|
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การละเมิดสิทธิมนุษยชนมีอยู่ทั่วโลก แม้แต่ในประเทศที่พวกเราเรียกว่าพัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะมีกฎหมายในประเทศที่กำหนดบทลงโทษ หรือมีองค์กรสังกัดในสหประชาชาติคอยตรวจสอบ มีสนธิสัญญาว่าด้วยการละเมิดสิทธิมนุษยชนไว้มากเพียงใด การละเมิดสิทธิก็ยังคงดำเนินต่อไป อาจจะดำเนินการยากในประเทศที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ทำได้แบบสบายๆในประเทศที่กฎหมายไม่ได้ถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง หรือในประเทศที่กฎหมายให้อำนาจนั้นแก่บุคคลหรือคณะใดคณะหนึ่ง องค์กรใด องค์กรหนึ่งกระทำการอะไรก็ได้อย่างล้นพ้น
ประเทศไทยประสบปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ในยามประเทศเป็นปรกติสุข คำตอบนั้นหาได้ทั่วไป หากใครติดตามข่าวอยู่เป็นระยะ แต่หลังจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง และมีการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 อยู่เป็นระยะๆ ในช่วง 4-5 ปีโดยอ้างว่า เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทั้งที่เป็นการเรียกร้องทางการเมือง มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นหรือไม่ ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนัก แต่ข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีการจับกุม ควบคุมการเงินจากกลุ่มคนที่เห็นต่างทางการเมืองหรือกลุ่มคนที่รัฐบาลสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายหรือสนับสนุนผู้ก่อการร้าย ซึ่งตามอำนาจจากกฎหมายฉบับดังกล่าวรัฐบาลมีสิทธิความคุมตัว 7 วัน แม้จะยังไม่มีการพิสูจน์ความผิด โดยที่ไม่สามารถเอาผิดกับรัฐบาลได้ คำถาม คือ กรณีเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิหรือไม่
และที่น่าประหลาดใจคือ องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย รวมถึงคนในสังคมบางส่วนไม่แสดงความเดือดร้อนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือเป็นเพราะความ หวาดกลัว หรือกฎหมายเหล่านี้ไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของพวกเขา หรือพวกเขายังไม่อาจรับรู้ได้ว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไร จึงไม่อนาทร ร้อนใจบ้าง ทั้งที่กฎหมายฉบับนี้ ฉีกรัฐธรรมนูญไปค่อนเล่ม
ผมไม่มีข้อมูลมากพอที่จะบอกได้ว่า การประกาศ พ.ร.กฉบับนี้ ได้ละเมิดสิทฺธิผู้คนไปเท่าไหร่ แต่เผอิญมีโอกาสได้ไปฟังเสวนาเรื่อง "การเรียนรู้และสังเกตการณ์กระบวนการศาลในมุมมองสิทธิมนุษยชน" ซึ่งกล่าวถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการศาล และสิ่งที่น่าสนใจ คือ คุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ อาสาผู้สังเกตุการณ์คดีภาคใต้ เล่าประสบการณ์ของการไปสังเกตุการณ์คดีการจับกุมผู้ก่อการร้ายคดีหนึ่งในจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศ พ.ร.กฉุกเฉินและพ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นเวลานานกว่า 5 ปี ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกระบวนการศาลอย่างไร
สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการประกาศใช้กฎหมายที่ละเมิดสิทธิอย่างแรงถึงสามฉบับ คือ(1)พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พุทธศักราช 2547 ประกาศในบางพื้นที่ที่มีการก่อเหตุร้ายแรง เริ่มประกาศใช้เมื่อ ปีพ.ศ.2547 5 อำเภอในจังหวัดสงขลา(ช่วงที่มีการกราดยิงร้านน้ำชา)จนถึงปัจจุบันถูกยกเลิกและแทนที่ด้วยพ.ร.บ.ความมั่นคงฯ (2)พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ซึ่งประกาศตั้งแต่ปีพ.ศ.2549 ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ใช้มาแล้วนานกว่า 5 ปี ต่ออายุถึง 19 ครั้งจนถึงปัจจุบันยังมีการประกาศใช้อยู่(3) พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เริ่มนำร่อง 4 อำเภอในจ.สงขลาเมื่อปลายปี 2552 คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย
สาระสำคัญของพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯฉบับนี้ คือ เมื่อครม.ประกาศกฎหมายฉบับนี้ออกมาตามกรอบกฎหมาย เจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย สามารถออก "ข้อห้าม" ต่างๆ ตามมาตรา 9 เช่น ห้ามไม่ให้ออกนอกเคหะสถาน, ห้ามไม่ให้ชุมนุม มั่วสุมหรือยุยงให้เกิดความไม่สงบ,ห้ามนำเสนอข่าวที่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว หรือบิดเบือนจนกระทบต่อความมั่นคง,ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ ฯลฯตามที่รัฐบาลห้าม
นอกจากนี้ ในกรณีที่สถานการณ์ฉุกเฉินมี "การก่อการร้าย" พรก. ฉบับนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย มีอำนาจอย่างกว้างขวาง ตามมาตรา 11 เช่น จับกุม และควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน สามารถออกคำสั่งเรียกให้บุคคลใดมารายงานตัว หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐานใดที่เกี่ยวเนื่องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน,สามารถยึดหรืออายัดอาวุธ สินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าได้ใช้หรือจะใช้สิ่งนั้นเพื่อการกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือใน มาตรา 12 ระบุว่า ในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยให้พนักงานเจ้าหน้าที่ร้องขอต่อศาลขออนุญาตจับกุมและควบคุมตัวได้ไม่เกินเจ็ดวัน ต่อได้อีกคราวละเจ็ดวัน แต่ต้องไม่เกินกว่า ส่วนบทลงโทษ มาตรา 18 ผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เมื่อเรามาพิจารณา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในมาตรา 11 เราก็จะเห็นประเด็นตามบทบัญญัติหลายอย่าง ที่เป็นที่น่าสงสัยว่ามันละเมิดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ในกฎหมาย มีการใช้คำว่า "สงสัย" คำนี้มันมีขอบเขตถึงแค่ไหน ซึ่งผมคิดว่าคำๆนี้มันมีผลทำให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจเกินควรและเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมาก สงสัย คืออะไร ตามความหมายในพจนานุกรมแปลว่า การไม่แน่ใจในข้อเท็จจริง แล้วการไม่แน่ใจในข้อเท็จจริงคุณก็มีสิทธิไปควบคุมตัว มีสิทธิไปยึดของเขา มันไม่ละเมิดมากไปหน่อยหรือ ถ้าเราเห็นคนเดินหากุญแจรถ หาตุ้มหู หาแหวนที่ทำตกไว้ เจ้าหน้าที่มองเป็นมาสำรวจพื้นที่จะกระทำการไม่สงบ ที่นี้โดนควบคุมตัวไปเดือนหนึ่ง แบบนี้เป็นการละเมิดหรือเปล่า ตาม พ.ร.ก.นี้เจ้าหน้าที่แทบจะมีสิทธิจับทุกคนโดยอ้างว่าสงสัย ยึดทุกสิ่งโดยอ้างว่า สงสัย แถมยังเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฏหมายอีกด้วย ซึ่งถ้าเราศึกษาใน นานาประเทศจะเห็นว่าอำนาจขนาดนี้มันมีเฉพาะในภาวะสงครามหรือไม่ก็รัฐเผด็จการเท่านั้น ดูแค่มาตราเดียว กฎหมายเดียวยังสามารถละเมิดสิทธิของเราได้ถึงขนาดนี้ และเจ้าหน้าที่แทบจะกระทำการได้โดยไม่ผิดเลย ด้วยอำนาจของกฎหมาย
ส่วนพ.ร.บ.ความมั่นคง กับกฎอัยการศึกเปิดโอกาสให้ละเมิดสิทธิเช่นกัน เพราะกฎหมายฉบับนี้นายกรัฐมนตรีสามารถมอบอำนาจแก่ผู้บัญชาการกองทัพบกในฐานะ รองผอ.รมน.ใช้อำนาจแทนได้และเนื้อหาของร่างกฎหมายดังกล่าวยังให้อำนาจทหารหรือ กอ.รมน.ใช้อำนาจในสภาวะการปกติในทุกพื้นที่ที่อาจจะกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของเรา เช่น ห้ามใช้เสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ ห้ามหการใช้เส้นทางคมนาคม เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น การใช้อำนาจของกอ.รมน.สามารถจำกัดและริดรอนอำนาจการตรวจสอบของศาล เช่น ในมาตรา 22 ที่ระบุว่า บรรดาข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่งหรือการกระทำตามกฎหมายรักษาความมั่นคงฯ ไม่อยู่ในบังคับข้อกฎหมายว่าด้วยวิธีการปฏิบัติราชการทางการปกครองและวิธีพิจารณาการปกครอง รวมทั้งมาตราที่ 23 ที่กำหนดว่าเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง หรือทางวินัย ถ้าได้ปฏิบัติตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าคำสั่งนั้นจะถูกหรือผิดอย่างไร
ถึงแม้ว่า มาตรา 21 ของกฎหมายฉบับนี้จะการเปิดโอกาสให้ผู้ต้องหาคดีความมั่นคงที่กลับใจเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน หรือเป็นบุคคลที่หลงผิด กระทำความผิดไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พนักงานสอบสวนสามารถทำความเห็นเสนอไปยัง ผอ.รมน.เพื่อพิจารณา หาก ผอ.รมน.เห็นชอบด้วย ก็ให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งให้บุคคลผู้นั้นเข้ารับการอบรมเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือนด้วยความยินยอม และจะไม่ถูกดำเนินคดีอาญา แต่ในกรณีที่มีการขู่ว่าจะดำเนินคดีอาญา การยินยอมเข้าร่วม "การอบรม" ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่น่าสงสัย และเมื่อไม่มีการให้คำยินยอมอย่างเสรีแล้ว การอบรมเช่นนี้น่าจะมีลักษณะเหมือนการควบคุมตัวโดยพลการมากกว่า
การประกาศใช้กฎหมายทั้งสามฉบับ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ละเมิดสิทธิได้อย่างมาก และในพื้นที่ 3จังหวัดเป็นกรณีตัวอย่างได้เป็นอย่างดีว่ากฎหมายเหล่านี้เปิดโอกาสให้มีเกิดการละเมิดสิทธิอย่างไร และเป็นอุปสรรคแก่กระบวนการศาลอย่างไร ผู้บริสุทธิ์กลายเป็นผู้ต้องหาทั้งที่ไม่มีความผิดอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่นำมาความสู่ไม่สงบใน 3จังหวัดภาคใต้
คุณอัญชลีเล่าว่า มีตัวอย่างคดีหนึ่งที่อยากจะเล่าตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตัดสินคดี คดีนี้มีการยิงกันที่สวนยางพาราตอนตี 3 มีผู้เสียชีวิต 1 คน เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลา 6 โมงเช้า เพราะตอนเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้ เนื่องจากหวั่นเป็นพื้นที่อันตรายและต้องเตรียมตัวป้องกันรับมือกับสถานการณ์ ส่วนอีกคนหนึ่งที่หนีรอดชีวิตไปได้ กลับมาในพื้นที่ตอน 6 โมงเช้า
ทราบสาเหตุคดีที่แน่ชัดว่าเป็นคดีทั่วไปหรือเป็นคคีที่เกี่ยวพันกับความมั่นคง เพราะว่ามีข้อขัดแย้งของตัวผู้ตาย และสามีผู้ตายเอง จนกระทั้งปี 2551 มีจำเลยคนหนึ่งซึ่งหลบหนีเนื่องจากกลัวเรื่องที่มานอนกับผู้ตายเป็นประจำ กลัวจะตกเป็นเป้า จึงอาศัยนอนตามบ้านญาติ ถูกตำรวจตชด.ควบคุมตัวในพื้นที่ ซึ่งระหว่างการควบคุมตัวก็มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นที่ค่าย ตชด. ถูกซ้อมมา 4 วัน โดยการเอาถุงพลาสติกครอบ ตากแดด ตบบ้องหูด้วยปืนจนมีรอยแผล จับให้อยู่ในห้องเย็นด้วยการแก้ผ้า จนกระทั่งอุจาระราด ก็ไม่ยอมให้ไปทำอะไร โดยให้ปล่อยให้ราดอยู่อย่างนั้น ซึ่งตัวเขาก็ไม่สารภาพ ไม่เซ็นอะไรเลย จนกระทั่งวันที่ 5 ของการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกว่า ถ้าไม่เซ็นรับสารภาพ จะยิงแม่ของเขา ซึ่งครอบครัวของเขาเหลือแม่อยู่คนเดียว พ่อเสียชีวิตแล้ว เขาจึงยอมเซ็นทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่ให้เซ็น
หลังจากนั้นคดีก็หายไปประมาณ 3-4 เดือนจนกระทั้งเดือนพ.ค จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งว่าถูกหมายจับตั้งแต่ ก.ย 51 ได้ปรึกษากับทหารตำรวจ จึงมามอบตัวกับตำรวจและได้ประกันตัวออกไปในชั้นสอบสวน ต่อมาจำเลยที่ 3 ถูกอุ้มจากที่ทำงานไปโรงพักโดยไม่มีใครบอก หรือติดต่อแก่ครอบครัว จนภรรยาของเขาต้องออกไปตามหาเองว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร ซึ่งเขาก็ไปสอบถามเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ซึ่งบริการลูกค้าทุกฝ่าย และอยู่ห่างจากที่ทำงานสามีประมาณ 500 เมตร จึงได้ความว่าถูกจับจากการซัดทอดของจำเลยที่ 1 หลังจากนั้นก็ได้รับการประกันตัว ทั้งหมดถูกส่งฟ้องวันที่ 19 พ.ค.52 และอัยการสั่งฟ้องในวันที่ 30 พ.ค.52
ในช่วงเดือนตุลาคม 52 มีการสืบพยาน 5 วัน ซึ่งพยานที่โจทย์อ้างมาเป็นทหาร เพราะในวันที่จำเลยที่ 1ถูกจับอยู่ในช่วงการใช้กฎอัยการศึกในพื้นที่ ก็มาเล่าถึง ขบวนการก่อการร้ายมีความเป็นมาอย่างไร มีขั้นตอนหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง คนที่สองเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวนสันติบาล บอกว่า ที่รู้ว่าคนนี้เป็นผู้ก่อการร้าย เพราะว่า ไปซุ่มดูบ้านหลังนี้พบว่ามีรถมอเตอร์ไซค์จอดเต็ม แต่ตนเองเห็นว่าคำอ้างนี้ไม่มีน้ำหนัก วัฒนธรรมของในพื้นที่หรือคนมุสลิม ถ้าเกิดมีการกินเลี้ยง หรือ พิธีกรรม จะเชิญคนมาร่วมเยอะๆ ฉะนั้นการเห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซต์จอดอยู่แล้วเหมารวมว่าเป็นการประชุมเพื่อก่อการร้ายในพื้นที่จึงไม่น่าจะใช้เป็นหลักฐานได้ ไม่รู้ว่าใช้อะไรตัดสิน ต่อมาสอบเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ ตชด. ซึ่งได้อ้างคำสืบสวนในตอนนั้นมาเป็นหลักฐานในชั้นศาล ซึ่งอย่างที่กล่าวในขั้นต้นว่า ขั้นตอนนั้นเขาถูกซ้อมทรมาน ถูกข่มขู่จนต้องรับสารภาพ
ศาลพยายามไต่สวนให้เห็นว่าพยานกับจำเลยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน จากนั้นสอบพยานที่ตำรวจอีกสองปากก็มีการตัดสินในสามเดือนต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ถูกตัดสิน 10 ปีในข้อหาก่อการร้ายแต่ไม่ได้เกี่ยวกับการฆ่าที่เกิดขึ้น จำเลยที 2 -3 ยกฟ้องไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดี แต่จำเลยที่ 2 ยังถูกคุมขังต่อเนื่องจากยังมีคดีอยู่ 2 คดี
คุณอัญชลีได้ตั้งคำถาม ว่า กระบวนการทั้งหมดมีปัญหาสิทธิมนุษยชนใดบ้าง ในกระบวนการดำเนินคดี ตนคิดว่ามีการซ้อมทรมานผู้ต้องขังในเรือนจำถึงร้อยละ 80 จนกว่าจะส่งเข้าเรือนจำ และการซ้อมทรมานพิสูจน์ไม่ได้ในชั้นศาล เพราะมีระยะการควบคุมตัวที่ยาวนาน ทำให้ระหว่างสอบสวนก็รอจนกว่าแผลหายจึงไม่มีการตรวจสอบ การบอกกับญาติในระหว่างเยี่ยมญาติก็บอกไม่ได้เพราะก่อนออกเยี่ยมก็มีการเตือนบอกว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่มีเครื่องบันทึกเสียงจึงไม่กล้าพูดอะไร แต่ญาติทราบเรื่องก็ในวันพบญาติที่ได้พูดคุยอย่างใกล้ชิดได้เห็นร่องรอยบาดแผล
นอกจากนี้ สิ่งที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมคือการฟ้องช้าถึง 2 ปีกว่าจะมาพิจารณา แต่ในคดีอื่นก็ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมในการส่งฟ้อง เช่นในกรณีที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อัยการมีนโยบายว่าจะไม่มีการสั่งฟ้องจากคำบอกเล่าและคำซักทอด แต่ในความเป็นจริงมีการทำเช่นนี้อยู่ ซึ่งการปฏิบัติไม่ได้นำนโยบายไปใช้อย่างแท้จริง ในช่วงปี 47 - 48 ประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบถึงกระบวนการยุติธรรมเลยไม่ทราบว่ามีช่องทางใดเลยที่ช่วยให้ตัวเองปลอดภัย ไม่ทราบว่ามีทนาย ที่ช่วยเหลือได้ เราไม่ได้มองว่าผู้ก่อการร้ายดี แต่เรามองว่ายังมีผู้บริสุทธิ์ที่ตกอยู่ในความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรมอยู่อีก
จากคำบอกเล่าของคุณอัญชลี จะเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในขั้นตอนของการสืบสวนสอบสวนเป็นอย่างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการให้อำนาจของกฎหมายที่ล้นพ้น อย่าง พ.ร.บ.ความมั่นคง และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุณสมิตรชัย หัตถสาร ผอ.ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น กล่าวถึงระยะเวลาการควบคุมตัวมีผลทำให้เกิดการละเมิดสิทธิในงานเสวนานี้ ว่า ในการพิจารณาของศาลแต่ละครั้งเมื่อชั้นสอบสวนและอัยการจำเลยแจ้งว่าจำเลยผิดจึงรับสารภาพ เนื่องจากหาข้อพิสูจน์ตัวเองไม่ได้ยิ่งถ้าไม่มีเงินประกันตัวก็ต้องโดนกักตัวจนกว่าพิจารณาคดีเสร็จ เรื่องระยะเวลาที่ยาวนานเหล่านี้ทำให้เป็นข้อต่อรองของทางเจ้าหน้าที่ที่จะทำให้ผู้ต้องหารับสารภาพเพื่อจะได้ตัดสินเร็วขึ้นหรือให้การเป็นประโยชน์จะมีการลดโทษหรือกักตัวไว้เป็นพยาน
"ในการออกหมายจับในภาคใต้ ซึ่งเป็นการซัดทอดได้นำเรื่องนี้สอบถามกับทางหัวหน้าผู้พิพากษาเคยได้รับคำตอบว่าไม่มีปัญหาในคดีที่จะยกฟ้อง แต่ถ้าจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ต้องให้เกียรติเจ้าหน้าที่เพื่อนำไปสู่ขั้นพิจารณาของ ขบวนการยุติธรรมก่อน แต่การเสียเกียรติกับมลทินและอิสรภาพของคนบริสุทธิ์ที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำมันก็ไม่ยุติธรรม"คุณสมิตรชัยกล่าว
จากตัวอย่างคดีภาคใต้ จะเห็นว่าระยะเวลาในการควบคุมตัวมีผลต่อการละเมิดสิทธิ และในพ.ร.กฉุกเฉินฯมีอำนาจควบคุมตัวไว้ถึง 7 วัน ซึ่งน่าห่วงว่าจะมีการละเมิดสิทธิเพื่อนำไปสู่คำรับสารภาพ ซึ่งแม้ว่าเขาอาจจะไม่มีความผิดเลยก็ได้ เช่นอาจจะมาขายไอศกรีมเพื่อยังชีพ มาทำธุระแถวราชประสงค์ มามุงดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิด ไปพูดอะไรขัดหูเจ้าหน้าที่ ก็สามารถโดนลากตัวได้ อาจจะโดนข้อหาปลุกปั่นมวลชน แต่เผอิญเจ้าหน้าที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ ก็มันสงสัยนี่ครับ ก็สามารถควบคุมตัวไว้แล้วบีบบังคับให้ยอมรับสารภาพก็เป็นได้ โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาด้วยซ้ำ แต่น่าเสียดายข้อมูลนี้ยังไม่มีใครออกมาเปิดเผย โดยเฉพาะการถูกละเมิดสิทธิของผู้บริสุทธิ์หลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา
การเสียสละสิทธิและเสรีภาพให้กับ "ความกลัว" แล้วยอมจำนนต่ออำนาจของคนกลุ่มหนึ่ง ย่อมเป็นหลักประกันอันหนึ่งว่าเราไม่สามารถเป็นประชาธิปไตยได้ เพราะผู้มีอำนาจก็จะสร้างความกลัวให้เราอยู่ตลอดเวลาเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ความเป็นเผด็จการจะคืบคลานเข้ามาควบคุมเรา และแน่นอนว่าจะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรง เราอาจจะไม่รับรู้ความรู้สึกตรงนี้จนกว่าเราตกเป็นเหยื่อเสียเอง
ทุกคนอยากให้บ้านเมืองกลับมาเป็นปรกติสุข คำถาม คือจะเป็นปรกติได้อย่างไร ในเมื่อยังมีกฎหมายที่ไม่ปรกติอยู่
|