|
"มณี บุญรอด" ในหัวโขนรองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดร และอีกฐานะหนึ่งคือ ครูสอนวิชาประชาธิปไตยแห่งโรงเรียนคนฮักถิ่น จะเปิดบทเรียนประชาธิปไตยในความหมายของพวกเธอพร้อมกับทรรศนะเรื่องชนชั้น ทำไมคนเมืองกับชาวนาในชนบทอย่างพวกเขาแรงที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับโครงการ ขนาดยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะเข้ามาทำลายท้องถิ่นให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาลจึงไม่เหมือนกัน พร้อมตามสถานการณ์ร้อนๆ เรื่องเหมืองแร่โปแตซว่าในปัจจุบันดำเนินไปถึงจุดไหน...
สถานการณ์เหมืองแร่โปแตซตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ก็เงียบไปแล้ว เพราะว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกแม่เตะเข้าโกล์ไปแล้ว หมายความว่าน๊อค
น๊อคอย่างไร
คือตอนปี 2543 เขาผ่านอีไอเอโดยที่ยังไม่ได้ทำ เราจึงไปยื่นหนังสือให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ่อใหญ่ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์มีคำสั่งให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะอ่านอีไอเอของ บริษัทที่เขาผ่านผู้ชำนาญการ ว่าผ่านไปได้อย่าง ซึ่งผ่านโดยประชาชนในพื้นที่ยังไม่มีส่วนร่วม จึงมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะอ่านอีไอเอ เมื่ออ่านไปแล้วนักวิชาการก็บอกว่ามันใช้ไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด บริษัททำอีไอเอเฉพาะแต่พื้นที่โรงงานที่เขาซื้อที่ดิน คือแค่ 2,000 ไร่เท่านั้น แต่ว่ารัศมีของเหมืองนั้นตั้ง 25 ตารางกิโลเมตร แล้วก็ไม่มีมาตรการป้องกันอะไร มีประเด็นที่ผิดไปถึง 26 ประเด็น นักวิชาการจึงไม่ยอมรับอีไอเอฉบับนั้น จึงมีข้อเสนอให้ยกเลิก ให้ทำใหม่ คือว่านับศูนย์ใหม่ บริษัทก็ออกมาบอกว่าเขาจะไม่ยกเลิก แต่ว่าจะทำเพิ่มเติมเท่านั้น แต่ว่ากระบวนการที่บริษัททำเพิ่มเติมนั้นเขาก็ไม่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เหมือนเดิม บริษัทก็ไปจ้างนักวิชาการมหาวิทยาลัยขอนแก่นมาทำใหม่ ชาวบ้านก็บอกว่าไม่เอา ใครจะมาทำมาอย่างไรก็ไม่เอา ถ้าหากว่าประชาชนไม่มีส่วนร่วม
อย่างน้อยที่สุดการที่บริษัทจะมาทำอะไรในผืนดินที่ประชาชนอาศัยอยู่ อย่างน้อยที่สุด ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วม
ใช่ๆ บริษัทไม่ต้องการประชาชน เขาต้องการเพียงให้นักวิชาการวิชาเกินนั่งเขียนอยู่ที่โต๊ะของเขา ชาวบ้านก็ไม่ยอม เพราะว่าเราเป็นเจ้าของพื้นที่ จะทำอะไรก็ต้องให้ชาวบ้านรู้ด้วย
พื้นที่ของการทำเหมืองบริษัทยังเล็งว่าจะทำในพื้นที่เดิม
เหมืองโปแตซนั้นอยู่ในจังหวัดอุดรธานีทั้งหมด แต่ว่าเขาจะแบ่งเป็นแหล่งอุดรใต้และอุดรเหนือ แหล่งอุดรใต้มีพื้นที่ทั้งหมด 25,000 ไร่ อุดรเหนือ 45,000 ไร่ รวมทั้งหมด 70,000 ไร่ แต่ว่าทางบริษัทบอกว่าจะทำในพื้นที่อุดรใต้ก่อน คือ 4 ตำบลใน อ.ประจักษ์ศิลปาคม และ 1 ตำบลใน อ.เมือง
เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในพื้นที่ อ.เมืองและ อ.ประจักษ์ศิลปาคมซึ่งใน อ.ประจักษ์ศิลปาคมชาวบ้านส่วนใหญ่โดยพื้น ฐานเป็นเกษตรกร ต่างจากใน อ.เมืองที่คนส่วนใหญ่มีฐานเรื่องการค้าขาย อยากรู้วาความรับรู้ของพวกคนในเมืองนั้นเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขามีท่าที อย่างไรบ้างกับเรื่องเหมืองแร่โปแตซ
พวกแม่ก็ไปเปิดเวที ไปเดินรณรงค์ แล้วก็ไปแจกใบปลิวให้คนเมืองทราบเป็นปีๆ ไปเปิดเวทีอยู่ที่ทุ่งศรีเมืองเพื่อให้คนเมืองอุดรไปรับฟัง เขาก็มีไปรับฟังบ้าง แต่ว่าเขาก็เป็นคนเมืองเนอะ เขาก็ขายของ ขายอะไรไป ไม่สนใจเหมือนคนบ้านนอกเหมือนเรา
ทำไม
เพราะว่าคนบ้านนอกเราทำมาหากิน วิถีชีวิตของพวกเขาตื่นขึ้นมาก็ไปทำไร่ทำนา ไปหาปูหาปลา หากบหาเขียด หาหอยหาปู ถ้าหากมีเหมืองโปแตซเกิดขึ้น ชาวบ้านก็คิดว่าวิถีชีวิตในส่วนนี้ของเขาจะหายไป ชาวบ้านจึงลุกขึ้นมาต่อสู้ มารับรู้ข้อมูลร่วมกัน จับมือกัน
ต่างกับคนเมืองที่ไม่ได้หากินกับผืนดิน
ค่ะ เขา (คนเมือง) ก็เห็นผลกระทบอยู่ แต่ว่าก็ไม่ไปกับชาวบ้าน แต่ถาหากว่าจะถามจริงๆ ว่าเห็นด้วยไหม เขาก็ไม่เห็นด้วยหรอก แต่ว่าชุมชนของแม่มันก็เป็น 3 ฝัก 3 ฝ่าย นั่นแหละ ส่วนหนึ่งมันก็สู้ ส่วนหนึ่งมันก็ไปกับบริษัท อีกส่วนหนึ่งมันก็อยู่เฉยๆ ก็เป็นอย่างนั้น ฝ่ายต่อสู้เยอะกว่า ฝ่ายบริษัทน้อย ส่วนฝ่ายที่อยู่เฉยๆ เราพยายามที่จะเข้าไปบอกเขาให้ลุกขึ้นมา บอกเขาว่าลูกหลานจะไม่มีที่อยู่ แล้ววิถีชีวิตของเราจะเปลี่ยน ไม่มีกุ้งหอย ไม่มีปลา ทำนาไม่ได้ เพราะว่าจะไม่มีใครรับรองเรา ถ้าหากว่ามีผลกระทบเกิดขึ้น แม้แต่กฎหมายเขาก็ไม่รับรองเรา ไปออกกฎหมายที่บอกว่าเรามีสิทธิแต่เพียงหน้าดินเท่านั้น ชาวบ้านมีสิทธิเพียงแค่ 100 เมตรเท่านั้น ลึกลงไปจากนั้นจะเป็นสิทธิของรัฐบาลที่จะให้ใครก็ได้โดยไม่ขออนุญาตเจ้าของ พื้นที่ข้างบน นี่คือเรื่องใหญ่ เราก็บอกชาวบ้านเราว่าทำอย่างนั้นไม่ได้
แม่วิเคราะห์ให้เห็นหน่อยว่า เรื่องใหญ่ นี่มีความหมายอย่างไร
เราจะอยู่ไม่ได้ วิถีจะเปลี่ยน ชาวบ้านจะอาศัยข้าวในนา ปลาในน้ำ ถ้าหากว่ามันมีโครงการเกิดขึ้นนี้ น้ำเราก็จะเค็ม นาของเราก็จะทำไม่ได้ ดินเราก็เค็ม ต้นไม้อะไรตายหมด เพราะว่าเมื่อเขาเอาแร่ขึ้นมาบดนั้นมันจะกลายเป็นฝุ่นละอองแล้วเกลือที่เขา แยกออกจากแร่ก็จะกองเอาไว้ ความยาวประมาณ 1,000 เมตร ความกว้าง 600 เมตร และความสูง 40 เมตร ไม่มีหลังคาปกคลุม ซึ่งเวลาที่ถ้าหากฝนตกมันก็จะชะล้างลงไปในทุ่งไร่ทุ่งนาของพวกแม่นี่แหละ เพราะว่าพื้นที่ข้างเคียงก็เป็นที่นา เป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน บริเวณนั้นก็จะเป็นสันปันน้ำที่มีความสูง และจะไหลไปได้ทุกทิศทุกทาง เราก็กลัวว่าที่เขาบอกว่าเขาเอาเกลือขึ้นมานั้น จะทิ้งไว้ 5 ปี แล้วปีที่ 6 เขาก็จะเอาไปถมกลับที่อุโมงค์เกลือ พวกแม่ก็ไม่เชื่อเพราะว่ามันเป็นเงินเขา พวกเขาหลอกลวงเฉยๆ เพราะว่าเกลือมันเป็นวัตถุดิบสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม มันทำได้หลายอย่าง ซึ่งในแร่ 100 เปอร์เซ็นต์ มันจะเป็นโปแตซ 30 เปอร์เซ็นต์ และเป็นเกลือ 70 เปอร์เซ็นต์ แม่ก็บอกว่าเกลือที่กองเอาไว้ แค่อายเกลือมันก็ตายแล้ว มันถูกน้ำถูกอากาศ แล้วไม่มีหลังคาปกคลุม แล้วพวกแม่ก็ว่าวิถีชีวิตของพวกแม่จะไม่มี ก็เลยบอกว่าไม่เอา ไม่เชื่อ ถ้าหากจะทำจริงๆ ก็ต้องมีมาตรการที่ดีๆ หน่อย
ถ้าหากมีมาตรการดีๆ ก็จะให้เขาทำ
เขาก็บอกว่าพวกเขามีเทคโนโลยีที่ดี บอกว่าจะป้องกันอย่างไร อย่างเช่นในเรื่องฝุ่นก็จะปลูกต้นไม้โตเร็ว เราก็ถามกลับว่าฝุ่นละอองที่มันจะกระจายมาจากกองเกลือที่สูง 40 เมตรนั้น ต้นไม้อยู่ที่ไหนมันจะสูงถึง 40 เมตร ชาวบ้านถามไปก็ตอบชาวบ้านไม่ได้ เราก็เกิดไม่มั่นใจ แม่ก็ว่าบริษัทมันโกหก ตอนนี้ก็สู้กันไปสู้กันมา ถามกันไปถามกันมา ตอนท้ายๆ ก็ได้ยินข่าวว่านายสมพร ไช้บางยาง รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นกรรมการระดับประเทศเพื่อจะให้ตั้งกรรมการศึกษา เรื่องเหมืองโปแตซ พวกแม่ก็เลยบอกว่าคนทั่วไปเขาไม่รู้หรอกว่าเหมืองโปแตซนั้นมีผลกระทบกับพวก แม่อย่างไร กลุ่มอนุรักษ์อุดร ต่อสู้กันมามีคนร่วมต่อสู้ราว 2-3,000 คน แต่ว่าจะให้แม่คนเดียวเป็นกรรมการ พวกแม่ก็เลยไม่เอา ไปยื่นหนังสือกับผู้ว่า แล้วก็กรรมการที่เขาตั้งขึ้นมา เราขอเขาว่าให้หยุดได้ไหม กรรมการชุดนี้ เขาก็บอกว่าหยุดไม่ได้ เป็นอำนาจของเขา
วันที่เขาเปิดประชุม ในเมื่อพวกแม่ยื่นหนังสือไปแล้วเขาไม่ฟัง พวกแม่ก็เลยขึ้นไป เขาก็บอกว่าถ้าหากชาวบ้านไม่ได้เป็นกรรมการเขาจะไม่ให้เข้าร่วม แม่จึงไปเถียงว่าประชาชนอยากจะฟัง แม่ก็เถียงเขา แล้วก็มีการล้มเวที
ย้อนกลับมาเรื่องอาชีพเกษตรกรในพื้นที่ แม่มองอย่างไรบ้าง สมมติว่าถ้าหมดรุ่นแม่ไปแล้ว จะมีคนรุ่นต่อๆ ไปขึ้นมาทำแทนไหม
พวกแม่ก็ทำทุกวิถีทาง เดี๋ยวนี้พวกแม่ก็ตั้งโรงเรียนคนฮักถิ่นขึ้นมา วันที่ 10 ที่ผ่านมา เราก็เอานักเรียนของเราไปแจกใบปลิวตั้ง 3 คันรถเด็กนักเรียน ป.3 ประมาณ 40 คน แต่ว่านักเรียนแม่มีประมาณ 90 คน
ใบปลิวอะไร
เรื่องโครงการเหมืองแร่โปแตซนี่แหละ เราก็เขียนบอกว่าเราไม่เอาโครงการนี้ เพราะว่ามันมีผลกระทบกับวิถีชีวิตของเรา ก็อธิบายเหตุผลไป
ตอนนี้แม่ทำอาชีพเกษตร เด็กนักเรียน 90 คนนี้ แม่หวังให้พวกเขามาดูแลผืนดินของแม่ต่อไป
ใช่ๆ ให้เขาดูแลผืนดิน ที่โรงเรียนก็จะมีครูสอนเรื่องเกษตร ครูเกษตรเขาก็จะพานักเรียนไปที่ทุ่งไร่ ทุ่งนา แล้วก็มีครูนิเวศน์ที่พาไปดูนิเวศน์บ้านเรา ว่าถ้าหากมีโรงงาน น้ำมันก็จะไหลลงไปที่หนองหานภุมวาปี ถ้าอย่างแม่นี่เป็นครูสอนประชาธิปไตย
ครูประชาธิปไตย! แล้วเนื้อหาที่แม่สอนมีอะไรบ้าง
ก็เรื่องประชาธิปไตย เรื่องการมีส่วนร่วม การรู้กฎหมาย สิทธิของเรา แม่ก็บอกว่าต่อไปนี้โครงการอย่างเหมืองแร่โปแตซจะมาอยู่ในพื้นที่ของเรา ลูกต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ มาดูว่าสิทธิของเราคืออะไร เรามีสิทธิไหม กฎหมายเขาเขียนอย่างไร เราอย่าไปอยู่เฉยๆ เพราะถ้าหากเราอยู่เฉยๆ เขาก็จะทำโครงการนี้ เราก็ไม่มีที่อยู่ เราก็บอกลูกหลาน เขาก็ฟัง
หลักการของประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าต้องฟังเสียงของคนส่วนมากหรือ
ก็ฟังเสียงคนส่วนมาก แต่ว่าถ้าหากมันไม่ดี เราก็ไม่เอา อย่างเช่นโครงการเหมืองแร่โปแตซที่เขาบอกว่าให้คนส่วนน้อยสละให้คนส่วนใหญ่ พวกแม่ก็บอกว่าถ้าหากมันไม่มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตเรา เราก็ให้ แต่ถ้าหากว่ามันยังมีผลกระทบกับเรา หรือว่ามันยังไม่คุ้มค่าหรือยังไม่จำเป็นจะเอาขึ้นมา เราก็อยู่ไปก่อน เราอย่าเพิ่งตัดสินใจ
หมายความว่าหลักประชาธิปไตยทั่วๆ ไปที่เขาว่าคนส่วนน้อยต้องยอมเสียสละให้คนส่วนใหญ่ แต่ว่าแม่มณีในฐานะที่เป็นครูประชาธิปไตยแล้ว มันก็ไม่ถูกต้อง
ถ้าหากมันผิดมันก็ผิด ถ้าหากประชาธิปไตยมันไม่เป็นประชาธิปไตย เขาไม่ฟังเสียงเรา ถ้าอย่างนั้นเขาก็อย่าไปเลือกปฏิบัติว่าคนส่วนน้อยหรือว่าคนส่วนใหญ่ คนส่วนน้อย หรือว่าคนส่วนมากมันก็ไม่เกี่ยวกันหรอก คือว่าประชาธิปไตยมันต้องฟังเสียงกันทั้งสองข้าง ถ้าหากเราเป็นประชาธิปไตยแต่เขาไม่ฟังเรา ถ้าหากเราเป็นคนกลุ่มน้อยแล้วเสียงส่วนมากไม่ฟังเรามันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย
ลึกๆ แล้วแม่มณีหวังอะไรกับนักเรียนของแม่บ้าง
หวังว่าให้เขาลุกขึ้นมาปกป้องบ้านเกิดเรา ถ้าหากพ่อแม่ตายไป ซึ่งตอนนี้อายุเยอะแล้ว ก็ให้ลูกมาทำเหมือนเดิม เพราะว่าเหมืองโปแตซนั้นมันจะอยู่กับเราไม่รู้แพ้รู้ชนะ เพราะว่าเมื่อเขาได้อาชญาบัตรพิเศษ หรือว่าสัญญานั้นมันจะเลิกง่ายๆไม่ได้ มันจะอยู่ไปอย่างนี้แหละถ้าเราแข็งพอ แต่ถ้าเราอ่อนวันไหน มันก็จะเอาเราวันนั้นแหละ
เด็กเป็นวัยที่ถูกรุมเร้าได้ง่าย แม่คิดว่าเด็กที่แม่สอนจะมีภูมิคุ้มกันแข็งแกร่งขนาดไหน
มีๆอย่างเช่นว่าเราพูดว่าวันนี้เราจะพาไปแจกใบปลิว หรือว่าไปเดินรณรงค์เด็กๆ ก็ไป เป็นคนไปทำงาน ให้เดินแจกใบปลิว เขาก็ไปเดินแจก เพราะว่าเขามีใจรักบ้านเกิด
เป็นความหวังได้
ใช่
เรื่องเหมืองโปแตซ ถ้าหากคิดในแง่ร้าย เหมืองสามารถดำเนินการได้จริงๆ คิดว่าตัวเองจะต้องไปอยู่ที่ไหน
ไม่มีที่อยู่ ทำนาก็ไม่ได้ นาที่เราเคยทำมาแต่พ่อแต่แม่แต่ปูย่าตายาย เลี้ยงชีวิตทุกชีวิต ส่งลูกเรียน ไปอยู่ที่อื่นเราก็ทำอะไรไม่ได้
ตอนนี้ลูกแม่มณีทำอะไร
เรื่องเรียนหนังสือนี่แม่ไม่ชอบ แม่ไม่ให้ลูกแม่เรียน แม่ให้เป็นเกษตรกร คนนั้นก็ให้นาไปแปลง คนนี้ก็ให้นาไปแปลง คือแม่จะมีสมบัติเยอะก็แบ่งลูกไป 3 คน ลูกๆ ก็ไปสร้างบ้านมีนา มีความ มีที่ปลูกบ้านที่แม่ปันให้ลูก ลูกๆ ก็ส่งหลานเรียน ตอนนี้หลานคนโตเรียนชั้นมหาลัย
แต่แม่ไม่ให้ลูกแม่เรียนเพราะว่าจบออกมาปริญญาเตะฝุ่นก็มี ทำนาได้เงินทุกปี เลี้ยงควายก็ได้เงิน ปลูกผักปลูกพริกก็ได้ขายได้กิน แม่ก็อยากให้ลูกมาทำเกษตรเหมือนแม่
ถ้าหากให้แม่เป็นนายกได้ แม่จะทำอย่างกับอาชีพเกษตรแม่มีวิถีชีวิตอยู่
ถ้าเขาพูดว่าจะให้บ้านเมืองเจริญ ด้วยเศรษฐกิจพอเพียงแม่ก็จะบอกว่าอย่าเพิ่งเอามันมาเลย ถ้าหากมันมีผลกระทบกับชุมชน แล้วจะให้เขาไปอยู่ที่ไหน เขาไม่มีที่อยู่แล้ว มีที่แค่นั้นก็ให้เขาอยู่ไปเถอะ อย่าทำเถอะ แต่ถ้าที่ไหนที่เขาเห็นด้วยก็ไปทำ แต่ถ้าหากที่ไหนเขาขัดขวาง ทำแล้วชีวิตเขาจะเปลี่ยนแปลงก็อย่าไปทำ
เพราะแม่คิดว่าข้าวเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกชีวิตของคน นายกมันก็กินข้าวเหมือนกัน นายอำเภอมันก็กินข้าวเหมือนกัน ถ้าไม่มีเหมืองแม่ว่าอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีข้าวมันก็อยู่ไม่ได้ ชีวิตจะไม่ยืนยาว.
|