รายละเอียด
วันที่ 9 ก.ย. 2553
จะแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเพราะปัจจัยเศรษฐกิจอย่างเดียวไม่ได้ !
วันที่ 24 ก.พ. 2553 เวลา : 16:00 น.
ผู้เขียน : อรรถพงษ์ ศักดิ์สงวนมนูญ
แบ่งปัน
การแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียวมันไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วมันมีแรงงานกลุ่มหนึ่งไม่ได้มาเพราะปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการพิสูจน์สัญชาติจึงไม่ใช่คำตอบของคนกลุ่มนี้

ทรรศนะสั้นๆ ต่อการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติของ อดิศร เกิดมงคล เจ้าหน้าที่เครือข่ายปฏิบัติงานเพื่อแรงงานข้ามชาติผู้คลุกคลีกับแรงงานข้ามชาติมานาน

ใกล้สิ้นสุดระยะเวลาที่กำหนดให้แรงงานข้ามชาติทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยต้องยื่นคำขอพิสูจน์สัญชาติภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์เข้ามาทุกที แต่ในระยะเวลาที่กระชั้นชิดนี้ ก็ยังมีข่าวคราวเกี่ยวกับนโยบายการพิสูจน์สัญชาติแรงงานให้เราได้รับรู้เป็นระยะ ทั้งจากฝ่ายรัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน และตัวแรงงานเองที่ไม่มั่นใจในกระบวนการที่จะเกิดขึ้น ลองไปฟังทรรศนะสั้นๆ ของอดิศร เกิดมงคล จากเครือข่ายปฏิบัติงานเพื่อแรงงานข้ามชาติ ว่าเพราะเหตุใดจึงมีเสียงของความไม่เข้าใจนั้น และแท้จริงแล้วนโยบายของไทยนี้ได้ผลหรือไม่

ทำไมแรงงานหลายคนไม่อยากจะไปเข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติ

แรงงานข้ามชาติที่จะจดทะเบียนรอบใหม่นั้นต้องยื่นคำร้องขอพิสูจน์สัญชาติด้วย ซึ่งโดยทั่วไปนั้นกระบวนการจะไม่ยุ่งยาก คนงานจะต้องเข้าไปตรวจสภาพที่โรงพยาบาลแล้วก็ ไปเข้ากระบวนการขอใบอนุญาตทำงานเท่านั้นเอง แต่ปัญหาของมันก็คือว่า มีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่มั่นใจในกระบวนการพิสูจน์สัญชาติเช่นกลุ่มที่มีปัญหาทางการเมือง เช่น โรฮิงยา ซึ่งพม่าไม่ยอมรับ ก็เลยไม่กล้าที่จะเข้าไปยื่นหนังสือพิสูจน์สัญชาติ อันที่สองก็คือมันเป็นความไม่มั่นใจในตัวกระบวนการ เช่นมันมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมากในบางพื้นที่ เพราะว่าตัวบริษัทนายหน้าหรือว่าสถานประกอบการจะเก็บค่าใช้จ่ายสูง ทำให้คนงานไม่กล้าจะไปยื่นเอกสารเพื่อขอพิสูจน์สัญชาติ จึงเกิดปัญหา และโดยตัวกำหนดเวลาที่กำหนดให้ต้องไปขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่สั้นมาก และไม่มีการชี้แจงจากกระทรวงแรงงานเพิ่มเติมทำให้อาจจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่เข้าไม่ถึง หรือว่าไม่กล้าที่จะเข้าไปในกระบวนการนี้

คนกลุ่มนี้หลังจากหมดอายุการขึ้นทะเบียนเวลานั้นสถานะของเขาจะเป็นอย่างไร

ถ้าหากยังไม่ยื่นหนังสือขอพิสูจน์สัญชาติก็จะต้องถูกส่งกลับ คือจะไม่สามารถต่อใบอนุญาตทำงานได้

พอบอกได้ไหมว่านโยบายอันนี้ของรัฐบาลไทยค่อนข้างจะล้มเหลว

ถามว่ามันล้มเหลวไหม ผมคิดว่ามันล้มเหลวในเชิงที่มันไม่มีนโยบายที่ชัดเจน เพราะว่ามันไม่ตระหนักถึงข้อจำกัดของแต่ละกลุ่ม ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่เราพูดตั้งแต่ก่อนที่จะมีนโยบายว่า การมองเรื่องการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติเพราะว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียวมันไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วมันมีแรงงานกลุ่มหนึ่งไม่ได้มาเพราะปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ(1) เพราะฉะนั้นการพิสูจน์สัญชาตินั้นจึงไม่ใช่คำตอบของคนกลุ่มนี้ ซึ่งนโยบายอันนี้สามารถตอบคำถามของคนกลุ่มอื่นได้ แต่ว่าคนกลุ่มนี้ไม่ใช่ ซึ่งนี่คือข้อผิดพลาดเชิงนโยบายของรัฐบาลที่เกิดขึ้น ถามว่ามันได้ผลไหม มันได้ผลกับคนกลุ่มหนึ่งมากกว่า แต่ว่ามันไม่ได้ผลทั้งหมด ซึ่งมันก็ไม่ล้มเหลวทั้งหมด เพราะว่ามันมีคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนี้พอสมควร

(1)

ผ่านเลยวันครูมาไม่นาน เสียงจากคนริมขอบแดนฝั่งตะวันตกเดินทางมายังคนเมืองหลวงฝั่งตะวันออกบอกเล่าถึงเรื่องราวที่ดินแดนแห่งนั้นด้วยประโยคเดิมๆอีกครั้งว่า "บ้านเพื่อนผมถูกทหาร DKBA เผาอีกแล้วครับ" ความดีใจแวบมาทันทีที่รู้ว่า   ชีวิตอีกฟากฝั่งหนึ่งยังดำรงอยู่ ก้ำกึ่งพอๆกับความระทมใจที่รู้ว่าเหตุการณ์ฝั่งตะวันตกไม่เคยจางหาย กลับซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนฉายหนังวน

 

"ตอนนี้พลเอกตานฉ่วยมีคำสั่งให้พลเอกหม่องเอเร่งกวาดล้างกองกำลังชนกลุ่มน้อยที่เป็นปรปักษ์กับรัฐบาลพม่าให้หมดสิ้น ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในปีนี้ ทั้งกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง-KNU กองกำลังกะเหรี่ยงคะยา-KNPP กองกำลังกู้ชาติไทยใหญ่-SSA กองกำลังโกกั้ง-MNDAA กองทัพว้า กองทัพเมืองลา"

ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน (Cross Border News Agency) ฉบับที่ 52 (21 มกราคม 2553)

นี่คือเสียงสะท้อนจากผู้ลี้ภัยสงครามชาวพม่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้ว่านโยบายการแก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติด้วยโจทย์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

หมายความว่าน่าจะมีความหลากหลายของนโยบายมากกว่านี้

ใช่ๆ คือมันน่าจะตั้งต้นในการคิดถึงปัญหาของเรื่องนี้กันใหม่ จะคิดแบบเดิมมันไม่ได้ มันพลาดตั้งแต่เรื่องระบบคิดของนโยบายชุดนี้ แล้วการปฏิบัติมันก็ไม่สามารถทำได้ แล้วถ้าหากท้ายที่สุดถ้ามันไม่แก้ปัญหา มันก็จะวนไปสู่ระบบเดิม ก็คือจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกจ้างงานผิดกฎหมาย เข้าเมืองแบบผิดกฎหมายปัญหามันก็วนกลับมาที่เดิมแล้วก็ต้องมานั่งแก้ปัญหากันใหม่

สำหรับคนที่ได้ประโยชน์ในนโยบายนี้ มีอะไรใหม่ๆ ที่เขาจะได้บ้าง

ก็คือเขาจะกลายเป็นคนที่ถูกกฎหมายและสามารถที่จะเดินทางไปไหนมาไหนได้ มีสถานภาพทางกฎหมายเหมือนกับคนต่างประเทศทั่วไปที่อยู่ในเมืองไทย และเมื่อสถานะทางกฎหมายถูกต้องมากขึ้น เรื่องการคุ้มครองเขาก็อาจจะง่ายขึ้น แต่คิดว่าก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะได้แบบนั้นจริงๆ

ตัวเลขของคนที่ไม่ได้มาขึ้นทัเบียนเยอะมากคิดว่ารัฐบาลจะต่อหรือว่ายืดอายุให้ไหม  

คิดว่าต้องดูสถานการณ์ในช่วงที่ใกล้จะปิดการต่อใบอนุญาตแล้ว เพราว่าถ้าหากจำนวนคนเยอะมากก็อาจจะมีนโยบายตัวอื่นๆ มารองรับได้

คือจริงๆ ผมคิดว่าถ้าหากเราจะมองเรื่องนี้เราต้องไปมองตัว พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าวที่ออกมาใหม่อีกตัวหนึ่ง เพราะถ้าหากทำตามกฎหมายนี้เราจะมีแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในประเทศไทยอย่างน้อย 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่เข้าเมืองถูกกฎหมายคือกลุ่มที่ได้รับการพิสูจน์สัญชาติแล้ว กลุ่มที่ผ่อนผันก็คือกลุ่มที่ยังไม่มีการพิสูจน์สัญชาติ กลุ่มที่เป็นบัตรสีเดิมและอันที่สามก็คือกลุ่มที่ทำงานตามฤดูกาล คือไปกลับ แล้วใช้การยื่นหนังสือผ่านแดน ซึ่งถ้าหาก 3 อันนี้บังคับใช้แล้วคิดว่าคงจะสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง

แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบว่า แล้วกลุ่มคนที่ไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติได้ต้องทำอย่างไร ฉะนั้นจะถามว่าเปิดใหม่ไหม บางทีเขาอาจจะยืนยันว่าไม่เปิด พอไม่เปิดนั้นผลกระทบก็คือว่า มันก็ยังมีการจ้างงานแบบผิดกฎหมายอยู่ และกฎหมายตัวใหม่ก็จะมีการเปิดช่องให้มีการมอบสินบนนำจับ แล้วก็จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องของการละเมิดสิทธิ อาจะมีคนไปแจ้งความเพื่อจับคนกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงกลไกพวกนี้ได้ ก็กลายเป็นที่หาเงินกันไป ซึ่งในส่วนนี้เป็นเรื่องที่เราเป็นห่วงและที่สำคัญก็คือมันก็ยังไม่แก้สิ่งที่เป็นปัญหารากฐานอยู่ ซึ่งถ้าหากผมคิดว่าจะมองเรื่องนี้นั้นทางรัฐบาลไทยจะต้องมองในส่วนของความเป็นผู้ลี้ภัยของคนกลุ่มนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมามันไม่มี พอไม่มีมันก็เลยกลายเป็นนโยบายที่มันเอียงไปข้างเดียว

เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไทยไม่มีมันไม่ใช่เรื่องของตัวแรงงานข้ามชาติ เราไม่มีนโยบายเรื่องของคนข้ามชาติทั้งระบบ มันขาดเรื่องนี้ไป จึงทำให้เวลาที่เราจะทำอะไร จึงทำได้เพียงแค่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มที่ แต่ถ้าหากเรามีช่องของผู้ลี้ภัย คนกลุ่มที่ไม่สามารถกลับประเทศได้ก็มาเข้าช่องผู้ลี้ภัยก็จะทำให้ตัวระบบสามารถจัดการคนกลุ่มนี้ทั้งหมดได้

เรื่องการพิสูจน์สัญชาติที่รัฐบาลไทยไปทำ mou กับรัฐบาลทหารพม่านั้น คิดว่ามีเรื่องของการเมืองในพม่าเข้ามาเกี่ยวไหม ปีนี้พม่าจะมีการเลือกตั้ง

คิดว่ามี คือกรณี mou ของไทยพม่านั้นมีความแตกต่างกับ mou ของไทยลาว ไทยกัมพูชา ระดับหนึ่งแลักษณะของการทำงานจะต่างกัน คือของพม่านั้นจะให้ไปขึ้นที่ประเทศต้นทาง แนวโน้มของคนที่ไป ส่วนใหญ่จะผ่านหมด คือมีคนตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ว่าการทำแบบนี้ของรัฐบาลทหารพม่าก็เพื่อที่จะสำรวจว่ามีประชากรของตนเองเท่าไหร่ แล้วก็ทำฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วฐานข้อมูลนี้จะเป็นฐานข้อมูลของการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น ในช่วงตุลาคมนี้ ก็จะมีคนจำนวนล้านคนที่จะเป็นฐานเสียงให้รัฐบาลซึ่งคนจำนวนนี้ไม่ได้อยู่ในประเทศพม่า

ผมพบว่ามีคนบอกว่าเมื่อไปเข้ากระบวนการพิสูจน์สัญชาติแล้วนั้น คนที่ไม่มีบัตรประชาชน เขาก็จะออกบัตรประชาชนให้ ก็เหมือนกับประชากรแฝงในเชิงการเมือง .

 

การพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวฯ  ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2549 แต่เมื่อมีการเปิดให้จดทะเบียนแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองอีกครั้ง ตามมติ ครม. หลายมติในช่วงปี 2552

 

การขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติและการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวแก่แรงงาน ต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่จดทะเบียน และได้รับอนุญาตทำงาน ปี 2552 ตามมติคณะ รัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2552 วันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2552 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,310,690 คน ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 20 มกราคม 2553 จำนวน 61,543 คน และแรงงานต่างด้าวที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 จำนวน 1,249,147 คน ที่ได้แจ้งความประสงค์เข้ารับการพิสูจน์สัญชาติ โดยขยายเวลาการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรอการส่งกลับไม่เกิน 2 ปี สิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 และไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยแรงงานต่างด้าวดังกล่าวต้องกรอกแบบการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 และเข้ารับการพิสูจน์สัญชาติให้แล้วเสร็จตามวันเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555 ...