รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
ภาคประชาสังคมไทย จับมือเครือข่ายทั่วโลก ร้องผู้แทนพิเศษยูเอ็น สอบสหรัฐฯตัวการขัดขวางการเข้าถึงยาของพลโลก
วันที่ 21 ก.ค. 2553 เวลา : 11:02 น.
แบ่งปัน
เวียนนา/ภาคประชาสังคมไทยร่วมกับเครือข่ายทั่วโลก ยื่นหนังสือร้องผู้แทนยูเอ็นสิทธิด้านสุขภาพ เร่งสอบสหรัฐอเมริกา ตัวการขัดขวางการเข้าถึงยาของพลโลก

วานนี้ (20 ก.ค.)  ช่วงค่ำตามเวลาท้องถิ่นของประเทศไทย ภาคประชาสังคมไทย นำโดย เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเอดส์ ประเทศไทย คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์  มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสาธารณสุขกับการพัฒนา  มูลนิธิเภสัชชนบท และกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ ว็อทช์) ได้ร่วมกับภาคประชาสังคมทั่วโลก นำโดย ศ.ฌอน ฟลินน์ นักกฎหมายประจำมหาวิทยาลัยอเมริกัน วอชิงตันดีซี ได้ทำหนังสือร้องผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติในสิทธิด้านสุขภาพ ตรวจสอบรัฐบาลสหรัฐฯ ฐานใช้นโยบายการค้าระหว่างประเทศที่เรียกว่า Special 301 Report (รายงาน 301 พิเศษ) และสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) ในการขัดขวางการเข้า ถึงยาของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา โดยตัวแทนของภาคประชาสังคมทั่วโลกได้ร่วมกันแถลงข่าวในการประชุมเอดส์โลกที่ กำลังดำเนินอยู่ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ขณะนี้ พร้อมทั้งยื่นหนังสือต่อนายอนัน โกรเวอร์ ผู้แทนพิเศษยูเอ็นในสิทธิด้านสุขภาพที่ได้มาร่วมประชุมนานาชาติครั้งนี้ด้วย

 

นางสาวสุภัทรา นาคะผิว คณะกรรมการองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) ตัวแทนภาคประชาสังคมไทย กล่าวในการแถลงข่าวว่า "ดิฉันรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมการแถลงข่าวในวันนี้ ในนามของภาคประชาสังคมไทยที่ทำงานเรื่องเอชไอวีและเอดส์และการเข้าถึงยา ดิฉันขอถือโอกาสนี้พูดถึงข้อกังวลที่ร้ายแรงเกี่ยวกับนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เป็นบ่อนทำลายการเข้าถึงยาของประชาชนในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา รายงานมาตราพิเศษ 301 และคำขู่ว่าจะใช้มาตรการโต้ตอบทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับประเทศไทยให้เปลี่ยนแปลงนโยบายภายในประเทศมาตลอด ทั้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บรรษัทยาข้ามชาติโดยไม่คำนึงถึงการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมายของไทย และความจำเป็นด้านสาธารณสุข  รายงานนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงสำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย เพราะเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ต้องพึ่งพาการส่งออกไปสหรัฐฯ เป็นหลัก  เมื่อใดที่ประเทศถูกขึ้นบัญชีไว้ในรายงานฉบับนี้ ประเทศนั้นจะสุ่มเสี่ยงที่จะเผชิญกับมาตรการตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ถ้าไม่ดำเนินการตอบสนองข้อเรียกร้องตามที่ผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ต้องการ"นางสาวสุภัทรากล่าว.

 

นางสาวสุภัทรายังกล่าวอีกว่า ประเทศไทยถูกบังคับให้แก้ไขกฎหมายสิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2535 และ 2542 หลังจากที่ถูกขึ้นบัญชี เป็นประเทศที่ต้องจับตามองและผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ขู่ที่จะตัดสิทธิประโยชน์ทางการค้า  การแก้ไขกฎหมาย สิทธิบัตรในปี พ.ศ. 2535 ส่งผลให้ไทยต้องเร่งเปลี่ยนแปลงไปใช้ระบบ สิทธิบัตร "ผลิตภัณฑ์" ก่อนกำหนดและขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรจาก 15 เป็น 20 ปี  ไทยต้องละทิ้งสิทธิ์ที่จะใช้ระยะเวลาผ่อนผัน 6 ปีเพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิตยาในประเทศไป ซึ่งเป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ตามความตกลงทริปส์  ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 คณะกรรมการทบทวนสิทธิบัตร ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมราคายา ก็ถูกยุบทิ้ง  ทั้งนี้ เป็นผลจากการกดดันโดยใช้นโยบายการค้าของสหรัฐฯ

 

ในประเทศไทย ยาจำเป็นส่วนใหญ่เป็นยาที่มีสิทธิบัตรและมีราคาแพง เมื่อเทียบกับราคาสากล  เนื่องจากการสาธารณสุขของไทย ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง ประเทศไทยไม่มีทางเลือก นอกจากใช้สิทธิอันชอบธรรมและรับรองโดยกฎหมายเพื่อนำมาตรการคุ้มครองสาธารณ สุขภายใต้ความตกลงทริปส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อมาตรการใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรมาบังคับใช้ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนยาจำเป็นในราคาไม่แพงในช่วงปลายปี พ.ศ. 2549 และต้นปี พ.ศ. 2550  เฉก เช่นเดียวกับสหรัฐฯ ประเทศไทยได้ปฏิบัติยึดตามกรอบกฎหมายภายในประเทศและระหว่างประเทศ ที่จะนำมาตรการใช้สิทธิ์ตามสิทธิบัตรมาบังคับใช้เป็นรูปธรรม  อย่างไรก็ดี ประเทศไทยกลับถูกคัดค้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลสหรัฐฯ และถูกตอบโต้อย่างดุดันจากอุตสาหกรรมผลิตยาในสหรัฐฯ  บริษัทยา รายหนึ่งในสหรัฐฯ ได้ถอนการขึ้นทะเบียนยาหลายรายการในไทย ซึ่งรวมถึงยาต้านไวรัส และผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ปรับลดอันดับให้ไทยอยู่ในบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองในปี พ.ศ. 2551 2552 และ 2553

 

ผลจากมาตรการใช้สิทธิตามสิทธบัตร ในปัจจุบันผู้ป่วยคนไทยจำนวนมากสามารถเข้าถึงยาจำเป็นได้ฟรีภายใต้ระบบ ประกันสุขภาพของประเทศ และสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี  จนถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีประมาณ 50,000 คนได้รับยาต้านไวร้สที่เป็นยาชื่อสามัญที่ ชื่อว่าเอฟฟาไวเรนส์ ซึ่งคิดเป็นจำนวนผู้ป่วยที่เข้าถึงยาเพิ่มขึ้นสามเท่า  ผู้ป่วยมากกว่า 10,000 คนสามารถเข้าถึงยาโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ที่เป็นยาชื่อสามัญได้ ซึ่งเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าเมื่อเทียบกับตอนที่มียาที่มีสิทธิ บัตรใช้เพียงอย่างเดียว  ยิ่งไปกว่านั้น ปรากฎการณ์นี้ในไทยยังส่งผลให้ยาชื่อสามัญและยาต้นแบบมีราคาลดลงอย่างมากทั่วโลก

 

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ใช้รายงานมาตราพิเศษ 301 กีดกันการเข้าถึงยาจำเป็นของไทยเป็นเครื่องมือข่มขู่ไม่ให้ไทยนำ มาตรการยืดหยุ่นทริปส์มาใช้ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้พยายามที่จะผลักดันให้นำมาตราการทริปส์ผนวกรูปแบบใหม่มาใช้เพิ่มเติม อีกด้วย เช่น มาตรการชายแดน การบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อยึดจับสินค้าในระหว่างขนส่ง การเพิ่มโทษทางกฎหมายสำหรับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการเปลี่ยนแปลงนิยาม "ยาปลอม"   กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้กำหนดมาตรการทริปส์ผนวกเหล่านี้ไว้แล้วในแผน ปฏิบัติการที่มีขึ้นเพื่อให้ถอดประเทศไทยออกจากบัญชีดำในรายงานมาตรการพิเศษ 301

 

"เห็นได้ชัดว่าผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่น เช่น ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและความจำเป็นด้านสาธารณสุขเลย  อีก ทั้งไม่ใส่ใจต่อเรื่องสิทธิมนุษยชนพื้นฐานและความตกลงระหว่างประเทศฉบับ ต่างๆ เช่น ความตกลงทริปส์ และปฎิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข  ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ พยายามปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมผลิตยาข้ามชาติที่ทรงอำนาจ ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลต่อระบบการเมืองสหรัฐฯ เท่านั้น  นอก จากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีการปฏิบัติแบบสองมาตราฐานในเรื่องการนำมาตรการคุ้มครองสาธาณสุขภายใต้ ทริปส์มาใช้

 

ภาคประชาสังคมไทยขอคัดค้านการกระทำที่อยุติธรรม เช่นนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ  พวกเรามาอยู่ ณ ที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับประชาชนที่ยากจนที่ได้รับเชื้อเอชไอ วีในไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ซึ่งสิทธิในเรื่องสุขภาพของพวกเขากำลังถูกริดรอนและละเมิด  เรา จะยื่นคำร้องเรียนต่อผู้เสนอรายงานพิเศษว่าด่วยสิทธิในเรื่องสุขภาพ และขอเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ พึงเคารพในสิทธิมนุษยชนและหยุดกดดันประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยใช้รายงานมาตรการพิเศษ 301 และมาตรการลงโทษทางการ ค้าอื่นๆ เป็นเครื่องมือ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในนโยบายของประเทศเหล่านั้นจนเกินกว่าความ ตกลงทริปส์ ที่เป็นการจำกัดการเข้าถึงยาจำเป็น ซึ่งรวมถึงยาต้านไวรัส  ยิ่ง ไปกว่านั้น รัฐบาลสหรัฐฯ ควรที่จะสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ใช้มาตรการยืดหยุ่นทริปส์อย่างจริงจัง เพื่อที่ประชาชนในประเทศเหล่านั้นจะได้เข้าถึงยาต้านไวรัสและยาจำเป็นอื่นๆ เพิ่มขึ้น"นางสาวสุภัทรากล่าว.

 

รายงานข่าวเเจ้งว่า ขณะนี้ผู้แทนการค้าสหรัฐจัดประเทศไทยให้ต้องเข้ากระบวนการพิจารณาทบทวน (out of cycle review) เพื่อปลดไทยจากประเทศที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ซึ่งพบว่า มีความพยายามร่างบันทึกความตกลงในการต่อต้านสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า แต่ไปบังคับให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องมาร่วมปฏิบัติการด้วย ซึ่งหลังจากที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ เรียนประชุมภาคส่วนต่างๆ เพื่อผลักดันเรื่องดังกล่าวได้มีการประชุมทางไกล (เทเลคอนเฟอร์เร้นซ์) เพื่อรายงานเรื่องดังกล่าวให้ทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐรับทราบ.