รายละเอียด
วันที่ 22 พ.ค. 2556
เสวนาร้านหนังสือเอกาลิเต้ชวนมอง 'ปฏิวัติสยาม 2475' ในอีกหลายแง่มุม
วันที่ 25 มิ.ย. 2555 เวลา : 22:23 น.
150
ร้านหนังสือเอกาลิเต้ จัดงานเสวนา "80 ปี อำนาจอธิปไตยของราษฎร" เชิญนักศึกษาประวัติศาสตร์-นักวิชาการถกหลากมุม อาทิ ระลอกของคลื่นความคิดมนุษยนิยมในสยาม : ฐานคิดปฏิวัติ 2475/ พ่อค้านายทุนกับการปฏิวัติ/แนวคิดประชาธิปไตยของคณะราษฎร/การเมืองในชีวิตประจำวันของราษฎร

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2555  ณ ร้านหนังสือเอกาลิเต้ จ.ลำปาง ร้านหนังสือเอกาลิเต้จัดงานเสวนา  "80 ปี อำนาจอธิปไตยของราษฎร" เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี ปฏิวัติสยาม และขึ้นปีที่ 2 ของร้านหนังสือ

 

นิทรรศการแสดงรัฐธรรมนูญจำลอง2477  ซึ่งร้านหนังสือเอกาลิเต้ ลำปาง ได้รับการอนุเคราะห์จาก ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ให้ยืมรัฐธรรมนูญและพานแว่นฟ้านำมาจัดแสดงเฉพาะวันที่ 24 มิถุนายน 2555

 

ระลอกของคลื่นความคิดมนุษยนิยมในสยาม : ฐานคิดปฏิวัติ 2475

นายณัฏฐพงษ์ สกลุเลี่ยว นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า วันนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ เพราะถ้าเราไม่ได้เป็นคนที่ทำการศึกษาหรือทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการปฏิวัติ 2475 โดยตรงแล้ว ก็ค่อนข้างยากที่จะหาอะไรประเด็นใหม่ๆ สิ่งที่เตรียมมาในวันนี้ คือ พยายามจะฉายให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนกลุ่มต่างๆ ซึ่งล้วนสัมพันธ์อยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การปฏิวัติ พ.ศ.2475

สิ่งที่นำมาเสนอในวันนี้วางอยู่บนงานสามสี่เล่มของนักวิชาการที่ทำการศึกษาความเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย หนึ่งคือ งานของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่องปากไก่และใบเรือ สองคือ งานของอรรถจักร สัตยานุรักษ์ เรื่องความเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยาม สามคือ งานของนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เรื่องการปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475 ส่วนเล่มที่สี่อาจจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่อยากลองหาความเกี่ยวข้องระหว่างกลุ่มพ่อค้านายทุนชั้นนำกับการปฏิวัติสยามในงานของ พรรณี บัวเล็ก เรื่องลักษณะของนายทุนไทยระหว่าง พ.ศ.2457-2482

โดยที่จะพยายามเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ในงานเหล่านี้เพื่อแสดงให้เห็นถึงระลอกของคลื่นความคิดมนุษยนิยมในสยาม ที่ขยายตัวไล่เรียงมาอย่างต่อเนื่องจากชนชั้นนำ สู่พ่อค้า ชนชั้นกลาง และประชาชน แต่มันอาจะไม่ชัดเจนมากนัก

"มนุษยนิยม" คือ ความเชื่อมั่นในความสามารถของมนุษย์ มนุษย์รู้สึกและตระหนักว่ามนุษย์มีคุณค่าที่จะทำ หรือที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ความคิดแบบนี้เป็นความคิดอย่างใหม่ ถ้าในตะวันตกก็จะเริ่มขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดประมาณช่วงศตวรรษที่ 12 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปกำลังก้าวออกจากยุคกลางหรือยุคมืด พวกเขาเริ่มใช้เหตุ ใช้ผลในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว สำหรับในกรณีสังคมไทย ความคิดทำนองนี้เริ่มปรากฏขึ้นในหมู่ชนชั้นนำสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์

ชนชั้นนำสยามในสมัยดังกล่าวเริ่มมีชีวิตที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้ามากขึ้น ประกอบกับการขยายอิทธิพลเข้ามาของวิธีคิดแบบเหตุผลของตะวันตก ได้ทำให้ชนชั้นนำสยามในสมัยนั้นต้องใช้ "เหตุ-ผล" ในการอธิบายโลกมากขึ้น

การใช้เหตุผลในการอธิบายสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในความคิด หากจะใช้ภาษาของ อาจารย์อรรถจักรก็จะเรียกว่าความคิดทางเวลาของชนชั้นนำเริ่มเปลี่ยนไป จากที่เดิมที่อยู่ภายใต้การอธิบายแบบไตรภูมิ ที่มองเวลาเป็นวงกลมและเดินไปบนเส้นทางแห่งความเสื่อม พระพุทธศาสนาจะมีอายุเพียง 5,000 ปีซึ่งในแต่ละปีนั้นก็จะเสื่อมลงไปเรื่อยๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นความคิดทางเวลาที่ "ก้าวหน้า"

ในช่วงนี้จึงเกิดคำใหม่ๆ ที่สะท้อนความคิดใหม่ๆ ขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็น "ความเจริญของราชอาณาจักร" "ความศิวิไลซ์" หรือ "ความมีอารยธรรม" เป็นต้น คำพวกนี้สะท้อนทัศนคติเชิงก้าวหน้า คือ มนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดมาแล้วโดยบุญหรือกรรมเก่าในชาติก่อนๆ แต่มนุษย์สามารถเปลี่ยนชีวิตทั้งของตนเองและผู้อื่นได้ด้วย "ปัญญา" พัฒนาตนเองได้จากการเรียนรู้และประสบการณ์ (คำพูดที่ว่า "เป็นมนุษย์เพราะเป็นพวกมีใจสูง" ก็เกิดขึ้นช่วงนี้เช่นกัน)

มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ดูตลกๆ แต่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางความคิดอันนี้ เช่น ชนชั้นนำสยามคนหนึ่งได้ถามพระสงฆ์รูปหนึ่งเกี่ยวกับการตกนรกว่า ถ้าเราทำบาปวันนี้ แล้วพรุ่งนี้สิ้นกัลป์ เราก็ทรมานอยู่ในนรกเพียงแค่วันเดียว หรือรัชกาลที่ 4 ก็ทรงบอกว่าพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ที่กำลังสะสมบารมี แต่เป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน นอกจากนั้นก็ยังทรงวิจารณ์งานเขียนจำพวกตำนานที่ชอบอ้างว่ามีพระอินทร์ลงมาสร้างอย่างนั้นอย่างนี้ว่า "พูดพุ่มฟ่ามๆ ไป ให้เกินกว่าเหตุและผล" และ "ผิดธรรมดาคน ผิดกิริยามนุษย์"

ความคิดทางเวลาแบบใหม่นี้ถูกนำมาเป็นคิดในการใช้อธิบายสังคมว่า ที่สังคมก้าวหน้ามาได้นั้นก็เพราะมีมนุษย์เป็นผู้กระทำ ดังนั้น มนุษย์ที่มีความหมายก็คือ มนุษย์ที่ทำให้สังคมก้าวหน้า ซึ่งในกรณีของสังคมไทยก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ว่ากษัตริย์นั้นไม่ได้มีความหมายไปเสียทุกพระองค์ เพราะกษัตริย์ที่จะมีความหมายต้องเป็นกษัตริย์ที่ทำให้อาณาจักรหรือรัฐก้าวหน้า อุดมคติของพระมหากษัตริย์ที่ดีเช่นนี้ได้ผลักดันให้รัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 พยายามอย่างยิ่งที่จะปฏิรูป ปรับปรุงประเทศให้มีความก้าวหน้า

การปฏิรูปประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้สร้างชนชั้นใหม่ขึ้นมาในโครงสร้างสังคมการเมืองไทย ที่สำคัญมากก็คือ พวกข้าราชการระดับกลางและชนชั้นกลางนอกระบบราชการ

การสถาปนารัฐสมัยใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 จำเป็นที่จะต้องอาศัย "ระบบราชการ" ในการบริหารและจัดการการปกครองในท้องที่ต่างๆ ดังนั้น การที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ขยายอำนาจไปยังดินแดนต่างๆ มากขึ้น เข้มข้นขึ้นก็ทำให้ระบบราชการต้องขยายตัวมากขึ้นตามไปด้วย ผู้ปกครองจึงไม่สามารถเอาชนชั้นนำมาเป็นข้าราชการ "ทั้งหมด" ของระบบนี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างราษฎรที่มีความรู้สมัยใหม่ขึ้นมาเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบ

ในระยะยาวคนกลุ่มนี้ทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นกลุ่มเป็นก้อนขึ้นมา คนกลุ่มนี้เติบโตมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองและเริ่มเห็นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณค่า พัฒนาตนเองได้จากการความขยันหมั่นเพียรในการศึกษา คนเหล่านี้จึงไม่นิยมหรือเชื่อในหลักการตัดสินคนที่ "ชาติกำเนิด" ตามแบบของศักดินาพวกเขาเรียกร้องให้ตัดสินคนที่ความสามารถตาม "หลักวิชา"

ความบ้าคลั่งใน "หลักวิชา" ของยุคสมัยสะท้อนออกมาจากการพิมพ์หนังสือแนว "ตำรา" ที่แม้กระทั่งการทำนาทำสวนซึ่งแต่เดิมไม่ใช่สิ่งที่ต้องอาศัยหลักวิชาหรือตำราเป็นคู่มือ แต่ในสมัยนี้ก็มีการแต่ง "ตำราการทำนา" ขึ้นมา นอกจากนั้นก็ยังมี "ตำราการค้า" อีกด้วย

ชนชั้นกลางกลุ่มนี้ไม่ได้มีความรู้สึกว่าตนเองด้อยความสามารถไปกว่าพวกเจ้านายแต่อย่างใด ดังนั้น ทันทีที่ผู้ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่สามารถสร้างความอยู่ดีกินดี หรือไม่สามารถจรรโลงให้ราชอาณาจักรอยู่อย่างปกติสุขได้ พวกเขาก็เริ่มอยากที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่มีบทบาทในการผลักดันให้รัฐและสังคมก้าวหน้าเช่นเดียวกันกับที่กลุ่มชนชั้นนำสยามในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เคยรู้สึกมา และในที่สุดก็ปะทุออกมาเป็นการปฏิวัติสยามในวันที่ 24 มิถุนายน 2475

 

บทบาทพ่อค้านายทุนกับการปฏิวัติ 2475

นายณัฏฐพงษ์ กล่าวอีกว่า พอมาดูที่กลุ่มพ่อค้า เราจะพบว่าพ่อค้ามีบทบาทค่อนข้างน้อยในประวัติศาสตร์ (หรืออย่างน้อยก็ในประวัติศาสตร์นิพนธ์) ของการปฏิวัติสยาม 2475 งานของนครินทร์เองก็ให้ข้อมูลว่ามีพ่อค้าระดับกลางๆ เพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่ดูจะกระตือรืนร้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในระบอบใหม่ 

พอไปดูการศึกษาเรื่องนายทุนไทยของพรรณี บัวเล็ก ก็พบว่าการปฏิวัติสยาม 2475 แทบจะไม่ได้เป็นหมุดหมายในโลกของพ่อค้าเหล่านั้นเลย ซึ่งก็อยากจะเดาว่าเป็นเพราะรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นเข้าไปยุ่งกับพวกพ่อค้าค่อนข้างน้อย อาจจะด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง สิ่งที่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์พยายามเข้าไปควบคุมก็ได้แก่กิจการธนาคารและการโอนเงินกลับประเทศ ซึ่งก็ไม่ค่อยได้ผลและไม่ได้ส่งกระทบต่อความรุ่งเรืองทางการค้าของพ่อค้าชาวจีนชั้นนำเหล่านั้น ดังนั้น พ่อค้าจีนในช่วงก่อการปฏิวัติสยามจะจน จะเจ๊า จะเจ๊ง หรือจะมั่งมีทวีกำไร ล้วนมาจากกลยุทธ์ทางการค้าและความสามารถในการสร้างเครือข่ายของพวกเขา ซึ่งแตกต่างออกไปจากในสมัยหลังการปฏิวัติ โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลไทยดำเนินนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่านโยบายของรัฐมันทำให้พ่อค้าเจ๊งได้

อันนี้จึงอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พ่อค้าไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพยายามเข้าไปควบคุมอำนาจทางการเมือง หรือเข้าไปมีส่วนร่วมกับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย

นอกจากนั้น เราจะพบว่าโลกทางการค้าของพ่อค้าในสมัยนั้นค่อนข้างที่จะกว้างขวางมาก อาจจะเรียกว่าไร้พรมแดนได้เลยหากพูดในภาษาปัจจุบัน สยามเป็นเพียงจุดเล็กๆ อันหนึ่งในระบบเครือข่ายการค้าอันกว้างขวางของตระกูล และก็ดูจะไม่ค่อยมีความสำคัญเท่าไหร่ สมมุติว่าเจ้าสัวสมัยนั้นมีลูก 4 คน ลูกคนโตก็จะได้คุมกิจการที่จีนแผ่นดินใหญ่ ลูกคนที่สองอาจจะได้คุมที่ฮ่องกง ลูกคนที่สามก็ส่งไปอยู่ที่สิงคโปร์ ส่วนลูกคนเล็กก็อาจจะอยู่คุมกิจการในประเทศไทย

ดังนั้น สำหรับพ่อค้านายทุนเหล่านี้การสร้างและรักษาเครือข่ายทางการค้าที่กว้างขวางดูจีมความจำเป็นต่อกิจการมากกว่าการพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครอง

 

"ฎีกาชาวนา" :  ภาพสะท้อนความเดือนร้อนของราษฎรและความเสื่อมของระบอบเก่า

นายนายณัฏฐพงษ์ กล่าวอีกว่า งานของนครินทร์สะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางความคิดอย่างสำคัญในกลุ่มราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งของชาวนาในภาคกลาง นครินทร์พบว่าการถวายฎีกานั้นสะท้อนภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้

"ฎีกาถวายความเห็น" มีเพิ่มมากขึ้นอย่างสำคัญในช่วงก่อนการปฏิวัติ 2475 ซึ่งแสดงว่าสำนึกของผู้คนที่มีต่อกษัตริย์เริ่มเปลี่ยนไป จากความคิดสมมุติเทพซึ่งกษัตริย์เป็นดังตัวแทนของเทพเจ้า ราษฎรต้องก้มกราบราบไปกับพื้น แม้กระทั่งพระพักตร์ก็ไม่สามารถมองได้ แต่ตอนนี้ราษฎรจำนวนหนึ่งกลับมีความกล้ามากพอที่จะเขียนถวายฎีกาเพื่อทูลว่ากษัตริย์ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่พวกเขาประสบพบเจอมา

ชาวนาในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นชาวนาที่กระตือรือร้น และเป็นกำลังสำคัญของประเทศ บุกเบิกพื้นที่ทำกินใหม่ๆ ทำการเพาะปลูกข้าวเพื่อขาย (และเพื่อหาเงินมาจ่ายอากรค่านาและเงินรัชชูปการด้วย) แต่พวกเขากลับต้องพบกับความลำบากยากแค้นจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในระบบเศรษฐกิจการค้าสมัยใหม่ พวกเขาโดนขูดรีดอย่างหนักทั้งจากรัฐบาลและจากพ่อค้านายทุน 

อากรค่านาและเงินรัชชูปการเป็นรายได้สำคัญของรัฐบาลที่กำลังประสบปัญหาเรื่องรายได้ไม่พอรายจ่ายอย่างหนัก ผู้ปกครองเข้าไปเร่งรัดขูดรีดเอาจากชาวนามากขึ้นๆ ในปี พ.ศ.2448 รายได้ส่วนนี้เก็บมาได้เพียงล้านกว่า ปี พ.ศ.2462 เพิ่มเป็น 9 ล้าน และปี พ.ศ.2469 เพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 ล้านบาทเศษ ซึ่งหากราษฎรคนใดไม่จ่ายก็อาจจะโดนริบทรัพย์ขายทอดตลาดหรืออาจจะโดนเกณฑ์ไปทำงานโยธาให้หลวงได้

ส่วนนายทุนชาวจีนโดยเฉพาะพวกพ่อค้าคนกลางก็จะขูดรีดชาวนาในรูปของการกดราคาสินค้า การเก็บดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราสูง นอกจากนั้นชาวนายังเป็นผู้รับกรรมจากพฤติกรรมทางการค้าของชาวจีนอีกด้วย กล่าวคือ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดภาวะราคาข้าวตกต่ำเนื่องจากหลายๆ ประเทศผลิตธัญญาหารส่งเข้าสู่ตลาดโลกมากขึ้น

การผลิตข้าวและส่งออกจำนวนมากของไทยเองก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกตกต่ำ และราคาข้าวในประเทศก็ตกต่ำต่อเนื่องไปเป็นลูกโซ่ เจ้าของโรงสีและผู้ส่งออกในกรุงเทพฯ ไม่เพียงแต่ต้องประสบปัญหาขาดทุนต้องขายข้าวในราคาต่ำแล้ว ยังต้องประสบปัญหาไม่สามารถหาซื้อข้าวมาสีได้อีก เนื่องจากพ่อค้าคนกลางซึ่งเป็นผู้ควบคุมข้าวในชนบทไม่ส่งมอบข้าวให้เนื่องจากราคาที่ต่ำมาก ส่วนชาวนาก็ไม่สามารถขายข้าวได้เพราะพ่อค้าคนกลางไม่ยอมรับซื้อข้าว

ดังนั้น ฎีกาถวายความเห็นจึงเป็นสิ่งที่สะท้อนสภาพความเป็นอยู่ที่ความเดือดร้อนอย่างยิ่งของราษฎรชาวนา จึงต้องการที่จะให้รัฐได้เข้ามาจัดการหรือทุเลาปัญหาที่พวกเขาได้ประสบเจอให้ลดลงไปบ้าง

ที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพื่อที่จะบอกการปฏิวัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 นั้นเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจากความเสื่อมของระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่มิใช่ว่าผู้ปกครองในสมัยนั้นไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขาเองก็มีความพยายามที่จะปรับตัวในหลายด้าน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ เนื่องจากวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมในการปกครองหลายๆ อย่างในระบอบเก่าเป็นอุปสรรคต่อการปรับตัว อาทิเช่น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพไม่เห็นด้วยที่จะให้ตั้งคณะบุคคลขึ้นมาช่วงแบ่งเบาพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เพราะเกรงว่าราษฎรทั่วไปจะมองว่ากษัตริย์ขี้เกียจและไม่ยอมทรงงาน หรือในกรณีคณะที่ปรึกษาราชการแผ่นดินต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมานั้น สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ช่วยแบ่งเบาอะไรเท่าไหร่เลย การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ยังคงถูกถวายให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ตัดสินใจด้วยพระองค์เองอยู่ดี

ดังนั้น เมื่อผู้ปกครองในระบอบเก่าไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าจะมีคณะราษฎรผู้ก่อการในวันที่ 24 มิถุนายนหรือไม่ ในระยะเวลาไม่นานการปฏิวัติสยามย่อมจะต้องเกิดขึ้นอยู่ดี

 

แนวคิดประชาธิปไตยไม่ใช่สูตรสำเร็จรูป

นายสุรพศ ทวีศักดิ์ นักเขียนบทความประจำเกี่ยวกับพุทธศาสนาในเว็บไซต์ประชาไท กล่าวว่า แม้เหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 กับปัจจุบันจะต่างกรรม ต่างวาระ และมีรายละเอียดแตกต่างกัน แต่มันก็มีความต่อเนื่อง ณ ปัจจุบันนี้มันเป็นการช่วงชิงความหมายของประชาธิปไตยว่าเราจะเอาประชาธิปไตยแบบคณะราษฎร หรือจะเอาประชาธิปไตยแบบพระมหากษัตริย์เป็นประมุขในความหมายของเสื้อเหลือง

ตัวแทนความหมายที่ชัดเจน คือ กลุ่มนิติราษฎร์   อาจารย์สมศักดิ์(เจียมธีรสกุล) อาจารย์เกษียร (เตชะพีระ) อาจารย์นิธิ(เอียวศรีวงศ์) หรือนักวิชาการฝ่ายก้าวหน้า สนับสนุนความหมายประชาธิปไตยของคณะราษฎร

ข้อถกเถียงเรื่องความคิดประชาธิปไตยจากตะวันตก หรือตะวันออก หรือประชาธิปไตยแบบไทย เป็นมายาคติแบบหนึ่งของไทย ทั้งที่จริงแล้วประชาธิปไตยไม่น่าจะมีประชาธิปไตยแบบตะวันตก ตะวันออกโดยเฉพาะ

อะไรก็ตามที่มีลักษณะเป็นสากลก็เป็นสากล อย่างหลักคณิตศาสตร์เราไม่ได้บอกว่าเป็นของชาติไหน เป็นสมบัติของใคร ประชาธิปไตยก็น่าจะมีลักษณะเหมือนกัน

ถ้าลองย้อนดูแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยจะเห็นว่าไม่มีนักคิด นักปราชญ์ นักปรัชญา สร้างทฤษฎีนี้โดยเฉพาะ หรือสร้างทฤษฎีที่เป็นสูตรสำเร็จให้แก่สังคม แล้วสังคมนำมาใช้เป็นรูปแบบการปกครอง

นักคิดบางคนก็ไม่ได้สนับสนุนประชาธิปไตยเลย อย่างเช่น โสเครติส เพลโต หรืออริสโตเติ้ล นักปราชญ์ยุคกรีซ ก็ปฏิเสธประชาธิปไตย โสเครติสถูกตัดสินประหารด้วยเสียงข้างมาก ทำให้เพลโตที่เป็นศิษย์รังเกียจประชาธิปไตย โสเครติสตั้งคำถามกับโพธาโกรัส ซึ่งเป็นนักปราชญ์เช่นเดียวกัน ว่า ควรสนทนาการบริหารบ้านเมืองกับพวกช่างฝีมือ กรรมกรหรือ  โพธาโกรัส บอกว่าควร แล้วก็ตอบเป็นนิยายว่า เทพเจ้าคุยว่าพอมนุษย์เรามารวมกันอยู่เป็นสังคม ก็จะมีข้อพิพาท ข้อถกเถียง ข้อขัดแย้งกัน แต่เทพเจ้าได้ประทานสำนึกเรื่องความยุติธรรมให้แก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หมายความว่าคนทุกคนจะมีการศึกษามากหรือน้อย คุณมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือความสามารถทางเหตุผล แยกแยะผิดถูก แยกแยะอะไรคือความยุติธรรม

จะเห็นว่าพวกนักปรัชญาที่เรามองว่าเป็นผู้ร้ายในยุคนั้นกลายเป็นคนที่สนับสนุนประชาธิปไตยแบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง เชื่อมั่นว่าคนมีเหตุผล และวิจารณญาณ ที่จะตัดสินชะตากรรมของตนเองและบ้านเมืองได้

นักปรัชญาสมัยใหม่ อย่างจอห์น ล็อก นักเสรีนิยมที่เสนอเรื่อง "สิทธิทางธรรมชาติ" ที่ใครจะละเมิดไม่ได้ รัฐมีหน้าที่ต้องปกป้องสิทธิธรรมชาติ แต่เขาก็ไม่ได้บอกว่า ประชาธิปไตยคือระบอบการปกครองที่ดีที่สุด เขาบอกว่าถ้าเสียงส่วนใหญ่เลือกที่จะให้มีกษัตริย์ปกครองก็ย่อมได้ แต่มีเงื่อนไขว่าผู้ปกครองนั้นจะต้องไม่ละเมิดสิทธิของปัจเจกบุคคล  

ส่วนรุสโซ นักเสรีนิยมอีกคนหนึ่ง ซึ่งเสนอว่ามนุษย์เกิดมามีเสรีภาพ แต่อยู่ในขอบเขตที่ไม่กระทบต่อสวัสดิการของสังคม ซึ่งมาจากข้อตกลงของสมาชิกประชาคม คล้ายกับประชาธิปไตยทางตรงแบบเอเธนส์

ด้านคาร์ล มาร์ก ก็ไม่สนที่จะตอบอยู่แล้วว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองที่ดีที่สุด? เพราะเขาปฏิเสธเรื่องชนชั้น ฉะนั้นอุดมคติของคาร์ล มาร์ก คือไม่ต้องมีรัฐบาล เป็นคอมมิวนิสต์ แต่ละคนในสังคมจะมาตกลงร่วมกันเกี่ยวกับกิจกรรมของส่วนรวม

เฮเกล ก็เห็นด้วยกับประชาธิปไตยแต่ต้องมีกษัตริย์ เพราะกษัตริย์ทำให้รูปแบบการปกครองมีความสมบูรณ์ ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ดูเหมือนว่าเฮเกลเห็นด้วยกับกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า เสรีนิยมกับประชาธิปไตย ไม่ได้มีความสัมพันธ์ในเชิงตรรกะต่อกันถ้าเราตั้งคำถามว่าใคร คือเจ้าของอำนาจ คำตอบของประชาธิปไตย คือ ประชาชน คำถามที่สองถ้าเราตั้งคำถามว่า ขอบเขตอำนาจควรเป็นอย่างไร ควรมีแค่ไหน เสรีนิยมจะเป็นคนตอบ เช่น ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เพราะบางครั้งเสียงส่วนใหญ่อาจจะละเมิดสิทธิปัจเจกได้ อาทิ เสียงส่วนใหญ่บอกให้มีศาสนาประจำชาติ หรือให้มีศาสนาเดียว เป็นต้น

แต่ว่าเวลาเราพูดถึงประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ หรือศตวรรษที่ 20 เราจะรับรู้กันว่าเป็นประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม ซึ่งไม่ได้เกิดจากการนำแนวคิดของนักคิดคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นผลมาจากการถกเถียงในเรื่องสิทธิเสรีภาพในทางปรัชญา จนนำมาสู่การถกเถียงในสังคม จนเกิดการเคลื่อนไหวต่อต้านระบบเก่า ส่วนใหญ่เริ่มต้นในหมู่ขุนนาง

การต่อต้านระบบศาสนจักรและระบบกษัตริย์ ทำให้เกิดแนวคิดแบบเสรีนิยม แล้วพัฒนามาถึงจุดที่ว่า สุดท้ายหลักประกันเสรีภาพของประชาชนที่เรามั่นใจได้มากที่สุด คือ ประชาธิปไตยเพราะให้อำนาจเป็นของประชาชน และตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่ แต่ที่เหนือเสียงส่วนใหญ่ คือ สิทธิเสรีภาพ หมายความว่าเสียงส่วนใหญ่จะมาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไม่ได้

 

แนวคิดประชาธิปไตยของคณะราษฎร

นายสุรพศ กล่าวอีกว่า เราจะเห็นแนวคิดประชาธิปไตยของคณะราษฎรได้จากประกาศคณะราษฎรที่บอกไว้ชัดเจนว่า "จะต้องปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิด ดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น คณะราษฎรไม่ประสงค์ทำการแย่งชิงราชสมบัติ ฉะนั้น จึ่งได้อัญเชิญให้กษัตริย์องค์นี้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไป แต่จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร คณะราษฎรได้แจ้งความประสงค์นี้ให้กษัตริย์ทราบแล้ว เวลานี้ยังอยู่ในความรับตอบ ถ้ากษัตริย์ตอบปฏิเสธ หรือไม่ตอบภายในกำหนด โดยเห็นแก่ส่วนตนว่าจะถูกลดอำนาจลงมา ก็จะชื่อว่าทรยศต่อชาติ และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย กล่าวคือ ประมุขของประเทศจะเป็นบุคคลสามัญซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกตั้งขึ้น อยู่ในตำแหน่งตามกำหนดเวลา"

หมายความว่า ตอนนั้นเขามีทางเลือกสองทาง คือ หนึ่งกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และสอง ประมุขประเทศเป็นคนสามัญที่สภาเลือกขึ้นมาให้อยู่ตามวาระ ซึ่งสองทางนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของรัชกาลที่ 7 ในการเลือกที่จะเป็นกษัตริย์ต่อหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดพระองค์เลือกที่จะเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ

ถ้าลองย้อนกลับไปดูการประชุมคณะราษฎรที่กรุงปารีส จะเห็นว่าประชาธิปไตยระบอบรัฐสภา กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยมีแนวคิดตามการปกครองแบบอังกฤษ คือ จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิมากกว่าราษฎร เราไม่สามารถอ้างอิงสถานะสถาบันกษัตริย์เพื่อมาลิดรอนสิทธิและเสรีภาพของราษฎรได้ เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยแบบคณะราษฎรเป็นประชาธิปไตยที่คล้อยตามเสรีนิยม

เรื่องที่มันเป็นตลกร้าย คือ การสละราชสมบัติของร.7 ภายหลังรัฐประหารเงียบของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ข้อความตอยท้ายที่บอกว่า "ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร" ซึ่งถ้าเรามองอย่างตรงไปตรงมา คือ ณ ตอนที่พระองค์เขียนจดหมายฉบับนี้ พระองค์ไม่ได้มีอำนาจแล้ว เพราะทรงเลือกที่จะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ 24 มิ.ย. 2475 อำนาจในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้หมดลงแล้วตั้งแต่วันนั้น ฉะนั้น จึงเป็นการสละสถานะกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

 

การเมืองในชีวิตประจำวัน หลังการปฏิวัติ 2475

นายศราวุฒิ วิสาพรหม นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว วันที่ 24 มิ.ย.ค่อนข้างเงียบ ไม่ค่อยคึกคัก บทความของ ธนาพล อิ๋วสกุล เขียนไว้ว่า สังคมไทยตั้งใจจะลืมกันว่าคณะราษฏรได้ทำการปฏิวัติ แต่เมื่อผ่านมา 10 ปี กลับมีการรื้อฟื้นงานนี้ขึ้นมาในหลายที่

อาจารย์ประวัติศาสตร์ที่สอนตนมักพูดอยู่เสมอว่า "เวลาที่สังคมไทยเจอกับวิกฤต เจอกับปัญหาที่เป็นทางตัน คนมักจะย้อนกับไปดูอดีตกัน" นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่การปฏิวัติเมื่อ 80 ปีที่แล้วกลับมาสู่ความทรงจำของเราอีกครั้งหนึ่ง

การอธิบาย "ปฏิวัติ 2475"ทั้งจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมหรือนักเสรีนิยมบางท่าน มักบอกว่า เป็นการรัฐประหาร ยึดอำนาจกษัตริย์มาอยู่ในมือราษฎร และการปฏิวัติอยู่ในขอบเขตแค่กรุงเทพมหานคร ซึ่งมันเป็นจุดบอดของการมองประวัติศาสตร์ จึงอยากชวนมองให้เป็นกระบวนการปฏิวัติสยาม ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงก่อนหน้านี้อย่างที่คุณณัฐพงษ์ได้กล่าวไป และกระบวนการนี้ไม่ได้จบสิ้นแค่วันที่ 24 มิ.ย. ยังมีผลสืบเนื่องต่อมาอีก

จากทำวิทยานิพนธ์ "ผลจากการปฏิวัติ 2475"  ประเด็นการเมืองในชีวิตประจำวัน สมัยคณะราษฎร พบว่า ในเหตุการณ์การปฏิวัติ ประชาชนก็มีส่วนรับรู้ รวมถึงเหตุการณ์หลังจากนั้นประชาชนก็ไม่ได้หายไปไหน (แต่การเขียนประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่พูดถึงพวกเขาเอง)

บันทึกความทรงจำของสวัสดิ์ คำประกอบ (ส.ส.) ได้เล่าถึงฉากปฏิวัติ 2475 ว่า ครูใหญ่ขุนรหัสบรรทัดฐาน ก็พูดว่า "ขณะนี้มีการปฎิวัติ ทหารยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบประชาธิปไตย ใครอยากรู้ว่าการปฎิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นอย่างไรให้ไปที่พระบรมรูปทรงม้า แล้วจะรู้เรื่องได้ดี วันนี้โรงเรียนปิดพรุ่งนี้ให้มาเรียน พวกเราวิ่งบ้าง เดินบ้างไปเสาชิงช้า เพื่อไปต่อที่พระบรมรูปทรงม้า มีชาวบ้านมารวมตัวกันที่พระบรมรูปทรงม้าเป็นหมื่นพูดกันให้แซด วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลของพระองค์ท่าน และมีการแจกใบปลิว มีรูปพระยาพหลพลพยุหเสนา,พระยาทรงสุรเดช,พระยาฤทธิอัคเนย์,พระประสาทพิทยายุทธ เป็น 4 ทหารเสือที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

มีข้อความในใบปลิว 2 แผ่นใหญ่ อธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลง และพูดถึงผู้ริเริ่ม คือหลวงประดิษฐ์มนูธรรมด้วย พอเวลาประมาณ 10 โมงเช้า คนที่พูดเหมือนในรูปใบปลิว จึงยืนฟังอยู่ ท่านพูดว่า พวกเราคณะทหารและพลเรือง ทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากในหลวง เพื่อเอาอำนาจในการปกครองประเทศมาให้ประชาชน ตามอย่างอารยประเทศ ที่ปกครองระบอบประชาธิปไตย คณะปฎิวัติ ได้กำลังไปเชิญตัวกรมพระนครสวรรค์วรพินิต และอีกสามท่าน มีกรมพระกำแพงเพชร ซึ่งเป็นผู้ดูแลพระนครขณะนั้น คณะราษฎรกำลังให้เจ้าหน้าที่ไปเชิญท่านมาปรึกษาหารือคณะของเราเรียกว่าคณะกรรมการปกครองประเทศตามระบอบประชาธิปไตย

ผมอยู่ที่พระบรมรูปทรงม้าถึงเที่ยงวัน ฟังชาวบ้านที่มาชุมนุมนับหมื่นคนพูดวิจารณ์รัฐบาลของในหลวงและทราบว่านักเรียนนายร้อยทหารบกทั้งหมดก็เข้ากับคณะราษฎรด้วย ผมกลับมาวัดมหาธาตุไปบอกหลวงพี่ หลวงพี่บอกว่า เจ้าคุณใหญ่เรียกประชุม แจ้งให้ทราบแล้ว" (คำบอกเล่าจากปาก สวัสดิ์ คำประกอบ บุรุษ 4 แผ่นดิน เล่าเรื่องปฎิวัติ 2475 เห็นกับตาได้ยินกับหู...มติชนออนไลน์ : ประชาธรรม)

จะเห็นว่าคุณสวัสดิ์ ไม่ได้บอกเลยว่ามีประชาชนต่อต้าน และยังมีประชาแห่มาฟังกันนับหมื่นอีกด้วย

บรรยากาศช่วงนั้นคณะราษฎรพยายามจะช่วงชิงนิยามความหมายของสิ่งใหม่ เพื่อมาแทนที่สิ่งเก่า หนึ่งในนั้น คือเรื่องรัฐธรรมนูญ ในช่วง 15 ปีของคณะราษฎร การเผยแพร่รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องหลักที่คณะราษฎรให้ความสำคัญ ในช่วงแรกมีการเผยแพร่รัฐธรรมนูญผ่านข้าราชการ สส. ครู

อย่างกรณีของครู ครูไม่ได้มีหน้าที่มาเผยแพร่รัฐธรรมนูญโดยตรง แต่ก็ยังพูดถึงระบบใหม่อยู่เสมอ เสนีย์ เสาวพงศ์ ได้เล่าไว้ว่า ตอนที่เขาเรียนสมัยม.5 ครูที่เรียนด้วยมักจะชื่นชมและพูดถึงข้อดีของระบอบใหม่ทุกวัน

จากค้นคว้าเอกสาร พบสิ่งที่น่าใจ คือ  การเผยแร่รัฐธรรมนูญที่จังหวัดสมุดสาครปี 2481 มีคนมาร่วมงานถึง 2,950 คน  อีกวันหนึ่ง เผยแพร่ที่อ.กระทุ่มแบน มีคนเข้าร่วมฟังถึง 3,191 คน ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเยอะมาก เพราะประชากรสยามยังมีไม่ถึง 10 ล้านคน

ในยุคนั้น เรามักจะคิดกันไปเองว่า คนที่ไปออกเสียงคงมีไม่มาก รวมถึงการศึกษายังไม่ขยายตัวเต็มที่ จึงทำให้ยังไม่รับรู้เรื่องรัฐธรรมนูญกันมาก แต่อยากให้เปิดใจดูว่ายุคนั้น มีการพิมพ์รัฐธรรมนูญเป็นหมื่นฉบับ หนังสือของหลวงวิจิตวาทการพิมพ์ปีหนึ่ง 1,000-2,000 เล่ม และพิมพ์หลายครั้ง ซึ่งต่างจากหนังสือวิชาการปัจจุบันที่พิมพ์ 1,000 เล่ม แต่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะขายหมด ฉะนั้นจึงเห็นว่ามันมีความกระตือรือร้นในการรับรู้เรื่องรัฐธรรมนูญสูง กล่าวคือ ประชาชนพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับระบอบใหม่

นอกจากนี้ในการเผยแพร่รัฐธรรมนูญ จะมีการสื่อสารกับคนโดยผ่านพิธีกรรม สถาปัตยกรรมและศิลปะ เช่นงานฉลองรัฐธรรมนูญ อนุสาวรีย์และตึกต่างๆที่สร้างขึ้นในสมัยนั้น ฯลฯ นี่คือ สิ่งที่รัฐพยายามถ่ายทอดสู่ประชาชน

แต่ที่มากกว่านั้น คือ ประชาชนที่เขากระตือรือร้นเองด้วย เขาไม่ได้รับเงินมาจากรัฐ แต่เขาเต็มใจ และพยายามที่จะเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดอุดมการณ์ใหม่ต่อ สิ่งนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงในหน้าประวัติศาสตร์

กรณีหนึ่งที่ตนได้ไปเจอหลักฐาน คือ รัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดาได้มีคำสั่งให้พระยาสุริยานุวัตไปทำความเข้าใจกับเจ้านายฝ่ายเหนือที่เชียงใหม่ เนื่องจากในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่เจ้านายฝ่ายกลัวจะถูกยึดทรัพย์สิน และกลัวว่าตัวเองจะถูกจับไปขัง ซึ่งรัฐบาลทางกรุงเทพได้บันทึกไว้ว่า ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่กี่วัน มีความพยายามของข้าราชการระดับกลาง อาทิ ครูประชาบาล ข้าราชการศาลยุติธรรม ฯลฯที่เชียงใหม่ พยายามประกาศว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นระบอบรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็ถูกขัดขวางโดยข้าหลวงเทศบาล สิ่งนี้มันทำให้เห็นว่าคนตื่นตัวกันมาก

อีกกรณีหนึ่ง เป็นกรณีร้านเสริมสวย ตนเจอข้อความโฆษณาของร้านที่มีชื่อว่า "1.77"  โฆษณาว่า นอกจากทำให้ผู้หญิงเป็นหนึ่ง จากการแต่งสวย แต่งหล่อแล้ว ยังทำหน้าที่ในการเผยแพร่รัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่จะชี้ให้เห็นว่าใครเป็นเจ้าของ อย่างไรก็ตามมันทำให้เห็นว่า ในส่วนของภาครัฐและเอกชนมีความกระตือรือร้นมากกับระบอบใหม่ และยินดีที่จะเผยความรู้เกี่ยวกับระบบใหม่ด้วย

อีกกรณีหนึ่ง คือภายหลังจากปราบกบฎบวรเดช ทางรัฐบาลได้แต่งตั้งคนไปทำความเข้าใจกับประชาชนว่า กบฏบวรเดชเป็นฝ่ายใช้กำลังก่อน โดยใช้พระเทศน์บอกประชาชน รวมทั้งทรอดแทรกความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเข้าไปด้วย

ที่กล่าวมาจะเห็นว่า มีทั้งครู ผู้ประกอบการ พระ ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างรัฐกับประชาชน และประชาชนกับประชาชน ในการสื่อสารความรู้เรื่อง รัฐธรรมนูญและระบอบใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตประจำวันของคนในยุคนั้น ตลบอบอวนไปด้วยความยินดี รวมถึงความต้องการที่จะรับรู้ว่าระบอบใหม่เป็นอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามการขึ้นมามีบทบาทของจอมพลป. อาจทำให้อุดมการณ์ชาตินิยมทหารเข้ามามีบทบาทอยู่บ้าง

โดยสรุปแล้ว หลังการปฏิวัติ 2475 ในช่วงแรกๆ นอกจากจะมีการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองของฝ่ายเจ้ากับฝ่ายคณะราษฎร และฝ่ายคณะราษฎรด้วยกันเองแล้ว ยังมีการเมืองอีกเสี้ยวหนึ่ง ที่เกี่ยวกับประชาชน ที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักเลือกที่จะไม่พูดถึง ทั้งที่มันเกี่ยวข้องกับคนส่วนใหญ่.