|
ชั่วโมงนี้หากเอ่ยถึง "บ้านแม่ละนา" จ.แม่ฮ่องสอน อาจเป็นที่รู้จักของหลายๆ คน โดยเฉพาะบรรดานักท่องเที่ยวผู้นิยมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อาจนึกถึงภาพหมู่บ้านชาวไทใหญ่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ที่ซุกตัวเองอยู่ในหุบเขาใน อ.ปางมะผ้า เนื่องเพราะหมู่บ้านแห่งนี้มีความโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ของ จ.แม่ฮ่องสอน ในด้านการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ชุมชนลงมือจัดการมาตั้งแต่ปี 2542 กอปรกับลักษณะภูมิประเทศในเขตหมู่บ้านเป็นภูเขาหินปูน พื้นที่บริเวณดังกล่าวจึงมีถ้ำต่างๆ มากมาย อาทิ ถ้ำแม่ละนา ถ้ำเพชร ถ้ำไข่มุก โดยเฉพาะถ้ำแม่ละนานั้นจัดว่าเป็นถ้ำที่ลึกที่สุดในเอเชีย มีความลึกกว่า 14 กิโลเมตรในแนวนอน ทั้งยังมีความวิจิตรอลังการของหินงอกหินย้อยและความยากลำบากในการเดินทางเพื่อเข้าไปถึงตัวถ้ำอีกด้วย ดังนั้นสถานที่เหล่านี้จัดเป็นสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจกันมาก
แต่ใครจะรู้บ้างว่า นอกจากการที่ชุมชนแม่ละนาจะลุกขึ้นมาจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ด้วยตัวเองแล้ว ชุมชนแห่งนี้ยังมีความโดดเด่นในด้านการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะด้านการจัดการ "ไฟป่า" จนประสบความสำเร็จมาก่อนหน้าการจัดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย...
ก่อนเป็นแม่ละนา
หมู่บ้านแม่ละนา เป็นชุมชนชาวไทใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.ปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัว อ.ปางมะผ้า 18 กิโลเมตร ตัวหมู่บ้านตั้งอยู่ในที่ราบกลางหุบเขา มีพื้นที่หมู่บ้านรวมทั้งหมด 11,950 ไร่ ซึ่งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์ป่าลุ่มน้ำปาย ชุมชนแห่งนี้ตั้งถิ่นฐานในบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.3242 เริ่มต้นการตั้งถิ่นฐานโดยกลุ่มนายฮ้อยสาน ซึ่งเป็นคนไทใหญ่อพยพมาจากประเทศพม่า
ส่วนชื่อหมู่บ้านแม่ละนานั้น เดิมชื่อหมู่บ้านแม่ลัดนา เนื่องจากมีแม่น้ำไหลผ่านทุ่งนาและตัวหมู่บ้าน ต่อมามีการออกเสียงเพี้ยนจนกลายเป็นแม่ละนา คนในชุมชนเล่าว่าในสมัยก่อนบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์และมีสัตว์ป่าชุกชุม อาทิ เสือ กวาง หมูป่า ช้างป่า วัวแดง ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นพื้นที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะในการตั้งที่อยู่อาศัยและทำการเกษตร ดังนั้นเมื่อนายฮ้อยสานได้ทำการสำรวจพื้นที่บริเวณนี้และเห็นว่ามีความอุดมสมบูรณ์จึงได้ทำการถางพื้นที่โดยใช้ช้างในการชักลากไม้ใหญ่และปรับเปลี่ยนเป็นที่นา ปลูกสร้างกระท่อมเป็นที่อยู่อาศัย กระทั่งปัจจุบันได้ตั้งถิ่นฐานถาวรในบริเวณดังกล่าวนานกว่า 200 ปี
ประชากรในหมู่บ้านแม่ละนาปัจจุบันมีทั้งสิ้น 705 คน 165 หลังคาเรือนทั้งหมดเป็นชาวไทใหญ่ที่อพยพมาจากประเทศพม่า นับถือศาสนาพุทธ ตัวหมู่บ้านบางส่วนเพิ่งได้รับโฉนด แต่มี สค.1 มาตั้งแต่ปี 2479
สำหรับการประกอบอาชีพของชุมชนแม่ละนาซึ่งเป็นชุมชนไทใหญ่นั้นจะเน้นการทำนาเป็นอาชีพหลัก มีส่วนน้อยมากที่จะทำไร่ ทั้งนี้เพราะเนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูง ผนวกกับวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ยึดการทำนาเป็นอาชีพหลัก ไม่ค่อยอพยพโยกย้ายถิ่นฐานจึงส่งผลให้ชุมชนต้องพึ่งพาสายน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินชีวิตโดยเฉพาะในการทำนา แต่ทว่าจากปัญหาการลักลอบบุกรุกป่าต้นน้ำที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของลำห้วยแม่ละนา ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงกับการทำนาของชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาน้ำจากลำห้วยสายนี้ ดังนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ชุมชนแม่ละนารวมตัวลุกขึ้นมาอนุรักษ์ผืนป่าที่อยู่รายรอบหมู่บ้าน
มูลเหตุการฟื้นฟูป่า
จำรูญ วงศ์จันทร์ ชาวบ้านแม่ละนา เผยว่า ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรในพื้นที่ส่วนใหญ่เกิดจากการบุกรุกของคนทั้งในและนอกพื้นที่ รวมทั้งปัญหาจากไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี ที่สำคัญในอดีตพื้นที่บริเวณดังกล่าวเดิมทีมีชุมชนแม่ละนาเพียงที่เดียว แต่ต่อมาระยะหลังช่วงปี 2515 เป็นต้นมาเริ่มมีชุมชนอื่นๆ เช่น หมู่บ้านจะโบ่ หมู่บ้านบ่อไคร้ ซึ่งเป็นชนเผ่าลาหู่ เดิมทีอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่าเข้ามาตั้งหมู่บ้าน ดำเนินวิถีชีวิตด้วยการทำไร่เป็นหลัก วัฒนธรรม รวมทั้งแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรแตกต่างกับชุมชนแม่ละนาอย่างสิ้นเชิง และที่มากไปกว่านั้นคือเมื่อมีคนตั้งชุมชนบริเวณดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ทำมาหากินต่างๆ โดยเฉพาะที่ไร่ก็จะเข้ามาแทนพื้นที่ป่ามากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน
จำรูญ กล่าวต่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นช่วงนั้นส่งผลกระทบต่อชาวแม่ละนาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปริมาณน้ำในลำห้วยแม่ละนาที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด หน้าแล้งบางปีก็แห้งขอด เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำนาของชาวแม่ละนาซึ่งเป็นหมู่บ้านท้ายน้ำโดยงตรง ทั้งนี้เพราะหมู่บ้านที่ใช้น้ำจากลำห้วยแม่ละนามีทั้งหมด 6 หมู่บ้าน คือบ้านแม่ละนา บ้านผาเจริญ บ้านจะโบ่ บ้านห้วยฮี้ บ้านผาเผือก และบ้านหญ้าป่าแหน ในจำนวนนี้มีบ้านแม่ละนาเพียงแห่งเดียวที่เป็นไทใหญ่ ส่วนที่เหลืออีก 5 หมู่บ้านเป็นลาหู่ทั้งหมด
"บ้านแม่ละนาของเราเป็นหมู่บ้านหลัก อยู่ที่นี่มานาน ทำนาเป็นอาชีพหลัก มีเพียงส่วนน้อยที่จะไปทำไร่ จึงไม่ค่อยได้ย้ายพื้นที่ไปไหน การทำนาใช้น้ำจากลำห้วยของแม่ละนาเป็นหลัก ซึ่งต้นน้ำจะอยู่บริเวณชายแดนประเทศพม่า พื้นที่ต้นน้ำนั้นส่วนมากชาวไทใหญ่จะไม่เข้าไปทำอะไร เพราะเราต้องอาศัยป่า ถ้าป่าทึบน้ำก็ดี ข้าวก็ได้ผลดี แต่เมื่อพี่น้องลาหู่เข้ามาตั้งถิ่นฐานด้วยส่งผลให้หมู่บ้านเหล่านั้นขยายตัวเร็วมาก ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน มีการรุกป่ากันมาก สองข้างของลำห้วยแม่ละนาเริ่มมีการทำไร่ ช่วงนั้นน้ำแห้งมาก ไฟป่าก็เข้าทุกปี ปีละหลายครั้ง ในเมื่อเราเห็นป่าถูกทำลายเราก็เริ่มคิดหาทางแก้ไข เพราะเราอยู่ท้ายน้ำ หากไม่มีน้ำเราก็อยู่ไม่ได้" จำรูญ กล่าว
นอกจากนี้ จำรูญ ยังบอกอีกว่า ในการขยายพื้นที่ทำไร่ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดไฟป่าตามมาอีกด้วย กล่าวคือก่อนฤดูการทำไร่แต่ละครั้ง ชาวบ้านจะต้องเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่ ซึ่งแต่เดิมการเผาแต่ละครั้งจะไม่มีการควบคุมไฟ ส่งผลให้ไฟจากการเผาไร่เหล่านั้นได้ลุกลามเข้าสู่พื้นที่ป่าด้วย
"พี่น้องลาหู่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้เท่าไร คือนึกจะเผาก็เผาเลย ซึ่งจะต่างกับไทใหญ่ คือวิถีมันต่างกัน คนไทใหญ่เป็นคนที่อยู่ติดที่ ในเมื่ออยู่กับที่แล้วก็อยากจะหาพื้นที่ที่จะทำนาได้ในทุกๆ ฤดูกาล จะไม่บุกรุกพื้นที่อื่น แต่ลาหู่นั้นจะชอบอพยพไม่อยู่ติดที่ พอพื้นที่ไหนทำไร่ไปสักระยะหนึ่งแล้วดินเสื่อมเขาก็เปลี่ยนไปทำที่อื่น ช่วงนั้นปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่มาก" จำรูญ กล่าว
ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเหตุให้ชาวแม่ละนาเริ่มวิตกในปัญหา เพราะบางปีปลูกข้าวไม่พอกิน จึงเริ่มมองหาทางแก้ไขด้วยการคุยกันภายในหมู่บ้าน มีการคุยถึงสาเหตุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะบริเวณพื้นที่ป่ารายรอบ รวมทั้งพื้นที่ต้นน้ำที่ชาวแม่ละนาช่วยกันดูแลรักษาถูกแปรเป็นที่ตั้งชุมชนและพื้นที่ทำกินของชาวลาหู่ และมีแนวโน้มว่าจะมีการขยายตัวเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ และบ่อยครั้งไฟจากการเผาไร่ของพี่น้องชาวลาหู่ยังลุกลามเข้าไปยังพื้นที่ป่าต้นน้ำ
ดังนั้นแนวทางการอนุรักษ์จะทำเฉพาะชาวแม่ละนาต่อไปเพียงลำพังไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องขยายแนวคิดการอนุรักษ์ ชี้ให้เห็นผลเสียของพื้นที่ป่าที่ถูกทำลาย โดยเฉพาะป่าต้นน้ำซึ่งมีผลต่อการแห้งขอดของลำห้วยแม่ละนาที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของชาวบ้านให้ชาวลาหู่รับรู้
จำรูญ บอกว่า ช่วงแรกของการขยายแนวคิดนี้ออกไปสู่ชุมชนลาหู่ให้รับรู้และตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องยากมาก เพราะโดยวิถีการดำเนินชีวิตที่ชอบอพยพย้ายถิ่นฐาน พื้นที่ไร่บริเวณไหนเสื่อมก็ไปหาพื้นที่ใหม่ ดังนั้นแนวคิดการอนุรักษ์ต่างๆ พี่น้องชาวลาหู่จะไม่ค่อยให้ความสำคัญ แต่ชาวแม่ละนายังไม่ลดละ พยายามดึงชาวลาหู่มาร่วมอนุรักษ์ให้ได้ ช่วงหลังๆ เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นมาก็ได้ชวนชาวลาหู่ไปช่วยดับไฟ ชวนทำแนวกันไฟ บางครั้งเขาก็ไปช่วย แต่หลังจากนั้นวิถีการผลิตของเขาก็เข้าสู่รูปแบบเดิม คือเมื่อไรดินในไร่เสื่อมก็มีการหาพื้นที่ทำกินใหม่
จุดเริ่มต้นการจัดการไฟป่า
ช่วงปี 2527-2528 หน่วยงานภาครัฐเริ่มเข้ามาจัดการพื้นที่ป่า มีการเข้มงวดเรื่องการบุกรุกป่ามากขึ้น ดังนั้นกรณีนี้จึงเป็นผลให้ชาวลาหู่ที่ตั้งหมู่บ้านอยู่รายรอบบ้านแม่ละนาไม่สามารถอพยพโยกย้ายที่ตั้งหมู่บ้านรวมทั้งพื้นที่ทำกินได้อีกต่อไปจึงมีการก่อเป็นตั้งหมู่บ้านถาวรขึ้นมา กอปรกับในปี 2537 โครงการไทย-เยอรมัน ได้เข้ามาในพื้นที่ส่งเสริมให้ชาวลาหู่ปลูกพืชเมืองหนาวแทนการทำไร่ พร้อมกับส่งเสริมให้ชาวบ้านอยู่กับที่ หยุดการอพยพโยกย้ายหมู่บ้าน
ชรินทร์ จรรยาไพจิตร ผู้ใหญ่บ้านแม่ละนา กล่าวว่า ช่วงที่หน่วยงานภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องการบุกรุกป่าช่วงปี 2527-2528 นั้น เป็นผลให้พี่น้องชาวลาหู่หยุดการอพยพ และยุติการขยายพื้นที่ทำกิน และในปี 2537 โครงการไทย-เยอรมัน เข้ามาส่งเสริมการเกษตรให้แก่ชาวบ้านด้วยการปลูกพืชเมืองหนาว ซึ่งถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง พี่น้องลาหู่เริ่มเปลี่ยนระบบการผลิต จากเดิม 80-90% ที่เคยทำไร่ ก็หันมาทำนาและปลูกพืชเมืองหนาวกันมากขึ้น แต่เนื่องจากข้อจำกัดด้านลักษณะพื้นที่ที่เป็นภูเขาสูง ทำให้บางส่วนยังต้องทำไร่ต่อไปบ้าง และที่สำคัญผลจากการตั้งถิ่นฐานเป็นหมู่บ้านถาวรทำให้พี่น้องชาวลาหู่เหล่านั้นต้องหาแหล่งน้ำในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ซึ่งนั่นหมายถึงลำห้วยแม่ละนา และกล่าวได้ว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พี่น้องชาวลาหู่ 3-4 หมู่บ้านได้หันหน้ามาฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ร่วมกันกับชาวแม่ละนา
ชรินทร์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นช่วงปี 2536-2538 จึงเกิดการหารือปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน พูดคุยถึงสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นว่าจะจัดการแก้ไขร่วมกันได้อย่างไร เพราะหากพิจารณาโดยภาพรวมแล้วหมู่บ้านใดหมู่บ้านหนึ่งจะจัดการเพียงลำพังไม่ได้ ซึ่งจากการพูดคุยตอนนั้นทุกหมู่บ้านก็เห็นพ้องต้องกันว่าหากลำห้วยแม่ละนาแห้งขอด ทั้ง 6 หมู่บ้านที่พึ่งพาลำน้ำสายนี้จะได้รับผลกระทบ ดังนั้นจำเป็นต้องร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ป่าเหล่านั้น
จุดเริ่มต้นในการหารือในทางออกแห่งปัญหาครั้งนั้น เป็นผลให้ช่วงปี 2538-2539 ชุมชนเหล่านั้นได้รวมตัวเป็น "เครือข่ายชาวไทยภูเขา" ร่วมกันแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชน ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะด้านทรัพยากรเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม อาชีพ การแก้ปัญหายาเสพติดในพื้นที่อีกด้วย
ชรินทร์ เผยอีกว่า หากจะมองแค่ประเด็นการแก้ปัญหาทรัพยากรนั้น ผลจากการหารือกันช่วงนั้น เบื้องต้นมีการตกลงกันว่าห้ามบุกรุป่า ส่วนในการเผาไร่หรือพื้นที่ทำกินอื่นๆ ต้องมีการทำแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่นๆ เช่น ลุกลามไปยังพื้นที่ป่า หรือลามเข้าหมู่บ้าน รวมทั้งอาจลามไปยังพื้นที่ของคนอื่นก็ได้ ทั้งนี้เพราะการเผาไร่เผาสวนของแต่ละคนอาจไม่ได้เผาในเวลาเดียวกัน เพราะความพร้อมของพื้นที่ทำกินไม่เหมือนกัน อย่างพื้นที่ของตนอาจไปถางทิ้งไว้ก่อนสักเดือนแล้วค่อยเผา แต่ของอีกคนเพิ่งมาถางในเดือนนี้ ทีนี้ความแห้งของวัชพืช หญ้าต่างๆ ในพื้นที่ที่จะเผายังไม่แห้งดี ดังนั้นใครพร้อมก่อนก็เผาก่อน ขณะที่พื้นที่ไร่หรือสวนของอีกคนนั้นยังไม่แห้ง หากเราไม่ทำแนวกันไฟมันก็จะลุกลามไปไหม้สวนของคนอื่น หรือว่าอาจจะเข้าในหมู่บ้านไปเลย ดังนั้นจึงต้องให้ทำแนวกันไฟแล้วค่อยเผาจึงจะปลอดภัย
แต่อย่างไรก็ตาม กรณีมีการเผาแล้วจัดการไม่ดี ไฟลุกลามออกจากพื้นที่ก็จะมีการพิจารณาหาบทลงโทษ อย่างการปรับเป็นเงิน เป็นต้น
"สำหรับการเผานั้นเป็นวิถีการเพาะปลูกของคนบนดอย ไม่ว่าอยู่เผ่าไหนก็ต้องอาศัยการเผาทั้งนั้น แต่ปัญหาคือเราต้องควบคุมไฟให้ได้ไม่ให้ลุกลามไปที่อื่น ส่วนการทำแนวกันไฟนั้นชาวแม่ละนาทำมานานแล้วตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทั้งรอบไร่ รอบสวน รอบหมู่บ้าน มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กำลัง จนกลายเป็นวิถีของเราไปแล้ว" ชรินทร์ กล่าว
การจัดการไฟป่า ที่มากกว่าการควบคุมไฟ
สำหรับการจัดการไฟป่าชุมชนแม่ละนานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้น เพราะที่จริงแล้วชุมชนที่นี่ยังมีการจัดการป่าในรูปแบบป่าชุมชนด้วย
กรณีนี้ ผู้ใหญ่บ้านแม่ละนา เล่าว่า ป่าชุมชนนั้นมีการจัดตั้งมานานตั้งแต่สมัยรุ่นปู่ย่าตายายแล้ว มีเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ แต่เดิมทีชาวบ้านไม่ได้เรียกว่าป่าชุมชน ชาวบ้านเข้าใจร่วมกันว่าเป็นพื้นที่ป่าที่ต้องจัดการ ดูแลรักษาร่วมกัน ห้ามบุกรุกเพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำกิน คือห้ามเข้าไปยุ่ง หรืออย่างการบวชป่าอะไรต่างๆ นั้น ชาวบ้านจะไม่ทำกันเพราะปล่อยไว้เป็นธรรมชาติของมันก็ดีอยู่แล้ว หรืออย่างการเลี้ยงผีป่า ผีน้ำอะไรต่ออะไรนั้นก็มีการทำกันบ้าง คือชาวบ้านมีความสำนึกอยู่ตลอดว่าพื้นที่ตรงนั้นต้องไม่แตะต้อง ไม่มีใครกล้าไปตัดฟันเพราะกลัวผี กลัวว่าผีจะมาหักคอบ้าง ส่วนมากคนไทใหญ่หากเป็นพื้นที่ต้นน้ำเขาจะไม่ทำ
ชรินทร์ บอกอีกว่า หากเราขาดป่าก็เหมือนกับเราไม่มีชีวิต เพราะว่าทุกวันนี้เราต้องอาศัยน้ำ ต้องอาศัยดิน ต้องอาศัยป่า และน้ำดินป่าต้องพึ่งพาอาศัยกัน ถ้าไม่มีป่าก็ไม่มีน้ำ ถ้าไม่มีน้ำดินมันก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราฉะนั้นต้องเกื้อกูลกัน และนั่นเป็นชีวิตของเรา
ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องรักษาตรงนี้เอาไว้ อย่างบ้านแม่ละนาหากไม่มีป่า น้ำก็ลด นาก็ทำไม่ได้ พอทำนาไม่ได้เราก็ไม่มีข้าวกินก็เดือดร้อน เพราะฉะนั้นเราจำเป็นต้องรักษาโดยกาหาวิธีการเพื่อที่จะอนุรักษ์ตรงนี้ ส่วนการสร้างสำนึกเราก็ไปดึงเอาวัฒนธรรมของไทใหญ่มา เพราะเป็นวัฒนธรรมที่อยู่กับป่าอยู่แล้ว อย่างพระพุทธองค์ตอนที่จะเสด็จเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จอยู่ใต้ต้นโพธิ์ เพราฉะนั้นคนไทใหญ่จะไม่ตัดโค่นเพราะเชื่อว่าเป็นไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์ อีกอย่างคือต้นโพธิ์เป็นไม้ที่อมน้ำมากที่สุด อย่างเมื่อเราไปตัดน้ำก็จะไหลออกมาทันที อันนี้ก็เป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษที่จะต้องรักษาเอาไว้ ก็เหมือนกับพี่น้องปกาเกอะญอที่มีป่าสะดือ ป่าเดปอ แต่เราก็มีวิธีของเรา
อย่างไรก็ตาม ระยะ 15-20 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสป่าชุมชนเริ่มปรากฏเป็นที่รู้จักแก่สาธารณะ รวมทั้งมีรูปแบบการจัดการ การใช้ประโยชน์ การดูแลรักษาที่ชัดเจน ชาวบ้านจึงประยุกต์รูปแบบเหล่านั้นมาใช้กับการจัดการเดิม กล่าวคือมีการตั้งกฎระเบียบต่างๆ ขึ้นมาจัดการ การกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน การตั้งคณะกรรมการป่าชุมชน การจัดกิจกรรมบวชป่า เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับพื้นที่ป่าชุมชนจำนวน 500 ไร่นั้น ชาวแม่ละนาไม่สามารถจัดการเพียงลำพังได้ ต้องอาศัยความร่วมมือกับชาวลาหู่ที่อยู่รายรอบ ขณะที่ในเนื้อที่ป่าชุมชน 500 ไร่ นั้นจะมีการแบ่งความรับผิดชอบเป็น 3 โซน ในแต่ละโซนก็จะมีการแบ่งย่อยลงไปอีกเป็นเขตป่าต้นน้ำ ตรงนี้ต้องอนุรักษ์ไว้ เขตที่ใช้ทำประปาภูเขาที่ใช้ในแต่ละหมู่บ้าน และเขตที่ใช้ประโยชน์ สามารถเก็บหาของป่า ทั้งเห็ด หน่อไม้ สมุนไพรต่างๆ ได้ โดยในแต่ละโซนนี้จะมีคณะกรรมการรับผิดชอบอีกที
"แต่ละโซนก็ตั้งโครงสร้างเป็นของตัวเอง มีกลุ่มสมาชิก มีกฎเกณฑ์ในการจัดการ พอจะเข้าฤดูร้อน เราก็กลัวไฟที่มันจะไหม้ออกมาเราก็จำเป็นต้องช่วยกันเข้าไปทำแนวกันไฟ คือจะมีผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลตลอดเวลา กลัวว่าใครจะไปฟันที่ท่อประปาบ้าง มียามไปตรวจตลอดเวลา คือต้องเข้าใจว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่เหมือนกับพื้นที่ราบที่มีคลองส่งน้ำเพียงเท่านั้นก็จบ แต่พื้นที่บนนี้ไม่มีคลองส่งน้ำเข้านา เราต้องใช้ระบบประปาภูเขา มีท่อส่งน้ำบ้าง โซนไหนรับผิดชอบที่ไหนก็จัดการส่วนตรงนั้นไป แต่ในเรื่องของการออกแรงอย่างทำแนวกันไฟเราช่วยกัน" ผู้ใหญ่บ้านแม่ละนา กล่าว
รายละเอียดการจัดการไฟป่า
สุบิน ชนสารทวีคูณ ชาวบ้านแม่ละนา เล่าว่า จากปัญหาไฟป่าที่เกิดขึ้นทุกปี ดังนั้นหัวใจสำคัญในการจัดการไฟป่าของชุมชนแถบนี้คือการทำแนวกันไฟ จากเดิมที่ทำในเชิงบุคคล พื้นที่ใครพื้นที่มัน ก็มีการจัดการที่เป็นระบบมากขึ้น อีกทั้งช่วงที่ผ่านมาการอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานของพี่น้องชาวลาหู่ที่นำไปสู่การบุกรุกป่านั้นยิ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ชาวแม่ละนาต้องคิดหามาตรการจัดการที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการกันแนวเขตที่ทำกินออกจากเขตป่า ดังนั้นวิธีการที่ง่ายที่สุดการต้องทำแนวกันไฟ
สุบิน เล่าอีกว่า การทำแนวกันไฟนั้นจากเดิมที่ทำแบบตัวใครตัวมัน แต่จากการพูดคุยและเกิดเครือข่ายชาวไทยภูเขาขึ้นมาก็หันมาทำร่วมกันหลายๆ หมู่บ้านทั้งชาวไทยใหญ่และชาวลาหู่ โดยจะทำร่วมกันในส่วนของพื้นที่ป่า ซึ่งมีความยาวรวมกันนับสิบกิโลเมตร ส่วนพื้นที่ตัวหมู่บ้านและพื้นที่ทำกินนั้น แต่ละหมู่บ้านก็ต้องไปรับผิดชอบจัดการกันเอง อย่างเฉพาะของแม่ละนานั้นมีความยาวประมาณ 5-6 กิโลเมตร ส่วนช่วงเวลาที่ทำแนวกันไฟนั้นจะทำในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี ซึ่งการทำแนวกันไฟแม้ไม่สามารถแก้ปัญหาการเกิดไฟป่าได้ แต่สามารถป้องกันการลุกลามของไฟได้
นอกจากนี้ โดยสัญชาตญาณของชาวบ้าน หากเจอไฟป่าที่ไหนก็ต้องช่วยกันดับ หรืออย่างในกรณีเกิดไฟป่าในพื้นที่หมู่บ้าน ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ต้องออกไปช่วยกันดับ โดยผู้ใหญ่บ้านจะประกาศทางหอกระจายข่าวชาวบ้านก็จะมารวมตัวกัน แต่ละคนก็จะเตรียมอุปกรณ์การดับไฟติดตัวมาด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นไม้ไผ่สานซึ่งจะใช้ตีไฟ หรือบางส่วนก็จะหาเอาเองในบริเวณพื้นที่ที่มีไฟ ซึ่งก็ได้แก่พวกกิ่งไม้ต่าง ซึ่งสามารถใช้ตีไฟดับด้วยเช่นกัน วิธีการเหล่านี้นับเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านที่ทำกันมานาน
ขณะที่ถังบูโดที่ใช้สะพายใส่น้ำเพื่อฉัดพ่นใส่เปลวไฟนั้น ชาวบ้านจะไม่นิยมใช้เพราะหากใส่น้ำเต็มจะมีน้ำหนักมาก ไม่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย เพราะสภาพพื้นที่ที่เป็นเทือกเขาสูงทำให้ต้องออกแรงเยอะ อีกทั้งเมื่อน้ำหมดถังก็ต้องลงไปยังลำห้วยเพื่อเติมน้ำเข้าไปใหม่ ดังนั้นวิธีนี้จึงไม่เป็นที่นิยมเพราะไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและลักษณะพื้นที่
"ที่ผ่านมานั้นหน่วยจัดการไฟป่าก็เคยเข้ามาในพื้นที่ เขามาอบรมชาวบ้านในการป้องกัน การดับไฟป่า มอบอุปกรณ์พวกถังบูโด ไม้ตีไฟ แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน มันเป็นวิธีการสมัยใหม่ที่ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นการจัดการเหล่านี้เราจึงให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่มากกว่า
แรงกดดันจากภายนอก
อย่างไรก็ตาม ในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีการเข้มงวดในการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ดังนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงสั่งการและมอบอำนาจให้นายอำเภอแต่ละอำเภอไปจัดการแก้ปัญหา นายอำเภอก็มอบอำนาจให้ผู้ใหญ่บ้านแต่ละหมู่บ้านไปรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการจัดการในพื้นที่ทำกินทั้งไร่ สวน นา ชาวบ้านคนใดเผาไร่เผาสวนโดยไม่แจ้งก็ผู้ใหญ่บ้านก็จะมีความผิด หรือหากแจ้งแล้วแต่ไฟเกิดลุกลามเข้าไปในป่า หากเจ้าหน้าที่จับได้ก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย แต่สำหรับพื้นที่แม่ละนาแล้วถือว่าสิ่งเหล่านี้มีการทำกันมานานแล้ว จึงไม่ส่งผลกระอะไรมากมายนัก
นอกจากนี้ ระยะหลังช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ก็เข้ามาสนับสนุนการจัดการไฟป่าของชาวบ้านในตำบลปางมะผ้าซึ่งมีทั้งหมด 11 หมู่บ้านด้วย โดยเฉพาะการสนับสนุนด้านงบประมาณ อย่างการทำแนวกันไฟ อบต.จะสนับสนุนหมู่บ้านละ 2,000 บาท รวมทั้งในช่วงฤดูแล้ง 4 เดือน ที่มีความเสี่ยงในการเกิดไฟป่า อบต.ได้เข้ามาว่าจ้างชาวบ้านหมู่บ้านละ 3-4 คน ให้ไปเดินตรวจป่า โดยมีค่าตอบแทนในช่วง 4 เดือนนั้น และในการเดินตรวจป่านั้นหากพบไฟป่าก็ต้องช่วยกันดับ หากดับเอง 3-4 คนไม่ไหวหรือเกินกำลัง ก็ต้องให้ชาวบ้านในหมู่บ้านมาช่วย
การเข้ามาของ อบต.ด้วยวิธีการสนับสนุนด้านงบประมาณนั้น สุบิน บอกว่าไม่ได้เป็นที่ต้องการของชาวบ้านแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะในการดำเนินการนั้นชาวบ้านทำกันเองมานานโดยไม่ต้องใช้ตัวเงินมาเป็นปัจจัยหลัก แต่หาก อบต.สนับสนุนด้วยวิธีเช่นนี้นานๆ เข้าชาวบ้านก็อาจคล้อยตาม คล้ายกับว่าหากจะทำแนวกันไฟขึ้นมาก็ต้องนั่งรองบประมาณ หากไม่มีงบก็ทำไม่ได้ แต่หากเราทำแบบเดิม เอาสึกนึกและภูมิปัญญาที่มีเป็นทุนมาเป็นตัวตั้งเราก็สามารถทำกันเองต่อไปได้
"สิ่งที่ อบต.สนับสนุนนั้นดี แต่เรามองว่าส่วนที่เกิดมาจากความต้องการของชุมชนคือความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่า เราต้องการความร่วมมือ ความช่วยเหลือกัน แต่ส่วนที่เกิดมาจากภายนอกนั้นเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องงบประมาณ ซึ่งมันคนละเรื่อง เราไม่ได้ต้องการเงินเป็นตัวนำ ดังนั้นหากมีเรื่องงบประมาณมาเกี่ยวข้องอาจทำให้เจตนารมณ์ของชาวบ้านเปลี่ยนไป เราจะไม่มีเวทีที่จะมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกัน เมื่องบประมาณมาปีละครั้งเราก็ไปช่วยกันแค่นั้นเอง แต่ที่เราทำตรงนี้เราไม่ใช้เงินสักบาทแต่เราก็ทำกันได้ สิ่งที่ทำมันเกิดจากสำนึกกลายเป็นคุณค่า แต่ในส่วนของ อบต.นั้นจะเป็นเพียงการสร้างมูลค่าเท่านั้นเอง" สุบิน กล่าว
ผลที่ได้
อย่างไรก็ตาม แม้ในการดำเนินการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จะมีปัญหาอุปสรรค แต่จากการหันหน้ามาคุยกัน ร่วมแรงร่วมใจจัดการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าขึ้นมานั้นเป็นผลให้สภาพป่ารายรอบหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ขึ้น รวมทั้งไฟป่าแม้จะยังเกิดขึ้นทุกปีแต่ก็ถือว่าลดปริมาณและความรุนแรงลงจากเมื่อก่อนมาก ชาวบ้านสามารถจัดการควบคุมได้ ขณะเดียวกันวิถีชีวิต การประกอบอาชีพต่างๆ ก็มีความมั่นคงมากขึ้น
ต่อเรื่องนี้ จำรูญ วงศ์จันทร์ เล่าว่า ผลจากการร่วมมือกันอนุรักษ์ป่าไม้ที่ผ่านมานั้น ปัจจุบันส่งผลในแง่บวกแก่ชุมชนต่างๆ ในบริเวณนี้เป็นอย่างมาก ผืนป่าอุดมสมบูรณ์ขึ้น ส่งผลให้แหล่งน้ำดีขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะน้ำจากลำห้วยแม่ละนาสามารถหล่อเลี้ยงชุมชนต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แม้ในช่วงฤดูแล้งอาจลดปริมาณลงไปบ้างแต่ถือว่าดีกว่าเมื่อก่อน ส่วนด้านการประกอบอาชีพนั้น อย่างนา ไร่ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมี่ยง สวนมะม่วง บ๊วย มะขามก็ได้ผลผลิตดีขึ้น หรือพืชบางชนิดที่เพิ่งเข้ามาใหม่อย่างคาลิเนีย ซึ่งเป็นพืชที่ระยะแรกต้องการน้ำมาก แต่เมื่อเติบโตก็ลดความต้องการน้ำลง สามารถที่จะยืนด้วยตัวเองได้โดยไม่ต้องดูแลในเรื่องน้ำมากก็ไม่มีปัญหา เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านพยายามที่จะอยู่ไปตามธรรมชาติ กินไปตามธรรมชาติ มีอะไรก็กินไม่ต้องไปซื้อ แต่ปัจจุบันผลผลิตที่ได้สามารถนำไปขายสร้างรายได้แก่ชาวบ้าน
ส่วนผลที่ได้นอกไปจากได้ความอุดมสมบูรณ์คืนมาแล้ว จำรูญ ยังบอกอีกว่าชุมชนเองก็มีความเข้มแข็งขึ้น โดยเฉพาะภูมิปัญญารวมทั้งวัฒนธรรมต่างๆ ที่ไม่ถูกทอดทิ้ง มีการสืบทอดไปยังเยาวชนด้วย เช่น คณะกรรมการไฟป่าก็มีตัวแทนเยาวชนร่วมอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการเรียนรู้ต่างเผ่าพันธุ์ทั้งไทใหญ่ ลาหู่ จากเดิมที่เคยมีอคติก็เปลี่ยนไปเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน เกิดการเคารพกันมากขึ้น. |