รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
มองการปกครองท้องถิ่นในญี่ปุ่น ย้อนมองไทย
วันที่ 23 ก.ค. 2553 เวลา : 00:25 น.
แบ่งปัน
เชียงใหม่/องค์กรปกครองท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น มีการปกครองด้วยตนเองโดยประชาชน ซึ่งอำนาจของรัฐบาลส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีอำนาจเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ จัดเวทีเสวนา หัวข้อ การปกครองท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่น บรรยายพิเศษโดย นายฟูมิโอะ  นากาอิ  ศาสตราจารย์บัณฑิตวิทยาลัย นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทศบาลนครโอซากา

องค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท.) ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างญี่ปุ่น - ไทย

โครงสร้างของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย  กรณีรัฐบาลส่วนกลาง ระบบรัฐเป็นรัฐเดี่ยวเหมือนกัน  แต่การรวมศูนย์หรือการกระจายอำนาจ จะแตกต่างกัน ซึ่งประเทศไทยนั้น มีการรวมศูนย์อำนาจสูง และมีค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพียง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ว่าราชการในประเทศไทยมาจากการแต่งตั้งของรัฐบาล ในช่วง10ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีองค์กรปกครองท้องถิ่น สูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้น มีการกระจายอำนาจไม่สูง และมีอัตราค่าใช้จ่ายของท้องถิ่นเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ ของรายจ่ายทั้งหมด และผู้ว่าราชการ ก็มาจากการเลือกตั้ง

กรณีรัฐธรรมนูญ  ประเทศไทยมีการใช้รัฐธรรมนูญมากกว่าประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในประเทศญี่ปุ่น มีการใช้รัฐธรรมนูญเพียง 2 ฉบับ เท่านั้น คือ 1.รัฐธรรมนูญพ.ศ. 2432 ฉบับสมัยเมจิ ซึ่งฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงองค์กรปกครองท้องถิ่น แต่ญี่ปุ่นก็มีการพัฒนาองค์กรปกครองท้องถิ่นขึ้น และ 2.รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2489 แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยนั้น ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญกว่า 18 ฉบับ ตั้งแต่ปี 2475

รัฐไทย มีราชการส่วนต่าง ๆ แบ่งย่อยเป็นส่วนภูมิภาค อำเภอ ตำบล ตามลำดับ ส่วนท้องถิ่นแบ่งย่อยเป็น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต) และ เทศบาล ซึ่งส่วนใหญ่คนไทยเข้าใจว่าจังหวัดเป็นนิติบุคคล  แต่ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ไม่มีภูมิภาค มีเพียงส่วนราชการส่วนกลางและราชการส่วนท้องถิ่นเท่านั้น หากตั้งคำถามว่า เมื่อญี่ปุ่นไม่มีส่วนภูมิภาค รัฐบาลส่วนกลางจะดำเนินนโยบายอย่างไร คำตอบคือ รัฐบาลส่วนกลางสามารถดำเนินการได้ โดยมอบหมายงานให้กับท้องถิ่นดูแล เมื่อเปรียบเทียบจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยมีจำนวนมากถึง 7,853 แห่ง มีประชากร 65 ล้านคน  ส่วนญี่ปุ่นมีประชากรถึง 130 ล้านคน ซึ่งประเทศญี่ปุ่นมีประชากรมากกว่า 2 เท่าของประชากรในประเทศไทย และมีองค์กรปกครองท้องถิ่นเพียง 1,774 แห่งเท่านั้น นั่นหมายถึง องค์กรปกครองท้องถิ่นในญี่ปุ่นมีขนาดใหญ่กว่าประเทศไทย

  

ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรปกครองท้องถิ่นกับรัฐบาลส่วนกลาง

ระบบรวมนั้น รัฐบาลส่วนกลางจะทำงานร่วมกับองค์กรปกครองท้องถิ่น(อปท) โดยรัฐบาลส่วนกลางมอบหมายให้อปท.ทำงานด้านบริการสาธารณะ โดยดำเนินเนินภาระกิจหน้าที่ภายใต้งบประมาณ และงานที่กฎหมายมอบให้กับท้องถิ่น อย่างเช่น ประชาชนในญี่ปุ่นต้องการทำบัตรประชาชน ต้องเดินทางไปทำบัตรที่เทศบาล หรือต้องการทำหนังสือเดินทาง ก็ต้องดำเนินเรื่องที่องค์กรปกครองท้องถิ่น เป็นต้น  ทั้งนี้อัตรางานที่ อปท. ได้รับมอบหมายจากส่วนกลาง (ก่อนพ.ศ. 2543) ในระดับจังหวัดนั้น แบ่งเป็น 70 เปอร์เซนต์ ส่วนระดับเทศบาลแบ่งเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะเห็นชัดเจนว่ารัฐบาลส่วนกลางเห็นความสำคัญในการจัดการโครงการ โดยให้ อปท.มีบทบาทเพิ่มมากขึ้น โดยรัฐบาลส่วนกลางจะชี้แจงนโยบายของรัฐบาล เช่น ต้องการสร้างถนนใหญ่ในญี่ปุ่น ส่วนกลางไม่ต้องการทำด้วยตัวเอง แต่เขาต้องการให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วม ก็จะมีการมอบหมายงานหรือทำงานร่วมกัน เป็นต้น

ทั้งนี้การมอบหมายงานจากรัฐบาลส่วนกลางสู่ อปท. ซึ่งโครงการบางโครงการที่ใหญ่ อปท.จะส่งคืนไปยังรัฐบาลส่วนกลาง เช่น การควบคุมอุทยานแห่งชาติ ทั้งนี้โครงการใหญ่ ๆ อย่างเช่น แม่น้ำสายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลส่วนกลางจะเป็นผู้ดูแล ส่วนแม่น้ำสายเล็ก จะโอนให้ อปท.เป็นคนดูแล ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ รวมถึงประสิทธิภาพในการควบคุมดูแลอีกด้วย

รัฐบาลการคลังในญี่ปุ่น พยายามขยายภาษีของรัฐบาลให้กับประชาชน โดยโอนให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น เนื่องจากจากเขามีงานให้ อปท.จัดการดูแล นอกจากนั้นด้านบุคลากร หากข้าราชการในรัฐบาลส่วนกลางเข้าไปช่วยงาน อปท. เขาจะได้รับเงินเดือนจากเทศบาล ถือว่าเป็นข้าราชการของเทศบาล นั่นคือการแลกเปลี่ยนบุคลากรซึ่งกันและกัน

สาระสำคัญ คือ องค์กรปกครองท้องถิ่นในญี่ปุ่น มีการปกครองด้วยตนเองโดยประชาชน และอำนาจของรัฐบาลส่วนกลางและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีอำนาจเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ

 

การบริหารงานและการแบ่งส่วนระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับองค์กรปกครองท้องถิ่น

การบริหารควบคุมและหน้าที่รับผิดชอบนั้น ในประเทศญี่ปุ่นจะมีการแบ่งโซนรับผิดชอบชัดเจน อย่างเช่น สถานศึกษา ระดับชั้นอนุบาล และประถมศึกษา ผู้ที่รับผิดชอบดูแล คือเทศบาล แต่หากเป็นสถานศึกษาที่มีขนาดใหญ่ อย่างเช่นระดับมหาวิทยาลัย จะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลส่วนกลาง ที่จะดูแลรับผิดชอบ ทั้งนี้ภาระกิจหน้าที่ต่าง ๆ จะมีการแบ่งอย่างชัดเจน หากโครงการใดที่ อปท. ไม่ต้องการรับผิดชอบ หรือมีปัญหาด้านงบประมาณ ทางรัฐบาลส่วนกลางจะช่วยสนับสนุน  เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทย จะเห็นว่าประเทศไทยนั้นไม่มีนโยบายส่งเสริมความร่วมมือ หรือการถ่ายโอนภารกิจและงบประมาณ ซึ่งหากไม่มีงบประมาณ ทำให้การทำงานเกิดปัญหาอุปสรรคขึ้น  ซึ่งรัฐบาลไทยไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา แต่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของประเทศไทยมีอัตราที่สูงมากและมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

กรณีประเทศไทย ในระบบท้องถิ่นมีการแบ่งย่อย โดยมีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน บริหารดูแลในท้องถิ่น  ซึ่งบางพื้นที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าสมาชิกอบต. ก็ว่าได้ แต่ขั้นเงินเดือนที่ได้รับ ไม่มีความเท่าเทียมกัน คือ สมาชิกอบต.ได้เงินเดือนมากกว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ทั้งนี้ความเเตกต่างในระบบข้าราชการการในส่วนองค์กรปกครองท้องถิ่นของไทยก็จะมีความเข้มงวดกว่าญี่ปุ่นคือไทยจะมีการจ้างพนักงานตามสายงานแต่ที่ญี่ปุ่นความเข้มข้นของสายงานไม่เข้มงวด  ไทยก็จะมีความซับซ้อนของตำแหน่งระดับชั้นการทำงาน แต่จากการทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเรื่ององค์กรปกครองท้องถิ่นแม้จะมีแต่ก็ไม่มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาเพราะอำนาจการสั่งการมาจากรัฐบาลส่วนกลางจึงคิดว่า  อบต.กับเทศบาลต้องมีการจัดการอำนาจหน้าที่ของตนเองมากกว่านี้เพื่อใช้งบประมาณที่มีจำนวนมากพอสมควรมาแก้ไขพัฒนาท้องถิ่นของตนเองแต่การแก้ไขในเรื่องนี้คงเป็นไปยากเพราะการมีเงื่อนไขด้านผลประโยชน์

อย่างไรก็ตาม การลดอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดที่มีการแต่งตั้งจากส่วนกลางเพื่อกระจายอำนาจสู่การปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตัวแทนจากภาคประชาชนโดยตรง แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวนักการเมืองท้องถิ่นที่ใช้อำนาจหลังจากที่ประชาชนเลือกตั้งไปแล้วไม่ตรงตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนได้เลือก ซึ่งเขาไม่ได้แก้ไขปัญหาท้องถิ่นแท้จริง จึงเป็นขั้นตอนของประชาชนที่ต้องใช้เวลาในการประเมินหรือพิจารณานักการเมืองท้องถิ่นให้ดีเสียก่อน และท้องถิ่นก็มีอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายอนุมัติเท่านั้นหลังจากท้องถิ่นให้บริการสาธารณะก็จะมีนโยบายที่แคบ และใช้อำนาจได้ไม่เต็มที่ ฉะนั้นการกระจายอำนาจของไทยจึงดูคลุมเครือ ซึ่งแตกต่างจากประเทศญี่ปุ่น องค์กรปกครองท้องถิ่นมีการบัญญัติการปกครองเพื่อเป็นนโยบายของเมืองตนเอง ที่เคียวโตก็มีการกำหนดนโยบายตึกสูง  ป้ายต่าง ๆ โดยยังไม่มีข้อกฏหมายนี้ในรัฐบาลญี่ปุ่น แต่บางอย่างเป็นการกำหนดมาตรการโดยท้องถิ่น ถ้ากฎหมายมีช่องว่างให้องค์กรปกครองท้องถิ่นที่ไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย ก็สามารถดำเนินการได้ เป็นต้น.