|
19 กุมภาพันธ์ 2553
เรื่อง ขอเสนอความเห็น
เรียน ประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อปรับปรุงรายการ "โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ"
สิ่งที่ส่งมาด้วย
1. เอกสารแนบที่ 1 หนังสือ สาละวิน สายน้ำสามแผ่นดิน
2. เอกสารแนบที่ 2 หนังสือ ก่อนถ่ายทำจริง อภิมหาโครงการผันน้ำ กก อิง น่าน
3. เอกสารแนบที่ 3 เหมืองทองคำ "คุณภาพชีวิต" ดีขึ้นจริงหรือ เขียนโดย โสธิดา นุราช
ในนามคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ) ขอสนับสนุนกระบวนการรับฟังความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ เพื่อให้การปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสอง มีความชัดเจนในสังคมไทย ในการนี้ กป.อพช.เหนือ ใคร่ขอเสนอประเด็นการตีความในเรื่อง "ความรุนแรง" และกระบวนการจัดรับฟังความเห็นในครั้งนี้ นอกเหนือจากความเห็นต่อประเภทโครงการหรือกิจกรรม รวม 3 ประการดังนี้
ประการที่ 1 คำว่า "ความรุนแรง" ของโครงการหรือกิจกรรมนั้น ถูกระบุในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 56 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า "การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" และต่อมารัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรคสอง ได้ให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นต่อ "ชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติที่จะได้รับผลกระทบ" และ "ผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนในชุมชน" จึงได้ระบุว่า "การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว"
สาระสำคัญที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงคือ "การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง" ซึ่งปรากฏมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และเมื่อกลับไปดูการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ในการประชุมร่วมของรัฐสภาเพื่อพิจารณา ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ในระหว่างวันที่ 4-10 กันยายน 2540 นั้น มีสมาชิกรัฐสภากล่าวสนับสนุน ร่างมาตรา 56 โดยยกตัวอย่างโครงการเขื่อน ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องดำเนินการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม เนื่องจากมีผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อย่างรุนแรง (http://202.122.40.26/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/parliament_law/05rm_09%2009%202540.pdf)
ดังนั้นโดยนัยนี้ โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง คือโครงการหรือกิจกรรมที่เข้าหลักเกณฑ์ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลักเกณฑ์ขั้นต่ำอยู่แล้ว(ตาม พ.ร.บ.รักษาและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535) เมื่อผนวกกับบทบัญญัติเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 วรรคสองนั้น เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ ก็จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย
ทั้งนี้รวมถึง "ร่างประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อผลกระทบรุนแรงทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ" ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการฯ 1 ชุดให้จัดทำร่างข้อเสนอดังกล่าวนี้ในปี 2550-2551 ร่างข้อเสนอฯประกอบด้วยโครงการจำนวน 19 ประเภท เช่น โรงไฟฟ้า การสร้างเขื่อน ท่าเทียบเรือ นิคมอุตสาหกรรม เป็นต้น หากมีการประกาศใช้ ก็ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตามร่างข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการประกาศใช้ในปัจจุบัน
ประการที่ 2 กระบวนการจัดรับฟังความเห็นในภาคเหนือและภาคอื่นๆ ภาคละ 1 ครั้ง โดยกำหนดรูปแบบการลงทะเบียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต และจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมเพียง 250 คนนั้น ได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนหรือชุมชน ในพื้นที่โครงการต่างๆ ในการเข้าร่วมเวทีการจัดรับฟังความคิดเห็น ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้ ผู้ที่เข้าร่วมเวทีเกือบทั้งหมด สามารถเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ตได้ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนหรือชุมชนคือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จากโครงการหรือกิจกรรม ไม่ว่าจะจัดอยู่ในประเภทที่รุนแรงหรือไม่ก็ตาม ต้องได้รับความคุ้มครองจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา 66 และ มาตรา 67 วรรคหนึ่ง ด้วยเช่นกัน
ข้อคิดเห็นของชุมชนต่อ "ความรุนแรง" ที่เกิดขึ้นจากโครงการหรือกิจกรรมต่างๆนั้น ต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาจัดประเภทโครงการ ถึงแม้อาจจะถูกมองว่าไม่มีความเป็นวิชาการ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่คณะอนุกรรมการจัดรับฟังความเห็นฯ ต้องมีกระบวนการที่ดี ในการเข้าถึงและแปลความให้เป็นเหตุผลเชิงวิชาการต่อไป เช่น กรณีตัวอย่างโครงการในภาคเหนือได้แก่
1. โครงการผันน้ำยวมตอนล่าง ลงสู่เขื่อนภูมิพล โดยการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม ในอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จะสร้างสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ผันน้ำขนาดใหญ่ยาว 60 กิโลเมตรลอดใต้ภูเขาในเขตอ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน, อ.อมก๋อย และ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ประชาชนหรือชุมชน ที่ตั้งถิ่นฐานในพื้นที่โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าเขา ไม่สามารถเข้าร่วมเวทีในวันนี้ได้ (สรุปโครงการและผลกระทบตามเอกสารแนบ 1 ในหนังสือ สาละวิน สายน้ำสามแผ่นดิน หน้า 109-118) รวมทั้งโครงการผันน้ำขนาดใหญ่อื่นๆที่ได้มีการศึกษาในภาคเหนือ ได้แก่ โครงการผันน้ำแม่แตง-เขื่อนแม่กวง, โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน(สรุปโครงการและผลกระทบตามเอกสารแนบ 2), โครงการผันน้ำแม่สาย-แม่น้ำกก-แม่น้ำอิงตอนบน, โครงการผันน้ำแม่กก-แม่น้ำฝาง-แม่น้ำปิงตอนบน โครงการผันน้ำทั้งในลุ่มน้ำและข้ามลุ่มน้ำที่กล่าวมานี้ จะผ่านพื้นที่ชุมชนเป็นเรือนพันเรือนหมื่น ก็ยากที่ชุมชนเหล่านี้จะมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า โครงการผันน้ำมีความรุนแรงหรือไม่อย่างไร
2. โครงการเหมืองแร่ลิกไนต์ อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และโครงการเหมืองแร่อื่นๆ และกิจการประเภทระเบิดและย่อยหิน ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือทั้งที่กำลังดำเนินการ และหลายโครงการยุติไปแล้ว ประชาชนหรือชุมชนในพื้นที่โครงการเหล่านี้ เกือบไม่มีโอกาสเข้าร่วมในกระบวนการจัดรับฟังความเห็นในรูปแบบเช่นนี้
กป.อพช. ใคร่ขอเสนอว่า คณะอนุกรรมการฯ ควรจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลข้อคิดเห็นในระดับชุมชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งจะทำให้ให้ได้ข้อคิดเห็นในเรื่อง "ความรุนแรง" ที่จะทำให้การนิยามความหมายเรื่องความรุนแรงมีความสมบูรณ์ขึ้นเชิงสังคมและวัฒนธรรม โดยไม่ควรมีข้อจำกัดเรื่องเวลา เพราะข้อยุติที่ได้จะมีผลครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศไทย
ประการที่ 3 ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดความรุนแรง กป.อพช.เหนือ ขอสนับสนุนการกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรง ให้ต้องจัดทำรายงานผลกระทบด้านสุขภาพควบคู่ไปด้วย ตาม "ร่างประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อผลกระทบรุนแรงทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ" ประกอบด้วยโครงการจำนวน 19 ประเภท และ "คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการวินิจฉัยโครงการ กิจการ หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทางด้านสุขภาพ" อย่างไรก็ตาม กป.อพช.เหนือ ใคร่ขอเสนอความเห็นเพิ่มเติมดังนี้
1. ถึงแม้ว่ามีโครงการและกิจกรรมที่ไม่เข้าข่ายจะก่อให้เกิดความรุนแรงตามหลักเกณฑ์กลางนั้น แต่ก็มิได้หมายความว่าโครงการหรือกิจกรรมต่างเหล่านี้ จะไม่สร้างปัญหาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อชุมชน ดังนั้นจึงควรให้ชุมชนที่จะได้รับผลกระทบ มีสิทธิในการการตรวจสอบโครงการหรือกิจกรรมต่างๆเหล่านี้ในทุกๆด้าน จนเป็นที่มั่นใจต่อชุมชนได้ จึงจะพิจารณาให้ใบอนุญาตดำเนินโครงการหรือกิจกรรม เช่น โครงการประเภทโรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีกำลังผลิตต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์
2. ข้อเสนอให้ปรับปรุงประเภทโครงการที่ 13 เขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ หรือฝายหรือเขื่อนทดน้ำ โดยให้เพิ่มประเภทโครงการประตูระบายน้ำ ที่สร้างกั้นแม่น้ำสายหลักด้วย โดยไม่ต้องมีตัวชี้วัดในเรื่องปริมาตรเก็บกักหรือพื้นที่เก็บกักน้ำ เนื่องจากแม่น้ำสายหลักเป็นแม่น้ำสายใหญ่ที่มีความสำคัญและมีประชาชนหรือชุมชนต้องพึ่งพาแม่น้ำสายหลักเป็นจำนวนมาก การก่อสร้างประตูระบายน้ำในปัจจุบัน ยังไม่เข้าเกณฑ์ที่จะต้องทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังเช่น โครงการประตูระบายน้ำปิง จ.เชียงใหม่ หรือ โครงการประตูระบายน้ำแม่สอย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ประชาชนหรือชุมชนไม่สามารถตรวจสอบโครงการนี้ได้ เพราะไม่เข้าเกณฑ์ที่จะต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างผลกระทบการสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสายหลักที่ชัดเจน คือ โครงการประตูระบายน้ำบางปะกง, โครงการเขื่อนหัวนา(เป็นลักษณะประตูระบายน้ำ), โครงการเขื่อนราศีไศล(เป็นลักษณะประตูระบายน้ำ) เมื่อสร้างเสร็จและเริ่มใช้งาน ได้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนอย่างรุนแรง จนทำให้ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในภายหลัง กรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของโครงการประเภทประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสายหลัก
3. โครงการเหมืองแร่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้น 1 และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ในประเภทโครงการลำดับที่ 1 นั้น ซึ่งต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ในกรณีที่โครงการเดิมหมดอายุลงและมีการขออนุญาตประทานบัตรเหมืองแร่ใหม่นั้น กป.อพช.เหนือ มีความเห็นว่า โครงการเหมืองแร่ ถือเป็นโครงการที่อาจจะก่อผลกระทบรุนแรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและรายงานผลกระทบสุขภาพใหม่ ก่อนการขออนุญาต ทั้งนี้เนื่องจากประทานบัตรที่ได้รับมาระยะเวลายาวนานถึง 10-15 ปี ผู้ประกอบการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนด้านลงทุนที่คุ้มค่าไปพอสมควรแล้ว หากผู้ประกอบต้องการดำเนินกิจการต่อเนื่อง ก็สามารถวางแผนการจัดทำรายงานต่างๆเหล่านี้ให้แล้วเสร็จล่วงหน้าได้ และถือเป็นภาระของภาครัฐที่จะได้เข้ามาตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน ให้สามารถเป็นที่ยอมรับร่วมกันได้ และจะเป็นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นดังที่ปรากฏในเอกสารแนบที่ 3
4. ข้อเสนอให้ ประเภทโครงการหรือกิจกรรมในเขตควบคุมมลพิษ เป็นโครงการที่อาจจะก่อให้เกิดความรุนแรง ตามมาตรา 67 วรรคสอง เนื่องจากเหตุผลการประกาศเขตควบคุมมลพิษ เนื่องจากเกิดปัญหาด้านมลพิษจนเกินศักยภาพในพื้นที่ที่จะรองรับได้ ซึ่งหมายถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนจะมีความร้ายแรงในระดับอันตรายสูงสุด ดังนั้นหากจะมีโครงการหรือกิจกรรมใดๆเกิดขึ้นอีกในพื้นที่ดังกล่าวนี้ จึงต้องถือว่าเป็นโครงการที่มีความรุนแรง เพราะมีศักยภาพสูงในการทำให้ระดับมลพิษในพื้นที่ควบคุมเกินระดับอันตรายสูงสุด
5. ข้อเสนอให้ เพิ่มประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบข้ามพรมแดน เป็นโครงการที่อาจจะก่อผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะที่ฝ่ายไทยเข้าไปมีส่วนทั้งทางตรงและทางอ้อม ประเภทโครงการเช่นนี้ในภาคเหนือ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าฮัตจี กั้นแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า, โครงการเขื่อนไฟฟ้าท่าซาง กั้นแม่น้ำสาละวินในประเทศพม่า (เอกสารแนบที่ 1 : หนังสือ สาละวิน สายน้ำสามแผ่นดิน หน้า 49-108), การรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน มาย-กก จากประเทศพม่า, การรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบ่ง หรือเขื่อนไซยะบุรี กั้นแม่น้ำโขง ในประเทศ สปป.ลาว, โครงการระเบิดร่องน้ำลึกเพื่อการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำโขง ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้างหลักประกันในการแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากโครงการเหล่านี้ในทุกๆด้าน เพราะถึงแม้ว่าที่ตั้งโครงการจะอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน อาจจะไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะดำเนินการตามข้อกฎหมายของไทย แต่ปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบนิเวศแม่น้ำจะเชื่อมโยงถึงกัน และในบางโครงการจะเกี่ยวข้องกับเรื่องผลต่อการเปลี่ยนแปลงเขตแดนของประเทศด้วย ดังนั้นฝ่ายไทยจึงควรมีความรับผิดชอบในการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ที่จะก่อผลกระทบข้ามพรมแดนด้วย
ยกตัวอย่างในกรณีการสร้างเขื่อนฮัตจีในประเทศพม่า จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการอพยพของชาวกะเหรี่ยงข้ามมายังฝั่งประเทศไทย ซึ่งผลกระทบด้านสุขภาพที่สำคัญคือ โรคภัยไข้เจ็บที่มากับผู้อพยพ ซึ่งได้หายไปจากประเทศไทยแล้ว สามารถกลับมาระบาดได้ใหม่ในประเทศไทย ดังที่ปรากฏในเอกสารแนบที่ 1 หน้า 140-153
ในนาม กป.อพช.เหนือ ใคร่ขอขอบคุณที่คณะอนุกรรมการฯ ได้มาจัดการรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็นฯ จะได้พิจารณาข้อเสนอของกป.อพช. ที่ได้เรียนนำเสนอมาทั้งหมดนี้
ขอแสดงความนับถือ
(นายมนตรี จันทวงศ์)
ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ
18 กุมภาพันธ์ 2553
คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาภาคเหนือ |