รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
เสวนาโลกร้อน ภาคประชาชนระดมสมองหาทางออก พร้อมเตรียมรับมือวิกฤต
วันที่ 8 มี.ค. 2553 เวลา : 12:01 น.
แบ่งปัน
เชียงใหม่/เครือข่ายภาคประชาชน เปิดเวทีถกปัญหาภาวะโลกร้อน กับการจัดการลดปัญหาโลกร้อน ด้วยวิถีชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่า นักวิชาการเน้นป่าชุมชนช่วยลดโลกร้อนได้จริง

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา ณ บ้านพักทัศนาจรเชียงใหม่ ต.ป่าแดด อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เครือข่ายภาคประชาชน มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ร่วมกับนักวิชาการ จัดเวทีเสวนาและเผยแพร่งานวิจัยชุมชนเรื่อง "ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศต่อความมั่นคงทางอาหาร : เกษตรกรรมยั่งยืน และป่าชุมชนทางออกในการปรับตัวรับมือกับวิกฤต" โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงที่มีต่อระบบเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหารในบริบทของประเทศไทย ซึ่งมีเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ เข้าร่วมกว่า 300 คน

การจัดเวทีครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจาก เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วม ซึ่งสภาพอากาศที่แปรปรวนเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตในภาคเกษตรกรรม อีกทั้งนำไปสู่วิกฤตโลกร้อนกับทางออกที่เป็นไปได้ ซึ่งยังมีข้อถกเถียงกันในประเด็นโครงการ REDD เพราะที่ผ่านมาได้มีเวทีประชุมพิธีสารเกียวโต ซึ่งเป็นเวทีทำข้อตกลงให้ประเทศสมาชิกประชาคมโลก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อน ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วพยายามผลักภาระให้ประเทศกำลังพัฒนาโดยเข้าสู่ระบบกลไกตลาด หรือมีการซื้อขายในลักษณะคาร์บอนเครดิตขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบต่อการดำรงชีวิตมนุษย์และสัตว์ที่อาศัยพึ่งพิงป่าอีกด้วย

นายประยงค์  ดอกลำไย ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ กล่าวว่า นโยบายของรัฐ ส่งผลกระทบกับชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่า ซึ่งชาวบ้านมีกระบวนการรักษาป่าได้เป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องโลกร้อนมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย และปัจจุบันนี้ยังมีข้อถกเถียงกันเรื่อยมา ว่าใครเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่ากัน ซึ่งเมื่อทำการเปรียบเทียบและวัดผลด้วยการทดลองระหว่างชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่า และคนในเมือง กับการดำเนินวิถีชีวิตของคนสองกลุ่มนี้ ผลปรากฏว่า คนในเมืองมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนมากกว่าชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในป่า หากมองทิศทางของประเทศไทยนั้น พบว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ทั้งพลังงาน และอุสาหกรรม

นายประยงค์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรณี ชาวบ้านถูกจับ จากข้อกล่าวหาบุกรุกพื้นที่ป่า ทั้งที่ชาวบ้านอยู่กับป่ามานานชั่วอายุคน และถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ที่ทำให้โลกร้อน  ซึ่งถูกดำเนินคดีและเรียกร้องค่าเสียหาย รายละ 2 - 3 ล้านบาท แต่สุดท้ายชาวบ้านก็ถูกยกฟ้อง เนื่องจากศาลพิจารณาโดยอ้างอิงงานวิจัยไร่หมุนเวียน นี่เป็นชัยชนะของชาวบ้านที่ถูกกล่าวหา  ทั้งนี้เห็นได้ชัดเจนว่าการเมืองเป็นตัวหนึ่งที่นำไปสู่ปัญหาโลกร้อน คือทำให้เกิดข้อกล่าวหาในชุมชน ชาวบ้านถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะโลกร้อน และมีการพิสูจน์สิทธิ์ชาวบ้านที่อาศัยในพื้นที่ป่าอีกด้วย อีกทั้งวาระที่เป็นประเด็น คือ รัฐมองว่าการบุกรุกทำลายป่าต้องแก้ไข โดยหากพื้นที่ใดเป็นป่าอุดมสมบูรณ์ จะต้องประกาศเป็นป่าสงวน ซึ่งประเด็นดังกล่าว รัฐไม่ได้มองบริบทของวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ต้องพึ่งพิงอาศัยป่า

นายบุญ  แซ่จุง เครือข่ายรักษ์เทือกเขาบรรทัด กล่าวถึงคดีโลกร้อนว่า กฎหมายสิ่งแวดล้อม แท้จริงแล้วมุ่งดำเนินคดีกับภาคอุตสาหกรรมมากกว่า แต่ส่วนใหญ่ที่ผมเห็น ผู้ที่ถูกกล่าวหาหรือเป็นจำเลยกลายเป็นชาวบ้านมากกว่า ซึ่งข้อกล่าวหา อ้างว่าชาวบ้านทำให้คุณค่าในดินสูญหายบ้าง ทำให้น้ำสูญหายมากขึ้นบ้าง กรณีดังกล่าวนี้ผมว่าการคิดคำนวณ หรือข้อกล่าวหาชาวบ้านดังกล่าว ไม่มีความเป็นธรรม

"กรณีภาคใต้ มีการปลูกยางพารา ซึ่งป่ายางนั้นมีพืชคลุมดินอยู่หลายชนิด และกิจกรรมของคนในชุมชน เป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ รักษาป่า ไม่ได้ทำให้โลกร้อนตามที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้เราถูกดำเนินคดีเรื่องการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ซึ่งแท้จริงแล้ววิถีชีวิตของพวกเรา ช่วยฟื้นฟู จัดการทรัพยากรสะสมแหล่งอาหารของมนุษย์ และช่วยสร้างสมดุลของธรรมชาติมากกว่าการทำลายป่า" นายบุญ กล่าว

ทางด้าน น.ส.พรพนา  ก๊วยเจริญ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวถึงมาตรการ REDD ว่า ปัญหาโลกร้อน เป็นประเด็นที่ประเทศสมาชิกประชาคมโลก มุ่งความหวังไปที่มาตรการ REDD เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดโลกร้อน ซึ่งการดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้นั้น มีการส่งเสริมการกักเก็บคาร์บอน แต่กิจกรรมของ REED ยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากระดับโลกยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจน อีกทั้งเขามองว่า โครงการ REED หรือลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้น ไม่สามารถแก้ไขโลกร้อนได้แท้จริง หากยังมีกลไกตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ อดีตคณบดีคณะวนศาตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกร้อน ทำให้อากาศร้อน และตนมองว่า ป่าชุมชนเป็นเกราะป้องกันอย่างดีที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน อีกทั้งป่าชุมชนยังเป็นแหล่งสร้างอาหารที่ดีอีกด้วย ป่าชุมชนนั้นนอกจากจะเก็บกักคาร์บอนได้ดี มันยังสามารถปรับสมดุลป่ากับมนุษย์อีกด้วย หากเราเข้าร่วมโครงการ REDD แล้ว เขาจะให้เงินชดเชยจริงหรือ ทั้งนี้การจัดการที่ยั่งยืน อยู่ที่มนุษย์หรือชาวบ้านเองว่า จะตัดต้นไม้หรือไม่.