|
วานนี้ (21 ก.ค.) ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืนคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาวิชาการ "มองเลือกตั้งพม่า 2010 ผ่านมิติเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรม" ห้องประชุมชั้น 4 อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยท่านทูตปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศพม่า และอาจารย์คืนใส ใจเย็น บรรณาธิการสำนักข่าวฉานร่วมเสวนา ซึ่งภายในงานมีผู้เข้าร่วมอย่างคับคั่ง
นายปกศักดิ์ นิลอุบล อดีตเอกอัคราชทูตไทยประจำประเทศพม่า กล่าวถึงระบบการปกครองในพม่าว่า เมื่อปี 1948 อูนุ ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรี ช่วงอูนุเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกลุ่มล่าอิทธิพลเก่าอังกฤษ เนื่องจากมีการปกครองจากหลายกลุ่มทั้งชนชั้นพม่า ชนชั้นที่หลากหลายชาติพันธุ์ ดังนั้นความไม่สงบ ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตามมา แต่ในขณะที่มีความขัดแย้งภายในประเทศมากมาย ระหว่างรัฐบาลก็ดี หรือพรรคคอมมิวนิสต์พม่าก็ดี รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยนั้น จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับการเริ่มต้น การธนาธิปไตยก็ว่าได้ ซึ่งเป็นช่วงเดียวของพม่าหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ
ปี1951 และ1956 อูนุได้รับการเลือกตั้ง 2 ครั้งด้วยกัน ซึ่งเน้นนโยบายสันนิบาต และเสรีภาพ จนได้รับชัยชนะในที่สุด แต่ขณะเดียวกันมีความขัดแย้งภายในเกิดขึ้น ทำให้หลายกลุ่มชาติพันธุ์ไม่พอใจอูนุ กรณีอูนุพยายามผลักดันประเด็นศาสนาเป็นประเด็นปัญหาระดับชาติ จากนั้นอูนุได้ลาออกจากตำแหน่งและสรรหาคนเข้ามาดำรงตำแหน่งแทนชั่วคราว ต่อมามีการเลือกตั้งใหม่เป็นครั้งที่3 ในปี 1960 อูนุได้รับชัยชนะอีกครั้งหนึ่ง แต่เกิดความไม่พอใจจากกลุ่มชาติพันธุ์บางกลุ่ม ส่วนฝ่ายทหารเกรงว่าอูนุพยายามผลักดันแนวคิดที่จะให้พม่ากลายเป็นทหารรัฐ ดังนั้นจึงทำให้นายพลเนวิน เกรงว่าอูนุจะทำให้สภาพของรัฐแตกแยก จึงได้ดำเนินการรัฐประหารขึ้น
ด้านความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
สมัยที่อูนุปกครองประเทศนั้น เขาได้พยายามดำเนินนโยบายสร้างสัมพันธ์กับต่างประเทศ แม้จะมีความขัดแย้งภายในพม่าก็ตาม แต่ในช่วงที่ 2 สมัยนายพลเนวินขึ้นมาปกครอง ทุกอย่างเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การปิดประเทศ เปลี่ยนระบบสังคมนิยมของพม่า จึงเป็นผลกระทบด้านการค้ากับต่างชาติ ซึ่งช่วงนายพลเนวินขึ้นมาปกครองทำให้ความสัมพันธ์ด้านการค้ากับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างประเทศจีนและอินเดียถดถอยลงอย่างมาก นายพลเนวินพยายามผลักดันนโยบายแนวทางนิยมพม่ามาใช้ โดยได้รับอิทธิพลจากโซเวียต กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่น่าสังเกตว่า ขณะเดียวกันเขาได้ต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง
พม่าไม่ยอมรับการช่วยเหลือทางทวิภาคีจากประเทศต่าง ๆ ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา หลังจากที่ประเทศพม่าได้รับผลกระทบสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจตกต่ำลงเรื่อย ๆ นั้น พม่าจึงมีปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้พม่ายอมรับการช่วยเหลือด้านการเงินจากต่างประเทศ อย่างประเทศญี่ปุ่น เยอรมัน และสหรัฐอเมริกา
ช่วงปี 1980 เศรษฐกิจของพม่าตกต่ำอย่างรุนแรง จึงทำให้ช่วงปลายปี 1987 นายพลเนวินได้ยกเลิกธนบัตร โดยไม่ยอมจ่ายค่าชดเชยแก่ประชาชน จึงสร้างความไม่พอใจอย่างมากจากประชาชน จึงทำให้เกิดการรวมตัวของประชาชนออกมาประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลทำให้กระบวนการประชาธิปไตยที่มีทีท่าจะเริ่มขึ้น กลับหยุดชะงักไป ถัดมาช่วง มีนาคม ปี 1988 ได้เกิดเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ ทำให้ทหารพม่าออกมาปราบปรามการจลาจล จึงทำให้เนวินลาออก หลังจากนั้นนายพลหม่องได้เข้ายึดอำนาจในช่วงกันยายน 1988 จึงไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จนในที่สุดปี 1992 พลเอกตันฉ่วยขึ้นมาปกครองพม่าแทน
ด้วยความเป็นอำนาจนิยมสุดขั้วของพลเอกตันฉ่วย (ผู้นำพม่า)
พลเอกตันฉ่วยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา มีความคิด วางแผนในระยะยาวได้เป็นอย่างดีและเป็นคนที่มีความลับ มีศักยภาพที่จะสามารถทำลายล้างสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยความคิดหรือการวางแผนสูง
มีการวางแผนทำลายกลุ่มการเมือง คือกลุ่มแรกที่จะทำลายล้าง คือกลุ่มทายาทของนายพลเนวิน กลุ่มเป้าหมายที่สอง คือทำลายล้างกลุ่มพลเอกคิ่นยุ้น และหน่วยข่าวกรอง และกลุ่มที่สามทำลายล้างกลุ่ม ดอ อองซาน ซูจี กับพรรคเอ็นเอลดี
พลเอกตันฉ่วยมีความระแวงตลอดเวลาว่า พลเอกคิ่นยุ้นพยายามสนับสนุนนายพลเนวินด้านนโยบายและเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ หลังจากนั้นประมาณปี 1992 พลเอกตันฉ่วยได้สั่งจับกุมบุตรเขยของนายพลเนวิน พร้อมกับลูกชาย 3 คน ในข้อหาจะทำการรัฐประหาร และฉ่อราษฏร์บังหลวง โดยได้ลงโทษประหารชีวิตทั้ง 4 คน แต่ต่อมาทั้ง 4 คนได้ยื่นอุทธรณ์ ถูกจำคุกตลอดชีวิตแทน กลุ่มที่ 2 พลเอกตันฉ่วยมีความระแวง พลเอกคิ่นยุ้น ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความคิดเปิดกว้างต่อโลกภายนอก แม้ว่าระบบภายในไม่ยอมรับการปฏิรูปการเมืองใด ๆ แต่แผนการการเมืองของคิ่นยุ้น อย่างโรดแมพ เขาต้องการให้องค์กรต่างประเทศมีบทบาทเข้ามาช่วย เพื่อให้มีบรรยากาศการผ่อนคลายด้านการเมืองของพม่า และพยายามผลักดันให้มีการเจรจาอย่างจริงจัง เพื่อความปรองดองแห่งชาติกับพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งทำให้พลเอกตันฉ่วยรับไม่ได้กับการพยายามผลักดันและพยายามเคลื่อนไหวของพลเอกคิ่นยุ้น หลังจากนั้นพลเอกตันฉ่วยสั่งจับกุมพลเอกคิ่นยุ้น และถูกกักบริเวณ ในเวลาถัดมา กลุ่มที่ 3 ดอ อองซาน ซูจี กับพรรคเอ็นเอลดี
การเลือกตั้งในพม่า
ดอ อองซาน ซูจี กับพรรคเอ็นเอลดี ได้รับคะแนนเสียง และคะแนนนิยมจากประชาชนในพม่าสูงสุด ซึ่งเป็นความชะล่าใจของรัฐบาลทหารพม่า ช่วงนั้นมีการหาเสียงเลือกตั้งเป็นเวลาเกือบ 1 ปี ทำให้เห็น ดอ อองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้ง จากนั้นอองซาน ซูจี และพรรค ได้มีการเคลื่อนไหวตลอดเรื่อยมา เมื่อปี1996 รัฐบาลทหารพม่า มีการข่มขู่ จับกุมบุคคลในพรรค รวมถึงอองซาน ซูจีที่ถูกกักบริเวณด้วย ซึ่งรัฐบาลทหารพม่าไม่ต้องการเสียอำนาจการปกครอง จนทำให้ท่าทีของต่างประเทศไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพม่า จนทำให้บางประเทศต้องคว่ำบาตรประเทศพม่า
เมื่อพม่าเป็นสมาชิกอาเซียน
ความคิดและการวางแผนด้านยุทธศาสตร์ของพลเอกตันฉ่วยมีความฉลาด พยายามสร้างนโยบายที่ถ่วงดุลอำนาจ ซึ่งทางด้านภูมิศาสตร์ ประเทศพม่าติดกับประเทศจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ หลังจากที่พม่าเข้ามาเป็นสมาชิกอาเซียน เมื่อปี 1997 นั้น อาเซียนคิดว่าจะได้ประโยชน์จากพม่าอย่างเต็มที่ แต่ทางกลับกัน ด้านเศรษฐกิจการค้า พม่าเป็นคู่ค้าระดับหนึ่งของอาเซียน นอกจากนั้น ประเทศจีน อินเดีย อาเซียน พม่ารู้จักใช้ประโยชน์ในการถ่วงดุล ยังมีรัสเซีย และระยะ 5 ปีหลัง มีสิงคโปร์เพิ่มเข้ามา ทำให้พม่าได้รับความช่วยเหลือขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรัสเซียให้ความช่วยเหลือทางด้านการทหาร ได้รับการฝึกอบรมทางด้านนิวเคลียร์
อดีตท่านทูตในพม่า กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเป็นประชาธิปไตยในประเทศพม่า คงต้องใช้เวลายาวนาน ซึ่งอนาคตรัฐบาลทหารพยายามสืบทอดระบบการปกครอง แบบทหารให้ปกครองพม่าต่อไป ซึ่งขณะนี้รัฐบาลทหารพม่าพยายามแทรกซึมอยู่ในกลุ่มคนทุกที่ในพม่า โดยสายลับที่คอยรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลทหาร จึงยากต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่าง ๆ ในพม่า
นายคืนใส ใจเย็น บรรณาธิการสำนักข่าวฉาน กล่าวถึงสถานการหลังการเลือกตั้งในพม่าว่า ครั้งที่ประเทศพม่ายังไม่ได้ประกาศร่างรัฐธรรมนูญนั้น ประธานาธิบดีเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด แต่หลังจากร่างรัฐธรรมนูญออกมาแล้ว อำนาจของประธานาธิบดีลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประธานาธิบดีสามารถแต่งตั้งรัฐมนตรีได้ทุกกระทรวง ยกเว้น 3 กระทรวงที่ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง นั่นคือ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงกิจกรรมชายแดน ฉะนั้นประธานาธิบดีไม่สามารถแต่งตั้งหรือไล่ออกได้เลย
นอกจากนี้ รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศชัดเจน กรณีเป้าหมายของพม่า การเมืองของพม่า ทหารของพม่าต้องมีโอกาสเป็นผู้นำการเมืองของพม่า การขออนุญาตการจัดตั้งพรรคการเมืองในพม่า จะต้องแสดงเจตจำนงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อเสนอให้อนุมัติต่อไป โดยภายใน 7 วัน ต้องหาลูกพรรคได้ 500 คนขึ้นไป หากไม่สามารถหามาได้ตามจำนวน คณะกรรมการการเลือกตั้งจะไม่อนุญาตให้จัดตั้งพรรค ซึ่งมีทั้งที่ได้รับอนุมัติและไม่อนุมัติจำนวนมาก ทั้งนี้จึงทำให้ไม่มีพรรคไหนที่มีเสียงข้างมาก ยกเว้นพรรคของทหาร ซึ่งพรรคทหารเขาสามารถรวบรวมเงินกองกลางได้อย่างเสรี ซึ่งมีเพียงพรรคของเขาเท่านั้นที่มีเงินกองกลาง นั่นหมายความว่าเขาผูกขาดอำนาจอย่างสิ้นเชิง
ปี 2008 หลังจากมีการรับรองรัฐธรรมนูญ รัฐบาลทหารพม่าประกาศกลุ่มหยุดยิงต่าง ๆ ต้องมอบอาวุธ แต่กลุ่มหยุดยิงไม่ยอมมอบอาวุธ รัฐบาลทหารพม่าจึงออกมาประกาศว่า หากไม่มอบอาวุธ ต้องถูกแปรสภาพเป็นกองกำลังรักษาชายแดน ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารพม่า และแต่ละกองต้องมีทหารพม่าเข้าไปบริหาร จำนวน 30 นาย แต่กลุ่มหยุดยิงไม่ยินยอม หากมองโดยภาพรวมแล้ว ก่อนการเลือกตั้งนั้นรัฐบาลทหารพม่าพยายามที่จะไม่ให้เกิดการปะทะกัน แต่หากหลังการเลือกตั้งไปแล้วนั้น อาจเกิดการปะทะกันกับกลุ่มหยุดยิง หากถามย้อนกลับไปว่า ทางรัฐบาลทหารพม่าจะทำอย่างไรหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ซึ่งทางรัฐบาลจีนเองก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้น ซึ่งหากเกิดสงครามขึ้นจริง อาจจะทำให้กลุ่มต่าง ๆ รวมตัวกันเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่าในที่สุด.


 |