|
ตามที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจเปิดการเจรจาข้อตกลง การค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ภายในกลางปีนี้
นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน หรือ เอฟทีเอ ว็อทช์ เห็นว่า ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจเปิดการเจรจา ควรดำเนินการออก พ.ร.บ.การจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเสียก่อน ซึ่งรัฐบาลได้ถอนร่างของรัฐบาลออกไปสภาไปนานแล้ว หากไม่มีกฎหมายดังกล่าวที่กำกับขั้นตอนการดำเนินการเจรจา ก็เท่ากับเป็นการสร้างภาพความชอบธรรมให้การเจรจาเท่านั้น
"จริงที่ว่าการริเริ่มการเจรจาทางการค้าจะเป็นบทบาทของฝ่ายบริหาร แต่รัฐบาลยังมีหน้าที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญ ในการที่จะต้องออก พ.ร.บ ประกอบมาตรา 190 เพื่อกำหนดขั้นตอนการเจรจา ศึกษาผลกระทบ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย รัฐบาลนี้ถอนร่างของตนที่มีปัญหาออกจากสภาฯ ไปตั้งแต่ 18 มี.ค. 2552 จนถึงวันนี้ผ่านมาเกือบครบปีแล้ว ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ประธานรัฐสภายังเขี่ยร่างประชาชนทิ้ง และดองร่างของ ส.ส. มาเกือบหนึ่งปีแล้วเช่นกัน หากยังไม่มีกฎหมายชัดเจนคงไม่สามารถพูดได้ว่า ประเทศไทยมีความพร้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเจรจากับประเทศมหาอำนาจ แม้ว่าการดำเนินการหลายอย่างของกระทรวงพานิชย์ จะมีลักษณะเชิงบวก เช่น การตั้งกรรมการจากหลายฝ่ายเข้ามาพิจารณา แต่ตราบใดที่รัฐบาลไม่เร่งดำเนินการออกกฎหมายให้เรียบร้อย ก็ดูเหมือนว่า กระบวนการเชิงบวกที่ว่าจะเป็นเพียงการประดับความชอบธรรม ให้กับธงเปิดเสรีทางการค้าที่ได้ปักไว้แล้ว" นายจักรชัย กล่าว
ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จึงได้ร่วมกับกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และแผนงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเวทีรับฟังความเห็นเรื่อง กฎหมายว่าด้วยการกำหนดขั้นตอน และวิธีการจัดทำหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 190 วรรค 5 ขึ้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2552 ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ มีผู้เข้าร่วมประชุมทั้งสิ้น 73 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาคราชการ สถาบันวิชาการ และองค์กรภาคประชาชน เพื่อเป็นการติดตาม ทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาล, พรรคประชาธิปัตย์ และเอฟทีเอ ว็อทช์ รวมทั้งความเห็นของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย. |