รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
จากแม่อุสุถึงหนองบัว "ที่มา-ทางออก" ของผู้ลี้ภัยในมุม พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ
วันที่ 22 ก.พ. 2553 เวลา : 14:59 น.
ผู้เขียน : วนิดา แสนจิตร สำนักข่าวประชาธรรม
แบ่งปัน
สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนที่เราควรเปิดโอกาสให้องค์กรต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขและหาทางออก ซึ่งที่ผ่านมาถูกปิดกั้นโอกาส และเราไม่สามารรับรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้น คืออะไร ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง

จากการที่รัฐบาลไทยร่วมกับฝ่ายความมั่นคง ดำเนินการผลักดันชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในประเทศพม่า ซึ่งปัจจุบันได้พักอยู่ที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวบ้านหนองบัว และบ้านแม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก กลับประเทศ ท่ามกลางเสียงคัดค้านขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่วิตกเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะเรื่องการถูกละเมิดสิทธิจากรัฐบาลทหารพม่า รวมทั้งกับระเบิดที่ทหารพม่าวางไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งกลับพม่าได้เหยียบกับระเบิดจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมกันนั้นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นดังกล่าวได้นำเสนอทางออกในการแก้ปัญหาแก่รัฐบาล แต่ดูเหมือนว่าข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการพิจารณาเท่าไรนัก

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราลองมาทำความเข้าใจว่า เหตุใดรัฐบาลไทยจึงเร่งรัดผลักดันผู้ลี้ภัยเหล่านั้นกลับประเทศ อนาคต ความหวัง ความเป็นอยู่ของผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นอย่างไร และที่สำคัญโดยเนื้อแท้แล้วรัฐบาลไทยมีท่าทีอย่างไรกับ "ผู้ลี้ภัย" และคำว่า "สิทธิมนุษยชน" ... ทั้งหมดนี้ พงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ คณะทำงานเครือข่ายลุ่มน้ำสาละวิน มีคำอธิบาย !

ความเป็นมาของปัญหาที่เกิดขึ้น

            ต้องขอเท้าความก่อนว่า ช่วงเดือน มิ.ย. 2552 ที่ผ่านมา มีการสู้รบกันระหว่างกองกำลังดีเคบีเอ ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพพม่า กับกองกำลังเคเอ็นยู ซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำเมย ทำให้พี่น้องชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในรัฐกะเหรี่ยงได้รับผลกระทบจากการสู้รบด้วย ต้องหนีมาฝั่งไทย เพราะเขาอยู่ในพื้นที่เดิมไม่ได้ เนื่องจากจะถูกกวาดล้างจากทหารพม่า พื้นที่ที่มีปัญหาคือหมู่บ้านหม่อเลปลอ ในเขตรัฐกะเหรี่ยงซึ่งเป็นพื้นที่ของกะเหรี่ยงดีเคบีเอ อยู่ใกล้กับแม่น้ำเมย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับ บ้านแม่อุสุ และบ้านหนองบัว อ.ท่าสองยาง จ.ตาก

             ตอนนี้ผู้ลี้ภัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ยังไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในศูนย์อพยพ ทั้งหมดมีจำนวนเกือบ 4,000 คน และผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กค่อนข้างมาก ซึ่งตอนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรทั้งในและนอกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น องค์กร UNHCR หรือข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ TBBC คณะกรรมการช่วยเหลือชาวพม่าตามแนวชายแดนไทย - พม่า กลุ่มพี่น้องเครือข่ายทั้งสองฝั่ง และองค์กรภาคประชาสังคม ฯลฯ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น สุขภาพ อาหาร เป็นต้น

            ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ และได้เห็นสภาพของผู้ลี้ภัย ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่ลำบากมาก เพราะเป็นช่วงที่ฝนตกตลอด 3 วันแรก ช่วงนั้นที่พักพิงยังไม่มีอะไรเลย ผู้ลี้ภัยไม่มีที่นอน ไม่มีแม้กระทั่งที่หลบฝน ซึ่งผู้ลี้ภัยที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ เด็ก

ผู้ลี้ภัยที่มากกว่า 4,000 คนนั้นไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องอยู่ในศูนย์อพยพ ฉะนั้นทางรัฐบาลจึงมีนโยบายให้ส่งกลับประเทศของตัวเองอย่างที่พยายามทำอยู่

           ทางรัฐบาลไทย อ้างว่า ไม่มีนโยบายเพิ่มพื้นที่ หรือเพิ่มศูนย์อพยพถาวรใหม่เพิ่ม ฉะนั้นจึงมีการกันพื้นที่ไว้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว และไม่ให้ผู้ลี้ภัยออกจากพื้นที่ที่กำหนดขอบเขตไว้ และรอส่งกลับ 

ท่าทีของผู้ลี้ภัยกับการถูกส่งกลับ

           เท่าที่ผมเองได้เคยลงไปสัมผัสพื้นที่ พบว่าชาวบ้านตอนนี้  ไม่ใช่เขาไม่อยากกลับบ้าน แต่เขากังวลและกลัวเรื่องความปลอดภัยในชีวิตของเขา เพราะพื้นที่ที่อยู่ในแถบนั้น มีการวางกับระเบิดไว้ ซึ่งไม่รู้ว่าทิศทางการวางระเบิดอยู่ตรงจุดใด ส่วนพื้นที่ที่อาศัยนั้น เขาไม่ต้องการจะอยู่ในศูนย์พักพิงตลอดชีวิต ซึ่งเขาต้องการดำเนินชีวิตอย่างอิสระในบ้านเกิดของเขา ที่สามารถทำสวนทำไร่ได้ ซึ่งการอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว เขาก็ถูกควบคุมและกำหนดขอบเขตเอาไว้ คุณไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้เลย ดังนั้นเขาจึงพยายามขอให้สถานการณ์ทางฝั่งพม่าสงบก่อน แล้วเขาก็พร้อมที่จะเดินทางกลับ

 

แต่ดูเหมือนว่ารัฐพยายามผลักดันกลับมาโดยตลอด         

          ที่จริงมีกระบวนการผลักดันพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงครามกลับ แต่เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก เพราะมันไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นสถานการณ์สงครามที่ชัดเจน ซึ่งกระบวนการของฝ่ายทหารเองก็พยายามผลักดันแบบเงียบ ๆ ซึ่งทางสื่อมวลชนเองไม่ได้รับข่าวสารที่เป็นข้อเท็จจริง แต่ในส่วนของชาวบ้าน หรือองค์กรที่ได้ทำงานในพื้นที่ก็ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจึงสงสัยว่าทำไมถึงมีการผลักดันผู้ลี้ภัยกลับในช่วงนี้ หรือมีกระบวนการแบบใดที่จะส่งผู้ลี้ภัยกลับ  จากนั้นมีการตั้งข้อสังเกต กรณีการประชุมพูดคุยกับชาวบ้าน โดยเรียกประชุมชาวบ้านว่าจะมีการผลักดันชาวบ้านกลับไปฝั่งพม่า จึงทำให้เกิดกระแสนี้เกิดขึ้น จากตัวชาวบ้าน และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่เองด้วย ซึ่งมีการยื่นข้อเสนอและตั้งคำถามว่า ทำไมถึงกดดันให้ผู้ลี้ภัยกลับพม่า เพราะเท่าที่คุยกับชาวบ้านเอง ก็ยังไม่มีความปลอดภัยต่อตัวชาวบ้านเอง ถ้าเป็นไปได้ รอหรือชะลอการส่งกลับก่อนได้หรือไม่  ซึ่งทางหน่วยงานทหาร อ้างว่า ตอนนี้สถานการณ์ฝั่งตรงข้ามปลอดภัยแล้ว โดยได้เชิญทหารเคเอ็นยู ทหารของพม่า ทหารดีเคบีเอ คุยกัน และพยายามออกมาบอกว่า สถานการณ์ปลอดภัยแล้ว ซึ่งชาวบ้านไม่สามารถเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยได้

สถานการณ์ในฝั่งพม่า 

            ด้านความปลอดภัยหรือการยุติการสู้รบนั้น เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะทางพม่าเองก็พยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดความสงบในพื้นที่ เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง และทางพม่าพยายามจะปรับเปลี่ยนให้กองกำลังดีเคบีเอให้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของพม่า ซึ่งเรื่องเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆ แต่ไม่สามารถพูดอะไรได้ และได้รับความกดดันอย่างหนัก จะอพยพมาฝั่งไทยก็ถูกควบคุมอย่างที่เห็น และที่สำคัญเราไม่ทราบว่าเหตุใดรัฐบาลจะต้องเร่งรัดส่งผู้ลี้ภัยเหล่านี้กลับประเทศ เพราะนั่นเท่ากับการส่งเสริมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งที่รัฐบาลประกาศออกมาว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่มีนโยบายและไม่ส่งเสริมการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นกรณีที่เกิดขึ้นน่าจะมีการทบทวน หรือมีกระบวนการส่งกลับที่มีส่วนร่วมมากกว่านี้ เพราะในหลายภาคส่วนยังไม่สามารถเข้าไปรับรู้ถึงสถานการณ์ หรือกระบวนการส่งกลับที่เกิดขึ้นว่ามีความปลอดภัยจริงหรือไม่ที่ผ่านมาหลาย ๆ องค์กร ทั้งกลุ่มเพื่อนพม่า กลุ่มองค์กรสตรีกะเหรี่ยง และหลายๆ องค์กรที่ขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนในพม่า พยายามยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ทบทวนหรือยุติการผลักดันส่งกลับผู้ลี้ภัยก่อน จนกว่าจะยืนยันได้ว่ามีความปลอดภัยจริง

            ด้านสภาพจิตใจของพี่น้องผู้ลี้ภัยตอนนี้ ยังมีความเป็นกังวลอยู่มาก เนื่องจาก ที่พักพิงชั่วคราวไม่ใช่พื้นที่ถาวร และเรื่องการศึกษา ด้านอาหาร  ด้านสุขอนามัย เขายังดำเนินชีวิตอย่างลำบาก ซึ่งตอนนี้รอการช่วยเหลือจากหน่วยงานต่าง ๆ เพราะเขาไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้อย่างเต็มที่ ซึ่งตอนนี้มีองค์กรที่ทำเรื่องสุขภาพ ก็เข้าไปดูแลเบื้องต้นเท่านั้น

มีข้อเสนออย่างไรบ้าง 

            สถานการณ์ดังกล่าวเป็นบทเรียนที่เราควรจะเปิดโอกาสให้หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวน ซึ่ง ณ ตอนนี้ หน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องดังกล่าว มีเพียงไม่กี่องค์กรเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาถูกปิดกั้นโอกาสทำให้เราไม่สามารรับรู้ว่าปัญหาที่แท้จริงที่เกิดขึ้นคืออะไร ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดอย่างแท้จริง ในระดับนานาชาติ อย่างยูเอ็นเอง อนาคตในระยะยาวน่าจะมีการทบทวนบทเรียนที่เกิดขึ้น เพื่อให้องค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในแก้ไขปัญหา และองค์กรที่รับผิดชอบในฝั่งไทยเอง หรือผู้มีอำนาจ อย่างฝ่ายความมั่นคงก็ดี หรือฝ่ายกระทรวงมหาดไทยก็ดี น่าจะดึงให้องค์กรที่ทำงานในพื้นที่ เข้ามามีส่วนร่วมให้มาก อีกทั้งหากเราจะมองเรื่องความมั่นคง เราน่าจะมองความมั่นคงด้านพื้นฐานก่อน คือ การดำเนินชีวิต ที่มีปัจจัย 4  เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาสู่ระดับชาติด้วย.