|
ปัจจุบัน มีแรงงานชาวพม่า กัมพูชาและลาวประมาณสองล้านคนอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ทำงานแบบหลบๆ ซ่อนๆ "แรงงาน" เหล่านี้อาจสามารถช่วยสร้างเสริมเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยิ่งยวดและเป็นขุมกำลังทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณที่ช่วยหล่อเลี้ยงและสร้างความหลากหลายให้แก่สังคมไทย พวกเขากลับถูกมองเป็นสินค้าหรือที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือเป็นภัยคุกคามของชาติอย่างใหญ่หลวง
มีใช้แรงงานจำนวนมากต้องดำเนินชีวิตไปตามยถากรรม จากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย จากกประเทศด้อยพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว จากไฟสงครามสู่เสรีภาพ จากระบอบเผด็จการสู่ระบอบประชาธิปไตย จากประสบการณ์เก่าสู่ความคิดใหม่ และที่สำคัญคือจากการจัดหาสู่ความต้องการ พวกเขาเข้ามาในประเทศไทยเพราะความต้องการด้านเศรษฐกิจ และบ่อยครั้ง ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขามักหมายถึงความต้องการมายังประเทศไทยด้วย
รัฐบาลหลายต่อหลายสมัยพยายามรับมือกับการอพยพที่ทะลักล้นจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสู่ประเทศไทย ในเบื้องต้นวางแผนนโยบายเคยพิจารณาเรื่องความจำเป็นทางเศรษฐกิจระยะสั้นโดยอิงการตัดสินใจแบบปีต่อปีของคณะรัฐมนตรี ดังนั้น จึงเป็นเหตุให้ใบอนุญาตทำงานสำหรับอพยพกว่าหกหมื่นคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าหมดอายุลงในวันที่ 20 มกราคม 2553 ก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะพิจารณาว่าควรจะทำอย่างไรต่อบุคคลเหล่านี้
ในวันที่ 19 มกราคม หนึ่งวันก่อนวันดังกล่าวและเป็นหนึ่งวันหลังจากที่องค์กรสิทธิ์ในประเทศและต่างประเทศยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อการส่งแรงงานข้ามชาติออกนอกประเทศไทย คณะรัฐมนตรีได้เสนอมติในประเด็นดังกล่าวมีใจความว่าให้กลุ่มแรงงานเหล่านี้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานไปอีกสองปี โดยสามารถทำการต่ออายุได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์นี้ แต่เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกันที่การอนุญาตให้อยู่และทำงานในประเทศไทยดังกล่าวมาพร้อมกับสองเงื่อนไขอันเข้มงวดนั่นคือ (1) แรงงานข้ามชาติต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 และ (2) แรงงานข้ามชาติเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ด้วย "การตกลง"เข้าร่วมกระบวนการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงการที่แรงงานข้ามชาติต้องส่งประวัติส่วนตัวให้แก่รัฐบาลไทยโดยผ่านสำนักจัดหางาน หรือที่มักจะรู้กันในกรณีของบริษัทเอกชน
สำหรับแรงงานอีก 1.3 ล้านคน (ร้อยละ 83 มาจากพม่า ส่วนที่เหลือมาจากกัมพูชาและลาว) ซึ่งต้องเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จในวันที่ 28 กุมภาพันธ์นั้น ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เริ่มกระทำการใดๆ เลยและสำหรับกลุ่มที่กระบวนการดังกล่าวไม่มีผลกระทบ ก็ยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขนี้
กระทรวงแรงงานเคยให้มีการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักแก่สาธารณะสำหรับแรงงานข้ามชาติและนายจ้างเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ทำให้วางแผนนโยบายมองเห็นความจริงว่ามีอยู่ไม่กี่คนที่เข้าใจว่ากระบวนการนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีการตอบรับที่เป็นรูปธรรมและแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจกระบวนการทั้งหมด
คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเชิญเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ (โดยสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าหน้าที่ชาวพม่า) เข้ามาในประเทศไทยเพื่อดำเนินกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ โดยเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกลับมาจากประเทศพม่ามือเปล่า มีแต่เพียงสัญญาจากปากของรัฐบาลทหารพม่าว่าจะส่งแรงงาน "ชุดใหม่" มายังประเทศไทยในอนาคตเพื่อแทนแรงงานที่กำลังจะถูกส่งกลับ นี่จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลหากเจ้าหน้าที่ชาวพม่าเข้ามาควบคุมกระบวนการสรรหาบุคคลากร
กรณีที่แรงงานข้ามชาติคนใดยังปฏิเสธการเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 มติของคณะรัฐมนตรียังคงมีความไม่แน่นอนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงยังคงเน้นย้ำถึงการปฏิบัติของทางการในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ว่าแรงงานข้ามชาติจะถูกกวาดต้อน จับกุมและส่งตัวกลับ โอกาสสุดท้ายของแรงงานข้ามชาติในการเล่นตามกฎเกณฑ์มาถึงแล้ว
กระบวนการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงการที่แรงงานข้ามชาติจะถูกสั่งให้ "เป็นถูกกฎหมาย" เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่แห่งการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากพวกเขาเข้าสู่ประเทศไทย "อย่างผิดกฎหมาย" โดยปราศจากความยินยอมอย่างเป็นทางการ (และในกรณีของแรงงานข้ามชาติจากพม่าซึ่งออกจากประเทศของตน "โดยผิดกฎหมาย" โดยมิได้รับความยินยอมจากทางการอีกด้วย) จึงต้องมีการทำระเบียนประวัติและให้อีกประเทศหนึ่งยืนยันความเป็นพลเมืองของตนก่อนที่จะมีการส่งตัวเข้าประเทศอย่างถูกกฎหมาย สำหรับแรงงานข้ามชาติจากพม่า ซึงส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อย จึงสามารถพูดได้อย่างตรงไปตรงมาทั้งทางกฎหมายและจริยธรรมว่าพวกเขาต้องถูกทำให้เป็น "ชาวพม่า" เสียก่อนและต้องทำในประเทศพม่าอีกด้วย
ความท้าทายทางจริยธรรมอีกประการหนึ่งก็คือ กระบวนการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงการที่แรงงานข้ามชาติได้รับเอกสารต่างๆ จากประเทศของตน (รวมทั้งหนังสือเดินทาง "ชั่วคราว") เพื่อเข้าประเทศไทยอย่าง "ถูกกฎหมาย" เอกสารเหล่านี้จะเป็นใบเบิกทางนำไปสู่เอกสารประเภทอื่น (เช่น หนังสือตรวจลงตรา ใบอนุญาตทำงาน และประกันสุขภาพ) เพื่อให้อยู่อาศัยและทำงานในประเทศไทยอย่าง "ถูกกฎหมาย" ได้ครั้งละสองปี สำหรับช่วงเวลาที่ไม่เกินสี่ปี หลังจากนั้น แรงงานเหล่านี้ต้องเดินทางกลับบ้าน
หากพูดอย่าง "เป็นทางการ" แล้ว กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเป็นเรื่องเกี่ยวกับการตั้งกฎเกณฑ์และมีค่าใช้จ่ายถูก หนังสือเดินทางชั่วคราวของพม่ามีค่า 100 บาทและค่าหนังสือตรวจลงตราของไทยอายุ 2 ปีมีราคา 500 บาท แรงงานข้ามชาติที่กำลังทำตนให้ "ถูกกฎหมาย" จะได้รับการคุ้มครองสิทธิ์ในระดับที่สูงกว่า เป็นครั้งแรกที่แรงงานข้ามชาติสามารถขี่จักรยานยนต์ ได้รับค่าชดเชยจากอุบัติเหตุในการทำงานและสามารถเดินทางทั่วประเทศไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัด ซึ่งถือเป็นการเพิ่มเสรีภาพอย่างยิ่งใหญ่ จึงเห็นได้ชัดว่า เจ้าหน้าที่ที่ประพฤติมิชอบก็จะถูกกดดันอย่างหนักให้รังแกแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ ในขณะที่หลายคนยังคงไม่แน่ใจว่าทั้งหมดที่กล่าวมาจะกลายเป็นความจริงได้อย่างไร
หากพูดกันแบบ "ไม่เป็นทางการ" แล้ว ว่ากันว่าการพิสูจน์สัญชาติมีแรงจูงใจอื่นแฝงอยู่ บริษัทเอกชนจะเป็นขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนทั้งหมด 13 ขั้นตอนทำให้ของถูกกลายเป็นของแพง 600 บาทจะกลายเป็น 6,000 บาท เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายใดๆ มาบังคับควบคุมบุคคลเหล่านี้ มีรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยันแนะว่าเจ้าหน้าที่ของพม่ากำลังใช้กระบวนการพิสูจน์สัญชาติเพื่อทำลายนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย รีดเงินจากญาติของแรงงานข้ามชาติหรือยึดที่ดินทำกิน บางคนเกรงว่าระบบข่าวกรองของพม่ากำลังเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประชากรที่เป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งไม่ได้อยู่ในแผนที่ของทางการ มีคำอธิบายเกิดขึ้นถึงสาเหตุที่ว่า ทำไมพม่าไม่ดำเนินกระบวนการพิสูจน์สัญชาติในประเทศไทยเช่นเดียวกับกัมพูชาและลาว
แม้ว่าแรงงานข้ามชาติจะไม่มีอำนาจ ไม่มีปากเสียง หรือสับสนอยู่ในขณะนี้ แต่หนทางความร่วมมือต่างๆ ก็ยังคงถูกจำกัด ไม่นับความร่วมมือจากภาครัฐในเรื่องกระบวนการพิสูจน์สัญชาติดังกล่าว "ข้อจำกัด" เหล่านี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับความท้าทายสองประการที่แรงงานข้ามชาติต้องเผชิญ นั่นคือ ความมั่นคงทางชีวิตและฐานะการเงิน โดยเฉพาะแรงงานชาวพม่าและชนกลุ่มน้อยชาวพม่าซึ่งมีประสบการณ์ในการรับรู้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามามากกว่าแรงงานขามชาติกลุ่มอื่น หากเราลองขอให้แรงงานพม่าทำในสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าจะไม่มีความมั่นคงให้แก่ตนเอง (ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดๆ ก็ตาม) พวกเขาจะลองเสี่ยงและหาหนทางแก้ไขอื่น ดังนั้น การกรอกใบคำร้องเพื่อพิสูจน์สัญชาติด้วยข้อมูลเท็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จึงเป็นการต่อลมหายใจของบุคคลเหล่านี้ไปอีกเฮือกหนึ่ง
แรงงานข้ามชาติจากพม่าส่วนใหญ่เข้ามาสู่ประเทศไทยเพื่อหาเงินเลี้ยงตัว ใช้เพื่อการศึกษาของญาติพี่น้องหรือช่วยเหลือพ่อแม่ การขอให้พวกเขาใช้เงินมหาศาลไปกับกระบวนการอันสลับซับซ้อนเพื่อมีชีวิตอยู่และทำงานโดยปราศจากความหวังเพื่อเก็บหอมรอมริบทำให้แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เข้าใจว่าไม่มีความมั่นคงทางการเงินอีกต่อไป ทำไมแรงงานข้ามชาติจึงต้องเข้าสู่ประบวนการดังกล่าวเพียงเพื่อผลประโยชน์อันน้อยนิดแลกกับการต้องเสี่ยงชีวิตของตนเอง
นักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนนั้นมีวิธีการทำงานเช่นเดียวกับนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติและมนุษย์ และบางครั้งอาจเป็นถือความคิดแบบอนาธิปไตย เพราะความชอบครรลองตามธรรมชาติและพยายามหาทางจำกัดสิ่งที่เห็นว่าเป็นวิถีทางที่ภาครัฐคิดว่าเป็นข้อบังคับสำหรับความมั่นคงของประเทศ นักเคลื่อนไหวบางคนทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อรับรองนโยบายแบบองค์รวมและมีความเป็นสิทธิมนุษยชนเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากไม่มีใครได้ยินเสียงของแรงงานข้ามชาติในขณะนี้ องค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งพยายามอย่างยิ่งที่จะเป็นกระบอกเสียงให้แก่เสียงที่ไม่ได้ยินดังกล่าว โดยปราศจากความลำเอียงและไม่คำนึงว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่
หนทางที่ดีที่สุดในการบริหารจัดการกับแรงงานข้ามชาติตามแนวทางของนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนอาจไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่รัฐบาลรับมาปฏิบัติเสมอไป อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์มากมายชี้ว่าการจัดการกับการอพยพของประเทศไทยมักจะเป็นความพยายามจัดการกับบุคคลด้วยการสร้างความรู้สึกไม่มั่นคง หากนโยบายเกี่ยวกับการอพยพเป็นการนำไปสู่ความมั่นคงและความปลอดภัยแล้ว ควรจะเป็นการพยายามจัดการกับ "มนุษย์" ที่มีภูมิหลัง มิใช่สินค้าที่ไม่มีอนาคต ด้วยการให้ข้อมูลที่พวกเขาเข้าใจได้ว่าจะต้องทำอย่างไร รวมทั้งสนับสนุนกลไกทางสังคมในแง่บวกที่เกิดขึ้น การให้ความเคารพความคิดเห็นและความต้องการของแรงงานข้ามชาติ แม้แต่การเสริมสร้างชุมชนของแรงงานข้ามชาติ ก็ตาม ทำให้เสียงของแรงงานข้ามชาติเหล่านี้สามารถแทนที่เสียงของกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่หลายต่อหลายครั้งมีอคติและเป็นไปเพื่อเงินทุนสนับสนุนได้ นอกจากนั้น ควรมีขั้นตอนปฏิบัติที่เรียบง่าย ราคาถูก โปร่งใส และปราศจากความเจ็บปวดใดๆ เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เสียงของ "มนุษย์" เหล่านี้กลับมาดังอีกครั้งหนึ่ง
การบริหารจัดการกับการอพยพแบบผิดๆ ที่จ่ายให้สังคม เศรษฐกิจ และ "มนุษย์" นั้นมีราคาสูงยิ่ง ในประเทศไทยแรงงานข้ามชาติบางคนเก็บข้าวของแล้วกลับบ้านเกิดเมื่อต้องเผชิญกับเส้นตายของกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ การคุกคามของการส่งตัวแรงงานข้ามชาติกลับประเทศและค่าตัวแทนแรงงาน คนเหล่านี้กำลังดิ้นรนออกจากวิถีชีวิตตามธรรมชาติของตนไปสู่วิถีอื่นต่อไป นายจ้างบางรายพากันร่ำร้องเมื่อสถานประกอบการขาดแรงงานราคาถูก นักสิทธิมนุษยชนกำลังรู้สึกได้ถึงการส่งตัวแรงงานข้ามชาติที่ไม่ยุติธรรมและเลือกปฏิบัติและกำลังเตรียมการเพื่อรับมือ สายตาชาวโลกกำลังจับอยู่ที่การเลือกตั้งของพม่าในปี 2553 และอีกมากกำลังมองดูเหตุการณ์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 ในประเทศไทย การจัดการกับอพยพคือการบริหารจัดการกับทัศนคติทุกๆ ด้าน การสำรวจกระแสวิถีชีวิตที่เชี่ยวกรากเพื่อดูว่าจะเลี้ยวล่องไปในทิศทางใด รวมทั้งการรับฟังเสียงและเห็นภาพที่ขาดหาย หากประเทศไทยเริ่มคิดเช่นนี้เมื่อถึงเวลาบังคับใช้นโยบายเกี่ยวกับอพยพในอนาคตแล้ว เมื่อถึงกำหนดสิ้นสุดของกระบวนการพิสูจน์สัญชาติ สังเกตการณ์อาจได้สรรเสริญการเจรจาร่วมกันเพื่อพยายามจัดการกับกระบวนการอันเชื่องช้าที่เกิดแก่แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีความมั่นคงและสับสนเหล่านี้ ประเทศไทยมีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทย กฎหมายระหว่างประเทศและระเบียบรัฐธรรมนูญร่วมกับหน้าที่ทางศีลธรรมด้วย และเนื่องจากประเทศไทยยังคงต้องการแรงงานข้ามชาติ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งทางเศรษฐกิจในการพิจารณาด้วยความรอบคอบเกี่ยวกับนโยบายการใช้ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาตินี้
เมื่อถึงเวลาที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงแรงงานเรียกให้บริษัทเอกชนที่ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติเข้าลงชื่อเพื่อลดค่าใช้จ่าย และที่เกี่ยวข้องชี้ว่าเส้นตายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 อาจเป็นเพียงพื้นที่สีเทามากกว่าสีดำเนื่องด้วยจุดประสงค์ของการใช้ข้อมูลในแบบตรวจสัญชาติเป็นไปเพื่อการต่ออายุใบอนุญาตทำงานแล้ว การรณรงค์ของภาคประชาสังคมในประเด็นดังกล่าวอาจเห็นหนทางสว่าง การได้เห็นภาพ ได้ยินเสียง รับรู้ประสบการณ์และเข้าใจคนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเรื่องราวอันโศกสลดนี้อย่างถ่องแท้เท่านั้น จะเป็นสิ่งที่ช่วยรัฐบาลให้ไม่มีความเฉยเมยและเมินหน้าหนีความจริงไปได้. |