รายละเอียด
วันที่ 23 พ.ค. 2556
ที่เห็นและค้นพบ 'ความเป็นจริงในชั้นศาล' ผ่านสายตานักศึกษานิติศาสตร์หลากสถาบัน
วันที่ 22 มิ.ย. 2555 เวลา : 19:36 น.
66

วันนี้ (22 มิ.ย.2555) ที่โรงแรมศิรินาถ การ์เดนท์ จ.เชียงใหม่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AIHR) ศูนย์พิทักษ์และพื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดสัมมนาเรื่อง "สิทธิในกระบวนการยุติธรรม : หลักการและความเป็นจริง"

การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นการรวบรวมข้อมูล ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมการสังเกตการณ์คดี และเนื้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย โดยกิจกรรมการสัมมนาวิชาการในครั้งนี้ ถือเป็นการนำเสนอข้อมูลเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรมและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของกลุ่มคนต่างๆสู่สาธารณะและยังเป็นการเปิดพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ของนักศึกษา ผู้สังเกตการณ์คดี อาจารย์ นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน ทนายความ ประชาชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม ทั้งผู้พิพากษา และคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เป็นต้น เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันอันมุ่งไปสู่การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมและลดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ปรากฏอยู่ในชั้นศาลต่อไปในอนาคต

ทั้งนี้การสัมมนาประกอบด้วย การเสวนาเรื่อง "คนทุกข์ : ความเป็นจริงในชั้นศาล" การนำเสนอผลงานของนักศึกษาจากการเข้าร่วมสังเกตการณ์กระบวนการศาลในมุมมองสิทธิมนุษยชน" และปิดท้ายด้วยการเสวนาเรื่อง กระบวนการยุติธรรม : คุกคามหรือปกป้องสิทธิมนุษยชน"

สำหรับเนื้อหาของการสัมมนาช่วงบ่ายในหัวข้อ "ความเป็นจริงในชั้นศาลจากการสังเกตการณ์ของนักศึกษา" ซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานของนักศึกษาจากการเข้าร่วมโครงการ "การเรียนรู้และสังเกตการณ์กระบวนการศาลในมุมมองสิทธิมนุษยชน" จากนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีเนื้อหาดังนี้

 

 

ความเป็นจริงในชั้นศาลจากการสังเกตการณ์ของนักศึกษา

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกเล่าประสบการณ์จากการเข้าร่วมโครงการ ว่า  ทำให้เห็นอะไรที่มากกว่าสิ่งที่อยู่ในตำราเรียน ตั้งแต่กระบวนการเข้าไปในศาล ดูบอร์ดเลขคดี เข้าห้องพิจารณาคดีจนถึงฟังการสืบพยานและคำพิพากษา ข้อสังเกตที่ตนได้เจอ คือมักจะถูกซักถามถึงจุดประสงค์การเข้ามาฟังจากเจ้าหน้าที่ศาลทั้งที่รัฐธรรมนูญไทยระบุให้การพิจารณาคดีต้องเปิดเผยยกเว้นเพียงคดีที่ปิดลับ

เราได้เข้าไปสังเกตการพิจารณาคดีประมาณ 10 คดี พบว่า ทุกคดีผู้พิพากษามักจะมาสายกว่าเวลานัดหลายนาที บางครั้งสายถึง1 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้เกิดคำถามกับสิ่งที่เคยรับรู้มาว่า ผู้พิพากษางานหนักมากเพราะงานมีมากกว่าคน แต่เท่าที่เห็นผู้พิพากษามาสายตลอด

ประเทศไทยมีนักโทษมากเป็นอันดับสองของโลก คดีที่มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ คดียาเสพติด รองลงมา คือ หลบหนีเข้าเมือง อันดับสาม คือคดีการพนัน สามคดีนี้ใช้พื้นที่คุกประมาณร้อยละ 65.3

คดีที่ได้ไปเจอทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำที่มันแตกต่างกันมาก คนที่มีอำนาจในด้านเศษฐกิจและสังคมมากกว่า ก็จะไปกดขี่คนที่อ่อนแอกว่า เช่น คนจนจะเข้าถึงการประกันตัวและการบริการกระบวนการยุติธรรมน้อยมาก ด้วยเหตุนี้จึงเห็นว่า ลำพังแค่กระบวนการสังเกตการณ์กระบวนการศาลคงไม่เพียงพอ ต้องสังเกตกระบวนการของพนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นอัยการ หรือตำรวจ

จากการได้พูดคุยกับผู้ต้องหาที่ถูกขัง พบว่า บางคดี คนที่โดนคดีค้ายาบ้าหมื่นเม็ด แต่ให้เงินสาม-สี่แสนบาทแก่ตำรวจ จากคดีหมื่นเม็ดกลายเป็นหกเม็ด จนได้ประกันออกจากคุก บางคนแค่สูบกัญชาโดนลงโทษโดยไม่รอลงอาญา

กระบวนการยุติธรรมไทยค่อนข้างที่จะมีราคาแพง คนจนบางคนไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ บางคนเขาไม่มีความผิด แต่ต้องรับสารภาพ เพราะไม่มีเงินจ้างทนายความ

วันนี้หลายคนไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมของรัฐ เพราะว่ากระบวนการยุติธรรมของรัฐไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่ประชาชนเสมอไป บางคดีใช้ระยะเวลาดำเนินการนานมาก

นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้อธิบายความยุติธรรมที่เป็นจริงในสังคมเสมอไป ฉะนั้นจึงเห็นว่า ควรปรับปรุงเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบยุติธรรมของคนยากจนในสังคม ซึ่งจะทำให้คนจนมีสิทธิในการต่อสู้ มีสิทธิได้รับอิสรภาพชั่วคราวด้วยเงื่อนไขการประกันตัวที่เหมาะสม ได้รับทนายที่มีความเป็นมืออาชีพพอๆกับคนที่ร่ำรวย

สิ่งที่เกิดขึ้นจะโทษศาล อัยการ หรือตำรวจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะคนในสังคมเพิกเฉยต่อประเพณีแบบนี้มานานหลายครั้งแล้ว เราเห็นอยู่บ่อยๆว่ามันไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่ดื้ทำอะไรให้มันดีขึ้น

ด้านนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี นำเสนอผลการสังเกตกระบวนการศาลในจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าศาลอำนวยความสะดวกในการเข้าไปสังเกตการพิจารณาเป็นอย่างดี แต่ในกระบวนการพิจารณาคดี ทนายความมักจะทำเกินหน้าที่ โดยโต้เถียงกันเกินคดีที่ไต่สวน ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่คดีความ

นอกจากนี้ยังเห็นความเหลื่อมล้ำในศาล เช่น หากเรามีหนังสือ หรือใส่ชุดนักศึกษามาฟังการพิจารณาคดีก็ไม่ต้องแลกบัตร แต่ถ้าเราใส่ชุดธรรมดา หรือเป็นประชาชนที่ต้องการฟังการพิจารณาคดีก็ต้องแลกบัตร และถ้าหากเราไม่มีหนังสือมาก็มักจะถูกตำหนิอยู่เสมอ

ขณะที่นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า มีประเด็นจากการไปสังเกตการณ์อยู่สามประเด็น ประเด็นแรก ผู้ต้องหาคดียาเสพติดมักจะไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งที่โดยหลักคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธ์ เขาจึงควรมีสิทธิที่จะได้รับการประกันตัว และได้รับการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว ในคดีที่เข้าไปสังเกตถูกเลื่อนสืบพยายถึงสามครั้ง ด้วยเหตุนี้ประเด็นดังกล่าวจึงอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการยุติธรรมไทยได้

ประเด็นที่สอง คดียาเสพติดที่มีผู้ต้องหาเป็นชาติพันธุ์อื่นอาจทำให้ต่อสู้คดีได้ไม่เต็มที่ เพราะสื่อสารคนละภาษา ทำให้อาจสื่อสารได้ไม่ตรงประเด็นที่จำเลยต้องการสื่อ เช่นกรณีที่เข้าไปสังเกตคดียาเสพติดที่มีจำเลยเป็นชาวกระเหรี่ยง พบว่า มีการติดขัดในกระบวนการไต่สวนพอสมควร  ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นการละเมิดกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อ 14 ฉ คืออสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากล่าม ในกรณีที่ไม่สามารถเข้าใจภาษาที่ใช้ในศาลได้

ประเด็นที่สาม ผู้ต้องหามักถูกบีบให้สารภาพเพื่อให้ได้รับการลดโทษ แทนที่จะปล่อยไปตามกระบวนการไต่สวนให้ถึงที่สุดว่าเขาผิดจริงหรือไม่ อย่างกรณีคดีอาญาที่ได้เข้าไปสังเกตการไต่สวน พบว่า จำเลยโดนตั้งข้อหาพยายามฆ่าแต่ผู้พิพากษาเห็นว่า อาวุธที่ใช้แทงมีขนาด 6 ซม. ไม่น่าจะใช้ฆ่าคนได้ จึงเรียกอัยการและทนายของจำเลยมาไกล่เกลี่ยเพื่อเปลี่ยนเป็นข้อหาทำร้ายร่างกาย โดยให้จำเลยรับสารภาพ เพื่อลงโทษและรอลงอาญาต่อไป

"กระบวนการยุติธรรมเหมือนกับการทำอาหาร ตำรวจเป็นคนจ่ายกับข้าว อัยการเป็นคนปรุง ผู้พิพากษาเป็นคนชิม ถ้าตำรวจจ่ายกับข้าวไม่ดี อัยการปรุงกับข้าวไม่อร่อย ให้ผู้พิพากษาลิ้นดีแค่ไหน ชิมยังไงก็ไม่อร่อย"

 

ประมวลภาพรวมความเป็นจริงในชั้นศาล

รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเข้าไปสังเกตการณ์ของนักศึกษาสามารถสรุปเป็นภาพรวมสามส่วนใหญ่ ส่วนแรกเรียกว่าการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเกี่ยวกับกระบวนการเข้าไปในศาล การชี้แจงของเจ้าหน้าที่ การติดป้าย ฯลฯ โดยรวมเราพบว่ามีการพยายามชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าไปในศาล และค่อนข้างมีการทำงานเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่สิ่งที่พบว่าเป็นปัญหา คือ ความเข้าใจเรื่องการบริหารงานยุติธรรมของระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการไม่สอดคล้องกับหลักการในทางกฎหมาย เช่น "กรณีที่จะเข้าศาลจะถูกเรียกร้องให้ต้องแสดงตนหรือเรียกร้องให้มีหนังสือจากคณะมา คนที่เรียนกฎหมายมาจึงจะรู้สึกแปลกเพราะเข้าใจหลักการข้อหนึ่งว่า วิธีการพิจารณาคดีต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมต้องไม่มีอุปสรรค แต่นี่เป็นปัญหาการบริหารงานยุติธรรมในชั้นศาล ยิ่งในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองมีความขัดแย้งสูง การเข้าศาลยิ่งประสบความยากลำบากมากขึ้น"

ส่วนที่สอง กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล ซึ่งมีอยู่สองส่วน ส่วนแรก การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ส่วนที่สอง เป็นปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติงานของผู้พิพากษา ในส่วนแรกพบว่า ส่วนใหญ่จะดำเนินไปอย่างน่าพอใจ โดยมีความเป็นกลาง เป็นธรรม เช่น ไม่ใช้คำพูดชักจูงใจ เปิดโอกาสให้จำเลยต่อสู้อย่างเต็มที่

แต่ปัญหาที่สำคัญ คือ ส่วนที่สอง ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาคดี เช่น ลักษณะของห้องพิจารณาโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่กับเชียงรายจะมีห้องที่เล็ก ซึ่งทำให้คนที่สนใจไม่สามารถเข้าไปฟังได้ จึงมีปัญหาในทางพฤตินัยที่ขัดกับหลักที่ต้องพิจารณาอย่างเปิดเผย นอกจากนี้ยังพบว่ามีการพิจารณาคดีซ้อน คือ มีการพิจารณาหลายคดีไปพร้อมกัน และศาลนั่งไม่ครบองค์คณะ  

ส่วนที่สาม ส่วนของจำเลย จะพบข้อสังเกตอยู่สามเรื่องใหญ่ๆ หนึ่ง ยังพบว่ามีการใส่โซ่ตรวนจำเลยอยู่ บางคดีไม่แน่ชัดว่าเป็นคดีที่ร้ายแรง แต่ก็ยังมีการใส่โซ่ตรวน สอง การประกันตัวก็ยังไม่สู้จะชัดเจนมาก สาม เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูจะเป็นปัญหามาก โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย คือ เรื่องล่าม อันนี้เป็นปัญหาในเชิงระบบ ซึ่งหมายความว่าการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา มักจะเป็นภาษาสากล ดังนั้นเมื่อเกิดการดำเนินคดีกับชนกลุ่มน้อยจะพบว่าเป็นปัญหามาก การหาล่ามก็จะหาจากนักโทษด้วยกัน หรือเป็นทนาย หรือพอจะมีความรู้ในภาษานั้น แต่ไม่มีหลักประกันเลยว่าจะสามารถใช้ภาษานั้นๆ ได้อย่างเชี่ยวชาญจริงๆ

รศ.สมชาย กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นเพียงโครงการนำร่อง คงดำเนินการต่อ เพราะคิดว่าถ้าเห็นความเป็นจริง โดยเฉพาะคนตัวเล็กๆ และสามารถทำให้คนเหล่านี้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ น่าจะเป็นนัยสำคัญที่ทำให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นจึงต้องเริ่มจากคดีของคนตัวเล็กในสังคม และหวังว่าจะสามารถหาแนวร่วมได้มากขึ้น เพราะเป้าหมายคือ อยากจะเห็นภาพและเสียงสะท้อนของผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เห็นว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้างในกระบวนการยุติธรรม ทั้งหมดนี้ด้วยความหวังว่าจะปรับหรือทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพและเอื้ออำนวยความสะดวกให้เกิดความยุติธรรมมากขึ้น

อนึ่ง "การเรียนรู้และสังเกตการณ์กระบวนการทางศาลในมุมมอง สิทธิมนุษยชน(Court Watch)" เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2551 ที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม และกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม ผ่านกระบวนการสังเกตการณ์คดีในชั้นศาล เพื่อรวบรวมปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางศาลและจัดทำข้อเสนอแนะสู่สาธารณะ

กระทั่งปัจจุบัน พ.ศ.2555 เป็นระยะเวลากว่า 4 ปีที่ทางโครงการฯ ได้จัดกิจกรรม การสังเกตการณ์คดีอย่างต่อเนื่อง ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง และอุบลราชธานี อีกทั้งยังประสานความร่วมมือกับภาคประชาสังคม ผ่านองค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆภายใจพื้นที่อย่างศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้องกับคดีด้านสิทธิมนุษยชน

การสังเกตการณ์การพิจารณาคดีของศาลและกระบวนการการดำเนินคดีในศาล แสดงถึงปัญหาบางประการของกระบวนการยุติธรรม ตัวอย่างเช่น

ปัญหาการบริหารงานยุติธรรมในศาล ทั้งเรื่อง การบังคับใช้กฎระเบียบ ข้อบังคับและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศาล ต่อบุคคลที่ไปติดต่อราชการ เป็นไปอย่างเลือกปฏิบัติและต้องมีลักษณะเป็นทางการเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าประสานงานกับศาลได้

ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจน คนชายขอบ ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ แรงงานข้ามชาติ หรือแม้กระทั่งผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ปัญหาเรื่องความไม่ตรงต่อเวลาในการพิจารณาคดีและการพิจารณาคดีในคราวเดียวกัน จำนวนองค์คณะของผู้พิพากษาที่ปรากฏขณะการพิจารณาคดี ไม่เป็นไปตามหลักการ

ปัญหาเรื่องล่าม ที่ ไม่มีการลงทะเบียน หรือรับรองล่ามภาษาพิเศษ เช่น ภาษาท้องถิ่น, ภาษามือ ส่งผลให้การพิจารณาคดีมีข้อจำกัดและล่าช้าในการพิจารณาคดี และการที่ศาลไม่มีการจัดหาล่าม

ปัญหาเรื่องบทบาทของทนายขอแรงไม่ให้ความสนใจในคดีมากนัก ซึ่งส่งผลเสียต่อจำเลย

ปัญหาเรื่องบทบาทของผู้พิพากษามักจะใช้อำนาจหน้าที่ในการบังคับกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยการใช้ดุลพินิจที่อิงตามหลักกฎหมายมากกว่าหลักความเป็นจริงทางสังคมมีลักษณะของการข่มขู่ และอคติต่อผู้ต้องสงสัย.