดมือไป ก็เกิดการอพยพแรงงานเข้ามาที่กรุงเทพ เพราะว่าประจวบกับตอนนั้นประเทศไทยเราก็กำลังบูมเรื่องของอุตสาหกรรม ไทยกำลังพัฒนาตนเองเป็นประเทศที่ทำอุตสาหกรรมส่งออกของเอเชีย ก็มาทำงานในกรุงเทพ ก็ทำงานกันไป แต่ว่าทีนี้คนในชนบทที่อพยพเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ความรู้ก็เพียงแค่ ป.4 หรือว่า ป.6 อย่างเก่ง ทีนี้ในภาคอุตสาหกรรมเวลานั้นเครื่องจักรใหม่ๆ ก็เข้ามาเยอะเรื่อยๆ พวกเราเองก็ถูกรีไทร์ ถูกไล่ออกจากงานบ้าง แล้วช่วงฟองสบู่แตกโรงงานปิดโรงงานก็มี ก็เรียกว่าหนีเสือมาปะจระเข้ เพราะว่าตกงานอีก จากเศรษฐกิจล้มเหลวก็ตกงาน

เมื่อตกงานไปแล้วปัญหาครอบครัวก็ตามมา เรื่องการใช้เงินทอง ค่าเช้าบ้าน ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียน เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง ครอบครัวก็แตกแยก อันนี้เป็นปัญหาที่ 3 ปัญหาที่ 4 เกิดจากภาวะผู้ติดเชื้อเอดส์ เขาเหล่านั้นเข้าสู่สังคมบ้านหรือว่าสังคมเมืองไม่ได้ มีแต่คนรังเกียจ ปัญหาที่ 5 คือปัญหาของผู้ที่ต้องโทษ พวกที่ต้องโทษเมื่อได้รับการอภัยโทษเช่นอย่างวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมามีคนที่ได้รับการอภัยโทษเป็นหมื่นๆ คน เข้าสังคมบ้านหรือว่าสังคมเมืองก็ไม่มีใครรับเขา คือเขาได้รับการตราหน้าเอาไว้แล้วว่าคนพวกนั้นคือฆาตกรหรือว่ามิจฉาชีพ เป็นคนไม่ดีแล้วก็เลยใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ข้างนอก หรือบางคนที่ทนแรงเสียดทานตรงนี้ได้ก็ทนไป ส่วนบางคนที่ทนแรงเสียดทานไม่ได้ ก็กลับเข้าสู่วงจรเดิมๆ เป็นมิจฉาชีพที่ทำเพื่อเอาตัวรอด กลับไปสู่วงจรเดิม

ปัญหาที่ 6 ที่เจอมาคือ พบว่าผู้เฒ่าผู้แก่อายุ 50-60 ปี ออกจากบ้านเยอะขึ้น เคยถามพวกเขาว่ามีเหตุผลอะไร ซึ่งมันเกิดจากการที่เข้ากับลูกหลานไม่ได้ เหมือนกับว่าพอปัญหาเศรษฐกิจบีบอย่างเช่นในทุกวันนี้ ในบ้านผัวเมียก็ทะเลาะกันเพราะมีภาระเยอะ เมื่อพ่อแม่ได้ยินได้ฟังเข้า เมื่อก่อน ท่านอาจจะมีแต่ให้ แต่ว่าเดี๋ยวนี้อาจจะเปลี่ยนไปว่าท่านต้องเป็นภาระของลูกๆ คิดมาก น้อยใจ ก็ทำให้พวกคนเฒ่าคนแก่เหล่านั้นออกจากบ้านมา มานอนตามสวนสาธารณะเยอะขึ้นๆ

ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนจากภาคการเกษตรไปสู่อุตสาหกรรมนั้นจะเป็นปัญหาหลักของคนไร้บ้าน?

ใช่ๆ มันคือโครงสร้างของรัฐบาลที่ทำให้เกิดขึ้น เมื่อก่อนผมก็เป็นลูกชาวนา ผมคิดว่าปัญหาของพี่น้องคนไร้บ้านเกิดตั้งแต่ที่เขาแนะนำให้มีการใช้ควายเหล็กหรือรถไถแล้ว เมื่อก่อนเราเคยใช้ควายที่มีชีวิต มันกินหญ้า เราก็ไม่ต้องดูแลมันมาก พอมาแนะนำให้ใช้ควายเหล็กเพื่อทำการผลิตให้ได้เร็วขึ้น จากทำนาปีละครั้ง สองครั้ง ก็กลายเป็นสามครั้ง ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างน้ำมัน หรือว่าปุ๋ยก็ตามมา ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราใช้ปุ๋ยธรรมชาติ หนี้สินก็เพิ่มขึ้นๆ จมหนักๆ จึงถูกยึดที่ดิน เวลานี้เองเราก็มีความสัมพันธ์กับหลายองค์กร อย่างเช่นเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน พี่น้องก็มาบ่นให้ฟังว่า ตนเองทุกวันนี้ต้องเช่านาทำ หมายถึงที่นาของตนเองถูกนายทุนยึดไปแล้ว แต่ว่าเขา(นายทุน)ไม่ทำ กลับมาให้เราเช่าทำนา ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเป็นนาของพวกเขาเอง แต่ว่าเดี๋ยวนี้กลับเช่านาของพวกเขาเองทำ

คนไร้บ้านเยอะขึ้น คนในเมืองก็ตราหน้าว่าคนพวกนี้เป็นอาชญากรของสังคม อะไรทำให้คนเมืองมองแบบนั้น?

ตอนที่ผมเป็นใหม่ๆ มีทั้งสายตา ทั้งคำพูดและกริยา สายตานี่มองตั้งแต่หัวจรดเท่าหรือว่าตั้งแต่เท้าไปหาหัว ส่วนกริยาหมายความว่าเมื่อเดินผ่านเราเขาก็เอามือปิดจมูกบ้าง ทำท่ารังเกียจขยะแขยง หรือว่ากลัวเราบ้าง ส่วนคำพูดนี่พูดออกมราเลยว่าไอ้พวกนี้เป็นคนขี้เกียจ ไม่ทำมาหากินอะไร มันสะท้อนให้เราคิด หรือว่าให้เราน้อยเนื้อต่ำใจ จริงๆ แล้วพวกเราไม่ใช่คนขี้เกียจ แต่ว่าเราเป็นผู้ถูกกระทำ และเราก็ไม่อยากจะมาเป็นแบบนี้

แต่ถามว่าในแวดวงของคนไร้บ้านมีกลุ่มแบบนี้ไหมก็มี ซึ่งผมก็รังเกียจเขาเองนะ พวกขี้เหล้าเมายา กลุ่มที่สร้างความเดือดร้อนให้สังคม มันก็มี บางทีคนภายนอกไม่รู้ก็ไปมองเห็นกลุ่มนี้ก็ไปเหมารวมว่าคนไร้บ้านเป็นตัวสกปรกหรือว่าเป็นตัวสร้างปัญหาสังคม

ทั้งๆ ที่คนเมือง คนเลวก็มีเยอะ?

ใช่ๆ ผมบอกว่าทุกชนชั้น ไม่ว่าคุณจะใส่สูท ผูกไทด์ หิ้วกระเป๋าเจมส์ บอนด์โก้หรูอย่างไร ก็มีทั้งดีและไม่ดี นักการเมืองหลายคนก็บอกว่า "ขอให้ประชาชนเลือกคนดีเข้าไป" ก็แสดงว่าพวกเขาก็ยอมรับวาคนไม่ดีก็มี ก็เหมือนเรา คนดีก็มีคนไม่ดีก็มี ก็อยากให้แยกแยะบ้าง ก็ต้องช่วยเหลือคนดีๆ อย่างสังคมเมืองก็ช่วยเหลือกลุ่มที่เขาทำดีๆ ช่วยเหลือคนที่อยากจะพัฒนาตนเอง กลุ่มคนที่ไม่ดีจะไปสนับสนุนทำไม

ความคิดหวังในอนาคต ทั้งระยะสั้นและระยะยาวของกลุ่มคนไร้บ้าน?

คืออย่างแรกก็คืออยากให้พวกเขามีที่พักก่อน ให้พวกเขาไม่ต้องตากแดดตากฝน หรือว่านอนข้างถนนแบบนี้ ซึ่งนี่คือเป้าหมายระยะสั้นที่รัฐบาลสามารถทำได้ ความฝันระยะยาวของพวกเราก็คือมีบ้านเป็นของตัวเอง เพราะว่าในอนาคตคนพวกนี้จะต้องมีลูกมีหลาน แต่ทุกวันนี้คนไร้บ้านที่คลอดบุตรออกมาก็ไร้บ้านเหมือนแม่ เผลอๆ หนังสือก็ไม่ได้เรียน แล้วมันก็จะถ่ายทอดไปเรื่อยๆ จากลูกสู่หลาน จากหลานสู่เหลน

เรื่องการรักษาพยาบาลอีกอย่างหนึ่งที่เป็นเป้าหมาย คือว่าน่าจะไม่มีการเรียกดูบัตรประชาชนก่อนที่จะมีการรักษา เพราะว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่ไม่มีบัตร โรงพยาบาลของรัฐควรจะรับคนเหล่านี้เข้ารักษาเลย บางคนอาจจะเป็นคนตกสำรวจก็มี บางคนพ่อแม่อาจจะเลิกกันแล้วไม่ได้ไปแจ้งเกิดให้กับลูกก็มี หรือว่าลูกหนีออกจากบ้านมาตั้งแต่เล็กๆ แล้วโตขึ้นมาจนอายุ 30-40 ปี จะไปตามหาคนที่รับรองเขาก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว ซึ่งพวกนี้เป็นคนไทยแท้ๆ ก็เหมือนกับไม่ใช่คนไทย เป็นคนประเภทไหนก็ไม่รู้ที่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยากจะบอกรัฐว่าพม่า เขมร ลาว เข้ามาในประเทศเรา เราก็ยังมีศูนย์อพยพให้เขาเลย แต่ว่าคนไทยแท้ๆ ทำไมรัฐไม่ช่วยเหลือ ไม่ทำ

นโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์เกี่ยวกับคนไร้บ้าน เมื่อผ่านไป 1 ปีแล้ว มีอะไรที่ดี ที่เอื้อให้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านบ้างไหม?

ยัง! ท่านนายกอภิสิทธิ์นั้นผมมีโอกาสที่จะเข้าไปพบ 2-3 ครั้ง สาทิตย์ (วงศ์หนองเตย) ถาวร (เสนเนียม) ก็รับปากไปว่าจะแก้ปัญหาให้ แต่ภาคปฏิบัติในการแก้ไขปัญหายังไม่เกิดขึ้น 1 ปี ผ่านไป รัฐบาลชุดนี้ไม่มีอะไรขยับขึ้นมาเลย ผมคิดว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนยากคนจน คือท่านมัวแต่วุ่นวายในการแก้ปัญหาภายในของตัวท่านเอง แก้ปัญหาพรรคร่วมรัฐบาล แก้เกมการเมืองกันเอง เรื่องปฏิรูปที่ดินที่ท่านนายกอภิสิทธิ์รับปากว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เก็บภาษีอัตราก้าวหน้าจากคนรวยมาเฉลี่ยให้คนจน แต่ว่าก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกวันนี้ยังเงียบ ผมคิดว่าท่านยังผลักดันไม่จริงจัง

 

แนวโน้มคนไร้บ้านในอนาคต?

ที่สนามหลวงที่ผมอยู่นั้นมีคนเพิ่มขึ้นเยอะ เมื่อก่อนที่ผมมองอาจจะมีคนประมาณ 200-300 คน แต่ว่าปัจจุบันนี้ตกอยู่ราวๆ 500 คน และมีกระจายอยู่ตามจุดใหญ่ๆ ของกรุงเทพอีกเยอะ และแนวโน้มเมื่อตอน 2547-2548 คนไร้บ้านที่มาจะมีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แต่ว่าเดี๋ยวนี้อายุ 30 ปีขึ้นไป อายุที่ควรจะอยู่ในวัยทำงานกลับเยอะมากขึ้น เพราะอะไร ก็เพราะว่าโรงงานปิดตัวไป กลับบ้านก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่มีที่ทำกิน ก็ยังต้องทู่ซี้ใช้ชีวิตทำงานในกรุงเทพไป

โรงงานปิดตัวครั้งหนึ่งคนงานตกงานเป็นพันคน แล้วถามว่าคนพวกนี้จะไปไหน และกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นพวกคนไร้บ้านก็คือว่าพวกที่ทำงานและเช่าบ้านอยู่ พอตกงานแล้วจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าเช่าบ้าน ก็ต้องออกมานอนตามสนามหลวง ซึ่งที่สนามหลวงอาจจะรองานว่าเดี๋ยวใครจะมาจ้างไปต่อเติมบ้านบ้าง ไปรับจ้างแจกโบรชัวร์ ไปรับจ้างปรบมือตามเกมโชว์บ้าง มีรับจ้างหลายอย่าง ที่ไหนมีงานเขาไปทำ

ถ้าให้ไปดูที่ซอยนวมินทร์ 27 ตั้งแต่ตี 4 ตี 5 จะมีคนไร้บ้านไปรองานที่นั่นหลายพันคน แล้วก็จะมีเจ้าของหรือผู้รับเหมาเข้าไปหาคนงาน ไปเลือกเอาไปชี้เอา คนนั้นขึ้นรถ คนนี้ขึ้นรถ แต่ว่าคนที่ไม่ได้ทำเยอะมากๆ มีคนโชคดีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ซึ่งภาวะคนพวกนี้ก็จะเยอะขึ้นๆ.