รายละเอียด
วันที่ 20 พ.ค. 2556
เปิดอก'จำเลย'คดีที่ดินลำพูน บอกเล่า 'ความเป็นจริงในชั้นศาล'
วันที่ 23 มิ.ย. 2555 เวลา : 11:04 น.
176

วานนี้ (22 มิ.ย.2555) ที่โรงแรมศิรินาถ การ์เดนท์ จ.เชียงใหม่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย (AIHR) ศูนย์พิทักษ์และพื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี จัดสัมมนาเรื่อง "สิทธิในกระบวนการยุติธรรม : หลักการและความเป็นจริง" เพื่อรวบรวมข้อมูล ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากกิจกรรมการสังเกตการณ์คดี และเนื้อหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย

สำหรับการเสวนาหัวข้อ "คนทุกข์ : ความเป็นจริงในชั้นศาล" ซึ่งดำเนินรายการโดย อ.ขรรค์เพชร ชายทวีป และอ.ทศพล ทรรศนกุลพันธุ์ ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนานั้น ได้แก่ นายสืบสกุล กิจนุกร ตัวแทนชาวบ้านกรณีที่ดินจังหวัดลำพูน นางสาวพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน นายสาการียา เลาะยะผา ตัวแทนผู้ช่วยทนายความจากสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

ในรายงานชิ้นนี้ประชาธรรมจะนำเสนอเฉพาะส่วนของคดีที่ลำพูนเพื่อขยายประเด็นข่าวที่ได้ติดตามรายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนการนำเสนอของผู้ร่วมเสวนาท่านอื่นๆ จะเรียบเรียงนำเสนอในลำดับถัดไป

รู้จักคดีที่ดินลำพูน  ชมสกู๊ป ย้อนรอย 15 ปีคดีที่ดินเชียงใหม่-ลำพูน และอ่านข่าวคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมา

 

นายสืบสกุล กิจนุกร ตัวแทนชาวบ้านกรณีที่ดินจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ตนขอนำเสนอมุมมองของพลเมือง ประชาชน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในนิติศาสตร์กระแสหลัก แต่เป็นมุมมองประสบการณ์จากการเป็นจำเลย เวลาพูดถึงศาลเรามันจะพูดอยู่ในเครื่องหมายคำพูดว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ ซึ่งตนรู้สึกว่ามันเป็นปัญหามาก เพราะมันผูกขาดการวิจารณ์และกระบวนการยุติธรรมไว้เพียงผู้เชี่ยวชาญทางนิติศาสตร์เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปกลับถูกกันออกไป นี่คือมายาคติสำคัญที่ต้องทลายลงไปให้ได้ เพราะตุลาการเป็นอำนาจอธิปไตยอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นของประชาชน เราควรจะวิจารณ์ศาลได้

นายสืบสกุล ระบุว่า ศาลไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอันเนื่องมาจากศาลไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประชาชน และถูกตรวจสอบจากประชาชนในบริบทสังคมประชาธิปไตย ต่อกรณีปัญหาที่ดินลำพูน สิ่งที่ปรากฏคือความจริงในข้อกฎหมายเท่านั้น แต่ความจริงทางสังคมในการถือครองที่ดินนั้น กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลได้มีส่วนกลบเกลื่อนปัญหาให้หมักหมมยิ่งขึ้น และยิ่งพิจารณาถึงประเพณีประดิษฐ์ในกระบวนการพิจารณาของศาลกับการสถาปนาความจริง ยิ่งพบว่าแทบจะไม่มีทางที่ศาลเป็นพื้นที่แสวงหาความจริงและความยุติธรรมอันเป็นเป้าหมายของการดำรงอยู่ของศาล ซึ่งแบ่งประเด็นการนำเสนอได้ดังนี้ หนึ่ง ศาลในบริบทประชาธิปไตยแบบไทย สอง ข้อสังเกตในคดีที่ดินลำพูน สาม ประเพณีประดิษฐ์ในกระบวนการพิจารณาของศาลกับการสถาปนาความเป็นจริง และ สี่ ข้อเสนอ

ศาล : สัตว์ประหลาดของมุราคามิ

นายสืบสกุล นำเสนอภาพข่าวและการ์ตูนล้อเลียนพร้อมกล่าวถึงประเด็น ศาลในบริบทประชาธิปไตยแบบไทยไทยว่า ศาลกำลังเผชิญความท้าทายจากสาธารณะในการดำรงอยู่ของตนในบริบทสังคมแบบนี้ หากศาลยังคงลอยตัวอยู่และห่างจากประชาชนแล้ว ศาลคงไม่ต่างอะไรจากสัตว์ประหลาดในนวนิยายราตรีมหัศจรรย์ ของฮารูกิ มุราคามิ ปัจจุบันศาลถูกวิจารณ์เนื่องจากประชาชนเองมีความคลางแคลงในความยุติธรรมของศาล และเห็นว่าศาลไม่ได้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอีกต่อไป เห็นได้ชัดเจนว่ามีความไม่พอใจที่ศาลเข้ามายุ่งกับความขัดแย้งทางการเมืองมากเกินไป  แทนที่จะดำรงตนอย่างเป็นอิสระ (หากมีอยู่จริง)

"ประเด็นสำคัญคือศาลเป็นหนึ่งในสามของอำนาจอธิปไตยโดยมีประชาชนเป็นเจ้าของ ประชาชนจึงย่อมวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบศาลได้ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า บรรดาคำวิพากษ์วิจารณ์ต่อศาลแสดงให้เห็นว่าศาลในฐานะที่เป็นสถาบันหนึ่งในสังคม ผูกขาดอำนาจในการนิยามความจริงผ่านกระบวนการพิจารณาคดีของศาลมาโดยตลอด มาในบัดนี้ ความจริง ความรู้ อำนาจ ไม่ได้อยู่ที่ศาลอีกต่อไป ศาลไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่ผูกขาดการนิยามความหมายไว้เพียงผู้เดียวอีกต่อไป หากแต่เป็นประชาชน และสังคมต่างหากที่จะเป็นผู้กำกับให้ศาลต้องรับฟังความจริงอื่น ที่มีความแตกต่างหลากหลายจากคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ หากแต่เป็นประชาชนโดยเฉพาะคนชายขอบ และสถาบันการศึกษาภูธร เช่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง"

คดีที่ดินลำพูน ข้อเท็จจริงทางกฎหมายvs ข้อเท็จจริงทางสังคม บนกระบวนการทำลายขบวนการชาวบ้าน ด้วยกระบวนการยุติธรรม?

ต่อกรณีที่ดินลำพูนนั้น ตัวแทนชาวบ้านกรณีที่ดินจังหวัดลำพูน นำเสนอว่า  คดีที่ดินลำพูนเป็นคดีที่ดำเนินมายาวนานนับสิบปี ตนถูกดำเนินคดีทั้งหมด 6 คดี สิ้นสุดไปแล้ว 5 คดี ยกฟ้อง 1 คดี และรอคำวินิจฉัยของศาลฎีกาอีก 1 คดี ต่อคดีลำพูนตนเห็นว่ามันมีความซ้อนทับกันของข้อเท็จจริงทางกฎหมายและความจริงทางสังคมที่มีความสลับซับซ้อนของปัญหาดำรงอยู่ ว่ากันว่า เนื่องจากไม่มีประจักษ์พยานหลักฐานชัดเจน ว่ากันว่าการดำเนินคดีต่อชาวบ้านและแกนนำเป็นหนึ่งขั้นบันไดของการทำลายขบวนการชาวบ้านด้วยกระบวนการยุติธรรม โดยมีการวางแผนร่วมกันของหน่วยงานในจังหวัดลำพูน เริ่มต้นจับแกนนำ จัดม็อบขับไล่  ไล่เผาสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทกันอยู่ มีการดำเนินคดีแบบแยกรายแปลงที่ดินเพื่อเพิ่มจำนวนคดีให้มากขึ้น ในขั้นการขอประกันตัวมีการตั้งวงเงินประกันสูงเข้าไว้ถึงคดีละ 1 แสนบาท มีจำเลยคนหนึ่งโดนไปทั้งหมด 40 คดี ซึ่งไม่มีทางที่จะได้ประกันตัว

นายสืบสกุล ขยายความว่า เมื่อถึงในขั้นพิจารณาคดี พบว่า ศาลไม่ยอมให้เอาข้อเท็จจริงทางสังคมเข้าไปพิจารณา โดยเฉพาะประเด็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมาย การทิ้งร้างที่ดิน ประเด็นเรื่องความขัดแย้งในการเข้าถึงที่ดินอันเป็นเรื่องความเป็นธรรมทางสังคม ศาลสนใจเพียงแต่ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องในฐานะบุกรุกหรือไม่ และประการสำคัญศาลมีธงอยู่แล้วในใจ เมื่อฝ่ายจำเลยพยายามผลักดันให้ฝ่ายศาลจดคำให้การของจำเลยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องกับทางรัฐบาล การออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบ ศาลก็ไม่อยากจด ถึงแม้จะจดศาลก็ไม่ได้เอาไปพิจารณาคดีแต่อย่างใด แต่สนใจเพียงที่สุดว่าจำเลยทำความผิดหรือไม่ดังที่กล่าวไปแล้ว

"ในการต่อสู้ในชั้นศาลเมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยครั้งเข้า สถานการณ์ไม่ได้เอื้อให้จำเลยต่อสู้ให้ศาลเห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาในที่ดิน ความจริงที่เหลือในชั้นศาลก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางกฎหมายล้วนๆ เช่น มีประจักษ์พยานหรือไม่ มีคนเห็นหรือไม่ จำเลยไปปรากฎในพื้นที่ที่พิพาทหรือไม่ ศาลจึงไม่ใช่พื้นที่ของการแสวงหาความจริงและความยุติธรรมในสังคม หากแต่เป็นเพียงโรงละครอีกโรงหนึ่งเท่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะปั้นแต่งพยานและใช้วาทะศิลป์ในการซักถาม ซักค้าน พยานอีกฝ่ายหนึ่งได้ดีกว่าและโน้มน้าวใจให้ศาลได้เชื่อเท่านั้นเอง"

อคติของศาลกับการบดบังรธน. หลักการพิจารณาคดี

"ตนแทบไม่ขึ้นให้ความในคดีของตนเองเลย เพราะเนื่องจากว่าทีมทนายความเห็นว่าพยานของฝ่ายโจทก์นั้นอ่อนและมีจุดบกพร่อง ในขณะที่ชาวบ้านซึ่งเป็นจำเลยอยากจะขึ้นไปพูดในสิ่งที่เขาคิด เขาทำ เขาสัมผัสต่อศาลเป็นอย่างมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ขึ้นให้การ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าจะโดนอัยการซักค้าน และศาลถามต่อ สุดท้ายก็ดิ้นไม่หลุด เมื่อเป็นอย่างนี้ความจริงทางสังคมก็ไม่ปรากฏ ความยุติธรรมทางสังคมก็ไม่ได้อยู่ในศาลอีกต่อไป"

นอกจากนี้ยังพบอีกว่า คดีลำพูนเป็นคดีอาญาที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องตั้งสมมุติฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา และจำเลยไม่มีความผิด แต่อคติของศาลและธงของศาลได้บดบังหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ และหลักการในการพิจารณาคดี ด้วยเหตุดังกล่าวจึงปรากฎว่ามี ผู้พิพากษารายหนึ่งเมื่อได้อ่านคำพิพากษาจบแล้วก็ได้หลุดปากออกมาด้วยเสียงอันดังฟังชัดเจนว่า "พิพากษายกฟ้องแต่ศาลไม่เชื่อ" ก่อนจะลุกเดินออกไปจากห้องพิจารณาคดีออกประตูเสียงดังโครม การยกฟ้องของศาลในคดีนี้เนื่องจากศาลไม่มีประจักษ์พยานเพียงพอให้เชื่อได้ว่าจำเลยทำความผิดจริง ทั้งที่ในใจของผู้พิพากษาเชื่อไปแล้วว่าจำเลยกระทำผิดและต้องการลงโทษจำเลย แต่ก็ลงโทษไม่ได้เพราะข้อเท็จจริงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำความผิดตามฟ้อง การพูดว่าศาลไม่เชื่อแสดงให้เห็นทั้งอคติและความพิกลพิการของระบบพิจารณาคดีของศาลไทยถ้าศาลไม่เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญเช่นนี้ เราจะเหลือความเชื่อถือศาลต่อไปได้อย่างไร

พิจารณาคดีล่าช้า กระทบชีวิต ใครจะรับผิดชอบ?

นายสืบสกุล กล่าวเสริมว่า การไม่ปฏิบัติต่อจำเลยเยี่ยงผู้บริสุทธิยังเกิดขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยอีกด้วยประการหนึ่ง โดยศาลพิจารณาให้ประกันตัวด้วยความล่าช้า ทำให้จำเลยต้องถูกกักขังอยู่ในเรือนจำโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในกรณีบ้านท่าหลุกที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษชาวบ้าน มีความพยายามขอประกันตัวระหว่างขอฎีกาแต่ศาลก็ไม่อนุญาต และศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา เมื่อทำเรื่องของฎีกาโดยตรงไปยังศาลฎีกาก็ปรากฏว่า ศาลฎีกาก็พิจารณาว่าจะรับฎีกาหรือไม่ด้วยความล่าช้า ผลก็คือจำเลยต้องถูกกักขังจนครบกำหนดโทษกักขัง 6 เดือน โดยมีจำเลยเสียชีวิตอยู่ในเรือนจำระหว่างการกักขัง 1 ราย ส่วนจำเลยที่เหลือก็พ้นโทษเนื่องจากครบกำหนดแล้ว แต่ตราบจนกระทั่งในวันนี้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาก็ยังไม่ลงมาว่าศาลฎีกาจะรับฎีกาของจำเลยไว้หรือไม่ ความล่าช้าในการพิจารณาของศาลฎีกา ส่งผลเสียต่อจำเลยเช่นนี้ใครจะรับผิดชอบ

ในกรณีคดีของตนซึ่งศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานั้น พบว่า ระยะเวลาในการพิจารณาของศาลฎีกามีความล่าช้ามาก มีการสั่งฟ้องในศาลชั้นต้นเมื่อปี 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาในปี 2549 ศาลอุทธรณ์ตัดสินปี 2550 และศาลฎีกาตัดสินในปี 2555 จะเห็นได้ว่าการพิจารณาคดีของศาลฎีกา มีความล่าช้าเป็นอย่างมากคือใช้เวลาถึง 5 ปี หมายความว่าตนต้องรอคอยอย่างใจจดใจทุกวันว่าเมื่อไหร่คำพิพากษาจะตกลงมา หากตนไม่ได้ประกันตัวคดีในศาลอุทธรณ์ตนก็คงติดคุกฟรี เพราะในที่สุดคดียกฟ้อง ส่วนลุงแดง (ประเวศ์ ปันป่า: ประชาธรรม) ต้องติดคุกเกินไปถึง 4 ปี ถึงแม้ว่าจะได้ค่าชดเชยแต่มันคุ้มหรือไม่กับการต้องติดคุกในสภาพของคุกไทยที่มีความเลวร้ายซึ่งเรารู้ดีกันอยู่แล้ว

"ที่เลวร้ายไปกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่รอนี้ผมไม่กล้าไปกู้เงินจากธนาคารเพื่อสร้างบ้านได้เลย เนื่องจากเกรงว่าหากผมกู้เงินไปแล้ว ก็จะสร้างภาระให้กับครอบครัวในการผ่อนชำระหนี้ธนาคารเพียงลำพังอีก แต่ที่ตลกร้ายไปกว่านั้นคือ ตนรู้ล่วงหน้าว่าต้องไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเพียง 1 เดือนเท่านั้น เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ ตนเตรียมตัวอะไรแทบไม่ทัน สิ่งที่เตรียมตัวได้อย่างเดียวคือศึกษาข้อมูลทุกอย่างว่าตนจะมีชีวิตรอดในเรือนจำอย่างไร ตนมีสิทธิอะไรในเรือนจำ กล่าวง่ายๆ คือ เตรียมตัวติดคุกนั่นเอง สำหรับลุงแดงต้องเบิกเงินจากบริษัทประกันชีวิตท่จะครบกำหนดในปีหน้ามาก่อน 3 หมื่นกว่าบาท ทั้งที่หากครบกำหนดปีหน้าจะได้รับเงินกว่าแสนบาท เพื่อเอาเงินก้อนนี้มาให้ภรรยาเอาไปใช้ในยามที่แกต้องติดคุก การบอกจำเลยให้รู้ในระยะเวลาที่กระชั้นเช่นนี้สมควรแล้วหรือ ศาลมีความรับผิดชอบต่อจำเลยเช่นนี้อย่างไรบ้าง มันจึงไม่น่าแปลกที่มูราคามิจะบอกว่าศาลเป็นสัตว์ประหลาด" นายสืบสกุล บอกเล่าประสบการณ์

นายสืบสกุล ย้ำว่า ความล่าช้าในการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์และศาลฏีกาและการนัดเวลาฟังคำพิพากษาด้วยระยะกระชั้นเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร หากไม่มิใช่เป็นเพราะความไร้ประสิทธิภาพในการพิจารณาคดีของศาลไทย การขาดความสามรถของศาลชั้นต้นในการให้ความยุติธรรมกับจำเลยจึงต้องมีการผลักเรื่องไปยังศาลสูงจำนวนมาก คือ ให้จำเลยไปแก้ต่างเอง และชี้ให้เห็นว่าศาลไม่ได้คำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะจำเลย ซึ่งจำเลยไม่ได้เป็นปัจเจกบุคคลเท่านั้น หากแต่มีครอบครัว ญาติ พี่น้อง มีลูก อาชีพ การงาน ต้องเอาอนาคตทั้งหมดไปฝากไวที่คำตัดสินของศาล แต่ศาลกับพิจารณาคดีอย่างยืดเยื้อไม่จบสิ้น จำเลยจึงเสมือนกับติดคุกไปครึ่งชีวิตแล้ว ฉะนั้นเมื่อบอกให้ไปฟังศาลด้วยเวลาเพียง 1 เดือน เราก็เห็นคุกรออยู่ข้างหน้าลางๆ

ตั้งแผนก-ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาคดีที่ซับซ้อน ไม่ใช่คำตอบของทุกสิ่ง

ความล่าช้าของศาลฎีกาอีกประการหนึ่งน่าจะมาจากการขาดแคลนผู้พิพากษาและ ผู้เชี่ยวชาญในคดีที่เฉพาะเจาะจงและสลับซับซ้อน ตามที่มักจะอ้างกันอยู่เป็นประจำนั้น เราจึงได้เห็นศาลฎีกาจัดตั้งแผนกต่างๆ ขึ้นมาคดีความให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและความสลับซับซ้อนอย่างมากมาย เช่น ศาลฎีกาแผนสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คดีของตนเป็นอีกหนึ่งคดีที่ฎีกาแผนกสิ่งแวดล้อมเป็นผู้พิจารณา เหตุที่เป็นคดีสิ่งแวดล้อม เพราะว่าในคำฟ้องกล่าวหาว่ามีการตัดไม้สักซึ่งเป็นไม้หวงห้ามตามพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 หาใช่การทำลายสิ่งแวดล้อมตราบที่คนส่วนเข้าใจ อนึ่งมีข้อสังเกตว่าพ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 ถูกตราขึ้นเพื่อสงวนไม้หวงห้ามอันได้แก่ไม้สัก เพื่อประโยชน์ทางการค้าให้กับบริษัทสัมปทานป่าไม้ในยุคอาณานิคม มิใช่เหตุผลของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่แน่ใจว่าศาลฎีกาเข้าใจบริบททางสังคม และประวัติศาสตร์ของกฎหมายแต่ละฉบับหรือไม่ อย่างไร

เมื่อคำตัดสินออกมาปรากฎว่าไม่มีไม้สักในแปลงที่ผู้เสียหายมาเป็นพยานและศาลรับฟังลงโทษแล้วในชั้นอุทธรณ์และชั้นต้น กลับพบเพียงต้นมะม่วงเท่านั้น คำถามมีอยู่ว่าทำไมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่เห็นเหมือนที่ศาลฎีกาแผนกสิ่งแวดล้อมมองเห็น

นอกจากนี้ ถึงแม้จำเลยหรือตนจะได้ประโยชน์จากคำพิพากษา แต่เมื่อพิจารณาให้ดี พบว่าทางออกของศาลนั้น ไม่ใช่การตั้งแผนกเพิ่มเติมหรือสรรหาผู้เชี่ยวชาญให้มีมากขึ้น เพราะความขัดแย้งซึ่งเป็นเหตุของคดีนี้ ไม่ใช่การบุกรุกที่ดินหรือทำลายสิ่งแวดล้อม แต่เป็นความขัดแย้งทางสังคมที่ต้องมีการเจรจาจากหลายฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของที่ดินต่างหาก การที่ศาลมีแผนกเฉพาะ และมีผู้เชี่ยวชาญจนล้นศาลฎีกาและลามถึงศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ไม่อาจช่วยแก้ปัญหาและสร้างความยุติธรรมอันใดให้กับสังคมเลย

นอกจากนี้มีหลายคดีที่จบไปแล้วทั้งยกฟ้องและที่ติดคุก แต่ปัญหาที่ดินก็ยังอยู่เหมือนเดิม ชาวบ้านท่าหลุก 19 ราย เสียไป 1 ราย เมื่อออกจากคุกก็มีปัญหากับนายทุนเหมือนเดิม กรณีที่ดินไร่ดงที่รอคำพิพากษาซึ่งไม่รู้ว่าจะมาเมื่อไหร่ ชาวบ้านก็ทะเลาะและมีปัญหากับรัฐบาลอยู่เหมือนเดิม แต่ดีตรงที่รัฐบาลยอมที่จะซื้อที่ดินแปลงนี้ให้กับชาวบ้านจัดการในรูปแบบของสหกรณ์ปฏิรูปที่ดิน

"ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจจะเป็นการกล่าวหาศาลอย่างรุนแรง และคาดหวังศาลเกินไปหรือไม่ ตนคิดว่าจากมุมมองของจำเลย มันไม่ได้มากเกินไป เพราะศาลมีไว้เพื่อสร้างความยุติธรรมทางสังคม ถ้าศาลไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างยุติธรรมทางสังคมแล้วและมีไว้เพียงเพื่อผดุงรักษาเฉพาะกฎหมายและข้อเท็จจริงทางกฎหมายเท่านั้น เราก็ไม่รู้ว่าจะมีศาลไว้ทำอะไร"

ประเพณีประดิษฐ์ของศาล นาฏกรรมการสร้างอำนาจเหนือความจริง

สำหรับประเด็น ประเพณีประดิษฐ์ในกระบวนการพิจารณาของศาลกับการสถาปนาความเป็นจริงนั้น นายสืบสกุล นำเสนอว่า ประเพณีประดิษฐ์ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างการพิจารณาคดีของศาลให้แลดูว่าเที่ยงตรง ยุติธรรมมากขึ้น เช่น การแต่งตัวของผู้พิพากษา การเดิน การนั่ง การลุก การยืน การจัดพื้นที่ การจัดการเวลา และการใช้ภาษาของศาลในกระบวนการพิจารณาคดี มันเป็นอำนาจอย่างหนึ่งของศาลที่สร้างให้มีสถานภาพเหนือคนอื่น สร้างอภิสิทธิ์ให้ศาลผูกขาดความจริง และปิดปากผู้อื่นเอาไว้ ยกตัวอย่างเช่น การจัดการเวลา เวลานัดหมายของศาลมักจะเริ่มต้นด้วย 9.00 น. 

"จำเลยต้องไปตรงต่อเวลา หากจำเลยมาสายจะถูกศาลด่า หรืออาจจะโดนออกหมายจับ แต่ศาลมาสายไม่เป็นไร จำเลยนั่งไม่เป็นระเบียบ นั่งไขว่ห้าง ผิดกฎ แต่ศาลนั่งไม่ครบองค์คณะ ไม่เป็นไรเสื้อผ้ารองเท้าของจำเลย และคนเข้าฟังการพิจารณาคดี เกี่ยวอะไรกับความยุติธรรม และการพิจารณาหาความจริง การโต้แย้งของทนายจำเลยเช่นขอให้ศาลจดคำให้การ ในขณะที่ศาลบอกไม่จด การโต้แย้งบ่อยครั้งเหล่านี้มีผลต่อการอำนวยความสะดวกในการดำเนินคดี เช่น การขอเลื่อนคดีเป็นต้น หากทนายโต้แย้งมาก หรือทำหนัสือร้องเรียนมาก ก็แน่นอนว่าเราจะเจออุปสรรคปัญหาในการพิจารณาคดีต่อไป"

ในห้องพิจารณาคดียังพบว่าหน้าบัลลังก์ทำตัวเสมือนผู้พิพากษาเสียเอง การส่งสัญญาณบางครั้งจากหน้าบัลลังก์บ่งบอกถึงชะตาของจำเลยได้เลย เช่น หากวันไหนต้องไปฟังคำพิพากษาแล้วตำรวจขึ้นมาพร้อมใส่กุญแจมือที่แขนของจำเลยก่อนอ่านคำพิพากษา แสดงว่าวันนั้นชะตาขาด คำถามมีอยู่ว่าหน้าบัลลังก์รู้ได้อย่างไรว่าคำพิพากษาจะมาแบบนั้น

"นอกจากนี้ตนยังมีความคลางแคลงใจว่าทำไมเราต้องเรียกผู้พิพากษาว่า "ท่าน" ก็ในเมื่อผู้พิพากษาอยู่ในระบบประชาธิปไตย เรามีสิทธิเท่าเทียมกัน ตนคิดว่าวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ รวมถึงการจัดที่นั่งของศาลอยู่สูงกว่าประชาชน คิดว่าในสังคมประชาธิปไตย ไม่น่าจะยอมรับได้ การอยู่สูงแน่นอนว่าทำให้มองเห็นคดีได้ชัดเจนตรงนี้ตนไม่เถียง แต่อีกด้านหนึ่งมันแสดงอำนาจกดข่มผู้อื่นเอาไว้เวลาอยู่ในศาล รวมไปถึงถ้อยคำภาษาในเวลาเขียนฎีกาและคำร้องต่างๆ นอกจากจะเป็นภาษากฎหมายแล้ว ยังเป็นภาษาที่แสดงถึงความเป็นจารีตของสถาบันศาลที่เราจะลงท้ายว่า "ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด" พิธีกรรมเหล่านี้คือการแสดงอำนาจของศาลเหนือร่างกายของประชาชน ซึ่งเป็นการใช้ความรุนแรงผ่านประเพณีประดิษฐ์"

เสนอปฏิรูปศาล เลิกประเพณีประดิษฐ์ จัดทำคู่มือเยี่ยมญาติคงสิทธิความเป็นมนุษย์

นายสืบสกุล ขมวดประเด็นในตอนท้ายและเสนอแนะว่า  หากศาลจะดำรงตัวอยู่ในสังคมประชาธิปไตยในรัฐสมัยใหม่ต่อไป เราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปศาลขนานใหญ่ อาจมีความจำเป็นต้องยกเลิกประเพณีประดิษฐ์ทั้งปวงที่กดข่มประชาชนเมื่อต้องไปศาลดังที่ยกตัวอย่างไป อาจมีความจำเป็นต้องกำหนดระยะเวลาอันแน่นอนในการพิจารณาคดีให้สิ้นสุด ระยะเวลาในการเตรียมตัวซึ่งนานพอสมควรกับทุกฝ่าย อีกทั้งตนไม่มั่นใจว่าระบบกล่าวหาที่ใช้กันอยู่นี้ สอดคล้องและเหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ ข้อเสนอสุดท้ายคือ นอกจากการสังเกตการณ์การพิจารณาคดีที่ศาลแล้ว ในตอนนี้ตนทำหน้าที่ไปเยี่ยมลุงแดงเป็นประจำทุกวันจันทร์ ซึ่งมีข้อเสนอต่อสถาบันการศึกษาว่ามีความจำเป็นต้องไปสังเกตการณ์ที่ศูนย์เยี่ยมญาติในเรือนจำบ้าง เพราะเรือนจำเป็นสถาบันหนึ่งที่ผู้ต้องขังในฐานะที่เป็นมนุษย์ ถูกปฏิบัติอย่างไรสิทธิของความเป็นมนุษย์อย่างสิ้นเชิง เช่น ญาติไม่รู้ต้องไปเยี่ยมอย่างไร ไม่รู้ว่าใบแดงคืออะไร การขออภัยโทษต้องทำอย่างไร สิทธิของผู้ต้องขังมีอะไรบ้าง เวลาเจ็บป่วยจะไปหาหมอได้หรือไม่ การส่งยาเข้าไปในขณะที่ผู้ต้องขังเจ็บป่วยต้องทำแบบไหน สิ่งเหล่านี้ไม่มีคู่มือแสดงให้เข้าใจได้ ซึ่งตนคิดว่าญาติของผู้ต้องขังต้องการความรู้ชุดนี้

"ได้ไปเยี่ยมลุงแดงพร้อมกับทีมอาจารย์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตนเห็นว่าห้องของทนายความที่พบกับผู้ต้องขังที่เรือนจำนั้น เป็นห้องที่น่าสงสารมากที่สุด มันเป็นห้องที่กว้างเพียง 5x4 เมตร มีโต๊ะนั่งเขียนเอกสาร 1 ตัว ขาโต๊ะข้างหนึ่งมันผุต้องเอาก้อนอิฐวางซ้อนไว้ แอร์ไม่เย็น น้ำยาแอร์เลอะเต็มพื้นต้องเอาผ้าห่มมาซับไว้ มีหยากไย่ ใยแมงมุม การพูดคุยกับผู้ต้องขังเป็นไปอย่างยากลำบาก ต้องอาศัยการตะโกนคุยกัน การจัดวางพื้นที่แบบนี้ทำให้ผู้ต้องขัง ประชาชน หรือจำเลย เข้าถึงความเป็นธรรมหรือสิทธิทางกฎหมายได้ยากลำบากมากขึ้น"

ภาพข่าวเมื่อวันที 6 มิ.ย.2555 ก่อนเข้าห้องรับฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา บริเวณหน้าศาลจังหวัดลำพูน