|
วันนี้(25 มิ.ย.) ผู้แทนเครือข่ายสนับสนุนการปฏิรูปสื่อไทย ประกอบด้วย องค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนวิทยุโทรทัศน์� เครือข่ายนักวิชาการและภาคประชาชน 26 องค์กร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านการรวม กสช.-กทช. ต่อ นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานกรรมการจัดทำแผนแม่บทส่งเสริมและพัฒนาการใช้ทรัพยากรสื่อสารมวลชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง และเรียกร้องให้คณะกรรมการแผนแม่บทฯ นำข้อเสนอไปพิจารณาในการจัดทำแผนแม่บทการใช้คลื่นความถี่ฯต่อไป
นายเถกิง สมทรัพย์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีการเร่งรัดเพื่อให้กระบวนการหลอมรวมองค์กร เสร็จสิ้นโดยเร็วให้แล้วเสร็จในรัฐบาลชุดนี้ แต่คณะผู้ผลักดันไม่ได้มองทะลุให้เห็นอนาคตข้างหน้าว่าการเร่งรีบดำเนินการ โดยไม่ได้ฟังความเห็นผู้ที่รับผลกระทบอย่างรอบด้านจะเกิดปัญหาและความยุ่งยากตามมาอย่างไร อีกทั้งยังขาดการทำความเข้าใจกับฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างได้มากเพียงพอ
ผมยังงงหากสื่อจะหลอมรวมในแนวเดียวกัน โดยมองเรื่องเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ในเวลาเดียวกันกฎหมายก็มีข้อกำหนดเรื่องห้ามการถือครองข้ามสื่อ เป็นความเห็นแย้งกัน แล้วอะไรจะเป็นนิยามขอบเขตการกำกับดูแล คนที่เสนอแนวคิดนี้มองไม่ทะลุว่าเขียนกฎหมายแบบนี้แล้วจะพาเราไปไหน ผมเสนอว่าช้าสักนิด คิดกันให้รอบครอบก่อนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่าจะดีไหม นายเถกิง กล่าว
นายเทพชัย หย่อง ที่ปรึกษาสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการปฏิรูปสื่อตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปี 40 คือการรื้อโครงสร้างความเป็นเจ้าของคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์ใหม่ทั้งหมด ดังนั้นคนที่จะเป็น กสช.จะต้องมีความกล้าหาญและมีวิสัยทัศน์ เพราะต้องกล้าที่จะขอคืนคลื่นวิทยุโทรทัศน์ ซึ่งขณะนี้อยู่ในมือของคนไม่กี่กลุ่ม เช่น กองทัพ กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท.ให้คงไว้เฉพาะเท่าที่จำเป็น แต่ข้อเสนอหลอมรวมองค์กรกลับไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ มากเท่ากับเงื่อนไขด้านเทคโนโลยี
อาจมีคนไม่พอใจการปฏิบัติงานของ กทช. เมื่อยุบทางตรงไม่ได้ก็ใช้ทางอ้อม แต่ปรากฎว่าหน่วยงานที่โดนกลับเป็น กสช.แทน อ้างเหตุผลทางเทคนิคเป็นเรื่องหลักแต่กลับไม่ได้พูดถึงความจำเป็นในการจัดสรรคลื่นเลย ไม่ได้พูดว่าองค์กรใหม่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรคลื่นอย่างไร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเมื่อยุบรวมแล้วปฏิรูปคลื่นความถี่จะไม่เกิดขึ้นเลย หรือหากมีก็เป็นเรื่องรอง จะเป็นเรื่องเชิงเทคนิคและใบอนุญาตเท่านั้น เราจึงเห็นความจำเป็นจะต้องคัดค้านการระบุข้อความองค์กรหนึ่ง ในมาตรา 47 ในรัฐธรรมนูญปี 50 นายเทพชัย กล่าว
ด้าน น.ส.นันทพร เตชะประเสริฐสกุล จากมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม กล่าวว่า การปฏิรูปสื่อนั้น มีความเชื่อมโยงไปถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพในการสื่อสารและรับข้อมูลข่าวสารของภาคประชาชนด้วย และ กสช.ก็มีภารกิจในการส่งเสริมเรื่องนี้ การหลอมรวมองค์กร ไม่ได้ให้หลักประกันว่า คณะกรรมการใหม่ จะให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร
รายงานข่างแจ้งว่า หลังรับฟังข้อมูลมีกรรมการหลายคนเห็นด้วยกับการแยกองค์กร โดยเห็นว่าเหตุผลสำคัญคือ กฎหมายเดิม ระบุภารกิจและหน้าที่ของ 2 องค์กรที่แตกต่างกันชัดเจนอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องยุบหลอมรวม ส่วน นพ.นิรันดร์ ในฐานะประธานก็รับจะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมต่อไป
ขณะเดียวกันในวันที่ 26 มิ.ย.นี้ เวลา 16.00 น. ตัวแทนเครือข่ายสนับสนุนการปฏิรูปสื่อไทย จะยื่นหนังสือกับ พล.อ.สนธิ บุณยรัตนกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ณ กองบัญชาการกองทัพบก ส่วนเนื้อหาในหนังสือนั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ขัดต่อเจตนารมณ์ของการปฏิรูปสื่อ และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการทำลายการผูกขาดคลื่นความถี่ และเปิดให้จัดสรรคลื่นความถี่ใหม่อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม การหลอมรวมองค์กรจะปิดกั้นโอกาสการเข้าถึง สื่อของผู้ประกอบการรายย่อยและภาคประชาชน เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันกับกลุ่มทุนใหญ่ได้� จึงไม่มีหลักประกันป้องกันการผูกขาดสื่อโดยรัฐและทุนขนาดใหญ่ และยังเป็นการ เพิ่มอำนาจรัฐ แต่ลดทอนอำนาจของภาคประชาชน 2.การหลอมรวมองค์กรทำให้กระบวนการปฏิรูปสื่อถูกลดทอนความสำคัญลง
3.องค์กรเดียว จะควบรวมอำนาจมหาศาล ประชาชนขาดหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 4. การกำหนดให้มี องค์กรหนึ่ง ตามมาตรา 47 ในร่างรัฐธรรมนูญ เป็นการลิดรอนสิทธิอำนาจนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต 5.กระบวนการให้ได้มาซึ่งข้อสรุปว่าควรเป็นองค์กรเดียว� กระทำอย่างเร่งรัด และไม่เป็นความเห็นร่วมจากผู้เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบ� ก่อนหน้านี้ แม้จะมีกระบวนการประชาพิจารณ์ แต่ก็จัดทำด้วยความเร่งรีบ ไม่ได้รับฟังความเห็นจากทุกกลุ่มอย่างกว้างขวางเพียงพอ �6.รายงานวิจัยอ้างอิงข้อดีการหลอมรวมองค์กรจากต่างประเทศ ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า ส่งผลดีจริงในระยะยาวและควรต้องพิจารณาจากเงื่อนไขบริบทสังคมไทยประกอบด้วย
ด้วยเหตุผลและข้อมูลดังกล่าว เครือข่ายสนับสนุนการปฏิรูปสื่อไทย 26 องค์กร ดังรายนามข้างท้ายนี้ ขอยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องแยกให้มีองค์กรอิสระเป็น 2 องค์กรเพื่อกำกับดูแลจัดสรรคลื่นความถี่โทรคมนาคม และวิทยุโทรทัศน์ เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและยืนยันเจตนารมณ์ของประชาชนในการปฏิรูปสื่อ ตามมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 และขอเรียกร้องให้คณะกรรมการจัดทำแผนแม่บทฯ ได้นำประเด็นดังกล่าวมาเป็นข้อพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายและรายละเอียดในแผนแม่บทฯ ต่อไป ส่วนในอนาคต หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบองค์กรกำกับดูแล ตามเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็ควรต้องมีกระบวนการรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายอย่างรอบด้านและกว้างขวาง แต่ต้องไม่ละเลยความสำคัญของกิจการกระจายเสียงที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและความเป็นอิสระของสื่อสารมวลชน รวมทั้งการถ่วงดุลและคานอำนาจเพื่อตรวจสอบซึ่งกันและกันด้วยเช่นกัน
อนึ่ง เครือข่ายสนับสนุนการปฏิรูปสื่อไทย ประกอบด้วย สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (สสมท.), คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา, สาขาวิชาการสื่อสารมวลชน คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, ภาควิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, สาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
เครือข่ายปฏิรูปสื่อภาคประชาชน, สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, สมาพันธ์สมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์,สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย, �สมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย, คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.), สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค (สอบ.), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.), มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.), ขบวนการตาสับปะรด, สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย, เครือข่ายสื่อภาคประชาชนภาคเหนือ, เครือข่ายวิทยุชุมชนจาวล้านนา, เครือข่ายวิทยุชุมชนภาคเหนือ 17 จังหวัด, สมาพันธ์วิทยุชุมชนคนอีสาน, เครือข่ายสื่อภาคประชาชนคนอีสาน และสมาพันธ์วิทยุชุมชนภาคตะวันออก. |