รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
ฉีกหน้ากากอดีตฑูตสหรัฐฯ หนุนแอ๊บบอตถอนทะเบียนยาสั่งสอนไทยทำซีแอล
วันที่ 9 มี.ค. 2553 เวลา : 16:36 น.
แบ่งปัน
เอ็นจีโอสหรัฐฯแฉรายงานของฑูตราล์ฟ บอยซ์ ชมบริษัทยาแอ๊บบอตที่ถอนคำขอขึ้นทำเบียนยา 7 รายการ ล้างแค้นไทยที่หาญทำซีแอล เครือข่ายผู้ติดเชื้อฯไทยเผย สะอิดอะเอียดกับพฤติกรรมมะกัน มุ่งทำกำไรเมินชีวิตคน เตือนสติรัฐบาลไทยให้สนใจชีวิตผู้คนมากกว่านี้

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.ที่ผ่านมา นายเจมส์ เลิฟ ผู้อำนวยการองค์การนิเวศวิทยาความรู้ระหว่างประเทศ (Knowledge Ecology International) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตันดีซี ได้เผยแพร่เอกสารรายงาน ของหน่วยราชการของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องการการบังคับใช้สิทธิ (ซีแอล) ของไทย ตามการร้องขอด้วยกฎหมายการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของรัฐ ในเว็บไซต์ http://keionline.org/node/799 พบว่า วันที่ 7 มี.ค. 2550 นายราลฟ์ บอยซ์ เอกอัครราชฑูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ขณะนั้น ได้เขียนรายงานถึงรัฐบาลสหรัฐ กรณีที่แอ๊บบอต บริษัทยาของสหรัฐถอนคำขอขึ้นทะเบียนยา 7 รายการซึ่งในจำนวนนี้ รวมทั้งยาต้านไวรัสสูตรสำรองชนิดเม็ด ที่เหมาะกับประเทศอากาศร้อนอย่างไทย, ยาความดัน, โรคไต ฯลฯ โดยฑูตสหรัฐฯ ในขณะนั้นชื่นชมการกระทำของแอ๊บบอต สามารถเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับอุตสาหกรรมยาของสหรัฐ ในการเจรจากับรัฐบาลไทย

 

"ความเห็น : แน่นอนว่าการกระทำของแอ๊บบอตจะเป็นประเด็นที่ถูกโต้เถียง อย่างไรก็ตาม การกระทำครั้งนี้อาจจะเพิ่มอำนาจการต่อรองของแอ๊บบอตและอุตสาหกรรมยาอื่นในการต่อรองกับรัฐบาลไทยในอนาคต การที่แอ๊บบอตถอนคำขอขึ้นทะเบียนยาครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลไทยตระหนักว่า การกระทำใดๆย่อมมีผลลัพธ์ที่เห็นได้ ไม่ใช่แค่กระทบบรรยากาศการลงทุนบ้างเท่านั้น คงยังต้องรอดูกันว่า เหตุการณ์นี้จะทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยให้ความสนใจไปที่การเจรจาซึ่งกำลังจะมาถึงหรือไม่ บอยซ์"

 

ทางด้านนายอนันต์ เมืองมูลไชย ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่า ได้เห็นเอกสารดังกล่าวแล้ว ไม่แปลกใจกับท่าทีของฑูตสหรัฐฯ แม้ต่อสาธารณะคนเหล่านี้จะพูดว่า เคารพการทำซีแอล เพราะสิทธิตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ในการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาเพิ่มขึ้น แต่รู้สึกเอือมระอาที่รัฐบาลสหรัฐและบริษัทยาข้ามชาติ สนใจแต่การทำกำไร โดยไม่คำนึงถึงชีวิตผู้คน

 

"ไม่แปลกใจหรอก แต่ผมรู้สึกสะอิดสะเอียนและเอือมระอา คนเหล่านี้ทั้งรัฐบาลสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และบริษัทยาข้ามชาติ มีจุดยืนชัดเจนที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ได้สนใจคุณภาพชีวิตของผู้คน ขนาดในสหรัฐฯ ยังปล่อยให้คนหลายสิบล้านเข้าไม่ถึงยา เข้าไม่ถึงการรักษา นับประสาอะไรที่รัฐบาลแบบนี้ บริษัทแบบนี้มันจะไปสนใจคุณภาพชีวิตของคนประเทศอื่น แต่ขนาดไม่เคยเรียกร้องให้มาสนใจ ยังมีหน้ามากดดันเวลาที่เราทำถูกกฎหมาย การทำซีแอลของไทยทำให้ราคาลาลดลง 70-80% คนเข้าถึงยาเพิ่มขึ้น 5-6 เท่า แต่พวกนี้ยังหาเรื่องประนาม"

 

ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ยังกล่าวแสงดความไม่พอใจต่อการที่ ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ไปให้ข้อมูลกับสำนักผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยไม่พยายามปกป้องการทำซีแอลว่า เป็นเรื่องที่ประเทศไทยสามารถทำได้ตามกฎหมาย ทั้งของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ

 

"นอกจากไม่ปกป้องการทำซีแอลแล้ว ยังไปรายงานเอาอกเอาใจสหรัฐฯ ด้วยว่า จะเชื่อมโยงข้อมูลด้านสิทธิบัตรกับการขึ้นทะเบียนยา ซึ่งเรากังวลว่า จะเป็นจุดเริ่มต้นของการบังคับให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่ตำรวจสิทธิบัตร ตามข้อเรียกร้องของสหรัฐและสหภาพยุโรป ที่เรียกว่า Patent Linkage ที่บังคับให้ อย.ตรวจสิทธิบัตรด้วย แทนการตรวจคุณภาพของยาเพิ่มขึ้นทะเบียนยา ซึ่งเกินไปกว่าความตกลงทริปส์ ที่ไทยเป็นภาคีภายใต้องค์การการค้าโลก

 

อยากให้นักการเมืองไทย ข้าราชการที่ทำเรื่องการค้า การต่างประเทศ ไปดูละคร หมอหงวน...แสงดาวแห่งศรัทธา แล้วจะรู้ว่า ชีวิตคนไม่ใช่ต้องการแค่อาหาร แต่เวลาเจ็บป่วย พวกเขาถูกหลอกลวง ถูกเอาเปรียบอยู่ร่ำไป คนเหล่านี้จะได้มีความรักมนุษย์มากขึ้น" ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ กล่าวทิ้งท้าย.