รายละเอียด
วันที่ 22 พ.ค. 2556
นักเขียน-นักวิชาการกทม.ลี้ภัยน้ำท่วม เปิดวงเสวนา"น้ำท่วม(ปาก)"
วันที่ 8 พ.ย. 2554 เวลา : 11:09 น.
83

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2554 ที่ผ่านมา ณ ร้าน Book Re:public  บริเวณถนนริมคลองชลประทาน หลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดกิจกรรมเสวนา อ่านออกเสียงเฉพาะกิจ "เปิดน้ำท่วม(ปาก):หลากความคิดจากผู้ลี้ภัยน้ำท่วมกรุงเทพ" มีวิทยากรประกอบไปด้วย นายมนตรี จันทวงศ์ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันรัก สุวรรณวัฒนาอาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผศ.ดร. อภิชาติ สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำผกา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ โดยมี ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

เหตุการณ์น้ำท่วม :  ภาพสะท้อนโครงสร้างการบริหาร และ Social trust ของไทย

 

"เมื่อการจัดการมัน Fragmented ทำให้ Social trust ที่มีระหว่างกันมันไม่มีดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด  เพราะเขาไม่เคยได้รับความเป็นธรรม"

ผศ.ดร. อภิชาต สถิตนิรามัย

คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

ผศ.ดร. อภิชาติ กล่าวว่า การบริหารน้ำมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง  9  กระทรวง  15  หน่วยงาน เช่น กรมอุตุ กฟผ. กรมโยธา ผังเมือง การประปา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีฯ องค์กรจัดการน้ำเสีย ฯลฯ เมื่อปี2552 มีการเสนอโครงการที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำเป็นจำนวน 4,002 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 22,337ล้านบาท ไม่รวมอปท.(องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)ทั่วประเทศที่เกี่ยวกับโปรเจ็กต์เดียวกัน  ตรงนี้สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ขาดการลงทุนในเรื่องนี้เลย 

แต่ปัญหาใหญ่ คือ มันเป็นธรรมชาติของรัฐไทย ที่แบ่งหน้าที่กันตามหน่วยงานอย่างแคบๆ แต่ละกรมกองมีภาระหน้าที่ของตัวเอง เช่น กรมชลประทานจะดูเฉพาะเรื่องการจัดสรรน้ำ กฟผ.ก็คำนวณอย่างเดียวว่าจะผลิตไฟได้เท่าไหร่ อย่างไร หน่วยเฉพาะที่ทำเรื่องเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสียก็มีหลายหน่วยงาน ฉะนั้นเรื่องการบริหารจัดการน้ำมันจึงโยงไปถึงเรื่องของการจัดการของรัฐไทย หลายหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงต่างๆรับผิดชอบเรื่องเดียวกัน เช่น เรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมก็กระจัดกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานของกระทรวงอุตสาหกรรม หรือกระทรวงเกษตรฯ ในเรื่องของการจัดการพืชพันธุ์ต่างๆพืชหนึ่งตัวก็ดูแลโดยกรมหลายกรม และอาจข้ามกระทรวงกันด้วย

เพราะฉะนั้น ฐานของรัฐไทยในการใช้อำนาจ ผ่านระบบกฎหมายไทยและโครงสร้างอำนาจรัฐ  อยู่ที่กรม  ลองนึกภาพว่า 15 หน่วยงานอยู่ใน 9กระทรวง แต่ละกระทรวงก็จะมองปัญหาเฉพาะหน้าแคบๆของตัวเอง ระบบมันจึงกระจัดกระจายเป็นส่วนๆ(Fragmented)

งานในแต่ละกรมแต่ละกระทรวงมักจะมีลักษณะงานแคบๆ บางอันก็ซ้ำซ้อน บางอันก็ทับซ้อน กระจัดกระจาย ไม่มีใครประสาน(integrate)ให้เป็นภาพรวม มันจึงกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

ดังนั้นจึงไม่สงสัยว่า  ทำไม กฟผ.ถึงไม่ปล่อยน้ำตั้งแต่ต้น  เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาเพิ่งพยากรณ์มาแบบนี้ ก็ต้องทำแบบนี้ภาพที่เกิดขึ้นแบบนี้จึงไม่แปลก เพราะรัฐไทยบริหารงานแบบกระจัดกระจาย

ถ้ามองแบบเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เสรีนิยมแบบสุดขั้วโดยรัฐไม่มีส่วนทางเศรษฐกิจ รัฐไทยมีหน้าที่พื้นฐานคือ laws and order จัดการกับสถานการณ์ภัยพิบัติอย่างสถานการณ์น้ำท่วมในฐานะที่เป็นสินค้าสาธารณะ ดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งรัฐทุกรัฐก็มีหน้าที่พื้นฐานแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วรัฐไทยไม่สามารถจัดการตรงนี้ได้ อย่างกรณีสร้างบ้านหรือต่อเติมบ้าน แม้จะมีปัญหากับกรมโยธาและผังเมืองแต่สามารถแก้ไขปัญหาได้ถ้ามีเงิน ยิ่งในกรณีที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรคงจ่ายกันหลายบาท ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่หมู่บ้านจัดสรรหลายหมู่บ้านในเขตบางบัวทองจะถูกน้ำท่วมเพราะไปสร้างกีดขวางทางน้ำ

ถ้าพูดแบบเห็นใจรัฐบาลปัจจุบัน  ค่อนข้างมีแนวโน้มจะเชื่อว่าไม่ว่ารัฐบาลไหนก็เจอปัญหาแบบนี้  เพราะมีโครงสร้างอย่างที่ได้กล่าวมา รวมถึงการจัดการน้ำที่เน้นเทคโนแครต ไม่เห็นหัวชาวบ้านอย่างที่คุณมนตรีได้กล่าวไป

ภาวะปัจจุบันที่เราเห็นข่าวการผังคันดินที่คลองสามวา ทำให้ระบบเทคโนแครต(ผู้เชียวชาญ)เสียไปอีก คือ เรากำลังเผชิญกับปัญหา Social dilemma หรือคนที่เคยเรียนเศรษฐศาสตร์มาจะคุ้นเคยกับคำว่า Zero-sum game นั่นคือภาวะที่คุณได้ผมเสีย ผมเสียคุณได้ คนแต่ละคนต่างคิดถึงผลประโยชน์สูงสุดของตนเอง แต่ผลจากการที่ทุกคนคิดแบบนี้ผลที่ได้มันน้อยกว่าการที่ทุกคนหันมาร่วมมือกัน กล่าวคือ ถ้าคุณร่วมมือกันได้มันจะทำผลประโยชน์ของสังคมสูงขึ้น  เช่น ถ้าตกลงกันได้ว่า คนที่ยอมถูกน้ำท่วมเป็นประจำเพื่อให้พื้นที่บ้านอีกคนหนึ่งน้ำไม่ท่วม พอน้ำลดจะจ่ายเป็นเงินเท่าไหร่ เป็นต้น ด้วยตรรกะแบบนี้ เขาก็สามารถคิดได้ว่าระดับภาพรวมจำเป็นต้องป้องกันเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เพราะผลเสียหายสูงมากหากเทียบกับการท่วมในไร่นา ซึ่งเทคโนแครตมีวิธีคิดแบบนี้

แต่ปัญหาก็คือว่า เราไม่เคยมีระบบชดเชยที่เป็นธรรมและไว้วางใจได้ และควรมีก่อนน้ำจะท่วม ไม่ใช้มาพูดหลังน้ำท่วม กติกาไม่ควรตั้งเมื่อเล่นเกมส์แล้ว มันต้องมีกติกาก่อน เช่น ถ้าจะเอาหมู่บ้านนี้เป็นแก้มลิง ปีหนึ่งจะจ่ายเท่าไหร่ เป็นต้น มันไม่เคยมีการพูดแบบนี้ซึ่งถ้าตนเป็นชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่แก้มลิงก็จะพังกระสอบทรายเหมือนกัน เพราะไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าหลังน้ำท่วมจะได้ค่าชดเชย

"เมื่อการจัดการมันกระจัดกระจายเป็นส่วนๆ(Fragmented) ทำให้ Social trust ที่มีระหว่างกันมันไม่มีดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทุกคนต้องเอาตัวรอด  เพราะเขาไม่เคยได้รับความเป็นธรรม"

ตนรู้สึกรำคาญไทยพีบีเอส ซึ่งนำภาพตอนญี่ปุ่นโดนสึนามิ แล้วบอกว่าคนญี่ปุ่นมีวัฒนธรรมอันดี รอคอยอดทน ทุกคนไม่แย่งเข้าคิวกัน จากนั้นก็ตัดภาพไปที่คนไทยแย่งซื้อน้ำมันพืช แล้วบอกว่านี่คือ "นิสัยคนไทย" เขาไม่เคยไปถามคนญี่ปุ่นว่าทำไมถึงรอคอย อดทน  มีตัวอย่างอันหนึ่ง เขาไปสัมภาษณ์ยายกับหลานชาวญี่ปุ่นที่ติดอยู่ในบ้านสิบกว่าวัน แต่อยู่ได้เพราะอยู่ในห้องครัว ว่า ทำไมคุณไม่ Panic (หวั่นวิตก-ผู้เรียบเรียง) เขาตอบว่า เขาเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วความช่วยเหลือจะถึงมือเขา จะเห็นว่า Social trust ในญี่ปุ่นมันสูงมาก เมื่อมี Social trust สูง ก็จะสามารถร่วมมือกันได้ ทำให้เราไม่ต้องคิดถึงผลประโยชน์ของตนเองก่อน ดังนั้นการที่บอกว่า คนญี่ปุ่นนิสัยดี มันไม่ได้อยู่ในยีน แต่อยู่ที่การบริหารจัดการของสถาบันทางสังคม

Social trust ในสังคมไทยต่ำมาก  เพราะสังคมไทยถูกทำลายระบบกฎเกณฑ์ กติกามาตลอด ที่ผ่านมามันอาจจะไม่มีอยู่แล้ว และยิ่งเมื่อเกิดการแบ่งสีทางการเมือง Social trust แทบจะไม่เหลือ ฉะนั้นมันจึงไม่สมเหตุสมผลและเป็นไปไม่ได้ที่จะเรียกร้องให้ทุกคนจับมือฝ่าภัยไปด้วยกัน

ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า จะintegrated(ประสาน-ผู้เรียบเรียง)กลไกรัฐให้เป็น area base หรือ problem base (แบ่งตามพื้นที่หรือตามปัญหา-ผู้เรียบเรียง) แล้วintegrated หน่วยงานนี้ให้มาจัดการในภาพรวม ไม่ใช่แบ่งกระทรวงตามหน้าที่

แต่ฐานรัฐไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น ผนวกปัญหาที่ผ่านมาของรัฐบาลไทยที่มักจะอายุสั้น ทำให้มองปัญหาระยะสั้น ไม่สามารถมองปัญหาระยะยาวได้

"โครงสร้างรัฐไทยเป็นแบบนี้  ไม่เคยถูกปรับมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อคุณขาดกลไกการจัดการ  ชาวบ้านก็ไม่เชื่อมั่นคุณ  แล้วคุณจะไปด่าเขาได้อย่างไร"

 

การฟื้นตัววาทกรรมเรื่อง "นักการเมืองเลว" ในกระแสการเมืองเรื่องน้ำท่วม

 

"ในสองวันนี้เริ่มเห็นการฟื้นวาทกรรมเรื่องนักการเมืองเลวกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่าน ฟอร์เวิร์ดเมล์บทความของสำนักข่าวเอพี" 

 

ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

อ.พวงทอง กล่าวว่า ข้อสังเกตเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำที่คุณมนตรีและอาจารย์อภิชาตได้กล่าวถึงปัญหาการบริหารน้ำที่เกิดขึ้น การประเมินน้ำที่มันมีปัญหา และนำมาสู่การกักเก็บน้ำไว้เยอะเกินไป ปล่อยช้าเกินไป รวมถึงปัญหาของเทคโนแครตที่คุมอำนาจในการตัดสินใจเหล่านี้ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราก็ได้ยินเรื่องนี้มามาก มีผู้เชี่ยวชาญน้ำปรากฏกายขึ้นโดยที่เราไม่คิดว่าจะมีมากขนาดนี้ หลายคนอยู่นอกภาคส่วนราชการแต่ว่าไม่มีโอกาสได้เข้าไปให้ความเห็น

"แต่ว่าข้อมูลเหล่านี้ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงโครงสร้างการจัดการน้ำทั้งระบบ ไม่ได้ส่งผลต่อการมองปัญหาของชนชั้นกลาง  ชนชั้นกลางทุกวันนี้มุ่งแต่โจมตีรัฐบาลมากกว่า  ต่อให้เกิดโศกนาฏกรรมมากกว่านี้  ก็ไม่สามารถลดความขัดแย้งที่มีอยู่ได้  และอันนี้กำลังเป็นลักษณะเฉพาะของสังคมไทย"

ภัยพิบัติเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ว่าภัยพิบัติเหล่านี้มันไม่เคยถูกใช้เป็นการเมือง มันไม่เคยถูกฉวยใช้ในการทำลายรัฐบาลเพื่อเป้าหมายของกลุ่มการเมืองบางกลุ่มเหมือนประเทศไทย ดูภัยพิบัติน้ำท่วมที่กัมพูชา คนเสียชีวิตถึง 257คนและมีผู้ได้รับผลกระทบประมาณ 1.2 ล้านคนซึ่งสูงมากสำหรับประเทศเล็กที่มีประชากร  15 ล้านคน  ที่ฟิลิปปินส์ เสียชีวิต 43 คน เวียดนามเสียชีวิต 57 คน

ประเทศอื่นก็มีปัญหาภัยพิบัติเหมือนกัน  แต่ไม่เห็นกระแสการโจมตีรัฐบาลเหมือนในไทย  ยกตัวอย่างกรณีการเกิดเฮอร์ริเคนแคทรีนา (Hurricane Katrina)ที่อเมริกาเมื่อปีพ.ศ.2548 มีจำนวนคนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ครั้งนั้นรัฐบาลจอร์จบุชถูกโจมตีจาก ชาวบ้าน สภาคองเกรส และสื่อมวลชนอย่างมาก ถึงความล้มเหลวในการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น ความผิดพลาดของรัฐบาลที่เป็นเรื่องที่แย่มาก เช่น ผู้การมลรัฐไม่สั่งให้มีการอพยพคนออก ทั้งๆ ที่มีรถขนคนอยู่มากเนื่องจากคนขับรถไม่พอ และรถไม่มีประกันครอบคลุมชาวบ้านเท่านั้นเอง หรือตัวประธานาธิบดีเองที่ระหว่างเกิดเรื่องอยู่ในระหว่างพักร้อนที่เท็กซัสกว่าจะตัดสินใจบินกลับวอชิงตันใช้เวลาเกือบสองวันทำให้ถูกโจมตีว่าทำไมใจเย็น ไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง แต่การโจมตีเหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปสู่การล้มล้างรัฐบาลบุช

ที่กล่าวไปไม่ได้หมายความว่าจะวิจารณ์รัฐบาลไม่ได้ วิจารณ์ได้แต่ต้องแบ่งเป็นเรื่องๆ เช่น ความรับผิดชอบของรัฐบาลที่มีปัญหาคืออะไร และตรงไหนบ้างที่เป็นปัญหาที่ค้างสะสมกันมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การโยนความผิดทั้งหมดให้รัฐบาล รัฐบาลไทยหลายรัฐบาล(ไม่ใช่แค่รัฐบาลยิ่งลักษณ์) ไม่มีการเตรียมการรับมือกับภัยพิบัติขนาดใหญ่ ฝรั่งมีการเตรียมรับมือกับหายนะทั้งจากมนุษย์และธรรมชาติเมื่อมีการเตรียมพร้อม จึงมีการประเมินและเตรียมความพร้อม เช่น ประเมินว่าภัยพิบัติแบบนี้คนจะได้รับผลกระทบเท่าไหร่ ต้องเตรียมอาหาร ที่พักพิง เท่าไหร่ แต่ของเราไม่มี ม.ธรรมศาสตร์ต้องเสนอตัวเองเป็นที่พักพิง ผู้อพยพก็ต้องไปนอนเรียงกันในโดม ความเป็นส่วนตัวก็ไม่มี อาหารก็ต้องอาศัยชาวบ้านเข้ามาช่วยกัน ทั้งๆ ที่หลายปีก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็เริ่มเจอภัยพิบัติมากขึ้นเรื่อยๆ  แต่ทำไมเราไม่เคยมีระบบที่จะรับมือกับภัยพิบัติ

ด้านประเด็นทางการเมือง อย่างที่อาจารย์อภิชาตได้กล่าวไปว่า เมืองหลวงไม่ควรถูกน้ำท่วม เพราะต้นทุนสูง มันก็จริง แต่นั้นเป็นการมองแบบทุนนิยม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มีสองกระแส คือเมืองหลวงท่วมไม่ได้ เพราะต้นทุนสูง แต่อีกส่วนหนึ่งก็บอกว่าให้ท่วมหน่อยก็ได้

"กระแสของคนที่ไม่อาจยอมรับได้ เพราะมีความคิดต่อต้านรัฐบาลซึ่งวางอยู่บนฐานของความไม่แน่ใจว่าจะท่วมมากเท่าไหร่ รุนแรงแค่ไหน ยิ่งรัฐบาลรู้สึกถึงกระแสต่อต้านมากเท่าไหร่ เขาก็ต้องพยายามที่จะไม่ยอมให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ และพยายามบอกคนกรุงเทพฯ ตลอดเวลาว่าเอาอยู่ แต่ในความเป็นจริงมันเอาไม่อยู่ มันกั้นไม่ได้"

ปัญหาคือทำไมรัฐบาลจึงอยู่กับความกลัว และให้ข้อมูลแบบไม่ชัดเจนนั่นก็เป็นเพราะรัฐบาลกลัวคนกทม.ต่อต้านรัฐบาล แต่สำหรับตนคิดว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเปลี่ยนไปถ้าการเมืองบ้านเราไม่เป็นแบบนี้ ถ้าการเมืองไม่แตกเป็นขั้ว ความร่วมมือในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานต่างๆทั้งในส่วนของกทม.และรัฐบาลก็จะมีมากขึ้น ในขณะเดียวกันถ้าหน่วยงานเหล่านี้ประกาศว่าจะท่วมแค่ไหน อย่างไร และให้ยอมรับความเป็นจริงที่เป็นอยู่ คนกรุงเทพฯอาจจะทำใจรับสถานการณ์น้ำท่วมได้มากกว่านี้ แต่ขณะนี้มันมีความรู้สึกว่ารับไม่ได้

กระแสต่อต้านรัฐบาลเริ่มต้นจากคนทั่วไปโดยเฉพาะคนที่เข้าถึง social  media โดยมุ่งโจมตีที่ตัวรัฐบาลและตัวบุคคลที่เป็นนายกฯ และในสองวันนี้เริ่มเห็นการฟื้นวาทกรรมเรื่องนักการเมืองเลวกลับขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่าน ฟอร์เวิร์ดเมล์บทความของสำนักข่าวเอพี ที่รายงานถึงพระอัจฉริยภาพของในหลวงที่ทรงเห็นปัญหาล่วงหน้า แต่ก่อนที่จะเข้าถึงบทความอันนี้ คนส่งเมล์ได้เขียนข้อความว่า...

"นี่คือความจริงที่คนไทยทุกคนควรทราบ และเป็นนโยบายที่รัฐบาลทุกรัฐบาลควรดำเนินตาม แม้จะสายไปแล้ว แต่ก็ควรน้อมนำมาเป็นแนวเดินให้ใกล้เคียง มิฉะนั้นก็ต้องย้ายเมืองหลวง น้ำท่วมครั้งนี้วิกฤตนัก และวิกฤตยิ่งกว่าที่อื่นใดในโลกจริงหรือไม่ และพวกเราทุกคนมีส่วนที่ทำผิดในเรื่องนี้ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเกิดจากการลงมติเลือกและอยู่ทำงานพร้อมคอร์รัปชั่นไปด้วย ในท่ามกลางความเพิกเฉยไม่ควบคุมพฤติกรรม ปล่อยให้อยู่รอดไป ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ด้วยคิดว่า 15 วินาทีที่หย่อนบัตรเลือกตั้ง เป็นการทำหน้าที่ที่พอแล้วสำหรับพลเมืองดี พอหรือยังพี่น้อง ตระหนักหรือยังว่าการเมืองคือเรื่องของคนที่เบื่อไม่ได้ ต้องสละเวลาและจิต ใจ กาย มามีส่วนร่วมเพื่อบ้านเมืองของเราอย่างใกล้ชิดตลอดไป อย่าเห็นแก่ตัวจนเกินไป ถ้าไม่อยากลำบากยากเข็ญเช่นนี้อย่างซ้ำๆซากๆ" 

ข้อความอันนี้สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากจะไม่ยอมรับระบบการเลือกตั้งแล้ว กำลังระดมคนให้ออกมาต่อต้านการเมืองระบบเลือกตั้งอีกครั้งจากกระแสน้ำท่วมครั้งนี้ นี่เป็นอันตรายของการเมืองไทยครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันก็จะวนเวียนอยู่กับการเมืองในสองขั้วนี้

 

การเมืองเรื่องน้ำ ในกรอบ  "Bangkok civilization"

 

"คนแหล่านี้ก็ต้องลงทุนสุดชีวิตเพื่อที่จะปกป้องความศิวิไลซ์นี้ไว้ เพราะลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงแค่ 4.2 ล้านคนจาก 47 ล้านคน และก็เป็นเสียงที่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ  แต่เป็นเสียงที่มีอิทธิพลสูงมาก"

ผศ.เวียงรัฐ เนติโพธิ์

คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

ผศ.เวียงรัฐ กล่าวว่า มาอยู่เชียงใหม่ในช่วงนี้ ไปห้างพบว่านมไม่มีขาย น้ำขวดใสที่ดื่มเป็นประจำไม่มีขาย มีแต่น้ำที่ผลิตในเชียงใหม่มันสะท้อนให้เห็นว่ากทม.เป็นศูนย์กลางของความศิวิไลซ์ ทุกวันนี้เรากำลังปกป้องกทม.อย่างเต็มที่เพื่อรักษาความศิวิไลซ์ 

กทม.ศิวิไลซ์หรือไม่ตนเองก็ไม่แน่ใจ หรือความศิวิไลซ์ คือ การมีธนาคารใหญ่ คอนโดมีเนียม ห้างสรรพสินค้า(ขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้) อาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ที่ดินที่แพงที่สุด อยู่เป็นจำนวนมากในกรุงเทพฯ

ดังนั้นคนที่คิดว่า กทม.ศิวิไลซ์ต้องรักษาไว้ คือ กลุ่มนายทุนเจ้าของที่ดิน คนที่อยู่อาศัยในคอนโดมีเนียม คนที่อยู่ในธนาคาร ฯลฯ คนแหล่านี้ต้องลงทุนสุดชีวิตเพื่อที่จะปกป้องความศิวิไลซ์นี้ไว้ เพราะลงทุนกับสิ่งเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงแค่ 4.2 ล้านคนจาก 47 ล้านคน และก็เป็นเสียงที่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศ  แต่เป็นเสียงที่มีอิทธิพลสูงมาก มันจึงกลายเป็น Dilemma (ความย้อนแย้ง-ผู้เรียบเรียง) ว่า การเมืองเรื่องการเลือกตั้งเป็นการเมืองที่ไม่ปกป้องความศิวิไลซ์ของกรุงเทพฯ และจะนำมาสู่ความขัดแย้งในอนาคตว่าคนที่เสียงเลือกตั้งไม่ถึง 10  เปอร์เซ็นต์จะส่งเสียงดังกว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่วประเทศเพื่อปกป้องความศิวิไลซ์

 

สภาวะผู้อพยพกับวาทกรรมน้ำท่วม

 

"การเมืองว่าด้วยเรื่องน้ำ วาทกรรมทั้งหมดที่ว่าด้วยเรื่องความเข้าใจเรื่องน้ำ บวกกับการบริหารจัดการ มันจึงมาอยู่ที่ "Social dilemma" ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อแท้ประชาธิปไตยต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่จริงหรือ แล้วคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกดจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะบอกว่าไม่ต้องการเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่"

วันรัก สุวรรณวัฒนา

คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

อ.วันรัก กล่าวว่า จากประสบการณ์การหนีน้ำท่วมของตนเองหลังจากไปอินเดียมา พบว่า ข่าวที่เกิดขึ้นทำให้ตัวเองไม่เข้าใจ  เพราะเจอคำศัพท์ใหม่จำนวนมากที่ถาโมเข้ามา  เช่น คันกั้นน้ำ  ทางน้ำหลาก  มวลน้ำ ประตูระบายน้ำ ผนังกั้นน้ำ มวลน้ำ ก้อนน้ำ ทางด่วนน้ำ บิ๊กแบ็ก ฯลฯ  วันนี้จึงอยากพูดเรื่อง "วาทกรรมน้ำท่วมกับสภาวะผู้อพยพ"

การหนีน้ำของตนเองเริ่มจากย้ายออกบ้านแถวแจ้งวัฒนะไปอยู่บ้านเพื่อนที่ฝั่งธนบุรี หมู่บ้านของตัวเองไม่เคยมีจินตนาการว่าตัวเองจะถูกน้ำท่วม คือ ดูข่าวน้ำท่วม และการอพยพ แต่ไม่เคย Identify ให้เข้ากับตัวเองเลย  พอน้ำเริ่มท่วมบ้าน เพื่อนบ้านก็เริ่มอพยพหนีน้ำ เป็นสภาวะสถานการณ์น้ำท่วม  ที่เราหรือคนกรุงเทพที่อยู่บ้านแบบชนชั้นกลางไม่เคยรู้จัก

แต่พอย้ายไปอยู่บ้านเพื่อนที่ฝั่งธนบุรีแถวคลองบางกอกน้อย ชุมชนนี้กลับมีสภาพที่แตกต่างจากหมู่บ้านของตนเองอย่างมาก แม้จะเป็นชุมชนเมืองแต่ก็มีลักษณะของการเป็นชุมชนมากกว่าหมู่บ้านที่ตนอยู่ บ้านนั้นเป็นบ้านที่เคยถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ และปัจจุบันก็ถูกท่วมมาเดือนกว่าแล้ว เขาก็ยังทำอาหาร  ขายของอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นจะเห็นถึงบรรยากาศของผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่นี่ ซึ่งต่างจากหมู่บ้านเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ 

สิ่งที่จะตั้งข้อสังเกต คือ ชุดคำต่างๆที่ใช้อธิบายน้ำท่วม ซึ่งถ้าย้อนกลับไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว จะไม่เคยได้ยิน เมื่อนำมันมาผูกโยงกับสภาวะของผู้อพยพของคนกรุงเทพฯ ที่ว่า คนกรุงเทพฯมีจินตนาการเกี่ยวกับผู้อพยพผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่าเป็นคนอื่น มันจะไม่มีทางเป็นเราได้ ฉะนั้นเมื่อคนกรุงเทพฯถูกน้ำท่วมจึงไม่มีใครไปอยู่ศูนย์อพยพ นี่คือสถานะที่มันลักลั่นของคนกรุงเทพที่เป็นผู้ประสบภัย คือ เราไม่สามารถ Identify ตัวเองเข้ากับจินตนาการเรื่องผู้ประสบภัยน้ำท่วม เพราะมันเป็นเรื่องของคนอื่นเสมอ มันไม่เคยเป็นคนกรุงเทพฯ

เรื่อง "Bangkok civilization"ของอาจารย์เวียงรัฐ ทำให้นึกถึง civilize space ของอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ที่พูดถึง การสร้างวาทกรรมของชนชั้นนำตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5  เรื่อง คนป่า คนบ้านนอก วาทกรรมแบบนี้ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบัน  ดังนั้นภาวะผู้ประสบภัยสำหรับคนกรุงเทพจึงเป็นภาวะที่ไม่มีความหมาย ลักลั่น ไม่ได้ผูกโยงตัวเองเข้ากับวารีพิบัติทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่ชนชั้นกลางทำ คือ การโหมมิวสิควีดีโอดราม่าเรื่องน้ำท่วม เพื่อให้เกิด "ฮิสทีเรียหมู่ทางอารมณ์" รวมเป็นชุดวาทกรรมน้ำท่วมที่น่าcritical (วิพากษ์-ผู้เรียบเรียง)มากๆ ถ้ารัฐไทยบริหารจัดการน้ำเหมือนเดิม(อย่างสมัยร.5-ปัจจุบัน) วาทกรรมดราม่าเรื่องน้ำท่วม ผู้ประสบภัย และเรื่องการรวมตัวกันเพื่อฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกันก็จะเป็นอย่างนี้ ไม่เปลี่ยนแปลง

เราจะเห็นภาพ น้ำท่วม คนร้องไห้คนยากจน และคนกรุงเทพชนชั้นล่างที่ไปอยู่ศูนย์อพยพ แต่จะไม่เห็นภาพคนกรุงเทพที่แต่งตัวดีฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ที่สำคัญมันผูกติดกับคติสอนใจเชิงศีลธรรม และแฝงมากับมิวสิควีดีโอเหล่านี้ รวมกับภาพอัตลักษณ์ความเป็นไทยรูปแบบหนึ่งเดียว คือ เราจะสามัคคี คนไทยไม่เหมือนที่ใดในโลกเพราะยามน้ำท่วมเราช่วยกันแบกถุงทราย ทำถุงยังชีพ ช่วยแจกจ่ายอาหาร กลายเป็นว่า การช่วยกันในยามน้ำท่วมเป็นลักษณะพิเศษมากสำหรับคนไทยหัวใจรักชาติ

มิวสิควีดีโอเหล่านี้ไม่มี Moral support (แม้ผู้ทำอยากจะให้มีก็ตาม) ในทางตรงกันข้ามมันกลับทำให้รู้สึกว่า มันคือการเหยียดหยาม ดูถูก และลดทอนปัญหา ไม่ได้สะท้อนภาพที่เป็นจริง และเป็นการ Dramatize ปัญหาให้กลายเป็นเรื่องของ Emotion (อารมณ์) ทำให้ปัญหาเป็นลักษณะของการซาบซึ้งอย่างเดียว 

วาทกรรมนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารปีพ.ศ.2549 ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์การเมือง วิกฤตทางศีลธรรม จะถูกนำไปผูกติดกับความเป็นไทยอยู่ตลอด

เราไม่ได้ต้องการความซาบซึ้งหรือความหวังลมๆแล้งๆ แต่สิ่งที่เราต้องการคือ solidarity หมายถึง ความร่วมมือ ร่วมใจ ความรู้สึกที่ว่าความทุกข์ของคนอื่นเป็นความทุกข์ของเรา ไม่ใช่แค่ทุกข์ของคนอื่นคือทุกข์ของคนอื่นแล้วไปบริจาคเงินใส่ถุงยังชีพ ห่อกระสอบทราย

จริงๆแล้วคนกรุงเทพฯไม่สนใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือในกทม. ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ เพราะ คนกรุงเทพไม่ได้พึ่งพิงน้ำในการมีชีวิตอยู่รอด น้ำเป็นเรื่องของชาวไร่ชาวนา และข้าราชการ ฉะนั้นเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นกับตัวเอง ผนวกกับพื้นที่เมืองที่พวกเขาถูกอัตลักษณ์ตนเองปิดไว้ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ เขาต้องหาแพะ คือ โทษรัฐบาลที่เขาไม่ชอบ 

"ในขณะที่คนต่างจังหวัดน้ำท่วมซ้ำซ้อนทุกปีแต่คนกรุงเทพฯไม่เคยตั้งคำถามว่าอะไรกันแน่คือสาเหตุของน้ำท่วม"

สุดท้ายอยากตั้งคำถามว่า น้ำท่วม กทม.มันคืออะไรกันแน่ การเลือกว่าที่ใดควรจะรับน้ำ ที่ไหนควรจะแห้ง เลือกจากเกณฑ์มาตรฐานใดการเมืองเรื่องน้ำมันสะท้อนว่าเนื้อแท้ของประชาธิปไตยไทยที่เราต้องการคืออะไรกันแน่

สื่อไทยกับรัฐบาลจะผลิตซ้ำชุดความคิด ความเข้าใจและจินตนาการเกี่ยวกับการพัฒนาเพื่อตอบคำถามเหล่านี้ ว่าพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่ทางเศรษฐกิจอย่างกทม.ต้องปลอดจากน้ำท่วม และคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ต้องรับ และยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

"คำว่า "ประโยชน์ส่วนรวม" ไม่ได้เพิ่งมีตอนนี้ แต่มาพร้อมกับวาทกรรมพัฒนาประเทศที่ผนวกกับการสร้างเขื่อนของกรมชลประทาน แล้วเราก็ยอมรับให้มันเป็นความจริงสูงสุด ว่าคุณต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศหรือเพื่อคนกทม. เราเคยทบทวนกันหรือไม่ว่า "ประโยชน์ส่วนรวม"นี้ มันคือ "ประโยชน์ของใคร""

ชุดความคิดนี้มันมาพร้อมกับรุ่งอรุณแห่งการพัฒนามาพร้อมกับการสร้างเขื่อน การขุดคลองชลประทาน การพัฒนาพื้นที่เมืองอุตสาหกรรม โรงงานผลิตไฟฟ้า โรงงานถ่านหิน โรงงานนิวเคลียร์(ที่กำลังจะมา)

กรอบคิดเรื่อง การที่คนหรือชุมชนตัวเล็กๆ ต้องยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ของคนทั้งประเทศที่มาพร้อมกับการพัฒนา สะท้อนอยู่ในนโยบายการผันน้ำทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นของภาครัฐ มิวสิควีดีโอของไทยพีบีเอสที่สร้างความซาบซึ้งแล้วบอกว่าคนไทยรักกัน ยิ่งใหญ่ หัวใจโต ต้องยอมเสียสละเพื่อคนอื่นซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้  และสะท้อนอยู่ในระบบสร้างคันกั้นน้ำของกทม.

เพราะฉะนั้นการเมืองว่าด้วยเรื่องน้ำ วาทกรรมทั้งหมดที่ว่าด้วยเรื่องความเข้าใจเรื่องน้ำ บวกกับการบริหารจัดการ มันจึงมาอยู่ที่ "Social dilemma" ว่าสุดท้ายแล้วเนื้อแท้ประชาธิปไตยต้องยอมเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่จริงหรือ แล้วคนตัวเล็กตัวน้อยที่ถูกกดจะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อที่จะบอกว่าไม่ต้องการเสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ได้หรือไม่

หนังสือเรื่อง The God of small things ของ Arundhati Roy มีบทความหนึ่งที่ชื่อว่า The end of imagination จะพูดถึงเรื่องประสบการณ์ของเขาที่เข้าไปอยู่ในพื้นที่สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ทางตะวันตกของอินเดีย Arundhati สะท้อนและตั้งคำถามเรื่อง Social dilemma นี้ว่า กระบวนการสร้างเขื่อน และกระบวนการทั้งหลาย มันสะท้อนประชาธิปไตยหรือระบบเศรษฐกิจ หรือเงินของใครกันแน่

 

เมื่อรัฐบาล พยายามจีบ  "สลิ่ม" "หายนะ"  จึงเกิด 

 

"ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็คงรู้สึกว่าชาวบ้านเสื้อแดงเป็นของตายอยู่ในมือ อยากไปเอาใจ "สลิ่ม" ที่ไม่ได้รักตัวเอง มันจึงเกิด "หายนะ" เพราะว่าน้ำมันไม่ได้หายไปจากโลกนี้ ตราบเท่าที่คุณไม่สามารถระบายมันลงทะเลได้  การไปกั้นที่ต่างๆ ทำให้น้ำที่ควรจะไหลเป็นสาย จึงกลายเป็นมวลน้ำที่ทะลักเข้ามา แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็แถลงผิดทุกวันว่า ตรงนี้ไม่ท่วม พรุ่งนี้ก็ท่วม"

คำ ผกา

 

คำ ผกา กล่าวว่า เราอาจสรุปได้เลยว่าน้ำท่วมต่างจังหวัดล้มรัฐบาลไม่ได้  แต่น้ำท่วมกรุงเทพฯล้มรัฐบาลได้ น้ำท่วมครั้งนี้จะเกิดมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หรือจะมีปัญหากับการบริหารจัดการน้ำอย่างไร สิ่งที่เราเห็นได้ชัดมาก คือ คนที่เลือกพรรคเพื่อไทยไปเป็นรัฐบาลก็อึดอัดไปด้วย เพราะเราก็รู้ว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลมาด้วยเสียงส่วนใหญ่ แต่พรรคเพื่อไทยกลับมีความหวาดหวั่นต่อเสียงของคนกรุงเทพฯมากซึ่งเป็นเสียงที่ไม่ได้เลือกตนเอง มากกว่าจะแคร์เสียงของคนส่วนใหญ่ที่เลือกตนเอง ฉะนั้นเราจึงเห็นการจัดการน้ำที่แปลกประหลาดมาก เราก็จะเห็นว่ามีความพยายามที่จะป้องกันกรุงเทพฯ จากภาพถ่ายดาวเทียมเราจะเห็นน้ำค่อยๆล้อมกรุง  เราจึงเข้าใจได้ว่าทำไม "สลิ่ม" จำนวนมากคิดว่านี่คือการเสียกรุงครั้งที่ 3 ยิ่งน้ำค่อยๆบีบกรุงเทพฯมากเท่าไหร่ หัวใจของคนกรุงเทพฯก็ถูกบีบคั้นมากขึ้น และรู้สึกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่น้ำยึดกรุงเทพได้นั่นคือเราเสียกรุงฯ เราล้มเหลวปกป้องกรุงเทพไม่ได้

วิธีคิดที่ว่า กรุงเทพฯน้ำท่วมไม่ได้ ในปีนี้ค่อนข้างจะรุนแรงมาก เราจะโทษคนกรุงเทพฯอย่างเดียวก็ไม่ได้ เราต้องโทษรัฐบาลที่ไปเล่นเกมส์เอาใจคนที่ไม่ได้รักตนเอง เปรียบได้กับจิตวิทยาความรักที่ว่า เวลามีใครมารักเรามากๆ เราจะรู้สึกว่ามันเป็นของตายอยู่ในมือ แต่เวลาเราไปจีบใคร และเราทำไม่ค่อยสำเร็จ เรายิ่งกลุ้มในความพยายามของตัวเอง ตอนนี้พรรคเพื่อไทยก็คงรู้สึกว่าชาวบ้านเสื้อแดงเป็นของตายอยู่ในมือ อยากไปเอาใจ "สลิ่ม" ที่ไม่ได้รักตัวเอง มันจึงเกิด "หายนะ" เพราะว่าน้ำมันไม่ได้หายไปจากโลกนี้ ตราบเท่าที่คุณไม่สามารถระบายมันลงทะเลได้ การไปกั้นที่ต่างๆ ทำให้น้ำที่ควรจะไหลเป็นสาย จึงกลายเป็นมวลน้ำที่ทะลักเข้ามา แล้วคุณยิ่งลักษณ์ก็แถลงผิดทุกวันว่า ตรงนี้ไม่ท่วม แต่วันรุ่งขึ้นก็ท่วม

การแก้ปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลก็สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจไปมาก  พรรคเพื่อไทยควรคิดได้ว่าระหว่าง 40 ล้านคน กับ 4 ล้านคน ควรจะไปดูใครมากกว่ากัน

การแบ่งสีแบ่งขั้วทางการเมือง ทำให้เกิดมิติทางสังคมการเมืองที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีก  เพราะว่าการใช้สถานการณ์น้ำท่วมมาไล่รัฐบาล  เช่น บทความอ.เจิมศักดิ์ สมเกียรติ อ่อนวิมล หนูดี  เอิร์น กัลยากร ล่าสุดคือ เอกยุทธ์ อัญชัญบุตรที่ดูถูกผู้หญิงเหนือเพื่อด่านายก ข้อความของเอกยุทธ์สะท้อนให้เห็นถึง ความไม่พอใจของชนชั้นกลางต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง สาเหตุที่ไม่พอใจเพราะสำนึกอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นเสียงส่วนน้อย เลือกตั้งทุกครั้งก็จะแพ้ทุกครั้ง เพราะฉะนั้นคนกลุ่มนี้ก็จะทำอะไรก็ได้เพื่อหยุดการเมืองหรือระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง  อึดอัดขับข้องใจรัฐบาลที่มาจากคนรากหญ้าซึ่งโง่ ไม่มีการศึกษา  แล้วยังมีนายกฯที่เป็นผู้หญิง พูดไม่ชัด มาจากต่างจังหวัด แล้วยังเรียนจบมช.(คือถ้าเป็นคนต่างจังหวัดแล้วเรียนจบธรรมศาสตร์ จุฬาฯ และมีประวัติชีวิตที่ต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคก็คงไม่เป็นไร)  ซึ่งเป็นนายกฯ ที่ชนชั้นกลางไม่สามารถยอมรับได้เลย

นายกฯ หญิงไม่อยู่ในจินตนาการของชนชั้นกลาง อันนี้เป็นปัญหาเชิงอารมณ์ แต่ถ้าไปมองปัญหาเชิงเหตุผล เราก็จะเห็นว่าปัญหาภัยพิบัติ ปัญหาเรื่องการจัดการน้ำ ปัญหาน้ำท่วมและน้ำหลากที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตมันเป็นปัญหาที่เกิดจากการผูกขาดความรู้ และอำนาจในการจัดการน้ำ ซึ่งสะท้อนปัญหาโครงสร้างทางการเมืองของรัฐไทยที่ไม่เคยเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เป็นอำนาจที่ผูกขาดในระบบราชการ ลักลั่นลุ่มๆ ดอนๆ จะเป็นเผด็จการก็ไม่เป็น จะเป็นแบบอาณานิคมก็ไม่เป็น จะเป็นแบบประชาธิปไตยก็ไม่เป็น ระบบการเมืองไทยตอนนี้เป็นระบบฟิวชั่น ที่นำไปสู่ confusion (ความยุ่งเหยิง-ผู้เรียบเรียง)ทั้งหลาย

ตราบใดที่เราไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างทางสังคม การเมืองให้เป็นประชาธิปไตย เพื่อปรับปรุง ทำให้เกิดการกระจายอำนาจ ปรับปรุงโครงสร้างระบบราชการทั้งหมดให้มีความชัดเจนในหน้าที่ได้ เราก็จะเผชิญปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว สึนามิ ที่อาจนำมาซึ่งความล้มสลายได้

แต่ Dilemma ของปัญหานี้ในสังคมไทย คือ ประชาชน "สลิ่ม" ที่เสียงดังที่สุดแล้วก็ครอบครองความศิวิไลซ์ไว้ที่กรุงเทพฯปฏิเสธรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมาโดยตลอด เพราะตัวเองเป็นเสียงส่วนน้อย เมื่อตัวเองปฏิเสธเสียงที่มาจากการเลือกตั้ง ปัญหาก็วนไปที่เราไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองของสังคมไทยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรเลยได้

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เยียวยาสังคมไทย คือ การเยียวยาแบบไทยพีบีเอสโดยการใช้มิวสิควีดีโอปลอบใจกันว่า เราคนไทยจะฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน ทำให้คนกทม.รักษาสถานะของความเป็นผู้ให้ เมื่อไหร่ก็ตามที่กรุงเทพฯสูญเสียที่มั่นของการเป็นผู้ที่ปลอดภัยและตัวเองเป็นผู้นำเอาทรัพยากรที่มีอยู่ในกรุงเทพฯไปแจก นำเอาดาราไปให้ความบันเทิงแก่ผู้ประสบภัย มันจึงนำไปสู่การสร้างตรรกะที่วิปริตต่างๆ เช่น แทนที่จะมองปัญหาน้ำท่วมว่าเขื่อนปล่อยน้ำมาอย่างไร เขื่อนมีไว้เพื่ออะไรกลายเป็นว่าซื้อบ้านมาสิบกว่าล้าน ทำไมบ้านฉันถึงน้ำท่วม กล่าวคือ ไม่สนใจว่าน้ำท่วมไม่เกี่ยวกับว่ากรุงเทพฯมีคลองกี่สาย แต่ราคาของบ้านที่ตัวเองครอบครองต่างหากที่จะเป็นเงื่อนไขว่าน้ำไม่ควรท่วมบ้านตัวเอง ตรรกะของคน กทม.จึงเพี้ยนไปหมด   ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าพื้นที่ของตัวเองควรจะเป็นทางให้น้ำผ่านลงทะเลไป.

 

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

เสวนาเปิดน้ำท่วม(ปาก): "น้ำท่วม ตอผุด" การบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด ผูกขาดโดยผู้เชี่ยวชาญ