|
วานนี้(19 ก.ค. 53) ประชาไทรายงานว่าที่คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เครือข่ายสันติประชาธรรม แถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ข้อมูลประชาชน ผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเดือน เม.ย.- พ.ค.2553 โดยใช้ชื่อย่อว่า ศปช. เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมเข้าร้องเรียนและให้ข้อมูล ทั้งในกรณีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย ผู้ถูกจับกุม ผู้ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกคุกคาม โดยศูนย์ดังกล่าวประกอบด้วยบุคลากรที่เป็นนักวิชาการสาขาต่างๆ อาทิ กฤตยา อาชวนิชกุล ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล พวงทองภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาฯ ธรมศาสตร์ ร่วมกับนักสิทธิมนุษยชน นักกฎหมาย และองค์กรพัฒนาเอกชน โดยจะเป็นการทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ทั้งนี้ข้อมูลและข้อเท็จจริง จะนำเสนอรายงานต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ และจะจัดทำรายงานเสนอต่อสหประชาชาติ โดยผู้ได้รับกระทบที่ต้องการร้องเรียนหรือให้ข้อมูลเบาะแส หรือผู้สนใจ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์สันติประชาธรรมwww.peaceandjusticenetwork.org หรือ ติดต่อได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 086 060 5433 อีกทั้ง สามารถติดตามได้ใน Facebook ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเม.ย.-พ.ค.53 (ศปช.)
น.ส.ขวัญระวี วังอุดม นักสิทธิมนุษยชน ที่เข้าร่วมทำงานในศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ กล่าวว่าที่ผ่านมาหน่วยงานที่ทำการเก็บข้อมูลเรื่องนี้อยู่เป็นของรัฐบาล และศูนย์ที่ดำเนินการโดยเอ็นจีโอด้านสิทธิฯ ที่มีอยู่ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ได้รับผลกระทบบางส่วน ส่วนการเปิดตัวที่ดูล่าช่านั้น ความจริงศูนย์ได้เริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลลงพื้นที่มาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่การประสานความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่าย และการเซ็ทระบบให้เข้าที่ ซึ่งต้องใช้เวลา
นอกจากนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมยังได้เผยแพร่ จดหมายเปิดคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) โดยมีเนื้อหาระบุว่า
จดหมายเปิดผนึกถึงคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ
โดย เครือข่ายสันติประชาธรรม
แม้ว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) จะถูกตั้งคำถามเรื่องความชอบธรรมจากฝ่ายต่าง ๆ ในสังคม เพราะมีกำเนิดมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งและความรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 แต่เมื่อ คอป. ยืนยันที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนต่อไปด้วยเงินภาษีของประชาชน คอป. จึงมีภาระหน้าที่พิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าตนคือหน่วยงาน "อิสระ" และ "เที่ยงธรรม" อย่างแท้จริง เครือข่ายสันติประชาธรรมจึงขอยื่นขอเสนอต่อ คอป.ดังนี้
1.คอป.จะต้องปฏิบัติงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ แม้ว่า คอป. ได้เคยแถลงว่าจะ "ตรวจสอบและค้นหาความจริง โดยเฉพาะความรุนแรงทางการเมือง การละเมิดสิทธิมนุษยชน การสูญเสียชีวิต การบาดเจ็บทางร่างกายและจิตใจ และความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.53"แต่นายคณิต ณ นคร ประธาน คอป. ก็เคยกล่าวว่า คอป. ไม่ได้ต้องการหาว่าใครผิดใครถูก สิ่งนี้ได้สร้างความสับสนแก่ประชาชนว่าอะไรคือกรอบการทำงานของ คอป. กันแน่ ฉะนั้น จึงจำเป็นที่ คอป. จะต้องชี้แจงให้สาธารณชนได้รับรู้ถึงขอบเขตและจุดมุ่งหมายที่เป็นรูปธรรมในการทำงานของ คอป. ทั้งนี้ เครือข่ายสันติประชาธรรมเชื่อว่า มีแต่การแสวงหาข้อเท็จจริงและผู้รับผิด (Accountability) ต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นเท่านั้น ที่จะช่วยฟื้นฟูความรู้สึก "ยุติธรรม" และ "สิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน" ให้กับผู้คนจำนวนมากในสังคมไทยได้
2.การตรวจสอบหาข้อเท็จจริงต้องมุ่งไปที่การกระทำของทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ศอฉ. กองทัพ ผู้ชุมนุม และบุคคลนิรนาม
3.นอกจากการตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้บังเกิด ซึ่งต้องอาศัยเวลาและเป็นงานระยะยาว คอป. ควรมีข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อตอบสนองสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น มีหลักประกันความปลอดภัยให้แก่พยานบุคคลที่ให้ข้อมูลแก่ คอป. และสาธารณชน, ศอฉ. ต้องยุติการจับกุมประชาชนตาม พรก. ฉุกเฉินโดยขาดหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งนี้ คอป.จะต้องเรียกร้องให้รัฐบาลและศอฉ. ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทันที เพราะการคุกคามพยาน คืออุปสรรคสำคัญต่อการพยายามแสวงหาความจริง
4.ในฐานะที่ คอป.ใช้งบประมาณในการทำงานซึ่งมาจากภาษีประชาชน 8 คอป. ควรแบ่งสรรงบประมาณในสัดส่วนที่เหมาะสมให้กับองค์กรภาคเอกชนในการทำงานตรวจสอบหาข้อเท็จจริงคู่ขนานไปกับ คอป.
เครือข่ายสันติประชาธรรม
19 กรกฎาคม 2553
ที่มา : ประชาไท
 |