รายละเอียด
วันที่ 17 ก.ย. 2557
คุยกับดร.ปุ่น ระบบขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ ฝันใกล้-ไกลของเมือง
วันที่ 5 พ.ย. 2555 เวลา : 16:13 น.
ผู้เขียน : กองบรรณาธิการสำนักข่าวประชาธรรม
190
รศ.ดร. ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่าอ.ปุ่น จากหน่วยวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐาน ในสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนึ่งในทีมคนรุ่นใหม่ของโครงการ "การศึกษาและสาธิตการจัดการระบบรถร่วมสี่ล้อแดงของเมืองเชียงใหม่

ยามสายอากาศที่เชียงใหม่กำลังเริ่มเย็นสบาย และเป็นเวลาที่การสัญจรบนถนนรอบคูเมืองเริ่มผ่อนคลายจากสภาพ "ติดขัด" ประชาธรรมมีนัดสัมภาษณ์พูดคุยกับนักวิชาการหนุ่มท่านหนึ่งที่ศึกษาและพยายามแก้ไขปัญหาระบบขนส่งสาธารณะในเมืองเชียงใหม่

รศ.ดร. ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่าอ.ปุ่น จากหน่วยวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโครงสร้างพื้นฐาน ในสังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหนึ่งในทีมคนรุ่นใหม่ของโครงการ "การศึกษาและสาธิตการจัดการระบบรถร่วมสี่ล้อแดงของเมืองเชียงใหม่ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน" ให้โอกาสพูดคุย กับข้อคำถามใหญ่ที่ติดค้างคาใจคนเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวไทย-เทศว่า เชียงใหม่เมื่อไหร่จะมีระบบขนส่งมวลที่มีประสิทธิภาพ และคนใช้บริการเสียที?


ประชาธรรม

ระบบขนส่งเชียงใหม่ที่ผ่านมามันมีปัญหาอุปสรรคอะไรอย่างไร ทำไมไม่เกิดสักทีเพราะว่าคนเชียงใหม่ก็รอมาเป็นระยะเวลายาวนาน แล้วเมืองก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ

อ. ปุ่น

ในฐานะที่เป็นคนเชียงใหม่คนหนึ่งก็ถามคำถามนี้เหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเรา พอมีโอกาสได้เดินทางไปมาหลายที่ พบว่าเมืองอื่นๆเขาก็ทำได้ ทำไมเมืองของเราไม่มีบ้าง จากนั้นมาก็ตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้น ทำไม ใครเป็นคนรับผิดชอบ เราจ่ายภาษีหรือเปล่า ถ้าเราไม่มีเงินมากพอ เราจะเดินทางอย่างไร ถ้าเราไม่มีรถเราจะทำงานได้ไหม

ปรากฎว่าสิ่งที่พบก็คือว่า เมื่อเอาข้อเท็จจริงมาคุยกันถ้าเงินเดือนของเราไม่มากพอ เราอยู่เชียงใหม่ลำบากนะ ถ้าเรามีเงินไม่มากนัก ผมก็ใช้มอเตอร์ไซค์ ใช้จักรยานก็พยายามจะใช้อยู่ แต่ว่าก็กลัวตายเหมือนกัน ในจุดเล็กๆก็เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเกิดว่าคนส่วนใหญ่ 90-95% หรือมากกว่านั้น เกิดมีเงินเดือนฐานถึงขั้นหนึ่งแล้วทุกคนก็อยากได้รถ สิ่งที่เราพบก็คือว่า ไม่ใช่เป็นปัญหาของคนเชียงใหม่แล้ว แต่มันยิ่งใหญ่กว่านั้น

ผมเชื่อว่าเรากำลังเดินมาทางที่ผิดของการจัดการการเดินทางของพวกเรากันเอง อย่าเอาวิชาการมาพูดเลย เดี๋ยวฟังแล้วเดี๋ยวจะงงๆ แล้วก็มันยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เราพบข้อเท็จจริงและเห็นแนวโน้มว่าถ้าไม่มีใครทำอะไรบางอย่าง เราจะเพิกเฉยกับมัน เหมือนที่ชาวเชียงใหม่มักบอกว่า ไม่หือไม่อือ เขาไม่ให้เรา เราก็ไม่เอา เขาไม่ขยับตัวอะไรสักอย่าง เราก็ไม่ท้วง เราพูดมานานว่ารถมันจะแน่น เมืองจะถูกกระจายออก เราทุกคนก็ต้องมีปัจจัยที่ห้าหรือหกที่เป็นเรื่องของรถ อะไรต่างๆว่ากันไป

ปัญหาสำคัญก็คือเราไม่มีทางเลือก ถ้าจะอยู่รอดได้ มีหน้าตาในสังคม มีความสะดวกสะบาย รถก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทุกคนในประเทศนี้ปรารถนา อันนี้คือสิ่งที่ประเทศนี้ถูกออกแบบเอาไว้ ไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่เจตนาก็แล้ว แต่ งั้นสิ่งที่เราจะเจอก็คือความคับคั่ง ถนนเป็นเรื่องที่เราใช้ในเรื่องของขนส่ง เราบางคนคิดว่าถนนเป็นของฟรี แต่พอมานั่งถามจริงๆ ว่าถนนเป็นของเราหรือเปล่า จะพบว่าถนนเป็นของเราทุกคน มันเป็นสมบัติสาธารณะ แต่เรากลับเอื้อให้ผู้ที่มีรายได้สูงทั้งในสมัยก่อนหรือสมัยนี้ใช้ถนนได้อย่างดี

"การพัฒนาต่างๆเราก็เอื้อให้รถเป็นหลัก จนวันนี้แม้กระทั่งเราอยากจะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเดินหน้าบ้าน อยากพาลูกไปเดินหน้าบ้าน เราแทบไม่มีที่จะเดิน หรือผมอยากปั่นจักรยาน ผมยังต้องเกรงระวังรถคันโต นึกถึงเพลงจรัญสมัยก่อน เพลงมอเตอร์ไซค์ใช่ไหม นั่นก็เป็นการเปรียบเทียบระหว่างคนธรรมดาที่ไม่มีมอเตอร์ไซค์กับอ้ายคนหนึ่งที่มีมอเตอร์ไซค์ร้อยยี่สิบห้า อันนี้ก็ไม่ได้เป็นมอเตอร์ไซค์แล้วเป็นรถ แล้วเราก็มาแย่งกันใช้รถ"

เรามีขนส่งจังหวัด เรามีผู้ว่าฯ เรามีคณะกรรมการขนส่ง เรามีเทศบาล เรามีองค์กรต่างๆเยอะแยะมากมายที่ดูแลปัญหานี้อยู่ มีตำรวจจราจร แต่ปรากฏว่าพอเราไปสัมผัสในทุกๆ ระดับ พบว่าทุกท่านก็ทำอยู่ในกรอบของท่านอย่างเต็มที่ ตามข้อจำกัดของแต่ละคนที่มีอยู่ จะลงทุนไปแค่ไหนทุกคนก็ต้องมองตัวเองเป็นที่ตั้ง ดังนั้นต่างคนก็ต่างแก้ปัญหาในแต่ละมุมของตัวเอง แต่ปัญหารวมซึ่งเป็นปัญหาของประชาชนกลับให้ความสำคัญน้อย

"ทุกคนต้องเอาตัวเองรอด แต่ว่าวันนี้สิ่งที่จะไม่รอดก็คือรุ่นต่อไปมันจะเดินทางกันลำบากเป็นหมู่ ตายหมู่มากกว่า อย่างที่เราเห็นภาพกันอยู่ เราเริ่มจะรับความไม่ปกติเป็นความปกติได้ เมื่อผมรับได้ว่าถ้าผมไปแถวโรงเรียนพระหฤทัย เรยีนา มงฟอร์ต รถจะติดตอนเช้า เราก็รับเรื่องนี้ได้มาสามสิบสี่สิบปีแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องไม่ปกตินะ แต่เรารับได้เป็นเรื่องปกติล่ะ ต่อไปเราก็จะต้องรับได้ว่าภายในเมือง ช่วงตอนเช้าหรือตอนเย็นรถมันก็จะคับคั่งแน่น เป็นสิ่งที่ไม่ใช่เราไม่รู้"

ทางภาคส่วนของวิศวกรเราก็มองเห็นภาพตั้งนานแล้ว แต่ข้อจำกัดที่เรา คณะทำงาน ตัวอาจารย์ของผมเองหลายรุ่นได้ทำมาก็คือ เรารู้เราเห็น แต่ว่าสิ่งที่เราขาดไปคือเราไม่สามารถลงไปปฏิบัติได้ เพราะว่าเรื่องของขนส่งสาธารณะมันไม่ใช่เพียงแค่ซื้อรถเมลมาก็แก้ปัญหา มันไม่ใช่ว่าคุณมีเงินหมื่นล้านแล้วคุณจะแก้ปัญหาได้ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ฉะนั้นมันนอกเหนือขอบเขตของวิชาชีพใดวิชาชีพหนึ่ง คือมันต้องช่วยกัน แล้วสิ่งที่เราหายไปมันก็คือ เราขาดภาวะผู้นำ leadership ไม่ได้เป็นใครที่มีอำนาจโดยตรงนะ แต่ภาคประชาชนต่างหากที่ต้องหือต้องอือขึ้นมาว่าอันนี้เป็นเมืองของเรานะ อันนี้คือบ้านเรานะ เราต้องออกมาทำอะไรบางอย่าง

ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ของผมสักสิบปีก่อน ตกลงว่าให้เอาอย่างไร ผมเรียนจบกันมาแล้ว เอาภาษีของเราไปเรียนกัน แล้วจะให้ทำอย่างไร ผมนั่งอยู่กับโต๊ะแล้วก็อยู่เฉยๆ สอนหนังสือไปในสิ่งที่ผมไม่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือผมจะเดินออกมาแล้วหาเรื่องอะไรมาลำบากกับชีวิตบ้าง เพราะเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูก ซึ่งอาจจะผิดก็ได้นะ เราก็ต้องหลากหลายทัศนะกัน เราก็เลยตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับเมืองที่เรารัก อันนี้คือสิ่งที่ผมพบมาว่ามันขาดจิ๊กซอว์ หรือเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้ปัญหานี้มันยังคงอยู่

ประชาธรรม

อาจารย์ดูแล้วมองเห็นภาพรวมว่ามันเหมือนต่างคนต่างทำ แล้วแต่ละภาคส่วนก็แก้ปัญหานี้เฉพาะกิจ อาจารย์คิดว่าปัญหาสำคัญหลักที่ทำให้ระบบขนส่งไม่สามารถเดินหน้าไปได้เพราะอะไร คนส่วนหนึ่งจะบอกว่าปัญหาใหญ่อยู่ที่รถแดง พอไปคุยกับรถแดง รถแดงก็บอกว่าเป็นเพราะว่าฝ่ายบริหาร ไม่ได้เอาจริงในเรื่องนี้ งบที่จะควรจะเอามาจัดการในเรื่องนี้ก็ไม่ได้เอามาจัดการ แต่เอาไปทำอย่างอื่น ละลายแม่น้ำไป

อ. ปุ่น

อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ผมคิดว่าปัญหาจริงๆแล้วเราต้องตั้งคำถามใหม่อย่างที่เปิดประเด็นไปเมื่อสักครู่ว่ามันไม่ใช่ว่าเรามีรถเมลหรือไม่มีรถเมล มันไม่ใช่ว่ารถแดงทำดีหรือยัง มันไม่ใช่ว่าระบบขนส่งมีหรือยัง หรือไม่มีหรือยัง แต่มันเป็นเรื่องของภาพใหญ่ว่าเราจะเดินทางในชีวิตประจำวันกันอย่างไร เรื่องที่จริงๆอาจจะอยู่ในกรอบนโยบายหลักด้วยซ้ำ

ประเด็นแรก คือเราเน้นเรื่องการใช้รถส่วนตัวมาตลอด ทุกอย่างเร่งที่ถนนหมด ส่วนตัวทางเลือกอีกทางหนึ่งก็คือเราใช้รถสาธารณะ รถแดงก็เป็นรถสาธารณะแบบหนึ่ง รถเมลก็เป็นรถสาธารณะแบบหนึ่ง ปรากฏว่าระบบแรกมันครอบครองทางเลือกของเราแล้ว แต่ระบบที่สอง มันเป็นระบบที่รัฐต้องเข้ามาช่วย ทำไมรัฐต้องเข้ามาช่วยเพราะว่าโดยภาพโครงสร้างระบบนี้แล้ว ระบบของมันไม่สามารถยั่งยืนทางด้านการเงินหรือว่าทางด้านเทคโนโลยีในตัวของมันเอง นี่คือธรรมชาติที่เป็นกันทั่วโลก อย่างน้อยรัฐต้อง subsidy หรือว่าให้เงินสนับสนุนหรืออาจจะเป็นสนับสนุนในทางอื่นก็แล้วแต่ คือทำให้ตรงนี้มันยั่งยืนได้ แล้วก็ระบบมันก็จะเดินๆไปของมันเอง ดังนั้นปัญหาจึงอยู่ที่ว่าไม่ใช่ว่าเรามีรถแดง หรือเราไม่มีรถเมล แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการจัดการในภาพใหญ่มันขาดไป

ประชาธรรม

อย่างนี้ถ้าพูดถึงการจัดการในภาพใหญ่ เท่าที่มองก็คือว่าส่วนต้องรับผิดชอบอาจจะมากกว่าจังหวัดหรือเปล่า ถ้าเมืองมันมีขนาดใหญ่อย่างนี้

อ. ปุ่น 

ผมคิดว่าตอนนี้เนื่องจากโครงสร้างผมมองอีกมุมหนึ่งนะ ผมไม่ได้มองว่าเป็นปัญหาทางด้านเทคนิค ผมมองว่าเป็นปัญหาการจัดการ ทางโครงสร้างขององค์กรของภาครัฐ ซึ่งไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนของแต่ละที่ ในแต่ละเมืองด้วยซ้ำ เพราะว่าเมืองแต่ละเมืองที่เราร่วมทำงานมา ปรากฏว่านี่คือสิ่งที่ขาดไป องค์กรการจัดการหน้าที่ของมันแตกกระจาย แล้ววันนี้ตั้งคำถามรถติด แล้วจะไปบ่นกับใคร นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรที่ไม่มีจริง หรืออาจจะมีหรือผมอาจจะไม่เห็นก็ได้ เท่าที่สัมผัสมามันเหมือนกำลังเล่นลิงชิงบอลอยู่ พอถามว่าปัญหารถติดไปหาที่ใครเขาก็ชี้ไปเรื่อยๆ อันนี้คือสิ่งที่เราเจอมาสิบปีแล้ว

ประชาธรรม

แล้วเทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เขาคุยเรื่องนี้กันไหม

อ. ปุ่น

ก็เริ่มคุยนะ มันเป็นปัญหาพื้นฐานแต่ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราก็คือว่า ถ้ามีโครงการหนึ่ง เป็นโครงการที่ทำถนนงบประมาณหลายร้อยล้าน หลายพันล้าน โครงการนี้ ผู้พัฒนามีความคุ้นเคยกับมัน กับอีกโครงการหนึ่งที่ใช้งบไม่ได้มากนัก อาจจะต่างกันประมาณสิบเท่า แต่นี่ผู้พัฒนามีความคุ้นเคยกับมันน้อยกว่า มีความเสี่ยงสูงกว่า ผลที่ตอบแทนกลับมามีน้อยกว่า ถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ก็ต้องเลือกเอาความเสี่ยงต่ำใช่ไหม โอกาสความสำเร็จที่สูงกว่า ผมไม่ได้หมายถึงทุกคน แต่งานระบบขนส่งเป็นงานที่ค่อนข้างที่จะยากมาก ไม่ใช่เชิงของ technical อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของเมืองทั้งหมดด้วย ฉะนั้นผู้ที่มีอำนาจที่ได้รับการเลือกตั้งเข้าไปจากเทศบาลก็ดี อบจ.ก็ดี หรือได้รับคะแนนเลือกตั้งเข้าไป แล้วก็ถ่ายทอดอำนาจผ่านทางจังหวัดลงมาก็ดี เราจะเห็นว่าห่วงโซ่ของอำนาจมันมีอยู่ไม่กี่อย่างที่มาจากสิทธิของภาคประชาชน

ถ้าเราเชื่อว่าอำนาจอยู่ที่ประชาชน แล้วเราก็เอาภาษีของเรานี่จ่ายไปตามกรอบนี้ด้วย ก็ปรากฏว่าภาษีของเราหรือทุนของเรามันไม่ได้ลงมาที่งานตรงนี้ มันไปลงที่งานที่ความเสี่ยงต่ำ โอกาสความสำเร็จสูงมากกว่า อีกมุมหนึ่งก็คือมันจากกลับมาที่ข้อแรกก็คือว่า ถ้าถามผมว่าถ้ามีรถเมลจะแก้ปัญหาได้ไหม ผมก็ตอบว่าไม่ได้ ถ้าแก้ไขรถแดงแล้วทุกอย่างจะจบไหม ผมว่าก็ไม่ได้ ผมว่าการจัดการระบบขนส่งสาธารณะเป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องค่อยๆ เคลื่อนกันไป

แล้วการทำความเข้าใจกับผู้ใช้ถนนก็สำคัญมาก อย่างมีข้อเท็จจริงอันหนึ่งที่ผมพยายามจะบอก อย่างชัดๆว่า ตราบใดที่เราไม่สามารถจัดการสมบัติสาธารณะที่เป็นถนนได้ดีพอแล้ว เราไม่มีทางที่จะมีระบบขนส่งที่ดีได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องรู้ว่าถนนของเราไม่ใช่สิ่งที่ฟรี หรือเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยชอบ มันเป็นสมบัติของเราทุกคน ตั้งแต่คนใช้รถ หน้าร้านที่ต้องค้าขาย คนเดินถนน มันต้องออกมาจัดการ ทุกอย่างมันก็จะเป็นโดมิโนหรือส่งผลกระทบต่อกันหมดเลยว่า บางสิ่งมันก็ไปไม่ได้ เราก็คิดว่าซื้อรถเมลล์มันก็จะจบ มันก็ไม่จบ

ประชาธรรม     

ทราบว่ามีงานวิจัยหลายชิ้น หลายชุดที่พูดถึงระบบขนส่ง งานวิจัยเหล่านั้นเสนออะไรกันบ้างเกี่ยวกับการแก้ปัญหาระบบขนส่งในเชียงใหม่ แล้วอันไหนที่ดูมีแนวทางที่เป็นไปได้และสอดคล้องกับเชียงใหม่

อ. ปุ่น           

ผมคิดว่างานวิจัยที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย งบประมาณที่ทำวิจัยมาก็รวมๆกันน่าจะเกินร้อยล้านบาท ในภาคประชาชนก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ได้มาจากงานตรงนั้น คือวันนี้เรามาถึงตรงนี้ได้เพราะว่าก็ส่งต่อกันมา มีงานศึกษาตั้งแต่รถราง ล่าสุดก็มี BRT Bus Rapid Transits ขึ้นมาแล้วก็มีงานหลายภาคส่วนเยอะมาก นัยยะสำคัญก็คือว่างานวิจัยส่วนหนึ่งหลายภาคส่วนก็ชี้ประเด็นลงไปว่ามันต้องใช้เทคโนโลยีตรงนั้นตรงนี้ แต่ว่าข้อจำกัดคือการลงภาคปฏิบัติ เรารู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น คือถ้าเรารู้แล้วเราไม่ทำมันก็จะเดือดร้อนมาก มันจะมีความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจเยอะมาก

ฉะนั้นเราก็จะเห็นยกตัวอย่างง่ายๆ กับทางเลือกไม่กี่ทาง ถ้าเป็นระบบทั่วไปก็คือรถใต้ดิน มันเป็นความเป็นไปได้ แต่ต้นทุนมันก็ เราก็ทำได้ เพียงแต่ว่าเนื่องจากความหนาแน่นของประชากรเราไม่ได้มากเพียงพอที่จะทำให้ระบบนี้มันยั่งยืนโดยตัวของมันเองได้ ถ้าเกิดเรามีเงินเหลือ เรามั่งคั่งก็ไม่ได้ว่าอะไร อันที่สองเป็นรถลอยฟ้า จริงๆ แล้วก็เป็นระบบหนึ่งที่ดีแต่ข้อจำกัดที่ผู้วิจัยแต่ละรุ่นเห็นตรงกันก็คือ ความไม่พอใจของภาคประชาชน เพราะมันค่อนข้างจะบังทัศนียภาพ ส่วนอีกรถหนึ่งก็คือรถเมลหรือรถที่อยู่บนดิน

generation ใหม่ของรถเมลเมื่อสิบปีที่ผ่านมาก็คือ BRT ที่กรุงเทพมีอยู่ก็เป็นรถขนาดใหญ่ ทำหน้าที่คล้ายๆเหมือนรถรางแต่ว่าวิ่งโดยล้อยาง ซึ่งเป็นรถที่ดีมากอันหนึ่งแต่ว่าเหมาะสำหรับพื้นที่เยอะ ตรงไหนมีพื้นที่เยอะนั้นรถคันนี้ก็จะมีสิทธิ์ในการใช้ทางที่ส่งคนเยอะกว่า เพราะว่าเขาบรรทุกคนเยอะกว่าเขาก็น่าจะมีสิทธิ์ที่จะไปได้ดีกว่า รถกลุ่มนี้ก็ดีงานวิจัยที่ผ่านมาก็เลือกรถกลุ่มนี้ แต่ข้อจำกัดของมันก็คือพอมันเข้ามาในเมืองแล้ว ในภาคของการพัฒนาเราก็มีการตั้งคำถามเหมือนกันว่า มันจะลงตัวอย่างไรบ้าง แต่จะเป็นระบบไหนก็ตาม ในอนาคตต่อไปข้างหน้าเราคิดว่าเราจะมีก็คือระบบที่มีประสิทธิภาพในการขนส่งคน ประสิทธิภาพนี้แปลว่าสามารถขนคนจากที่หนึ่งไปที่หนึ่งได้ โดยที่ลงทุนน้อย ถ้าเราไม่มีเราก็ต้องใช้รถยนต์ แต่ก่อนจะถึงพวกนั้น ระบบที่จะต้องเกิดก่อนก็คือระบบที่เรามีอยู่แล้ว ซึ่งงานวิจัยที่ผ่านมาได้ชี้ระบุไว้ว่าโครงการแรกๆ ที่จะต้องลงเข้าไปก็คือโครงการที่ลงเข้าไปทำระบบเดิมให้มันดีขึ้น

"งานของทีมที่ผ่านมาก็โฟกัสตรงนี้เพราะว่าเราไม่เชื่อว่าการแก้ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ คือการเอารถแดงออกไปทิ้งข้างนอก แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ นั่นมันคือวิธีการคิดหนึ่ง พอลงไปดูแล้วตอนแรกคิดว่ารถแดงเป็นปัญหา แต่ปรากฎว่าไม่ใช่ เมื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา รถแดงเป็นระบบขนส่งสาธารณะ ที่เกิดขึ้นจากภาคประชาชน แล้วไม่มีใครไปช่วยเขา วันนี้เขาอยู่ได้ก็บุญแล้ว เขาเป็นส่วนหนึ่งของเชียงใหม่ เขาเป็นคุณพ่อคุณแม่ของเพื่อน เขาเป็นส่วนหนึ่งของเรา แต่เนื่องจากการเงินของเขาเป็นอย่างนี้ ข้อจำกัดเขาเป็นอย่างนี้ เนื่องจากไม่มีใครเข้ามาช่วยเขา ฉะนั้นพฤติกรรมก็ออกมาลักษณะนี้ เขาไม่สามารถให้การบริการที่ดีได้ ฉะนั้นหลายภาคส่วนก็มองว่าเขาให้บริการไม่ดี เขาเป็นผู้ร้ายบ้างแต่เอาใจเขามาใส่ใจเรา ความตั้งใจของงานตรงนี้ก็คือก่อนที่จะมีอะไรต่อไปในอนาคต เมืองเชียงใหม่ต้องคุยกันก่อน"

"ผมคิดว่าคนเชียงใหม่ไม่โง่นะ มีศักดิ์ศรี เราทำอะไรของเราได้ มันเป็นเรื่องของสามัญสำนึกว่าเราอยากได้เมืองที่เราอยากอยู่ เราอยากเอาลูกของเราเดินทางได้โดยที่เราไม่ต้องมีรถ เราจะมีทางเลือกไหม ผมมองมุมนั้นมากกว่า ก็เลยคิดว่าโครงการหนึ่งที่น่าจะเริ่มต้นได้ก็คือ เอาของเดิมที่มีอยู่แล้ว เริ่มจากกำลังที่เรามีอยู่ ผมเป็นอาจารย์ตัวเล็กๆ พี่เป็นนักข่าวตัวเล็กๆ ประชาชนคนเล็กๆ มานั่งคุยกันว่าเราจะเอาอย่างไรกับเมืองของเราบ้าง เราก็ค่อยๆ เริ่มกันน่ารักนะ ไปคุยกับหลายที่ก็ไม่มีไร ก็บอกว่ามาช่วย อยากให้มันเกิด"

ประชาธรรม

ช่วยเล่าถึงโครงการที่จะเริ่มทำในเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นอย่างไร

อ. ปุ่น 

จริงๆเป็นโครงการต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมันในแนวความคิดลักษณะแบบนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง เราอาจจะผิดก็ได้นะ เหมือนเพลงของบอดี้สแลม ความเชื่อมันอาจจะผิดก็ได้นะ แต่ว่าเรามีความเชื่อว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ว่านี้คือการเริ่มต้นของกระบวนการต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ก็คือนำเอาสิ่งเดิมๆที่มีอยู่แล้วมาเริ่มต้นก่อน จากรถแดง รถเมลล์ขาวที่มีอยู่ ซึ่งมันกำลังจะล่มสลายลงไปเหมือนที่รถเมลเหลือง แล้วไม่มีใครยี่หระกับมัน ใช่ไหม ผมนั่งรถเมลเหลือง จนมันหายไปเราก็คิดถึงมันนะ แต่เราก็ยอมให้เขาหายไปโดยที่เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตอนนั้นเราก็ยังเด็กอยู่ ผมก็ไปคุยกับเจ้าของรถเมลเหลืองสมัยก่อนนะ เขาก็บอกว่าเขาก็ทำเต็มที่แล้ว ไม่มีตังค์ จะให้ทำต่ออย่างไร

ประชาธรรม

แล้วที่ทำรถแดงนี่คือจะเริ่มอย่างไร

อ.ปุ่น

ผมคิดว่าที่เริ่มต้นก็คือโดยศักยภาพของรถแดงที่มีอยู่ สิ่งที่ทำก็ไม่ได้อะไรซับซ้อนก็คือเป็นการจัดการที่ทำให้แต่ละภาคส่วนเขาสามารถที่จะทำกันเองได้ ในภาคของทางวิชาการ แล้วก็ไปสนับสนุนเรื่องของการจัดการแล้วก็เทคโนโลยีบ้าง ในภาคของรถแดงเราก็ต้องเข้าไปพูดคุย  ว่าในการให้บริการของภาคประชาชนมันควรจะทำอย่างไร ตามกฎหมายแล้วรถจะต้องวิ่งประจำทาง อันนี้ข้อเท็จจริงนะ แต่เราก็อะลุ่มอล่วยกันว่าจะต้องยืดหยุ่นได้ นี่เราก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นเส้นทางเท่าที่จะอยู่ได้โดยไม่ขาดทุน แต่ปรากฎว่ามันก็ยังขาดทุน ถ้าไม่มีการสนับสนุนจากเซคชั่นอื่น เพราะการวิ่งของรถแดง การเดินทางต่อคนต่อกิโลฯ ต่อการใช้น้ำมันแล้วมันก็สูงกว่ารถขนาดใหญ่ แต่เราก็เริ่มจัดการตรงนี้ไป ถ้าเกิดเราทำตรงนี้ได้ อย่างน้อยมันยั่งยืนแล้ว ระบบอื่นมันก็จะเริ่มขยับมา

พอตรงนี้ได้แล้วสิ่งหนึ่งที่ต้องทำขนานกันก็คือการจอดรถคือหัวใจที่สำคัญที่สุด เพราะเชื่อว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่รถแดง ผมอยากจะให้ทำความเข้าใจอย่างนี้ ต่อให้รถแดงมีหรือไม่มี รถเมลมาคุณก็จะเจอปัญหาอยู่ เพราะเราเชื่อว่าถนนเป็นสมบัติสาธารณะที่ได้เปล่า เราอยากจอดที่ไหนเราก็จอด ถนนอยู่หน้าบ้านเราก็เป็นของเรา ไม่ใช่นะ ถนนหน้าบ้านเราไม่ใช่ของเรานะ เป็นสมบัติสาธารณะ ซึ่งอันนี้คือข้อเท็จจริง เราคิดว่าถนนอยู่หน้าบ้านเราก็คือของเรา เราต้องแบ่งกัน เราต้องพูดกันว่าเราจะเอาถนนมาจัดสรรกันอย่างไร แล้วให้ทุกคนแฮปปี้ ไม่ใช่คนที่มีเงินมากจะแฮปปี้อย่างเดียว

พี่น้องต่างเขตที่เขามา วันนี้มีงานออกพรรษารถติดเต็มหมดเลย ก็ใครที่จะดูแลเขา ไม่ใช่รถแดงหรือ แล้วถ้าเกิดเขามีเงินสักนิดหนึ่งจะไม่ให้เขาใช้มอเตอร์ไซค์เหรอ เขาเดินมาทำงานไม่ไหวนะ อันนี้คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แล้วก็ตั้งคำถามเดิมว่าเราจะเอาอย่างไร อีกอันหนึ่งที่เกิดขึ้นคู่กับการจัดการระบบขนส่งสาธารณะด้วยก็เป็นการจัดการสมบัติสาธารณะคือถนนด้วย ว่าถึงเวลาเราต้องมาพูดคุยกันแล้วว่าเราจะจัดสรรกันอย่างไร อย่างนิมมานเหมินทร์จะเห็นภาพชัด วันนี้นิมมานฯกำลังจะล่มสลาย ไม่ว่าคุณจะลงทุนไปกี่หมื่นล้านก็ตาม ถ้าคุณไม่สามารถจัดการที่จอดรถได้เด็ดขาดมากๆ มันต้องคุยกันว่าคุณจะจัดการอย่างไร เราต้องรู้ว่ามันไม่สามารถจอดรถได้ตลอดเวลานะ คนที่มีที่พักอาศัยก็ต้องจอดได้นะ  เพราะเขาอยู่แถวนั้นนะ เราเป็นผู้มาเยี่ยมเยือนเราก็ต้องจอดได้แป็ปเดียวนะ ก็ต้องเริ่มแบ่งกันละ เมื่อก่อนเราไม่เคยคิดตรงนี้เพราะมันมีเหลือเฟือไง แต่วันนี้ไม่ใช่ อีกห้าปี สิบปีต่อไปไม่ใช่ เมืองทุกเมืองจะ cramp จะหนาแน่นมาก เราต้องคุยกันอันนี้คือพื้นที่ของประชาธิปไตย ซึ่งต้องคุยกันละว่าจะเอาอย่างไร

ผมคิดว่าง่ายๆ มีแค่สองแนวทาง หนึ่ง ระบบขนส่งสาธารณะ สอง ระบบการจัดการสมบัติสาธารณะ ซึ่งต้องเกิดคู่กัน สองสิ่งนี้เหมือนขาสองขา ถ้าสองสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่จะเป็นพระเอกหลักก็คือรถส่วนตัวก็จะครอบครองทางเลือกของเราไป เราก็จะสูญเสียทางเลือก เราก็จะต้องทำงานมาเพื่อที่จะมุ่งเข้าสู่ระบบของการซื้อรถคันแรก คันที่สอง อะไรก็แล้วแต่ นี่คือข้อเท็จจริง พอเห็นภาพใช่ไหม

ประชาธรรม

เส้นทางที่จะจัดนี่ตอนนี้มีเส้นทางไหนบ้าง ที่จะเริ่มก่อน

อ. ปุ่น

จริงๆแล้วในทางหลักการก็มีได้หลายเส้นทาง แต่ว่าที่เริ่มก่อนที่เส้นทางที่น่าจะเป็นไปได้ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นจากทางข้อมูลที่เรามีอย่างเดียว แต่มาจากประสบการณ์ของรถแดงเองด้วย ที่เข้ามาผสมกันว่าเส้นทางไหนน่าจะให้บริการกับภาคประชาชนได้มากที่สุด คือในมุมมองของรถแดงเองเขาก็ต้องคิดเหมือนกันจะทำอย่างไรให้เขาอยู่ได้ ทำอย่างไรให้บริการที่ดี นี่คือเส้นเริ่มต้น ก็คงจะเป็นจุดหลักๆ เช่นจุดระหว่างขนส่งเข้ามาสู่ใจกลางเมือง แต่ปัญหาที่เราจะเจอปีต่อไปก็คือเมืองกำลังกระจายตัวออก ระบบที่ต่อให้เรามีอะไรขนาดไหนก็ตาม พอมันกระจายตัวออก มันยิ่งใหญ่ ประสิทธิภาพมันก็ไม่ไหว เพราะฉะนั้นปัญหาที่ผูกพันกันด้วยก็คือการกระจายตัวของเมือง

เส้นทางที่ทดลองวิ่ง ระหว่างวันที่ 5 พ.ย. 55 - 5 ก.พ.56

ประชาธรรม

คุยกับรถแดงมาก็พูดเหมือนกันว่า ภายในเมืองจะจัดให้เป็นเส้นทางแล้วก็ระบบเชื่อมต่อระหว่างรอบนอกกับรอบใน เขาเสนอให้มีการพัฒนาระบบขนส่งที่เชื่อมต่อ ซึ่งรถไฟฟ้าจากต่างอำเภอ

อ. ปุ่น

ตรงนั้นในทางหลักการแล้วควรจะเป็นรถที่มีประสิทธิภาพ จะเป็นรถแดงขนาดใหญ่ รถ BRT รถไฟฟ้าหรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะมาเชื่อมต่อ

ประชาธรรม

เท่าที่ดูข้อเสนอของอาจารย์แล้วก็คือพยายามทำให้ในเมืองให้รถแดงมันมีเส้นประจำทาง ฉะนั้นหมายถึงว่าสิ่งที่ขาดตอนนี้ก็คือการทำให้รถวิ่งเป็นเส้นทาง คล้ายๆ จะให้คนดูว่าเราสามารถเดินทางจากตรงนี้ไปจุดนี้ได้

อ. ปุ่น

ใช่ คือระบบรถแดงทางภาษาวิชาการเราว่า par transits ก็คือเป็นระบบหนึ่งที่ตอบสนองพวกเราอยู่แล้ว ไม่ใช่ไม่ดี มันก็ดีในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ดีที่สุด แต่ระบบของรถแดงก็คือ สิ่งที่เราขาดไป คือเราขาดระบบที่ทำให้เราสามารถออกแบบชีวิตเราได้ เพราะวันนี้เราเจอปัญหาที่พบอยู่ก็คือว่า ต้องต่อรองราคา แล้วก็มานั่งลุ้นว่า เขาจะผ่านเราหรือเปล่า ถ้ามันเป็นปริมาณที่หนาแน่น อย่างไรรถแดงก็อยู่ เพราะรถแดงเขาจะรู้ว่าที่ไหนมีคนอยู่เขาก็จะเห็นภาพแต่ว่า มันก็เป็นแบบสุ่มกัน ฉะนั้นปริมาณก็ต้องเยอะมากเพียงพอที่จะตอบสนองได้ ฉะนั้นทางเลือกก็คือว่าในภาพของเมือง เราคิดว่าเมืองควรจะมีระบบที่เราพูดถึงนั่นแหละ ก็คือระบบประจำทาง ซึ่งตามกฎหมายแล้วเราก็ต้องบริหารในลักษณะนี้ สิ่งที่เราพบก็คือว่าปรากฏว่าระบบแต่ละระบบมันก็มีข้อดีข้อเสียของมัน ฉะนั้นสิ่งที่เราพยายามที่จะเดินมันไปต่อก็คือน่าจะลองมีทั้งสองแบบดู โดยที่ให้รถแดงเป็นหลักก่อน แล้วก็เราก็สามารถจัดการได้ ผมคิดว่าระบบนี้น่าจะลงตัวในเบื้องต้น ถ้าเกิดทำได้เราก็สามารถจะออกแบบชีวิตเราได้ ยี่สิบนาทีมาคัน สิบห้านาทีมาคันใช่ไหม แล้วก็เราก็รู้ว่าเมื่อไหร่จะไปถึง เราก็กะเวลาถูก ชีวิตมันควรจะเป็นในลักษณะนี้บ้าง

ประชาธรรม

มีแผนจะประชาสัมพันธ์อย่างไร จากข้อมูลพฤติกรรมของคนเชียงใหม่พบว่าประมาณ 90% ใช้มอเตอร์ไซค์ส่วนตัว ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติ

อ. ปุ่น 

ถ้ามันจะยั่งยืนอย่างไฟแนนส์จริงๆ ถ้ารัฐไม่ subsidy อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ จากข้อมูลที่เรามีอยู่ปัจจุบันซึ่งเราอาจจะผิดก็ได้ แต่จากความคิดเห็นและข้อมูลของเรา เราพบว่าอย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีภาคอื่นมาช่วย ไม่มีโฆษณามาช่วย ผมยังเคยคิดจะทำผ้าป่าเลย มาช่วยกันหน่อย ให้เขาสามารถวิ่งได้ แล้วทางพี่น้องรถแดงเขาวิ่งแล้วเขาก็ไม่ขาดทุนใช่ไหม เราก็ทางเลือกมากขึ้น มันก็ต้องลงขันกัน แล้วถ้ารัฐไม่ลงประชาชนก็ต้องลง

ประชาธรรม

แล้วคนขับรถแดงแต่ละคันที่วิ่งตามเส้นทาง จะมีรายได้ในส่วนนี้เท่าไหร่

อ. ปุ่น

โดยเฉลี่ยแล้วก็เริ่มต้นที่ประมาณเดือนละแปดพันบาท คงตัวเอาไว้ ซึ่งคำนวณมาจากต้นทุนที่เขาเกิดขึ้นจริงๆ ก็มีหลายโมเดล แต่โมเดลนี้ก็คือเป็นรวมค่าน้ำมันลงไปด้วย แต่ว่าเวลามาทำจริงๆ มันคงยืดหยุ่นกันอีกทีหนึ่ง ว่าอย่างนี้อยู่ได้ไหม ถ้าอยู่ไม่ได้ก็ขยับตัวขึ้นมา แบบ win win หลายคนที่เขาเข้ามาร่วมโครงการทางรถแดง ผมคิดว่าก็ค่อนข้างแฮปปี้ คือว่าอย่างน้อยก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งเขาสามารถการันตีรายได้ของเขาได้ ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าวันนี้ถ้าไม่สบาย หรือวันนี้ถ้านักท่องเที่ยวไม่มีแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าเทอมลูกอะไรอย่างนี้ แม้แต่รถแดงกลุ่มซึ่งมีความคิดว่าความมั่นคงจะต้องเป็นเรื่องหลักสำคัญ เขาก็เข้ามาร่วมกับเรา ถ้ามีเงินลงมาช่วยเงินก้อนนี้ก็จะลงมาที่กองทุน สมมุติเราตั้งกองทุนไว้ กองทุนนี้ก็เอามาบำรุง ระบบนี้ แต่ถ้ารัฐไม่ให้มาก็ต้องมีเงินจากค่าโฆษณามาซึ่งหน้าที่ของเราก็ต้องพยายามช่วยกันวิ่งหาคนที่เขาเข้าใจเขาแฮปปี้ด้วย ได้โฆษณาด้วย แล้วได้ช่วยเหลือเมืองด้วย หรือทำผ้าป่า ทำกฐิน ก็เอามาหรือพวกเราจะลงขันกันเพื่อทำให้ทางรถแดงเขาสามารถจะเดินรถอย่างนี้ได้ จะเอาก็มาช่วยกันทำ ช่วยกันหน่อย ช่วยกันฮอม เพื่อให้มันอยู่ได้ มันไม่ใช่หน้าที่ของใคร

ประชาธรรม

จริงๆ ถ้ามันจะอยู่ได้มันต้องมีเงินทุน และเรื่องจุดจอดรถอะไรอย่างนี้ก็สำคัญ

อ. ปุ่น

ต้องช่วยกัน จากโครงสร้างคร่าวๆ ผมเชื่อมั่นว่า ค่ารายได้ที่รถแดงเก็บ ถ้าเกิดวิ่งแบบประจำทาง ถ้าเรามีบริการลักษณะนี้ รายได้เขาก็ไม่สามารถจะเกินสามสิบเปอร์เซ็นต์ได้เด็ดขาด ต่อให้วิ่งเต็มหมด แต่ภาคอื่นก็ต้องเข้ามา แล้วพอมันได้แล้วรถแดงก็สามารถปรับปรุงรถให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นได้ วันนี้เขาก็ทำอะไรไม่ได้ แค่นี้เขาก็เต็มกลืนแล้ว เราอยากให้รถที่ดีกว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาจากภาคประชาชน ทางเลือกอีกอันหนึ่งก็คือเอาเงินขนาดใหญ่มาก็โยนลงมาแก้ปัญหา

ประชาธรรม

อาจารย์มองการขยายตัวของระบบขนส่งอย่างไร

อ. ปุ่น

เรื่องของขนส่งสาธารณะหรือการเดินทางสาธารณะ ถ้าเรายังมีทัศนคติที่ว่า รัฐจะต้องเป็นผู้ให้เราอย่างเดียว ผมคิดว่าไม่น่าจะเพียงพอและเท่าทันแล้ว ผมคิดว่าภาคประชาชนเองต่างหากที่จะต้องลุกขึ้นมาทำความเข้าใจกับประเด็นตรงนี้จริงๆ ว่าจริงๆ แล้วเป็นสิทธิพึงมีพึงได้ของเมือง แล้วอันที่สองภาคประชาชนจะต้องลุกขึ้นมาบอกว่า public space สมบัติสาธารณะตรงนี้ ถนนตรงนี้ มันเป็นสิ่งที่ต้องพูดคุยกัน ไม่ใช่ให้รัฐมาบอกว่าอันนี้เป็นของคนนี้ อันนี้เป็นของคนนั้น เราต้องคุยว่าเป็นสิทธิ์ของเรา แต่ถ้าเราไม่หือไม่อือ ต่อให้มาทำอะไรกี่โครงการก็ไม่รอด

วันนี้เราไม่ต้องการคนเก่งหรอก เราต้องการคนที่กล้าออกมาบอกว่านี่คือสิ่งที่เรามาช่วยกัน ผมคิดว่าบทบาทที่ทางหลายๆส่วนจะช่วยตรงนี้ได้ก็คือ พอเราเห็นโครงสร้างตรงนี้เกิดขึ้น เพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีนะ เรามาช่วยกันทำให้รถแดงเขาสามารถให้บริการพวกเราได้อย่างมีความสุข ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นมากกว่า เพราะว่าถ้าเราทำอย่างนี้ไม่ได้เราก็ต้องกลับไปใช้รถของเราต่อไป ฉะนั้นโจทย์ของตรงนี้ก็คือทำอย่างไรให้รถแดงที่เขาอยู่กับเรามาตั้งแต่ก่อนผมเกิดสามารถที่จะมาช่วยให้บริการเรา เขาแฮปปี้ เราก็แฮปปี้ ผมคิดว่าเริ่มจากตรงนี้ก่อน แล้วจะทำอย่างไร ปล่อยให้เขาอีรุงตุงนังคนเดียวแล้วไปว่าเขา หรือมาช่วยกัน

"ผมฝากไว้สองเรื่อง เรื่องนี้เรื่องหนึ่ง แล้วก็เรื่องของถนนซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะหรือสมบัติส่วนตัวหรือเปล่า เราจะจัดการอย่างไร การจอดรถถ้าเราไม่ได้คุยกัน เราคิดว่าทุกที่สามารถจอดได้เสรีภาพ ต่อให้มีรถหมื่นล้านเข้ามาถ้าจัดการที่จอดรถไม่ได้มันก็จะพัง สองเรื่องนี้ต้องทะลุ ถ้าไม่ทะลุเราก็จะกลับไปจุดเริ่มต้น ไม่ต้องวิจัยแล้ว ทำไปเลย มีอยู่แค่นี้ สองประเด็นนี้เป็น โชคกิ้งพอยท์ หรือคอขวดจริงๆ ที่เมืองหรือภาคประชาชนจะต้องเข้าใจมันว่าถ้าเราไม่มีสองอันนี้ ฝันตุ้ยกับเมือง".