|
วันนี้ (20 ก.ค. 53) มีรายงานว่าตัวแทนแรงงานข้ามชาติชาวไทยใหญ่ ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ยื่นฟ้องกรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ต่อศาลปกครองจังหวัดเชียงใหม่เพื่อให้พิจารณาตัดสินเกี่ยวกับสิทธิของแรงงานข้ามชาติในการทำใบอนุญาตขับรถ สืบเนื่องจากกลุ่มแรงงานดังกล่าวได้ยื่นขอทำใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ต่อสำนักงานขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2552 แต่สำนักงานดังกล่าว ไม่สามารถออกใบอนุญาตขับรถให้ได้
นายสมชาย หอมลออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา กล่าวว่า "สิทธิในการใช้รถจักรยานยนต์เป็นสิทธิพื้นฐานทางสังคมซึ่งมนุษย์อันพึงมีไม่ว่าจะสัญชาติใด การปฏิเสธไม่ให้สิทธิกับแรงงานข้ามชาตินั้น ยิ่งเป็นการเพิ่มความกดดัน และเพิ่มโอกาสให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์ในสังคมมากขึ้น รวมถึงทำให้เกิดความไม่มั่นคงของประเทศเพิ่มมากยิ่งขึ้น"
ตั้งแต่ปลายปี 2550 มูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และกลุ่มแรงงานข้ามชาติในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันทำรณรงค์ ส่งเสริมให้รัฐเปิดนโยบายให้แรงงานข้ามชาติสามารถทำใบอนุญาตขับรถได้ โดยร่วมหารือหลายครั้ง กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และส่วนกลาง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของการใช้รถจักรยานยนต์ของแรงงานข้ามชาติและปัญหาที่ประสบอยู่ โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแรงงานข้ามชาติประสบกับการปรับ จับ ยึดรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีการปรับในอัตราที่สูงกว่าปกติ คือข้อหาละ 1,000 บาท และปัจจุบันได้ลดค่าปรับลง เป็นข้อหาละ 500 บาท การไม่มีใบอนุญาตขับรถ จึงมีผลกระทบต่อวีถีการดำเนินชีวิตของแรงงานข้ามชาติอย่างมาก
แม้ว่าจะมีความก้าวหน้าเกี่ยวกับนโยบายการใช้รถจักรยานยนต์ของแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นลำดับขั้น โดยวันที่ 14 ตุลาคม 2552 กรมการขนส่งได้ออกหนังสือเวียนที่ คค0408/ว244 อนุญาตให้แรงงานข้ามชาติสามารถจดทะเบียนเป็นเจ้าของรถได้ และวันที่ 22 มีนาคม 2553 ได้ออกหนังสือเวียนที่ คค0408/ว.108 อนุญาตให้บุคคลไร้สัญชาติและชนกลุ่มน้อย 14 กลุ่ม สามารถทำใบอนุญาตขับรถได้ แต่ถึงกระนั้นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนั้นยังไม่ครอบคลุมถึงแรงงานข้ามชาติแต่อย่างใด
มสพ.และกลุ่มแรงงานข้ามชาติมีความพยายาม ส่งเสริมให้รัฐพิจารณาสิทธิของแรงงานข้ามชาติและลดการแสวงหาผลประโยชน์ในการใช้จักรยานยนต์ของคนกลุ่มนี้ โดยมีการจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือร่วมกันหลายครั้งและมีการประชุมล่าสุด ในวันที่ 11 มิถุนายน 2553 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นว่าประเด็นดังกล่าวนี้มีความเกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศ ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่จะพิจารณาถึงสิทธิของคนกลุ่มนี้ |