|
วันนี้ (24 ก.พ.) ที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ มูลนิธิพะเยาเพื่อการพัฒนา และเครือข่ายศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคภาคเหนือ ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมมาภิบาลวุฒิสภา แผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ฯลฯ จัดเวทีสัมมนาเรื่อง "องค์การอิสระผู้บริโภค และคุณภาพชีวิตของประชาชน หลักประกันที่รัฐไม่อาจละเลย" โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และรายงานความคืบหน้าให้องค์กรภาคประชาชนได้ทราบในประเด็น "พ.ร.บ.องค์การอิสระผู้บริโภค"และ "พ.ร.บ.หลักประกันชราภาพแห่งชาติ ซึ่งมีเครือข่ายภาคประชาชน ประชาชนทั่วไป นักวิชาการ เข้าร่วมฟังร่วมกว่า 300 คน
การจัดเวทีครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากกรณีที่เครือข่ายผู้บริโภค มูลนิธิผู้บริโภค สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค องค์กรผู้บริโภค 42 จังหวัด เครือข่ายผู้เดือดร้อนเรื่องมาตรฐานสินค้า กลุ่มพิทักษ์ธรรม และชมรมหนี้บัตรเครดิตและสิ้นเชื่อส่วนบุคคล และเครือข่ายภาคประชาชน ได้เข้าชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 10,000 รายชื่อ นำเสนอร่าง พ.ร.บ.องค์การอิสระเพื่อผู้บริโภค พ.ศ.......(ฉบับประชาชน) กับประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2552 ที่ผ่านมา โดยเห็นว่า เนื้อหารัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 60 ที่เป็นหัวใจสำคัญของผู้บริโภค เนื้อหาไม่แตกต่างจากมาตรา 57 ในรัฐธรรมนูญปี 2540 แม้มีการกำหนดให้มีองค์กรอิสระผู้บริโภค แต่กลับไม่สามารถออกกฎหมายของตนเองได้ตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะกฤษฎีกาตีความให้องค์กรอิสระผู้บริโภคนี้อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งกลุ่มคนทำงานเกี่ยวกับผู้บริโภคต่างไม่เห็นด้วย เพราะทำให้องค์กรอิสระแห่งนี้ยังเกี่ยวพันกับรัฐทำให้อยากลำบากเข้าไปจัดการกรณีที่เป็นบริการของภาครัฐ ที่ปัจจุบัน มีอยู่เป็นจำนวนมาก หากเกิดการเรียกร้องก็เหมือนกับให้ลูกน้องเข้าไปจัดการเจ้านาย ดังนั้นจึงเห็นควรแยกขาดจากกันและควรมีกฎหมายของตนเอง เพื่อให้เป็นอิสระทั้งจากภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และการเมือง
น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวถึงบทบาทองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่มีการกำหนดชัดเจนให้บัญญัติกฎหมายใหม่อาจก่อให้เกิดการถกเถียงที่ผ่านมา ดังนั้นบทบาทขององค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคคือ เป็นองค์การที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐซึ่งประกอบด้วยตัวแทนผู้บริโภค และทำหน้าที่ให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานรัฐในการตราและการบังคับใช้กฎหมาย และให้ความเห็นในการกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการกระทำอันเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค ทั้งนี้รัฐจะต้องให้การสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินการองค์การอิสระดังกล่าวด้วย
น.ส.สารี กล่าวต่อว่า นอกจากบทบาทหน้าที่หลักแล้ว องค์การนี้จะสนับสนุนส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพร่ความรู้ในการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงจัดทำรายงานเฉพาะกรณี รายงานประจำปี เพื่อประเมินสถานการณ์ผู้บริโภค เสนอต่อคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และเผยแพร่ต่อสาธารณชน อีกทั้งสนับสนุนการใช้มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภครวมทั้งทำการฟ้องแทนผู้บริโภคเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น นอกจากนี้จะส่งเสริมและสนับสนุนองค์กรผู้บริโภคในการคุ้มครองผู้บริโภคให้เกิดขึ้น อย่างน้อยในทุกจังหวัด และจะจัดให้มีการประชุมสมัชชาตัวแทนองค์กรผู้บริโภคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อประเมินการทำงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคขององค์กรอิสระ ติดตามการตรวจสอบ การทำงานของหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค และเพื่อเสนอแนวทางในการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคแก่หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เพื่อดำเนินการใดๆในการคุ้มครองผู้บริโภค
น.ส.สารี กล่าวทิ้งท้ายว่า องค์การอิสระผู้บริโภคเป็นการทำงานของประชาชนเพื่อประชาชนโดยเป็นศูนย์กลางรับเรื่องจากประชาชนและดำเนินการแก้ปัญหา ให้กับผู้บริโภค ทั้งนี้ องค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภค สามารถ มีศักยภาพและลดปัญหาการเอารัด เอาเปรียบ ในกรณีผู้ค้ากับผู้บริโภค ได้เป็นอย่างดี
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังจากนี้มีเวทีเสวนาเรื่อง "ปัญหาผู้บริโภค องค์การอิสระผู้บริโภค แก้ไขได้จริงเหรอ" ซึ่งในเวทีได้มีการนำเสนอประเด็นตัวอย่างที่ผู้บริโภค ถูกละเมิดสิทธิโดยไม่รู้ตัวซึ่งเกิดจากการรู้เห็นเป็นใจระหว่างรัฐและธุรกิจเอกชน ซึ่งหากมีองค์การอิสระผู้บริโภคจะทำให้สามารถให้ความรู้ เป็นตัวแทนเรียกร้องความเป็นธรรม อันเป็นการถ่วงดุลระหว่างภาคธุรกิจให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบที่น้อยที่สุด ซึ่งประเด็นที่ยกมา ได้แก่ "พลังงานไทย (น้ำมันและไฟฟ้า) เพื่อใคร" โดย นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา , "โทรติด โทรไม่ติด ก็คิดตังค์" โดย นพ.ประวิทย์ สี่สถาพรวงศา, "สุขภาพเรา สิทธิเรา" โดย ดร.จิราภรณ์ ลิ้มปานนท์
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา คณะอนุกรรมมาธิการเสริมสร้างธรรมมาภิบาล วุฒิสภา กล่าวว่า ทุกครั้งที่เราใช้น้ำมัน ใช้ไฟฟ้า ใช้ แก๊ส ใช้ ก๊าซ หรือพลังงานต่างๆเราคิดถึงใคร แน่นอนว่าต้องบริษัท ปตท. ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า ประเทศอื่นๆ และประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าด้านพลังงานมากกว่าข้าว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่มีการเปิดเผยอย่างชัดเจน แต่ทำไมราคาน้ำมันหรือพลังงานด้านอื่นในประเทศไทยจึงมีราคาสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ย้อนไปเมื่อปี 2544 ปตท.เป็นบริษัทจดทะเบียน และอยู่ในรูปของเอกชน รัฐวิสาหกิจ ทำให้ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย โดยมีเงื่อนไขว่า ภายในหนึ่งปีนั้นจะแยกท่อก๊าซให้อิสระและรัฐบาลสามารถแทรกแซงราคาน้ำมัน หลังจากนั้น ปตทได้เข้าไปผูกขาดธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ทั้งธุรกิจก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี ฯลฯ ซึ่งการใช้พลังงานทั้งหมดจึงต้องพึ่งปตท. รัฐบาลไทยแทนที่จะเป็นตัวกลางในการแทรกแซงราคา แต่กลับเป็นตัวหนุนและเอื้อให้ปตท. เข้าไปครอบครองในกระบวนการผลิตก๊าซธรรมชาติและการทำธุรกิจด้านพลังงาน ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง เห็นได้จากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น กล่าวคือในขณะที่ปตทผลิตน้ำมันได้ จะใช้ราคาจากสิงค์โปร ซึ่งสูงกว่าต้นทุนในการผลิตเป็นอย่างมาก ตัวอย่างที่ยกมาจะเห็นว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในคนไทย ซึ่งหากมีองค์การอิสระผู้บริโภคก็จะช่วยตรวจสอบและเรียกร้องได้
นพ.ประวิทย์ สี่สถาพรวงศา จากสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า สถานการณ์คุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม และองค์การอิสระผู้บริโภคปัญหาที่เกิดขึ้นเช่น โทรศัพท์สาธารณะที่มักจะกินเหรียญ ตู้เสียบ้าง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภค ในสังคมไทย สิ่งที่เป็นการสื่อสารที่ทีประสิทธิภาพคือการบอกต่อๆกัน ข้อมูลด้านพื้นฐานด้านสิทธิผู้บริโภค คือประชาชนรับรู้ข่าวสารด้านสิทธิผู้บริโภค ยังมีจำนวนน้อย และการร้องเรียนของผู้บริโภค ยังมีน้อยอยู่เช่นกัน เนื่องจากข่าวสารด้านสิทธิคุ้มครองผู้บริโภค หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยังไม่สามารถแก้ไขได้ทั่วถึง ฉะนั้นจะต้องสร้างหน่วยงานภาคประชาชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาโดยเฉพาะ เพื่อสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง กรณีองค์การอิสระผู้บริโภคจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยการแก้ไขปัญหาในระดับหน่วยงานของรัฐ และทำหน้าที่ถ่วงดุลบริษัทใหญ่ในประเทศ เช่นบริษัท เอไอเอส ดีแทค ฯลฯ ซึ่งบริษัทเหล่านี้เอาเปรียบเราอย่างคาดไม่ถึงเช่น การส่งข้อความโฆษณา การให้ฟังโฆษณา โปรโมชั่นระหว่างรอสายจากศูนย์บริการ โทรไม่ติดเสียเงินโดย เงินหายทั้งที่ไม่ได้โทรออก
ดร.จิราภรณ์ ลิ้มปานนท์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาการเข้าไม่ถึงยา ไม่ถึงการรักษา มีสาเหตุมาจากมียารักษาแต่ราคายาแพงมาก ผู้ป่วยจากโรคบางโรคมากแต่มียาน้อยชนิดในการรักษา โรคมีจำนวนมาก มียารักษา ราคาพอสมควรแต่มีผู้ให้การรักษาไม่เพียงพอ ต้องแออัดมากในการรักษา ระบบการรักษาขาดการมีส่วนร่วมจากภาคีด้านสุขภาพ เช่นหมอเป็นใหญ่ ไม่เห็นหัววิชาชีพอื่นๆ ไม่สนใจเสียงผู้ป่วย และปัจจัยอื่นๆที่ทำลายระบบสาธารณะสุข นอกจากนี้ยังมีปัญหาองค์รวม คือระบบการผูกขาดสิทธิบัตรยา ระบบความไม่เท่าเทียมกันในการรักษาเช่น การรักษาโรคมะเร็ง จะฉีดยาเข็มละแสนบาทให้กับผู้ที่มีบัตรทอง ได้ไหม คำตอบคือไม่ได้ ฉะนั้นทางแก้ที่เราได้ดำเนินการมาคือการทำ ซีแอล ซึ่งที่ผ่านมามีการจ้องล้มซีแอลจากนักการเมืองและบริษัทยาด้วยกลวิธีต่างๆเช่น ลดราคายาต้นแบบ การโจมตีคุณภาพยาสามัญ ฯลฯ ฉะนั้นเราจึงไม่ควรนิ่งนอนใจกับสัญญาซีแอลเพราะซีแอลเป็นแค่เครื่องมือเพื่อหยุดวิกฤตเท่านั้น สิ่งที่เราต้องคำนึงต่อไปคือการมีส่วนร่วมในการผลักดัน พ.ร.บ.การเข้าถึงยาและร่วมผลักดันให้เกิดองค์การอิสระผู้บริโภคเพราะจะทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ในการขับเคลื่อนกฎหมาย กระจายความรู้ เชื่อมโยงกลุ่มภาคต่างๆเพื่อขับเคลื่อนประเด็นผู้บริโภค
หลังจากการเสวนามีการแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น ปัญหาของผู้บริโภคในพื้นที่ มีการแสดงความคิดเห็นของปัญหาผู้บริโภค ที่อยากให้องค์การอิสระผู้บริโภค เป็นผู้ตอบจากนั้นมีการสรุปประเด็นรวบรวมปัญหาจากกลุ่มต่างๆเพื่อใช้ขับเคลื่อนต่อไป.
 |