รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
"ที่ดินแม่แฝก" ได้ข้อยุติ "นิพนธ์" เสนอยึดแนวทางโฉนดชุมชน-ธนาคารที่ดินแก้ปัญหา
วันที่ 23 ก.พ. 2553 เวลา : 16:52 น.
แบ่งปัน
เชียงใหม่/นิพนธ์ลงพื้นที่เครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านโป่ง หลังตำรวจตรึงกำลังคุ้มกัน จนท.เข้ารังวัด แต่ชาวบ้านขวาง ชี้ทางออกยึดแนวทางแก้ปัญหาโดยใช้รูปแบบโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินเป็นหลัก

วันนี้ (23 ก.พ.) นายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะ พร้อมด้วยส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ นายอำเภอสันทราย จ.เชียงใหม่ สำนักงานที่ดิน จ.เชียงใหม่ สาขาสันทราย ด้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์การเรียนรู้การปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เพื่อหารือกับชาวบ้านกลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งและตัวแทนบริษัทบริพัตรบ้านและที่ดิน จำกัด รวมทั้งส่วนราชการในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินดังกล่าว

กรณีที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากวานนี้ (22 ก.พ.) เจ้าหน้าที่ตำรวจนับร้อยนาย ทั้งจาก สภ.อ.สันทราย สภ.อ.แม่ริม สภ.อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ได้วางกำลังเตรียมคุ้มกันเจ้าหน้าที่รังวัดจากสำนักงานที่ดิน จ.เชียงใหม่ สาขาสันทราย เข้าวัดพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน หลังจากที่ทางบริษัทบริพัตรบ้านและที่ดิน จำกัด แจ้งความจำนง กรณีดังกล่าวเป็นผลให้ชาวบ้านบ้านโป่งนับร้อยคนได้ปิดกั้นทางเข้าพื้นที่ โดยแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าปัญหาที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินของชาวบ้านบ้านโป่งนั้นปัจจุบันรัฐบาลกำลังดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนั้นหากบริษัทที่อ้างว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินนำเจ้าหน้าที่รังวัดมาวัดพื้นที่อาจมีการอ้างสิทธิต่างๆ ขึ้นมาในภายหลังทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลมีความล่าช้าได้ ดังนั้นชาวบ้านเสนอให้ทุกฝ่ายมาเข้าร่วมหารือกับนายนิพนธ์ ซึ่งมีกำหนดการลงพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งในวันนี้

นายดิเรก กองเงิน แกนนำชาวบ้านบ้านโป่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมานั้นชาวบ้านเห็นว่าที่ดินผืนนี้ไม่ได้ทำการใดๆ ที่เป็นประโยชน์และปล่อยให้รกร้างว่างเปล่ามานาน ดังนั้นเมื่อชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน วันที่ 11 มี.ค. 2545 ชาวบ้านได้ลงพื้นที่แผ้วถางอย่างเป็นทางการจนถึงทุกวันนี้ แล้วนำมาจัดสรร ปฏิรูปโดยชุมชน ซึ่งพื้นที่ที่จัดสรร มีการปฏิรูปโดยชุมชน ครอบครองโดยชุมชน แต่ไม่ได้อยู่เหนือกฎหมายแต่อย่างใด แต่ชาวบ้านขอใช้สิทธิ์การใช้ที่ดินอย่างเป็นธรรม หากที่ผ่านมาผู้ครอบครองที่ดินที่เป็น นส.3 ก. เป็นปัจเจกบุคคล ได้ทำการขายที่ดินนั้น ตนไม่ได้ห้าม แต่ที่ดินผืนนี้จัดโดยรูปแบบโฉนดชุมชนจะทำการซื้อขายไม่ได้ และในการพูดคุยกับเครือข่ายเราพูดคุยและตกลงกันว่า ที่ดินดังกล่าว ทุกคนจะครอบครองได้ไม่เกิน 3 แปลง หรือ 9 ไร่ และจะต้องมีอาชีพเกษตรกรอย่างแท้จริง ซึ่งหากผมเปรียบเทียบกับนายทุนที่เข้ามาครอบครองในพื้นที่ 400 ไร่นี้ เพียงไม่กี่คน กับชาวบ้าน 79 ครอบครัว จำนวนกว่า 400 คน มาใช้ที่ดินผืนนี้ ตนอยากถามทุกคนว่า อันไหนที่เป็นธรรมมากกว่ากัน ตนอยากให้ทุกคนรับรู้ว่าการกระจายที่ดิน จะต้องกระจายอย่างเป็นธรรมในรูปแบบที่ได้กล่าวข้างต้น

นอกจากนี้ นายดิเรก กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลได้สร้างกลไกการแก้ปัญหา และดำเนินการมากว่า 80% แล้ว ดังนั้นการเข้ามารังวัดหรือดำเนินการต่างๆในพื้นที่เหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ เพราะหากมีการรังวัดหรือดำเนินการต่างๆ ขึ้นมาอีกก็จะมีการอ้างสิทธิ์ไปเรื่อยๆ ดังนั้นจึงควรรอกระบวนการแก้ปัญหาจากรัฐบาล

"ที่ดินเป็นฐานของชีวิต เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์โลก และที่ดินไม่ใช่สินค้า แต่นายทุนเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวเพื่อเป็นสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และทั้งหมดที่ผมทำ ผมอยากทำเพื่อบรรลุเป้าหมายเพื่อการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดิน และต้องการให้ภาครัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ดินที่นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ ให้โดยเร็วและเป็นธรรมที่สุด" แกนนำชาวบ้านบ้านโป่ง กล่าว

นายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านโป่ง กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่ดินนั้น เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) ซึ่งเครือข่ายปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นสมาชิกอยู่ด้วยนั้นได้มีการเสนอแนวทางการแก้ปัญหาไปยังรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2551 ก่อนรัฐบาลจะแถลงนโยบาย ซึ่งต่อมาพบว่าในการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้นก็ได้รับเอาข้อเสนอของ คปท.ไปเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ทั้งกรณีโฉนดชุมชน กองทุนธนาคารที่ดิน ซึ่งปัจจุบันนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวไปแล้ว

นายประยงค์ กล่าวต่อว่า กรณีพื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งนั้น จากการตรวจสอบพบว่ามีเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ มีผู้ครอบครองที่อ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์ 3 ราย ซึ่งปัจจุบันเอกสารสิทธิ์ดังกล่าวยังไม่ได้ตรวจสอบว่าได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามหลังการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินขึ้นมานั้น รัฐบาลได้กำหนดให้พื้นที่ปฏิรูปที่ดินบ้านโป่งเป็นหนึ่งในสี่พื้นที่ของภาคเหนือในการเป็นพื้นที่นำร่องในการจัดทำโฉนดชุมชนและกองทุนธนาคารที่ดิน ซึ่งปัจจุบันมีนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทยเป็นประธานคณะกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมารายงานความคืบหน้าต่างๆ ในการดำเนินการนั้นมีการรายงานไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว ดังนั้นกรณีการเข้ามารังวัดของเจ้าหน้าที่เมื่อวานนี้จึงเกิดขึ้นจากความไม่เข้าใจในความคืบหน้าในมาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

นายอุทัย ลือชัย นายอำเภอสันทราย กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมานั้นทางอำเภอได้หารือในแนวทางแก้ปัญหาตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่ตนย้ายมาใหม่ๆ แต่ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาระดับชาติ ยากที่จะตัดสินใจแก้ปัญหาในระดับอำเภอได้ แต่ทั้งนี้อำเภอก็ได้รายงานปัญหาไปยังจังหวัดซึ่งเข้าใจว่าทางจังหวัดเองได้เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวได้กระทบผู้ถือสิทธิ์ที่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ้งเขายังไม่รู้ความคืบหน้าจึงนำมาซึ่งความไม่เข้าใจอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ดังนั้นในวันนี้ตนเห็นว่าทุกฝ่ายมากันพร้อม ทั้งชาวบ้าน ตัวแทนบริษัท รวมทั้งส่วนราชการต่างๆ ก็น่าจะทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกจุดได้

ด้านตัวแทนบริษัทบริพัตรบ้านและที่ดิน จำกัด กล่าวว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวบริษัทครอบครองมานานและใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง ต่อมาช่วงหนึ่งบริษัทไม่ได้เข้าไปจัดการดูแล ปล่อยให้ทิ้งร้าง กระทั่งปี 2545 พบว่ามีชาวบ้านจำนวนหนึ่งเข้ามาใช้ประโยชน์ ซึ่งหลังจากนั้นบริษัทก็ไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอีกเลย ขณะเดียวกัน ตอนนี้บริษัทต้องการเข้ามาตรวจสอบว่าชาวบ้านเข้ามาครอบครองอย่างไร ใช้รูปแบบอย่างไร และใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างไร อีกทั้งแนวเขตและหลักเขตของที่ดินทั้งหมดที่บริษัทถือครองมีสภาพเป็นอย่างไรบ้าง จึงมอบหมายให้ตนเข้ามาตรวจสอบแต่ที่ผ่านมาก็เข้าพื้นที่ไม่ได้จึงประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรังวัดแนวเขต ดังนั้นวันนี้จึงเข้าร่วมประชุมเพื่อนำข้อสรุปรายงานไปยังบริษัทต่อไป

นายนิพนธ์ บุญญภัทโร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแก้ปัญหาที่ดินโดยใช้รูปแบบโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินนั้นเป็นนโยบายสำคัญนโยบายหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ ปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขึ้นมา 6 ชุด เพื่อสร้างกฎระเบียบ มาตรการต่างๆ ที่นำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งปัจจุบันกำลังให้กฤษฎีกาดูรายละเอียดอยู่ซึ่งอาจใช้เวลาในการพิจารณา

นอกจากนี้ นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า การนำที่ดินมาจัดสรรให้เกษตรกรไร้ที่ดินทั้งในรูปแบบโฉนดชุมชนและกองทุนธนาคารที่ดินนั้นต้องใช้ที่ดินของรัฐเป็นหลัก แต่หากพื้นที่ใดเป็นของเอกชนที่เกษตรกรเข้าไปปฏิรูปแล้วรัฐก็ต้องซื้อที่ดินเหล่านั้นมา ซึ่งเจ้าของที่ดินต้องยินยอมด้วย และต้องซื้อขายในราคาที่เป็นธรรม ไม่เก็งกำไร แล้วค่อยนำไปจัดสรรให้เกษตรกรต่อไป

"ผมไม่อยากให้เราทะเลาะกัน แต่อยากให้เข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนของบริษัทบริพัตรบ้านและที่ดิน จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งอ้างว่ามีเอกสารสิทธิ์โดยชอบนั้นเราอาจเจรจาซื้อที่ดินมาโดยใช้เงินในกองทุนธนาคารที่ดิน แต่หากเอกสารสิทธิ์มิชอบด้วยกฎหมายก็ต้องเพิกถอน แล้งนำที่ดินนั้นมาจัดสรรให้เกษตรกรไร้ที่ดินต่อไป ซึ่งตรงนี้ต้องมีการตรวจสอบกัน และในการแก้ปัญหาก็ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ซึ่งผมเชื่อว่าเราสามารถแก้ปัญหาได้" นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย.

..............................................................

ความเป็นมากรณีปัญหาที่ดินบ้านโป่ง

 

บ้านโป่ง ตั้งอยู่ หมู่ที่ 2  ต.แม่แฝก  อ.สันทราย  จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านที่เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่บ้านโป่ง เริ่มแรกมีทั้งหมด 118 ครอบครัว ปัจจุบันมีสมาชิกที่เข้ามาปฏิรูปที่ดินทั้งหมด 79 ครอบครัว ส่วนใหญ่เป็นเป็นเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินต้องเช่าจากคนในชุมชน หรือมีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการหาเลี้ยงครอบครัว

 

ประมาณปี 2503 - 2526  ระบบการเกษตรแบบยังชีพเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีการตั้งโรงงานผลิตน้ำตาลขึ้นใกล้ๆ  หมู่บ้าน  ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่หันมาปลูกอ้อยกันมากขึ้นเรื่อยๆ  โดยเน้นการปลูกมากๆ เพื่อขายส่งโรงงาน  ต่อมาราคาผลผลิตจากการขายอ้อยมีราคาตกต่ำ  ชาวบ้าเริ่มหันมาปลูกถั่วเหลือง  งา ขายสู่ท้องตลาดระบบการเกษตรในช่วงนี้ยังไม่เน้นการใช้สารเคมี  ต่อมาในปี 2508  มีการตั้งโรงบ่มยาสูบของบริษัทเทพวงศ์ ชาวบ้านเริ่มหันมาปลูกยาสูบกันมากขึ้นเพื่อส่งขายให้กับโรงบ่มยาสูบและทำเป็นรายได้หลักของครอบครัว  เริ่มมีการใช้สารเคมีกันมากขึ้น  ในช่วงปี 2512  มีการตั้งสหกรณ์สันทรายขึ้นทำให้ชาวบ้านโป่งสามารถเข้าหาแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น จึงพากันกู้เงินจากสหกรณ์มาลงทุนปลูกยาสูบ  กระเทียม  แต่รายได้ไม่พอใช้หนี้ทำให้ชาวบ้านต้องกู้เงินเพิ่มและมีฐานะยากจนขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีหนี้สินมาก

 

ช่วงปี  2527-2533  การเจริญเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำให้ที่ดินมีราคาแพง  ประกอบกับพื้นที่บ้านโป่งตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่มากนัก  มีนายหน้าค้าที่ดินเข้ามาติดต่อขอซื้อที่ดินชาวบ้านบริเวณป่าแพะที่ชาวบ้านทำกินอยู่นั้น  ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องขายที่ดินให้กับเหล่านายทุนเนื่องจากต้องการเงินมาใช้หนี้สหกรณ์  ชาวบ้านบางส่วนจำใจต้องขายเพราะนายทุนกว้านซื้อที่ดินปิดทางเข้า-ออก  ทำให้ที่ดินผืนใหญ่บริเวณป่าแพะตกเป็นของนายทุนทั้งหมด  และที่ดินทั้งหมดที่เป็นของนายทุนถูกเปลี่ยนให้เป็นโฉนดอย่างรวดเร็ว  และถูกนำไปจำนองกับธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เป็นมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท  และพยายามสร้างรีสอร์ท  มีการปรับเกรดพื้นที่  ทำถนน และต่อไฟฟ้า เข้าพื้นที่ในช่วงปีแรกแล้วมีการปล่อยที่ดินให้รกร้างว่างเปล่า

 

ช่วงปี 2537-2544   เนื่องจากที่ดินดังกล่าวเป็นที่รกร้าง จึงมีคนในเมืองลักลอบเอาขยะมาทิ้งบ่อยครั้ง โดยชาวบ้านชาวบ้านเคยรวมตัวกันทำการขับไล่ และพบว่าเป็นขยะที่ขนมาจากเทศบาลนครเชียงใหม่  คาดว่าได้มีการตกลงกับเจ้าของที่ดินแล้วว่าจะนำขยะไปทิ้งบริเวณดังกล่าว มีรถขนขยะเตรียมมาทิ้ง 10 คัน เป็นรถบรรทุกขนาดสิบล้อ   ขนมาทิ้งบริเวณที่ดินที่นายทุนซื้อไว้ ซึ่งมีหลุมขนาดใหญ่ที่นายทุนได้ขุดดินลูกรังขายไป จะใช้หลุมดังกล่าวทำหลุมฝังกลบขยะ แต่ชาวบ้านไม่เห็นด้วย  นายทุน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวตนเองได้ซื้อไว้แล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้ ต่อมาก็ได้เสนอโครงการเตาเผาขยะอีก แต่ชาวบ้านก็คัดค้าน  เพราะกลัวเรื่องกลิ่นเหม็นที่จะรบกวนหมู่บ้าน ,และน้ำเสียจากขยะที่จะมีผลกระทบต่อแหล่งน้ำดื่ม น้ำใช้  และน้ำสำหรับทำการเกษตร

 

ช่วงปี 2545 - ปัจจุบัน ปัญหาเรื่องการขาดแคลนและไม่มีที่ดินทำกินของชาวบ้าน  ประมาณ 125 ครัวเรือน ประมาณ ปี 2545 ชาวบ้านที่ขาดแคลนที่ดินทำกินในหมู่บ้านได้ประชุมกันที่จะเข้าทำกินในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมที่อยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ซึ่งพื้นที่ที่นายทุนกว้านซื้อเพื่อสร้างรีสอร์ทและปล่อยทิ้งรกร้างว่างเปล่ามาหลายสิบปี และบริเวณนี้เดิมปู่ย่าตายายของชาวบ้านเคยเข้าไปปลูกพืช เช่น ฝ้าย พริก จากการประชุมกันทำให้ชาวบ้านประมาณ 100  ครัวเรือนที่จะเข้าทำกินในพื้นที่ 400 กว่าไร่โดยถือเป็นมติของชุมชนไม่มีผู้ใดขัดขวาง และได้มีการจัดสรรแบ่งปันที่ดินกันคนละ ประมาณ 2 ไร่ 2 งาน และเรียกตัวเองว่ากลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง หรือที่คนอื่นเรียกว่ากลุ่มแม่แฝก โดยภายในกลุ่ม ได้มีกิจกรรมต่างๆเช่น มีการเร่งรัดให้ทำประโยชน์ในพื้นที่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นพื้นที่สำหรับทำกิน พื้นที่สำหรับที่อยู่อาศัยรวม 79 แปลง และแปลงสาธารณะประโยชน์ ใช้สำหรับ ปลูกพืช ขุดบ่อเลี้ยงปลา ที่จะหารายได้เข้ามาในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายของกลุ่มและเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยมีการจัดทำโฉนดชุมชน การตั้งธนาคารที่ดิน และกลุ่มออมทรัพย์ของกลุ่มปฏิรูปที่ดิน ขึ้นเพื่อสนับสนุนให้มีการทำประโยชน์ในพื้นที่และใช้พื้นที่ซึ่งเดิมเป็นป่าเสื่อมโทรมให้เกิดประโยชน์สูงสุด.

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง

 

- กลุ่มปฏิรูปที่ดินแม่แฝกตรึงกำลังต้าน จนท.รังวัดเข้าวัดพื้นที่ ชี้เอื้อนายทุน ซ้ำเอกสารสิทธิ์เข้าข่ายออกโดยมิชอบ