รายละเอียด
วันที่ 24 ต.ค. 2557
นักวิชาการ-เอ็นจีโออาเซียนเปิดวงเสวนาถก ผลกระทบการลงทุนข้ามพรมแดน-ทางเลือกในการพัฒนา
วันที่ 25 พ.ย. 2554 เวลา : 14:25 น.
ผู้เขียน : ประชาธรรม
16

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ณ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โครงการปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชีย (เอพีไอ) สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์ภูมิภาคด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Regional Center for Social Science and Sustainable Development - RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาในหัวข้อ "ทางเลือกในการพัฒนาเอเชียในเชิงข้ามพรมแดน(Alternatives to Development: The Construction and De-Construction of Asia within the Trans-Border Context)"

 

 ภาพบรรยากาศการเสวนา

 

ผลกระทบต่อคนลุ่มน้ำโขงจากโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว กลุ่มรักษ์เชียงของ (Rak Chiang  Khong Group) กล่าวว่า ปัญหาในลุ่มแม่น้ำโขง มีประเด็นปัญหาใหญ่ 6 ประเด็นด้วยกัน  ประเด็นแรกที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุด ในขณะนี้  คือการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง  ประเด็นที่สอง คือการระเบิดเกาะแก่ง  ประเด็นที่สาม การเดินเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากประเทศจีนสู่ประเทศไทย  ประเด็นที่สี่ การใช้เครื่องมือหาปลาที่ผิดวิธีของชาวบ้าน อย่างเช่นการใช้ระเบิด, การใช้ไฟฟ้าช๊อตปลา  ประเด็นที่ห้า การใช้สารเคมีในการเกษตรที่มีเพิ่มมากขึ้น และสารเคมีไหลลงสู่แม่น้ำโขง ประเด็นปัญหาสุดท้ายคือ การบกรุกพื้นที่ชุ่มน้ำของแม่น้ำโขง 

กรณีปัญหาสำคัญที่สุด คือการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง ในฐานะที่เราเป็นคนที่อยู่ตอนบนในแถบจังหวัดเชียงราย  สิ่งที่เราได้เห็นผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ที่เกิดขึ้นในประเทศจีน  ซึ่งปัจจุบันมีการสร้างกว่า 10 เขื่อนแล้ว เมื่อมีเขื่อนแรก เมื่อประมาณปี 2538 แม่น้ำโขงเริ่มผิดปกติ ประชาชนเห็นความผิดปกติในแม่น้ำโขง คือ แม่น้ำโขงแห้ง หลังจากนั้นมีการสร้างเขื่อนแห่งที่ 2 ในแม่น้ำโขง ทำให้แม่น้ำโขงเริ่มเปลี่ยนแปลงไป  คือระดับน้ำขึ้น-ลงไม่ปกติ  ส่งผลกระทบต่อคนหาปลา กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้าน  เขื่อนที่ 3 เกิดขึ้นมาตามลำดับ ส่งผลกระทบเพิ่มขึ้น คือเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2551 ทั้งนี้เป็นผลกระทบที่เกิดจากการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนบน  ซึ่งมีพี่น้องประชาชนในแถบแม่น้ำโขงหลายคนที่ยังไม่ทราบถึงผลกระทบดังกล่าว

"สิ่งที่พวกเรามีความกังวลมากที่สุด คือมีโครงการขนาดใหญ่ที่จะสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่างขึ้นมา สิ่งที่นักวิชาการ นักวิจัยทราบดีว่ามีพันธุ์ปลากว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ จะมีฝูงปลาอพยพขึ้นมาวางไข่ เพราะฉะนั้นหากมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่าง จะสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับคนลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างแน่นอน ส่วนเขื่อนที่จะสร้างนั้น กรณีเขื่อนไซยะบุรี หากมีการสร้างสำเร็จ เชื่อว่าเขื่อนทุกเขื่อนในแม่น้ำโขงตอนล่างต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน"

"สิ่งที่พวกเรามีความกังวลใจ คือกรณีจะมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งถือว่าเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ มีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ากว่า 1,280 เมกกะวัตต์  ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 7 ปี  ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรี แบ่งเป็น 2 แบบ คือ1.ผู้ได้รับผลกระทบจากอ่างเก็บน้ำ พื้นที่ถูกน้ำท่วม และจะต้องย้ายที่อยู่อาศัยตามที่รัฐบาลลาวจัดสรรไว้ให้ จำนวน 19 หมู่บ้าน  ซึ่งมีการแบ่งเป็นแขวง คือ แขวงไซยะบุรี  7 หมู่บ้าน  แขวงหลวงพระบาง 10 หมู่บ้าน  และเมืองจอมเพชร 3 หมู่บ้าน  รวม 660 หลังคาเรือน ที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนดังกล่าว  ส่วนผู้ได้รับผลกระทบแบบที่ 2 คือ กลุ่มชาวบ้านที่สูญเสียที่ดินเกษตร,ที่ดินเพาะปลูก และสูญเสียวัฒนธรรมต่างๆ  มีจำนวน 28 หมู่บ้าน  ทั้งนี้เป็นผลกระทบที่ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม เนื่องจากการสร้างเขื่อนไซยะบุรี"  นายนิวัฒน์

สมาชิกกลุ่มรักษ์เชียงของยังได้กล่าวถึงความเป็นมาของโครงการเขื่อนไซยะบุรีอีกว่า  ปีพ.ศ. 2550 รัฐบาลลาวได้ร่วมบันทึกความเข้าใจกับ บริษัท ช.การช่าง ในประเทศไทย ต่อมาปีพ.ศ. 2551 รัฐบาลลาวลงนามในข้อตกลงการพัฒนาโครงการร่วมกับบริษัท ช.การช่าง กุมภาพันธ์  ปีพ.ศ.2553 มีการส่งรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ ของโครงการให้กับรัฐบาลลาวครั้งแรก

กรกฎาคม ปีพ.ศ. 2553 มีการลงนามบันทึกความเข้าใจสำหรับการตกลงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างรัฐบาลลาวกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. 

กันยายน  ปีพ.ศ. 2553 โครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรีเป็นเขื่อนแรกที่จะเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจระดับภูมิภาค เพื่อให้รัฐบาลในแม่น้ำโขงตอนล่างอนุมัติ  และมีมติให้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนต่างๆ ก่อนที่จะมีการอนุมัติการก่อสร้าง เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและจัดทำเป็นรายงานของประเทศไทย เสนอต่อคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงภายในเดือนเมษายน 2554

ตุลาคม ปี 2553 คณะกรรมาธิการ หรือ เอ็มอาร์ซี  จัดพิมพ์รายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ของการสร้างเขื่อน  ซึ่งรายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า ให้มีการชะลอการตัดสินใจสร้างเขื่อนเหล่านี้ไปอีก 10 ปี จนกว่าจะมีการศึกษาอย่างรอบด้านเพื่อการตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ

ธันวาคม ปี 2553  บริษัท ช.การช่าง ผลักดันให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ขออนุญาตลงนามซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนไซยะบุรี ต่อคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ  ซึ่งขั้นตอนดังกล่าว ถูกทักท้วงขึ้นเนื่องจากคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการดังกล่าว

ต่อมา เมื่อต้นปี 2554 คณะกรรมาธิการ เอ็มอาร์ซี ได้แจ้งเรื่องปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลงกับพีเอ็นพีซีเอ โดยเสนอหลักการที่ชัดเจน ให้ศึกษาโครงการไปอีก 10 ปี

เดือนเมษายน ปี 2554 การประชุมตัวแทนกรรมาธิการแม่น้ำโขง 4 ประเทศ และประเทศกัมพูชา ได้พิจารณาโครงการเขื่อนไซยะบุรี โดยมีท่าทีว่าจะชะลอการสร้างเขื่อน และจะจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาผลกระทบเป็นเวลาเพิ่มเติมอีก 1 ปี โดยจะไม่ดำเนินการสร้างเขื่อน จนกว่าจะทราบผล

ล่าสุด เดือนพฤศจิกายน  ปี 2554 มีรายงานว่า กระทรวงการคลังของไทยได้อนุมัติให้ธนาคารกรุงไทย ทำสัญญาค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท ช.การช่าง  ซึ่งเป็นผู้รับเหมาสัมปทานก่อสร้างเขื่อนไซยะบุรี  ทั้งนี้สถานการณ์ความเคลื่อนไหว ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว

ทั้งนี้สถานการณ์จริงในพื้นที่ไม่มีการหยุดดำเนินการของโครงการ แม้ว่าจะมีการลงนามให้หยุด รอการศึกษาผลกระทบก็ตาม ในพื้นที่จริงนั้น มีการนำเครื่องจักรกลเข้าสู่พื้นที่หัวงานที่จะมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และมีทหารของไทย ไม่ทราบจำนวน ประมาณหนึ่งกองร้อย กันพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อน โดยคนในประเทศลาวเองก็ไม่สามารถเข้าพื้นที่นั้นได้  มีการบุกเบิกเพื่อสร้างเส้นทาง และมีการดำเนินการสร้างถนนอย่างต่อเนื่อง

นายนิวัฒน์ กล่าวอีกว่า กรณีการชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี บุคคลที่ถูกโยกย้ายที่อยู่อาศัยไปยังพื้นที่ที่รัฐบาลสร้างไว้ให้นั้น จะได้รับการชดเชยเป็นเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี กรณีประชาชนที่อายุ 1-10 ปี จะได้รับข้าวสาร 10 กิโลกรัม ต่อคนต่อเดือน  ประชาชนที่อายุ 11 ปีขึ้นไปจะได้รับข้าวสาร 20 กิโลกรัมต่อคนต่อเดือน  ส่วนอาหารแห้งเช่นไข่ เนื้อแห้ง ปลากระป๋อง จะได้รับการชดเชย 3-6 เดือน  ประชาชนที่อายุ 1-10ปี  จะได้รับไข่ 12 ฟองต่อเดือน  อายุ 11 ปีขึ้นไปจะได้รับไข่ 20 ฟอง โดยให้เลือกระหว่างไข่กับปลากระป๋อง 10 กระป๋อง  และเนื้อแห้งอีกคนละ 6 ขีดต่อ1 เดือน  เพิ่มเงินให้ 15 ดอลล่าร์ ต่อ 1 คน นี่คือค่าชดเชยของบริษัท ช.การช่างกับรัฐบาลลาว

"ผมคิดว่า สถานการณ์โครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี ไม่สามารถจะหยุดยั้งได้ เนื่องจากผมได้เดินทางเข้าไปในประเทศลาว ผมได้รับทราบข่าวเรื่องคอรัปชั่น มีการให้เงินสินบนกับผู้นำของลาว และมีบ้านที่บริษัท ช.การช่าง สร้างให้กับผู้นำลาว อีก3 หลัง "

"ขณะนี้ภาคประชาชนของเราได้พยายามขับเคลื่อน โดยเฉพาะวันที่ 6 ธันวาคม 2554 ภาคประชาชนแถบอีสานจะรวมตัวกันที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เพื่อแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการสร้างเขื่อนไซยะบุรี"นายนิวัฒน์ กล่าว.

 

การลงทุนของจีนในแถบประเทศลุ่มน้ำโขง

Dr. Nguyen Van Chinh คณบดีคณะ International Studies  มหาวิทยาลัยแห่งชาติเวียดนาม (ผู้รับทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชียประจำปี 2010-2011) ได้กล่าวถึงการลงทุนของจีนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขงว่า จีนเริ่มพัฒนาในศตวรรษที่ 21 เมื่อก่อนจีนเป็นประเทศที่ยากจน พัฒนาร่ำรวยขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก จีนเป็นกลุ่มผู้ลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และในลุ่มแม่น้ำโขง

งานวิจัยของตนได้ทำการศึกษาของจีนไว้ 2-3 ประเด็น จะกล่าวโดยสรุป คือ ประการแรกการลงทุนของจีนในลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของการพัฒนาในประเทศเวียดนาม ประเทศไทย กัมพูชา และลาว ซึ่งสถานภาพของจีนในการลงทุนมีค่อนข้างที่มาก ประการที่สอง เราจะเห็นว่า มีน้ำท่วมในประเทศลุ่มน้ำ ซึ่งเกิดจากน้ำในประเทศจีนไหลลงสู่ประเทศลุ่มน้ำ ในพม่า ลาว และไทย

กรณีเรื่องการค้าก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ประเด็นสำคัญ คือ การเสียดุลการค้า ในประเทศพม่า เวียดนาม และลาว ซึ่งประเทศเหล่านี้มีการสั่งซื้อสินค้ามาจากจีนจำนวนมาก อย่างเช่น เครื่องอุปกรณ์ต่างๆ ประมาณ 7 หมื่นล้านดอลล่าร์ต่อปี

การลงทุนจากจีนได้มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น ก่อนหน้านี้ประเทศจีนมีการลงทุนในแหล่งอุตสาหกรรมการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่ตอนนี้ได้หันไปลงทุนระหว่างชายแดนมากขึ้น ทั้งเรื่องสาธารณูปโภค เกษตรกรรม และการก่อสร้าง บริษัทจากจีนก็จะเข้าไปอยู่ในประเทศต่างๆ มากขึ้นอีกด้วย

การลงทุนของจีนเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐาน มีการได้ผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย เช่นสร้างทางรถไฟ สร้างถนน สร้างศูนย์เศรษฐกิจ เป็นต้น และมีการเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากในประเทศจีนจำนวนกว่า 23 ล้านคน เข้าสู่ประเทศต่างๆ ทั้งนี้เป็นนโยบายของจีนเอง เพื่อให้ประชากรของตัวเองได้ออกไปทำงานในต่างประเทศ

ประเทศจีนเป็นประเทศที่ส่งออกสินค้าไปทั่วโลก ในลุ่มน้ำโขงนั้น มีการออกไปลงทุนเรื่องการก่อสร้างมากกว่า 1000 โครงการ ช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีการเซ็นสัญญากับจีนในเรื่องของการก่อสร้างต่างๆ 24 แห่ง

ด้านการส่งออก เป็นสิ่งสำคัญของจีน อีกทั้งการบริจาคของรัฐบาลจีน ซึ่งเขาได้ดำเนินการบริจาคเงินกว่า 10 ล้านบาท ให้กับประเทศไทย เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และยังบริจาคในประเทศพม่าและลาวอีกด้วย

ในส่วนประเทศไทย จุดประสงค์ที่จีนมาช่วยประเทศไทย เพื่อเข้ามาช่วยเหลือชุมชนคนจีนในประเทศไทยเป็นจุดมุ่งหมายสำคัญ และส่งครูจีนมาสอนภาษาจีนในเมืองไทยในแถบภาคเหนือและอีสาน ต่อมาได้มีการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีน และจีนพยายามจะลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นด้วยเช่นกัน

 

การหลั่งไหลของทุนอเมริกาในฟิลิปปินส์

Mrs. Resmi Setia Milawati นักวิจัยอิสระด้านแรงงานในเศรษฐกิจโลกจากอินโดนีเซีย (ผู้รับทุนปัญญาชนสาธารณะแห่งเอเชียประจำปี 2010-2011) กล่าวว่า ในประเทศฟิลิปปินส์มีการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มทุนอเมริกาเพื่อที่จะเข้ามาแสวงหาแรงงานที่มีราคาถูกแต่มีคุณภาพ  มีการติดป้ายโฆษณารับสมัครงานตั้งแต่ทางเข้าสนามบิน ตามรายทาง รวมถึงในเว็บไซต์ ในหนังสือพิมพ์ มีการแข่งขันเพื่อจะได้คนที่มีอายุน้อยมาทำงาน เพราะคนเหล่านี้จะมีความรู้ทางคอมพิวเตอร์ เรียนรู้ได้เร็วและสามารถปรับตัวกับการทำงานภาคกลางคืน

และในส่วนของคนทำงานที่อายุน้อย จะสามารถสมัครเข้ามาทำงานได้ง่าย ได้เงินง่ายและค่อนข้างสูง และก็ไม่ต้องการคุณสมบัติอะไรมากมาย  แค่พูดภาษาอังกฤษได้ เล่นคอมพิวเตอร์ได้ ก็จะได้ค่าจ้างสูง

Mrs. Milawati  กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้มันส่งผล ให้นักศึกษาเหล่านี้ไม่ได้เรียนอย่างเต็มที่เพราะแบ่งเวลาไปทำงาน และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ วิถีชีวิตก็จะเปลี่ยนไป และก็จะมีปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคม จะมีผลกระทบจากคนที่ทำงานอย่างเดียวกันจากกลุ่มอื่น จัดการเรื่องการทำงานได้ยาก เพราะการจัดการแรงงานไม่เหมือนคนอื่น และมีการหมุนเวียนของแรงงานตลอดเวลา ความสัมพันธ์กับคนในสังคม รวมถึงเพื่อนฝูง ก็จะเสียไป 

 

การอพยพและกระบวนการค้ามนุษย์ในอาเซียน

นส.เดือน วงษา หน่วยประสานงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ภาคเหนือตอนบนแห่งประเทศไทย ( TRAFCORD) กล่าวถึงเรื่องระบวนการค้ามนุษย์ว่า การทำงานในประเด็นต่างๆมีความเชื่อมโยงกันหมด เพียงแต่ที่ผ่านมาต่างคนต่างทำ เมื่อต้นปีได้ช่วยเหลือคนไทยประมาณ 80 คน ซึ่งถูกนายหน้าชักชวนให้ไปสร้างเขื่อนในลาว การไปทำงานครั้งนี้ไม่ได้ถูกหลอกลวงไป มีการตกลงทำสัญญาค่าใช้จ่ายต่างๆ  แต่ปัญหาคือเขาถูกลอยแพในไซต์งานก่อสร้าง ซึ่งมีบางส่วนที่ต้องการเผชิญชะตากรรมต่อ แต่บางส่วนได้ขอความช่วยเหลือจากเราในการเรียกร้องค่าเสียหาย

ฉะนั้นเราจะพบว่าทุกๆประเด็นมันเกี่ยวข้องกันทั้งหมด การค้ามนุษย์เป็นเสมือนด่านสุดท้าย เมื่อมีโครงการขนาดใหญ่ ก็มีการอพยพเคลื่อนย้าย เพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น จุดจบก็คือถูกแสวงหาประโยชน์จากกระบวนการค้ามนุษย์

นส.เดือนกล่าวต่อว่า จากประสบการณ์การทำงานด้าน การค้ามนุษย์ในภาคเหนือ พบว่า กรณีที่เจอส่วนใหญ่ คือ บุคคลถูกแสวงหาผลประโยชน์ทางเพศ กลุ่มที่เป็นเป้าหมายคือ ผู้หญิงที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาจากประเทศพม่า รัฐฉาน ลาว เวียดนาม (ก็มีแต่เป็นจำนวนน้อย) คนไทยจำนวนหนึ่งก็ถูกพาไปแสวงประโยชน์ทางเพศในต่างประเทศด้วยเช่นเดียวกัน

อีกส่วนหนึ่งก็เป็นการค้ามนุษย์ในรูปแบบของการแสวงหาประโยชน์ด้านแรงงาน มีการบังคับใช้แรงงานในรูปแบบต่างๆ ในโรงงานอุตสาหกรรม ไร่การเกษตร สำหรับประเทศไทยประเด็นที่ถูกจับตามองค่อนข้างมาก คือ การใช้แรงงานด้านการประมง ซึ่งแต่ก่อนแรงงานด้านนี้จะเป็นแรงงานชาวอีสาน แต่ปัจจุบันมีการนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ที่มาจากประเทศพม่า เวียดนาม และลาว มีการแสวงหาประโยชน์ด้วยความรุนแรง ทำงานในรูปแบบที่เลวร้าย หลายคนถูกทำร้ายจนเสียชีวิตนอกจากนี้ยังพบการใช้ในรูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้แรงงานเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านมาขอทาน เป็นต้น

ประเทศไทยคล้ายเป็นจุดศูนย์กลางของกระบวนการค้ามนุษย์ ถ้ามองการเคลื่อนย้ายคนจะเห็นว่ามีการเคลื่อนย้ายคนมาประเทศไทย แล้วก็มีการนำคนจากประเทศไทย ไปแสวงหาประโยชน์ที่ต่างประเทศ ประเทศมาเลเซียเป็นจุดปลายทางจุดหนึ่งของการค้ามนุษย์โดยเฉพาะเรื่องเพศ ในขณะเดียวกันก็มีการนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาแสวงประโยชน์ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

นส.เดือน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีการทำงานประเด็นเรื่องการค้ามนุษย์มานาน มีการลงนามในสนธิสัญญาการค้ามนุษย์ระหว่างประเทศจนนำมาสู่การประกาศ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์พ.ศ. ๒๕๕๑ และในปีนี้ก็มีการออกมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (พ.ศ. 2554 - 2559) ในส่วนของต่างประเทศก็ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงพหุภาคีระหว่างกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง 6 ประเทศ มีการทำข้อตกลงแบบทวิภาคีไทย-พม่า ไทย-ลาว ไทย-กัมพูชา ไทย-เวียดนามเพื่อร่วมมือกันป้องกัน ส่งต่อข้อมูลด้านการดำเนินคดี   ซึ่งถือได้ว่าประเทศไทยมีความก้าวก้าวหน้าในเรื่องการป้องกันการค้ามนุษย์

นอกจากนี้นางสาวเดือนยังเห็นว่า ควรนำประเด็นนี้เข้าสู่ที่ประชุมอาเซียน เพื่อผลักดันในระดับอาเซียนอีกทางหนึ่งว่า เราจะทำให้ประเด็นปัญหาการค้ามนุษย์เป็นปัญหาร่วมกันของอาเซียนได้อย่างไร 

นส.เดือนกล่าวต่อว่า ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะแลกเปลี่ยน คือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนคนกลุ่มน้อยชาติพันธ์ต่างๆ ในประเทศกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง เป็นประเด็นปัจจัยอันหนึ่งที่ทำให้คนต้องอพยพย้ายถิ่น

นอกจากนี้นโยบายด้านการจัดการแรงงานของประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง กล่าวคือ ในขณะที่ความต้องการแรงงานราคาถูกมีจำนวนมาก แต่การจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติยังไม่ตรงตามความต้องการ ดังนั้นจึงมีแรงงานจำนวนหนึ่งหลบซ่อน จนกลายเป็นแรงงานเถื่อนในที่สุดนำมาสู่การถูกล่อลวง ถูกกดขี่ค่าแรง ทำงานในที่อันตรายและเสี่ยง

ในด้านนโยบายการท่องเที่ยวโดยเฉพาะประเด็นเรื่องเพศ ในขณะที่เราอยากจะโฆษณาประเทศให้เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่เราไม่ได้ทำงานด้านการปรับทัศนคติกับผู้ใช้บริการหรือลูกค้า กลุ่มผู้บริโภค ดังนั้นเด็กและผู้หญิงจึงยังกลายเป็นสินค้าเพื่อนำมาตอบสนองความต้องการ ซึ่งตราบใดที่เรายังไม่ปรับทัศนคติด้านนี้ ปัญหานี้ก็จะยังคงมีอยู่

ในส่วนของการบังคับคดี ก็นับว่าประเทศไทยมีสัดส่วนของการบดำเนินคดีด้านการค้ามนุษย์น้อยมาก มันสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งนี้มันขาดการติดตาม ขยายผล และประเมินผล

นส.เดือน กล่าวอีกว่า เวลาพูดถึงเรื่องการค้ามนุษย์ คนมักจะพูดว่าสาเหตุของการค้ามนุษย์ คือเรื่องของการที่คนขาดการศึกษาและความยากจน แต่จากการทำงานและศึกษาวิจัย เราพบว่าหลายๆครั้งไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่สภาวะที่คนขาดโอกาสที่จะมีรายได้อย่างมั่นคง เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้คนต้องย้ายถิ่นและเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งก็อาจจะเกิดจากการขาดทักษะชีวิต รวมถึงค่านิยม ความฟุ่มเฟือย  รวมถึงเรื่องของคนที่เข้าไม่ถึงสิทธิความเป็นพลเมืองหรือคนไร้สัญชาติ เป็นปัจจัยเร่งเร้าผลักดันให้คนเหล่านี้ไปทำงานที่เสี่ยง

"สุดท้ายแล้วคิดว่า โลกเรามีการเดินทาง อพยพย้ายถิ่นตลอดเวลา ไม่มีอะไรไปขวางกั้นได้ ดังนั้นโจทย์ของปัญหาการค้ามนุษย์คือจะทำอย่างไรให้คนย้ายถิ่นอย่างปลอดภัย เมื่อเขาย้ายถิ่นแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่รัฐไหน เขาสมควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่งได้"นส.กล่าวทิ้งท้าย.

 

โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวายกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในพม่า

Mr. Zaw Aung นักวิจัยอิสระ กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าเรือทวาย จะทำให้คนพม่าหลายหมื่นคน ในกว่า 20 หมู่บ้าน ต้องย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการทำประมงน้ำจืดและเกษตรแบบยั่งยืนก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งมีมูลค่า 60,000 -1,000,000 ล้านจ๊าดต่อเดือน(12,000-200,000 บาท)

คนทวาย กะเหรี่ยง มอญ พม่า เป็นคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และหากต้องอพยพออกจากพื้นที่ย่อมกระทบต่อวิถีชีวิต ซึ่งทางโครงการบอกว่าจะให้ค่าชดเชยต้นไม้ที่ถูกตัด เช่น ต้นหมาก  เป็นต้น แต่ให้ราคาที่ต่ำมาก ไม่คุ้ม เนื่องจากกว่าต้นหมากจะให้ผลผลิตได้ใช้เวลาถึง 8 ปี

นอกจากนี้บริษัทและหน่วยงานราชการยังสัญญาว่าสร้างที่อยู่ให้ใหม่  แต่สำหรับที่ดินจะไม่มีค่าชดเชยให้ จึงทำให้เกิดคำถามว่าถ้าพวกเขาอพยพออกจากพื้นที่ เขาจะได้ที่ดินเท่าที่พวกเขาเคยมีหรือไม่ ซึ่งพวกเขาก็พยายามติดตามข่าว

โครงการนี้ใช้พื้นที่กว้างขวาง และต้องมีการสร้างถนน ทางรถไฟ ประมาณ 160 กม. กว้างอย่างต่ำ 200 เมตร เพื่อเชื่อมกับท่าเรือน้ำลึกในประเทศไทย การก่อสร้างตรงนี้ย่อมส่งผลกระทบอย่างแน่นอน คนแถบนี้ก็ต้องสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย มีการสร้างถนนมากว่า 6 เดือนแล้ว มีการบอกว่าจะไม่มีการชดเชยใดๆทั้งสิ้น

นอกจากนี้ การสร้างท่าเรือทวายจะนำมาสู่การเกิดโรงงานต่างๆละแวกนี้ และแน่นอนว่าจะทำให้เกิดการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม

Mr. Zaw  กล่าวต่อว่า ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะระบอบเผด็จการในพม่าที่มีมาอย่างยาวนาน ประชาชนเองก็ไม่ทราบว่ามีการโครงการพัฒนาอะไรบ้าง อย่างเหตุการณ์พายุนาร์กีสที่ผ่านมา คนในประเทศบางส่วนยังไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมประเทศตัวเองประสบชากรรมเสียชีวิตจากพายุนาร์กีสไปเป็นหมื่นเป็นแสน เพราะการสื่อสารในพม่าไม่กระจาย

ปัญหาหรือผลกระทบจากการพัฒนาโครงการใหญ่ๆ อย่างมาบตาพุด แม่เมาะ ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นที่โครงการพัฒนาท่าเรือทวายด้วยเช่นกัน ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นใหญ่กว่ามาบตาพุดสิบเท่า ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจึงมหาศาล

ตอนแรกชาวบ้านในเขตทวาย คิดว่าโครงการพัฒนาท่าเรือทวายจะทำให้มีงานทำมากขึ้น และหน่วยงานของรัฐในพื้นที่พยายามอ้างว่าเป็นโครงการที่จะทำให้มีงานทำ แต่พอได้ดูวีดีโอ(วีดีโอให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการท่าเรือทวาย) ชาวบ้านก็เริ่มมีการพูดคุยกัน และเริ่มรู้ข้อเท็จจริง

ในพม่าที่ดินจะเป็นของรัฐ ชาวบ้านไม่มีสิทธิในที่ดิน ทั้งๆที่ชาวบ้านทำมาหากินในพื้นที่นี้มาตั้งแต่สมัยบรรพชน ความจริงแล้วชาวบ้านก็ไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย แต่ถ้าชาวบ้านรู้ว่าตนเองก็มีสิทธิ สามารถเจรจาต่อรองกับข้าราชการได้ ก็เป็นเรื่องที่ดี

Mr. Zaw กล่าวอีกว่า ข้าราชการสัญญาว่าจะให้ค่าชดเชยภายใน 8 ปี ทางบริษัทก็ยื่นสัญญาอีกว่าจะให้ค่าชดเชยภายในเดือนตุลาคมนี้ จนถึงทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังไม่ได้อะไรเลย เพราะฉะนั้นจะเห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้นในพม่า บริษัทไม่โปร่งใสในเรื่องข้อมูล เวลาทำงานก็มีทหารไปให้ความคุ้มครอง รวมถึงทางการพม่าก็ไม่อยากให้ข้อมูลรั่วออกไปเพราะพื้นที่ละแวกนี้ยังเป็นพื้นที่สู้รบกับชนกลุ่มน้อยอยู่ เพราะถ้าข้อมูลรั่วก็จะทำให้พื้นที่การสู้รบขยายวงออกไป

การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพม่า โดยการกดดันจากประเทศอาเซียนและประเทศอื่นๆที่ต้องการให้ประเทศพม่าเป็นระบอบประชาธิปไตย หากพม่าจะดำรงตำแหน่งเป็นประธานการประชุมอาเซียน แต่จากสังเกตติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในพม่า ซึ่งบางครั้งรัฐบาลมักจะอ้างว่าต้องการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ เราก็ยังเห็นการขยายตัวของการสู้รบในรัฐต่างๆ เช่น รัฐคะฉิ่น รัฐตามแนวจีน-พม่า เพราะฉะนั้นจึงกังวลว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นน่าจะมุ่งไปสู่ภาคธุรกิจ และภาคอุตสาหกรรมมากกว่า ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง

Mr. Zaw  กล่าวทิ้งท้ายว่า การทำโครงการควรจะมีการประชุมกับชาวบ้านแถบนี้เพื่อตกลงร่วมกันว่าจะให้ค่าชดเชยอย่างไร เป็นจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งทางบริษัทหรือหน่วยงานของรัฐยังไม่ได้บอกว่าจะชดเชยให้เท่าไหร่