รายละเอียด
วันที่ 21 ส.ค. 2557
ศาลฎีกาชี้ขาดให้ชาวบ้านในพท.โฉนดชุมชนบ้านพรสวรรค์ออกจากเขตป่าสงวน
วันที่ 6 ส.ค. 2556 เวลา : 19:44 น.
229
เชียงใหม่/ศาลฎีกาพิจารณาคดีมีคำสั่งให้นายมานิตย์ อินตา ชาวบ้านพรสวรรค์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ย้ายออกจากพื้นที่ ภายหลังกรมป่าไม้ฟ้องร้องคดีชาวบ้านรุกที่ป่าสงวนกว่า 47 คน

วันนี้ (6ส.ค. 56) เวลา 10.00 น. ศาลฎีกานัดฟังคำพิจารณาคดีนายมานิตย์อินตาชาวบ้านพรสวรรค์ ต.ข่วงเปา อ.จอมทองจ.เชียงใหม่กรณีบุกรุกที่ดินตัดฟันโค่นต้นไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติณศาลจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ชาวบ้านพรสวรรค์ประมาณ 50 คนเดินทางมาให้กำลังใจนายมานิตย์และยื่นหนังสือเรียกร้องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ให้ช่วยแก้ไขปัญหากรณีดังกล่าว

สืบเนื่องจาก ปี2539ชาวบ้านพรสวรรค์กว่า40 คนถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ควบคุมตัว และส่งสำนวนฟ้องศาลจังหวัดเชียงใหม่ในข้อหาบุกรุกก่อสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันโค่นต้นไม้ในป่าจอมทองและแยกสำนวนการพิจารณาเป็นรายๆศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าชาวบ้านมีความผิดจริงให้จำคุกทั้ง 40 ราย 6 เดือน แต่มีเหตุให้บรรเทาโทษลดโทษให้เหลือรอลงอาญาไว้  ปี2542 ชาวบ้านได้เรียกร้องให้กรมป่าไม้จัดสรรพื้นที่ให้ทั้งนี้ ชาวบ้านไม่พอใจในการแก้ไขปัญหาล่าช้าและไม่มีความชัดเจนในการไขปัญหา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าชาวบ้านที่โดนฟ้องร้องคดีมีจำนวน47 รายเสียชีวิต 12 ราย เหลือ 35 รายล่าสุดวันนี้ศาลฎีกาได้นัดฟังคำพิจารณาคดีห้องพิจารณาคดีที่ 8 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ จำเลยนายมานิตย์ อินตา ชาวบ้าน1ใน35รายที่ยังมีชีวิตศาลพิจารณาตัดสินให้นายมานิตย์ อินตาออกจากพื้นที่บ้านพรสวรรค์ ต.ข่วงเปา อ.จอมทองจ.เชียงใหม่

นางคำใส ปัญญามี ประธานโฉนดชุมชนบ้านพรสวรรค์ กล่าวว่า "ตนเป็นบุคคลที่สองที่ศาลจะนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ตนไม่รู้จะทำอย่างไรหากศาลตัดสินให้ออกจากพื้นที่ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ไหนไม่มีที่ไปเพราะตนอยู่ในหมู่บ้านพรสวรรค์มาตั้งแต่เกิดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมจะสู้ให้ถึงที่สุด"

ทั้งนี้ชาวบ้านประมาณ 50 คนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ช่วยประสานงานและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆในพื้นที่บ้านพรสวรรค์หมู่ที่ 14 ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่โดยมีนายเจริญฤทธิ์ สงวนศักดิ์รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือและรับปากจะดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป.

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลพื้นฐานบ้านพรสวรรค์

ม.14 ต.ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

 

ประวัติความเป็นมาการตั้งถิ่นฐานชุมชน

 

บ้านพรสวรรค์ ม.14 .ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทิศเหนือติดกับ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ทิศใต้ติดกับ บ้านอังครักษ์ ม.14 .ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ทิศตะวันออกติดกับ ป่าสงวนแห่งชาติแม่วาง ทิศตะวันตกติดกับ บ้านอังครักษ์(ใหม่) .15 .ข่วงเปา อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่

 

เริ่มเข้ามาแผวถางครั้งแรก 5 ครัวเรือน เมื่อปีพ..2517 คือ ครอบครัวของนายสิงห์ เที่ยงจันทร์ตา, นายมูล กันธิยะ, นายเสาร์ สุต๋าตำ, นายแก้ว ใจเมา, นายผัด เรือนฟ้างาม (ทั้ง 5 คนเสียชีวิตแล้ว) จากนั้นก็มีครอบครัวในหมู่บ้านใกล้เคียงที่ไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่เพียงพอเข้ามาอยู่อีก 42 ครัวเรือน รวมเป็น 47 ครัวเรือนในปี 2526 ปัจจุบันมีทั้งหมด 62 ครัวเรือน เริ่มแรกชื่อบ้าน "ห้วยทางเลี้ยว" จากนั้นปี พ..2539 เปลี่ยนเป็นชื่อ "บ้าน 47 ราย" เนื่องจากในปีนี้ชาวบ้านทั้งหมดในหมู่บ้านทั้ง 47 ครัวเรือนถูกจับดำเนินคดีในข้อหาบุกรุก จากนั้นในปี พ..2542 ได้เปลี่ยนชื่อหมู่บ้านเป็น "บ้านพรสวรรค์" และได้ทะเบียนบ้านชั่วคราวเมื่อปีพ.. 2549 ในการเข้ามาแผ่วถางครั้งแรกนั้นเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม มีลักษณะเป็นที่รกร้าง ไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม ชาวบ้านที่เข้ามาครอบครัวแรกๆ นั้น เข้ามาแผ่วถางเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและปลูกพืชผักล้มลุก เช่น กล้วย พริก ฝ้าย ถั่วลิสง เป็นต้น โดยอาศัยน้ำฝน พอช่วงฤดูแล้งก็จะหยุดทำ

 

17 กุมภาพันธ์ 2529 ชาวบ้านจำนวน 45 ครอบครัวได้ติดต่อกับป่าไม้เขตจังหวัดเชียงใหม่เพื่อขอเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ทำกินตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติและขอให้ส่วนราชการจัดแบ่งพื้นที่ให้ครอบครัวละ 1 ไร่ ในวันที่ 27 เมษายน 2530 เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 7 หัวหน้าศูนย์ปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติที่ 1 ได้แจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าคณะอนุกรรมการอำนวยการโครงการจัดหมู่บ้านป่าไม้ป่าจอมทอง มีมติเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2530 ให้ราษฎรดังกล่าวจำนวน 45 รายไปยื่นคำขอใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ..2507 ที่สำนักงานป่าไม้อำเภอจอมทอง ชาวบ้านจึงได้ดำเนินการดังมติดังกล่าว โดยวันที่ 23 กรกฎาคม 2530 นายใจ๋ ดวงเดช ผู้ใหญ่บ้าน ได้พาชาวบ้านจำนวน 47 ราย (เพิ่มราษฎรอีก 2 ราย) ไปยื่นคำร้องขอเช่าที่ดินกับหน่วยงาน ซึ่งได้เสียค่ามัดจำ ค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเป็นการชั่วคราว ไร่ละ 20 บาท โดยไม่มีการขยายพื้นที่เพิ่ม

         

ต่อมาในปีพ..2539 มีราษฎรอีกหลายกลุ่มได้พยายามเข้ามาบุกเบิกและตัดไม้ในบริเวณใกล้เคียง จึงก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคคลหลายกลุ่ม ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าจับกุมราษฎรจำนวน 40 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินเดิม โดยอ้างว่าราษฎรกลุ่มนี้เป็นผู้บุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันโค่นต้นไม้ในป่าจอมทอง จึงส่งฟ้องศาลจังหวัดเชียงใหม่และศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ให้จำเลยมีความผิดในข้อหาบุกรุกและมีคำสั่งบังคับคดีให้ออกจากพื้นที่

 

การประกอบอาชีพ

 

เริ่มแรกชาวบ้านที่เข้ามาก่อนนั้นเพื่อให้ที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยแต่จะมีการปลูกพืชผักซึ่งเป็นพืชล้มลุก เช่น กล้วย พริก ถั่ว เป็นต้น เพื่อบริโภคในครัวเรือนเท่านั้น หลังจากที่มีชาวบ้านเพิ่มขึ้นจนปัจจุบันมีทั้งหมด 62 ครัวเรือน 142 คน เฉลี่ยคนละประมาณไร่เศษ อาชีพหลักของชาวบ้านส่วนใหญ่คือรับจ้าง โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ รับจ้างภาคการเกษตรและรับจ้างทั่วไปนอกภาคการเกษตร โดยสัดส่วนทั้ง 2 ประเภทนั้นจะมีสัดส่วนที่เท่าๆ กันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูการผลิตนอกฤดูการผลิตจะรับจ้างนอกภาคเกษตร

?         ประเภทรับจ้างภาคการเกษตร เช่น เป็นลูกจ้างในการเก็บผลผลิตลำไย, ดูแลสวนให้นายจ้าง(ตัดหญ้า, ใส่ปุ๋ย, รดน้ำ)

?         ประเภทรับจ้างนอกภาคเกษตร เช่น รับจ้างก่อสร้าง, รับซื้อของเก่า, ลูกจ้างโรงงาน/บริษั

นอกจากอาชีพรับจ้างที่เป็นอาชีพหลักของชาวบ้านแล้ว อาชีพรองและอาชีพเสริมของชาวบ้าน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

?         การเกษตร เช่น ปลูกลำไย(บริเวณบ้าน), ปลูกพืชผักสวนครัว

?         เลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา, ไก่ และหมู

?         หาของป่าตามฤดูกาล เช่น หน่อ ผักหวาน เห็ด เป็นต้น

 

ทั้งนี้อาชีพรองดังกล่าวนั้นส่วนมากจะทำเพื่อการบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้นส่วนที่เหลือจึงขาย ส่วนของป่าที่หาได้นั้นเป็นการหาเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนเท่านั้นไม่หาของป่าเพื่อขาย รายได้โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 30,000-50,000 บาท ต่อครอบครัว

 

จากการที่มีที่ดินจำกัดครอบครัวละประมาณ 1 ไร่เศษนั้นจึงทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องออกไปเป็นแรงงานรับจ้างค่าแรงต่ำไร้สวัสดิการปัญหาที่ตามมาคือปัญหาหนี้สิน หลายครอบครัวจึงเป็นลูกหนี้ ธกส.(ในนามกลุ่มเกษตรกร) หนี้กองทุนเงินล้าน หนี้นอกระบบ ปัญหาหนี้เหล่านี้ล้วนมาจากการที่ชาวบ้านขาดแคลนที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกินไม่เพียงพอต่อการทำการเกษตร

 

ลำดับเหตุการณ์         

 

หลังจากได้เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่และยื่นคำขอหน่วยงานราชการก็มีท่าทียอมรับการใช้พื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมของชาวบ้านเป็นอย่างดี โดยภายหลังปีพ..2530 เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาในพื้นที่เป็นครั้งคราว ต่อมาในปีพ..2534 ศูนย์บริการเกษตรกรเคลื่อนที่ สชป.1 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้านเรื่องการหาแหล่งน้ำในการทำเกษตร ทางศูนย์ฯจึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างบ่อพักน้ำและอาคารประกอบห้วยเลี้ยวให้ชาวบ้านเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2534

 

วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2536 มีการจัดประชุมร่วมกันระหว่าง นายอำเภอจอมทอง (นายเฉลิมชัย วรวุฒิพุทธพงศ์) , ป่าไม้อำเภอจอมทอง (นายศุภกิจ นิ่มสกุล) , เจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 5 (นายวรพจน์ ผ่องสมัย) ,นายส่งสุข ภัคเกษมและนายสุรพล เกียรติไชยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยชาวบ้านที่เข้าอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ซึ่งได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 47 ราย โดยที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมการตรวจสอบพื้นที่ออกไปตรวจสอบสภาพพื้นที่ทำกินเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา โดยในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2536 หน่วยงานป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ได้ทำหนังสือแจ้งให้ชาวบ้านที่ขอเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน เพื่อนัดวันตรวจสอบพื้นที่ที่มีการขออนุญาต

 

ต่อมานายส่งสุขและนายสุรพล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รายงานถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดูแลรับผิดชอบป่าไม้ทั้งหมดขณะนั้น) เพื่อเร่งดำเนินการให้ชาวบ้านที่ทำกินอย่างถูกต้อง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในขณะนั้น จึงได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสภาพพื้นที่ โดยมีนายปรีชา อบอาย รองปลัดกระทรวงฯเป็นประธาน และมีสส.และข้าราชการท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่ตรวจสอบ แต่มีข้อมูลไม่เพียงพอจึงสรุปผลไม่ได้ วันที่ 31 ตุลาคม 2537 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ)  รองปลัดกระทรวง (นายปรีชา อบอาย) นายส่งสุข ภัคเกษม นายสุรพล เกียรติไชยากร นายบุญช่วย ภู่จีนาพันธ์ ส..เชียงใหม่ ปลัดเชียงใหม่ นายอำเภอจอมทอง ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ช่วยป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ และผู้อำนวยการต้นน้ำ กรมป่าไม้เดินทางตรวจสภาพพื้นที่ทำกินบริเวณหลัก ก..ที่ 3-5 ถนนสายจอมทอง-อินทนนท์ และมีคำสั่งให้คณะกรรมการดำเนินการดังนี้

1.     เร่งรัดประกาศผนวกพื้นที่บริเวณดังกล่าวให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โดยให้ปักปันเขตแดนใหม่และเจียดพื้นที่บางส่วนที่พอจะเจียดได้ให้แก่ราษฎรได้มีโอกาสมีที่ดินทำกิน

2.     คัดเลือกสอบสวนราษฎรทุกคนที่มายื่นแสดความจำนงจะรับที่ดินเพื่อทบทวนสืบเสาะว่าควรจะได้รับการสงเคราะห์จากรัฐบาลและเป็นคนยากไร้ไม่มีที่ดินพอทำกินหรือไม่

3.     เมื่อได้ที่ดินแล้วให้ใช้ที่ดินทุกตารางวาให้เป็นประโยชน์ มีโอกาสทำมาหาเลี้ยงชีพได้

4.     ที่ดินที่ได้รับห้ามขายหรือโอน

5.     วันที่ 18 พฤศจิกายน 2537 นายปรีชา อบอาย รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานคณะกรรมกาตรวจสอบสภาพพื้นที่ ได้ทำบันทึกข้อความเสนอรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบถึงผลการดำเนินการตรมคำสั่งของรัฐมนตรีช่วยฯ ว่าเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2537 ได้ให้คณะทำงานซึ่งมีนายอำเภอจอมทองเป็นประธานไปตรวจสอบคุณสมบัติของราษฎรว่ามีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินเป็นของตนเองกี่ราย โดยในระหว่างปีพ..2538-2539 ส่วนราชการได้จัดตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบพื้นที่รวมสองชุดและดำเนินการตรวจสอบเป็นลำดับดังนี้

-          ปีพ..2538 สำนักงานป่าไม้เขตจังหวัดเชียงใหม่ตรวจสอบพื้นที่และมีหนังสือถึงอธิบดีกรมป่าไม้ดังนี้

1)     มีพื้นที่พอจะเจียดให้ราษฎรได้จำนวน 191 ไร่

2)     พื้นที่สามารถประกาศผนวกให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติมีเนื้อที่ประมาณ 2,699 ไร่ ซึ่งป่าไม้เขตได้แจ้งให้อุทยานแห่งชาติอินทนนท์ทราบแล้ว

3)     การสำรวจพื้นที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ป่าไม้เขตได้ตรวจสอบบริเวณใกล้เคียง ปรากฏว่า ยังมีพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ (ป่าโซนE) ที่จะมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินสามารถเข้าดำเนินการได้

นอกจากนี้ป่าไม้เขตยังมีความเห็นว่าพื้นที่ซึ่งจะแบ่งให้ราษฎรจำนวน 191 ไร่ มีน้อยกว่าความต้องการของชาวบ้านจึงน่าจะมอบพื้นที่จำนวนดังกล่าวให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินดำเนินการ พร้อมกับผนวกพื้นที่ป่าเศรษฐกิจเพื่อจัดแบ่งให้ราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินด้วย จะได้บรรเทาความเดือดร้อน

-          ปีพ.. 2539 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตามคำสั่งกระทรวงที่ 125/2539 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2539 เสนอผลการพิจารณารวม 3 ข้อคือ

1)     มอบให้กรมป่าไม้ดำเนินการผนวกพื้นที่ปลูกสร้างเสริมสวนป่าเข้าเป็นอุทยานแห่งชาติ

2)     มอบหมายให้กรมป่าไม้ดำเนินการช่วยเหลือราษฎรที่ยื่นคำขอใช้ประโยชน์และผ่านคุณสมบัติแล้ว 481 ไร่ โดยได้ดำเนินการตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ..2507 และระเบียบหลักเกณฑ์นโยบายที่ทางราชการกำหนด

3)     กรมป่าไม้ควรเร่งดำเนินการตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2539 และรายงานความก้าวหน้าในการปฏิบัติงานให้คณะกรรมการตรวจสอบสภาพพื้นที่ทราบเป็นระยะๆ

จากความเป็นมาของเหตุการณ์นับตั้งแต่ปีพ.. 2527 ถึง ปีพ..2539 พบว่าชาวบ้านทั้ง 47 รายได้พยายามประสานงานร่วมกับหน่วยงานราชการเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนมาโดยตลอด โดยยึดข้อกฎหมายและระเบียบของราชการในการดำเนินการ นอกจากนั้นเมื่อเข้าใช้ประโยชน์ชาวบ้านก็ยังช่วยกันดูแลป่าบริเวณใกล้เคียงและไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดขยายพื้นที่เพิ่มแต่อย่างใด

จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

 

จุดเริ่มต้นของการจับกลุ่มชาวบ้านพรสวรรค์มีข้อสังเกตว่าน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากการบุกรุกป่าไม้ของราษฎรในพื้นที่ใกล้เคียง จนกระทั่งทำให้นำไปสู่การจับกุมดำเนินคดีชาวบ้าน 47 ราย โดยมีเหตุการณ์สำคัญๆที่อาจจะเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันดังนี้

 

วันที่ 17 กันยายน 2539 ราษฎร ต.บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่นำราษฎรหลายร้อยคนเข้าไปตัดฟันแผ้วถางป่าบ้านไร่ดงในเขตตำบลบ้านหลวงเป็นเนื้อที่ประมาณ 500 ไร่ ห่างจากที่ดินบริเวณบ้านพรสวรรค์ 10 กิโลเมตร

 

วันที่ 8 ธันวาคม 2539 ราษฎรหมู่ที่ 11 .ข่วงเปา อ.จอมทอง ประมาณ 100 คนไปตัดฟันแผ้วถางป่าบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 4 ในพื้นที่ประมาณ 900 ไร่ เพื่อจับจองพื้นที่ทำกิน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการใด เนื่องจากเห็นว่าอาจเป็นปัญหาในทางการเมือง

 

วันที่ 13-14 ธันวาคม 2539  ชาวบ้านหมู่ที่ 10 .บ้านหลวง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รวบรวมราษฎรไปแย่งพื้นที่ของราษฎรหมู่ที่ 11 จนเกิดความขัดแย้ง ตำรวจและเจ้าหน้าที่ป่าไม้จึงจับตัวแกนนำชาวบ้านหมู่ที่ 11 ไปยังสถานีตำรวจ ซึ่งแกนนำคนดังกล่าวอ้างว่าให้จับกุมชาวบ้าน 47 รายในบ้านพรสวรรค์ที่ทำกินบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 3-4 ถนนสายจอมทอง-อินทนนท์ด้วย

 

วันที่ 17 ธันวาคม 2539 หลังจากการพาดพิงของแกนนำผู้ถูกจับกุมหรือด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้และเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมด้วยอาวุธครบมือจำนวน 300 นายบุกเข้าจับกุมชาวบ้านจำนวน 47 รายในพื้นที่หลักกิโลเมตรที่ 3-4 โดยในเบื้องต้นควบคุมตัวได้เพียง 40 คนและนำตัวไปฝากขังที่ สภ..สารภี  สภ..สันกำแพงและสภ..แม่ริม หลังจากนั้นจึงทำสำนวนส่งฟ้องศาลจังหวัดเชียงใหม่ในข้อหาบุกรุก ก่นสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันโค่นต้นไม้ในป่าจอมทองและแยกสำนวนการพิจารณาเป็นรายๆ

 

หลังจากการจับกุมดำเนินคดีชาวบ้านทั้ง 40 ราย (ถูกจับกุมตัวเพียง 40 ราย อีก 7 คนไม่ได้อยู่ในพื้นที่) ทำให้มีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดชาวบ้านจึงถูกจับกุมทั้งที่ผ่านมาก็ได้มีการประสานงานกับรัฐบาล หน่วยงานราชการในท้องที่ เพื่อยื่นคำขอใช้ประโยชน์ในที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมายมาโดยตลอด อีกทั้งได้ทำกินและอาศัยในบริเวณนั้นมาตั้งแต่ปีพ..2527 นับเป็นเวลากว่าสิบสองปีแล้ว เหตุใดจึงเพิ่งถูกจับกุม

 

กระบวนการจัดการปัญหา

การยื่นข้อร้องเรียนต่อหน่วยงาน

จากการถูกดำเนินคดีอาญา ชาวบ้านจึงได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปาได้จัดประชุมสมัยวิสามัญครั้งที่ 2 และรับเรื่องของราษฎรทั้ง 47 รายเข้าพิจารณา โดยในที่ประชุมเห็นว่าชาวบ้านมีฐานะยากจนจริง การขอเช่าพื้นที่ก็เพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการกระทำเพื่อประกอบอาชีพ ต่อมาวันที่ 8 เมษายน 2541 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปาได้ประชุม สมัยวิสามัญครั้งที่ 2 ประจำปี 2541 มีมติ เห็นชอบให้กรมป่าไม้มอบพื้นที่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 3-5 ถนนสายจอมทอง-ดอยอินทนนท์จำนวน 150 ไร่ให้กับสปก.เป็นผู้ดำเนินการ

 

นอกจากนั้นยังได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังนายกรัฐมนตรีและประธานรัฐสภาเพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ผู้มีอำนาจช่วยคลี่คลายปัญหา โดยได้รับหนังสือตอบกลับจากสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2541 ว่าได้รับหนังสือและกราบเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการต่อไปแล้ว  และในเดือนตุลาคม 2541 มีหนังสือจากรัฐสภาแจ้งว่าประธานรัฐสภาได้รับทราบเรื่องแล้ว แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าในทางนโยบายแต่อย่างใด

         

การต่อสู้คดีของชาวบ้าน

 

ภายหลังจากการถูกดำเนินคดีราษฎรทั้ง 47 รายได้นำเรื่องเข้าร้องเรียนต่อสภาทนายความภาค 5 ซึ่งได้รับดคีไว้และจัดหาทนายให้เพื่อต่อสู้คดี โดยในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้มีป่าไม้เขตจังหวัด (นายวรวิทย์  เชื้อสุวรรณ) นายสุรพล เกียรติไชยากร (อดีตส..เชียงใหม่) และนายแดง นาระต๊ะ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 .ข่วงเปา อ.จอมทอง ได้ประสานงานให้ราษฎรไปเจรจาที่สำนักงานเขตเชียงใหม่และเกลี้ยกล่อมให้รับสารภาพตามคำฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าหากเรื่องยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ป่าไม้เขตจะไม่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ หากรับสารภาพและคดีถึงที่สุดทางป่าไม้เขตจะสามารถให้อนุญาตเช้าพื้นที่ทำกินเดิมได้ ทำให้ชาวบ้านผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมดรับสารภาพและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดข้อหาบุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง ตัดฟันโค่นต้นไม้ตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ    ให้จำคุกจำเลยทั้ง 40 ราย 6 เดือน แต่มีเหตุบรรเทาโทษ ให้ลดโทษกึ่งหนึ่ง โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ โดยคดีอาญาได้ถึงที่สุดแล้ว

 

ทว่าเมื่อชาวบ้านทั้งหมดรับสารภาพและศาลพิพากษาคดีจนถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้เหมือนเดิม เพราะเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2542 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอบังคับคดีให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ยึดถือครอบครอง

 

1 กุมภาพันธ์ 2542 นายแดง นาระต๊ะ (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 .ข่วงเปา) ซึ่งเป็นผู้ต่อรองให้ชาวบ้านรับสารภาพส่งหนังสือถึงเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 7 ป่าไม้อำเภอจอมทอง เพื่อแจ้งผลการหารือของสภาตำบลข่วงเปา กรณีป่าไม้อำเภอขอใช้พื้นที่ป่าบ้านห้วยหลุ ต.ข่วงเปา เพื่อรองรับราษฎรทั้ง 47 ครอบครัว ว่าสภาตำบลไม่เห็นชอบให้ใช้พื้นที่ดังกล่าวเนื่องจากเป็นพื้นที่กันไว้สำหรับเป็นที่ทิ้งขยะของอำเภอจอมทอง ซึ่งต่อมาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2542 สภาองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา ได้เปิดประชุมสมัยสามัญที่ 1 ครั้งที่ 2 ประจำปี 2542 มีมติกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับผู้มีสิทธิขอบใช้ประโยชน์ในพื้นที่บ้านห้วยหลุคือ หนึ่งต้องมีฐานะยากจน  สองต้องไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง สามขอเช่าที่ดินได้ไม่เกินคนละ 2 ไร่ และสี่ราษฎรที่จะเช่าให้ขอรวมกันทุกหมู่บ้าน ไม่แยกเป็นกลุ่มย่อย ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถเข้าไปอยู่ได้หากไม่มีการแบ่งให้ราษฎรทั้งหมดก่อน

 

18 มีนาคม 2542 นายเกรียงชัย วัฒนลักษณ์ ป่าไม้อำเภอจอมทอง มีหนังสือแจ้งให้ราษฎรบ้านพรสวรรค์ส่งเอกสารประกอบการขออนุญาตขอใช้ประโยชน์ที่ดินเพิ่มเติม และวันที่ 8 เมษายน 2542 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาจอมทอง ได้ทำหนังสือค้ำประกันการเช่าที่ดินของชาวบ้านตามระเบียบการเช่าที่ดินในเขตป่าสงวน เพื่อให้ชาวบ้านนำไปประกอบคำร้องให้ครบถ้วน ชาวบ้านจึงมีความหวังว่าจะตนจะได้รับอนุญาตให้อยู่ในพื้นที่ได้

 

ทว่าในวันที่ 21 เมษายน 2542 นายชัยวัฒน์ ผ่องโสภา ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่และป่าไม้อำเภอจอมทองได้เรียกชาวบ้านไปประชุมที่สำนักงานป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ และแจ้งให้ชาวบ้านว่าไม่สามารถอนุญาตให้ชาวบ้านเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่เดิมได้ โดยอ้างว่าพื้นที่ที่ชาวบ้านจะขอเข้าทำประโยชน์เป็นพื้นที่โครงการปลูกเสริมสร้างป่าของกรมป่าไม้  ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมได้ อีกทั้งยังไม่สามารถเข้าทำกินในพื้นที่ใหม่ในบริเวณป่าห้วยหลุได้ เนื่องจากองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปามีมติให้ต้องเข้าทำกินทั้งตำบลไม่ใช่เฉพาะชาวบ้านพรสวรรค์ ชาวบ้านจึงเข้าร่วมเรียกร้องกับเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ และนำปัญหาเข้าร้องเรียนต่อ นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ขณะนั้น) กระทั่งมีมติคณะรัฐมนตรี 11 พฤษภาคม 2542 มอบหมายให้ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่รับไปดำเนินการจัดหาที่ดินให้ชาวบ้าน

 

24 กันยายน 2542 นายชัยวัฒน์ ผ่องโสภา ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ และนายไพบูลย์ บุญธรรมช่วย นายอำเภอจอมทอง พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและราษฎรบ้านพรสวรรค์จำนวน 47 ราย ได้ร่วมประชุมพิจารณาแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี 11 พฤษภาคม 2542 ทางป่าไม้จังหวัดได้แจ้งราษฎรทราบว่าได้ดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้แล้ว โดยคัดเลือกพื้นที่บริเวณป่าห้วยหลุ หมู่ที่ 12 .ข่วงเปา อ.จอมทอง แทนพื้นที่เดิม ซึ่งป่าไม้จังหวัดได้แจ้งว่าได้จัดสรรให้แล้ว จำนวน 2 แปลงเนื้อที่จำนวน 220 ไร่ และ 430 ไร่ตามลำดับ โดยชาวบ้านได้แจ้งกับป่าไม้จังหวัดว่าพร้อมที่จะออกจากพื้นที่ หากป่าไม้จังหวัดจัดสรรที่ให้โดยไม่ติดขัดกับมติขององค์การบริหารส่วนตำบลหรือองค์การบริหารส่วนตำบลอนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้ และขอให้ทางป่าไม้ช่วยเหลือทางด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อชดเชยที่ชาวบ้านได้เคยสร้างไว้ในพื้นที่เดิม ในระหว่างนี้จึงทำให้ชาวบ้านยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันที เพราะการดำเนินการของป่าไม้ยังไม่ชัดเจน  ซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่พอใจชาวบ้านเพราะไม่ยอมออกจากที่ดินทันที

 

6 ตุลาคม 2542 จากการประชุมร่วมกันเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2542 และชาวบ้านยังไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ทันที เนื่องด้วยเหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้ป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่เชื่อว่าชาวบ้านดื้อรั้นและกระด้างกระเดื่อง จึงได้ทำหนังสือถึงศาลจังหวัดเชียงใหม่ขอให้ศาลมีคำสั่งบังคับคดีให้ออกจากที่ดินพิพาท  จากการไต่สวนของศาลมีความเห็นว่ายังไม่มีความคืบหน้าจากทั้งชาวบ้านและป่าไม้ และเห็นสมควรให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันหามาตรการแก้ไขปัญหา  .โดยจะเลื่อนการบังคับคดีและเพื่อความสะดวกในการเดินทางของชาวบ้านให้นัดพร้อมกันทั้ง 35 ราย ในวันที่ 17 มกราคม 2543 ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง

 

8 ตุลาคม 2542 ตัวแทนชาวบ้านพรสวรรค์ 47 ครอบครัวเดินทางไปยื่นหนังสือต่อนายอำเภอจอมทอง เพื่ออธิบายถึงสาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมกับทางป่าไม้อำเภอ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2542 พร้อมได้แสดงเจตนาบริสุทธ์ว่าราษฎรทั้งหมดมิได้มีพฤติกรรมที่ต้องการฝ่าฝืนกฎระเบียบ หรือกฎหมายแต่อย่างใด

 

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จใจการเจรจากับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ชาวบ้านก็ยังคงอาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่เดิมต่อเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน มีการตั้งถิ่นฐานที่มั่นคงถาวร มีการพัฒนาสาธารณูปโภคในพื้นที่ แต่ไม่มีการขยายพื้นที่ไปบุกรุกเขตป่าเพิ่มแต่อย่างใด  ในส่วนคดีความได้มีการชี้แจงและขอผ่อนผันกับศาลเรื่อยมา โดยข้อเท็จจริงแล้วชาวบ้านก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนโยบายของรัฐและส่วนราชการมาโดยตลอด  แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้

 

สถานการณ์ปัจจุบัน

6 มีนาคม 2550 ชาวบ้านพรสวรรค์ หมู่ที่ 14 .ข่วงเปา ได้ยื่นหนังสือขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบพื้นที่ของหมู่บ้านว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินหรือไม่ แก่สำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ โดยเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2550 ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงใหม่ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่าพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตที่ ส... มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินทั้งตำบล (ตำบลข่วงเปา) แต่พื้นที่ดังกล่าวได้กันคืนให้กับกรมป่าไม้ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้และ ส... ลงวันที 14 กันยายน 2538 แล้ว ส...จึงสามารถเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ดังกล่าวได้

 

กรกฎาคม 2551 ภายหลังจากที่ชาวบ้านทั้ง 40 รายถูกพิพากษาให้มีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ  ทางกรมป่าไม้ยังได้มีการฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับชาวบ้านอีกรายละ 150,000-500,000 บาท แต่ได้มีการเจรจาและตกลงให้ชดใช้โดยการทำงานภายใต้โครงการปลูกป่าของกรมป่าไม้ในพื้นที่ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่  และใช้วิธีการหักลดค่าเสียหายเป็นรายวัน

 

23 พฤษภาคม 2551 หลังวันที่ 4 มิถุนายน 2541 ซึ่งครบเวลา 10 ปีหลังจากศาลมีคำพิพากษาจนถึงที่สุดในคดีอาญาข้อหาบุกรุกของชาวบ้านพรสวรรค์ 40 ราย ได้มีหมายบังคับคดีจากศาลจังหวัดเชียงใหม่ให้จำเลยและบริวารย้ายออกจากป่าสงวนแห่งชาติที่ได้ยึดถือครอบครองไว้ภายใน 15 วัน โดยจำเลยทั้ง 40 รายได้ยื่นคำร้องคำสั่งบังคับคดีของศาลชั้นต้นต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีข้อโต้แย้งว่าโจทก์มิได้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และขอให้เพิกถอนคำสั่ง แต่ศาลพิจารณาว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ที่ให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกจากพื้นที่นั้นเป็นคำขอในวิธีการอุปกรณ์ของโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ..2507 ซึ่งไม่มีกำหนดอายุความ ศาลชั้นต้นยกคำร้องของจำเลย และศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น  ขณะนี้การบังคับคดีอยู่ในระหว่างการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา

 

แต่เนื่องด้วยความผิดพลาดบางประการจึงทำให้นายอินทร์ สุวรรณหนึ่งในชาวบ้านพรสรรค์และเป็นจำเลยในคดีไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งบังคับคดีต่อศาลฎีกา  โดยศาลมีคำสั่งนัดพร้อมในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 โดยจะมีซักถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ว่าจำเลยยังคงอยู่ทำกินหรือไม่ และรื้อสิ่งก่อสร้างออกจากพื้นที่แล้วหรือยัง หากยังคงทำกินและไม่ได้รื้อสิ่งก่อสร้างออกจะมีการดำเนินออกหมายจับหรือหมายขังจำเลย จนกว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะทำการรื้อของและย้ายทรัพย์สินของจำเลยแล้วเสร็จ กรณีของนายอินทร์ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องช่วยเหลือและเยียวยา

 

7 ตุลาคม 2553  ภายหลังจากการยื่นข้อร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อเดือนกันยายน 2553 คณะกรรมการสิทธิฯโดยนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ จึงได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและสภาพปัญหาในบริเวณบ้านพรสวรรค์ที่เป็นพื้นที่พิพาท โดยพบว่ามีพื้นที่ประมาณ 190 ไร่ มีราษฎรอาศัยและทำกินประมาณ 60 ครอบครัว มีการตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร  ส่วนที่ดินบริเวณป่าห้วยหลุซึ่งกรมป่าไม้แจ้งว่าได้จัดหาไว้เพื่อรองรับราษฎรทั้งหมด ปัจจุบันตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอินทนนท์ ก็ไม่เหมาะสมสำหรับให้ชาวบ้านย้ายเข้าไปอยู่ เนื่องจากที่ดินบริเวณดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าธรรมชาติ  ที่ดินมีลักษณะเป็นดินลูกรังยากต่อการใช้ทำประโยชน์และสร้างบ้านเรือน นอกจากนี้ก็ยังเป็นพื้นที่ที่สภาองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปาเคยมีมติว่าจะจัดเป็นที่ทิ้งขยะ หากราษฎรประสงค์จะใช้ประโยชน์ต้องเป็นการจัดสรรให้แก่ทุกคนในตำบล ซึ่งยากต่อการนำไปปฏิบัติได้จริง

 

ในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ตุลาคม 2553 คณะกรรมการสิทธิได้มีการประสานงานกับหน่วยงานและร่วมกันจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านพรสวรรค์โดยมีหน่วยงานเข้าร่วมประชุม คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ  , นายสาธร วงศ์หนองเตย (ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย) , ผู้อำนวยการสำนักงานจัดโฉนดชุมชน (ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี) , นายอำเภอจอมทอง , เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ , เจ้าหน้าที่สำนักอนุรักษ์ที่ 16 , เจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ , นายกองค์การบริหารส่วนตำบลข่วงเปา และคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่าไม้ ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  โดยหน่วยงานราชการรับทราบและเห็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่แต่แจ้งว่าตนไม่มีอำนาจตัดสินใจในทางนโยบาย ที่ประชุมจึงมีมติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและผู้แทนจากสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าพูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณานำพื้นที่นี้เข้าสู่การแก้ไขปัญหาตามแนวทางโฉนดชุมชน ภายใต้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.. 2553  ในวันที่ 28-29 ตุลาคม นี้ โดยหากมีการพูดคุยเจรจาและหน่วยงานกลางเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ให้อนุกรรมการด้านที่ดินและป่าไม้ ภายใต้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติรวบรวมข้อเท็จจริงและยื่นแถลงต่อศาลผ่านทนายความผู้รับผิดชอบคดีว่าคดีของชาวบ้านทั้งหมดอยู่ในระหว่างการเจรจาแก้ไขปัญหาและมีการเสนอให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเรื่องโฉนดชุมชน

 

2 กุมภาพันธ์ 2554 นายอินทร์ สุวรรณ ฟังคำสั่งศาลโดยมีรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาขึ้นให้การต่อศาลว่าตอนนี้หมู่บ้านพรสรรค์ได้เข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยตามนโยบายของรัฐบาลว่าด้วยการจัดโฉนดชุมชน จึงทำให้ศาลมีคำสั่งให้นำคดีของนายอินทร์ สุวรรณ ไปรวมกับจำเลยคนอื่นและมีคำสั่งให้กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ได้

 

การจัดสรรที่ดินโดยชุมชนบ้านพรสวรรค์

 

ครอบครัวที่เข้ามาครั้งแรกนั้นเข้ามาแผ่วถางและจับจองกันเอง หลังจากนั้นวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2536 เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้ามาแบ่งแปลงให้ชาวบ้าน ครอบครัวละ1 ไร่ 2 งาน โดยคนที่เข้ามาก่อนปี 2536 ให้อยู่ในที่ดินเดิมที่จับจอง ส่วนคนที่เข้ามาหลังจากปี 2536 นั้นชุมชนจัดการจับฉลากแบ่งแปลงเท่าๆ กัน ประมาณ 1 ไร่ 2 งาน ปัจจุบันครอบครัวได้ขยายเพิ่มจาก 47 ครัวเรือน เป็น 62 ครัวเรือน ทำให้การถือครองที่ดินบางครัวเรือนไม่ถึง 1 ไร่ 2 งาน โดยที่ไม่ขยายขอบเขตออกนอกชุมชนเข้าในพื้นที่ป่าไม้

 

การบริหารจัดการกลุ่ม

คณะกรรมการชุมชนบ้านพรสวรรค์

1.    คณะกรรมการจัดการที่ดิน

 . นางคำใส             ปัญญามี                             ประธาน

. นางนิภา               มณีวรรณ                  รองประธาน

. นาง ลัดดา            ปัญญามี                             เลขานุการ

. นางวราภรณ์          ใจรังสี                     กรรมการ

. นางอมรรัตน์          บุญเป๋ง                    กรรมการ
. นางแต๋ว               ดงโบราณ                 กรรมการ
. นายอินทร์            สุวรรณ                     กรรมการ

. นายสุมล              สุขหล้า                    กรรมการ
. นายศรี                 ในรังสี                     กรรมการ

๑๐. นายติ๊บ               แก้วตันใจ                 กรรมการ

๑๑. นายกมล             สุภาอินทร์                 กรรมการ

๑๒. นายบุญ              แสงหล้า                   กรรมการ

๑๓. นายปัน              กันทะสอน                กรรมการ

๑๔. นายอินสม                    คำฟู                        กรรมการ

 

 

       . คณะกรรมการกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนพรสวรรค์

. นายจำเนียร           ดกโบราณ                 ประธาน

. นางศศิธร              รัตนบำเพ็ญ               รองประธาน

. นางแก้วเรือน                   ศรีวิชัย                     กรรมการ

. นางวรรณา            นิยมกิจ                    กรรมการ

. นางบัวจันทร์          สุวี                          กรรมการ

 

. คณะกรรมการกองทุนออมทรัพย์สัจจะ

          . นายติ๊บ                แก้วตันใจ

          . นางลัดดา             ปัญญามี

          . นางจินดาพร          วงค์ญาติ

          . นางรุจิรา               มาระนัด

          . นางวราภรณ์          ใจรังสี

           

 

 

 

กฎระเบียบและข้อปฎิบัติชุมชนบ้านพรสวรรค์

 

หมวดที่ ๑

กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์

.รายได้กองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์

         .   สมาชิกชุมชน ที่อาศัยอยู่ประจำ สมทบกองทุนครัวเรือนละ      ๓๐  บาท ต่อเดือนโดยส่งมอบคณะกรรมการไม่เกินวันที่ ๕ ของทุกเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป

    .   สมาชิกชุมชน ที่มีที่อยู่อาศัยและทำกิน แต่ไม่ใด้อาศัยอยู่ประจำ สมทบกองทุนครัวเรือนล ๖๐ บาท ต่อเดือนโดยส่งมอบคณะกรรมการไม่เกินวันที่ ๕ ของทุกเดือนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป

 

   .๓ เงินรายได้อื่นๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของชุมชน และเงินบริจาค 

 

๒ ระเบียบการใช้จ่ายของกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์

    

     .๑ คณะกรรมการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินกองทุน ช่วยเหลือสมาชิกเพื่อประกอบกิจกรรม พิธีกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมอันได้แก่ งานศพ ครัวเรือนละไม่เกิน ๕๐๐ บาท 

     .๒ คณะกรรมการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินกองทุน เพื่อรับรองกิจกรรมด้านเครือข่ายปฎิรูปที่ดิน และการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์ ไม่เกินครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท

    .๓ คณะกรรมการมีอำนาจสั่งจ่ายเงินกองทุน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ถูกดำเนินคดี และกิจกรรมตามคำสั่งศาล ไม่เกินครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท

    .  การใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์นอกเหนือจาก ข้อ๒.-.๓ให้คณะกรรมการขออนุมัติจากที่ประชุมสมาชิก

    .  คณะกรรมการต้องรายงานสถานะกองทุน  รวมทั้งรายได้ค่าใช้จ่ายในที่ประชุมของสมาชิกทุกเดือน

 

                                                                     หมวดที่ ๒

การจัดการที่ดินชุมชน

  บทบาทหน้าที่ของสมาชิกชุมชน

 .๑ สมาชิกมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดิน ภายไต้กฎระเบียบและข้อปฎิบัติของชุมชนบ้านพรสวรรค์

.๒ สมาชิกต้องปลูกสร้างบ้านอยู่อาศัย พร้อมแจ้งทะเบียนบ้านต่อปกครองท้องที่

.๓ สมาชิกห้ามขยายพื้นที่ทำกินหรือที่อยู่อาศัยออกนอกเขตที่ชุมชนร่วมกันกำหนด

.๔ หากสมาชิกชุมชนต้องการขายที่ดิน สามารถขายให้กับสมาชิกในชุมชนได้แต่ต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการชุมชน   และต้องส่งมอบกองทุนเพื่อการพัฒนาชุมชนพรสวรรค์ ร้อยละ ๑๐ ของจำนวนเงินที่ขาย

.๕ สมาชิกที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินไม่เกิน ๓ ปีแต่ไม่ได้แจ้งการใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อคณะกรรมการและปฎิบัติตามระเบียบข้อปฎิบัติชุมชน  ให้สมทบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรสวรรค์จำนวน  ,๐๐๐  บาท

.๖ สมาชิกที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่ไม่เกิน100 ตารางวาและไม่เกิน ๓ ปีแต่ไม่ได้แจ้งการใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อคณะกรรมการและไม่ปฎิบัติตามระเบียบข้อปฎิบัติชุมชน  ให้สมทบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรสวรรค์จำนวน  ,๐๐๐  บาท

.๗ สมาชิกที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินเนื้อที่เกิน100 ตารางวาและไม่เกิน ๓ ปีแต่ไม่ได้แจ้งการใช้ประโยชน์ในที่ดินต่อคณะกรรมการและไม่ปฎิบัติตามระเบียบข้อปฎิบัติชุมชน  ให้สมทบกองทุนเพื่อการพัฒนาพรสวรรค์จำนวน  ,๐๐๐  บาท

.๘ สมาชิกชุมชนต้องให้ความร่วมมือกิจกรรมของชุมชนด้านการพัฒนา หากไม่สามารถร่วมได้ต้องสมทบเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรสวรรค์ ๑๒๐ บาท/ต่อวัน

.๙สมาชิกชุมชนต้องมีความรักและสมัคคีต่อกัน และต้องร่วมประชุมทุกครั้งที่มีการประชุมของชุมชน

.๑๐ สมาชิกไม่ปฎิบัติตามระเบียบและข้อปฎิบัติ ให้อำนาจคณะกรรมการพิจารณาตัดสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินและที่ดินดังกล่าวถือเป็นที่สาธารณะ ทั้งนี้คณะกรรมการต้องแจ้งให้สมาชิกรับทราบในที่ประชุมสมาชิกและสมาชิกรับทราบโดยลายลักษณ์อักษร ๓ ครั้ง

 

๒ บทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการ

 

.๑ กำกับดูแลความสงบเรียบร้อย ให้ชุมชนเป็นไปตามกฎระเบียบและข้อปฎิบัติของชุมชน

 

.๒อนุกรรมการกองทุนเพื่ออาสาพัฒนาชุมชนพรสวรรค์ ทำหน้าที่จัดเก็บและควบคุมค่าใช้จ่ายกองทุนเพื่อการพัฒนาพรสวรรค์ให้เป็นไปตามระเบียบโดยมอบหมายให้ปฎิบัติหน้าที่การเงินและบัญชีไม่ใช่บุคคลเดียวกัน

 

.๓คณะอนุกรรมการจัดการที่ดิน ทำหน้าที่ควบคุมกำกับและพิจารณาเพิกถอนสิทธิถือครองของสมาชิก ให้เป็นไปตามระเบียบและข้อปฎิบัตชุมชน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ชาวบ้านพรสวรรค์ที่ถูกดำเนินคดี                                  

 

1. นางแก้วเรือน          ศรีวิชัย  

2. นายอินทร์             สุวรรณ์

3.นายอ้าย                ตันโต 

4.นายติ๊บ                  แก้วตันใจ 

5.นายหลวง               คำตุ้ย 

6.นายสุข                  เตจ๊ะยา  

7.นายทิม                  สิงห์คำ                                                                      

8.นายจำเนียน            ดกโบราณ

9.นายมานิตย์             อินตา

10.นางบัวจันทร์          สุวี       

11.นางนิ่ม                 ถาวร   

12.นางปรานี              คำตุ้ย                                                      

13.นาง คำใส             ปัญญา   

14.นายดี                   หมู่แม่ริม   

15.นายศรี                  ใจรังศรี  

16.นายบุญ                 คำใจ                                                                     

17.นายใส                เป็งแก้ว