|
แถลงการณ์
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
เรื่อง
คัดค้านโครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
.......................................
ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม
มีแผนงานโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์เพื่อเชื่อมโยงแหลมฉบัง-นิคมฯ ทวายในพม่า
และได้ไฟเขียวให้มีการขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3
โดยตั้งงบประมาณจากภาษีประชาชนเพื่อถลุงถึง 3.5 หมื่นล้าน
เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เกี่ยวกับการรถขนส่งตู้คอนเทนเนอร์
ให้ได้ถึง 18.8 ล้านตู้ต่อปี พร้อมขยายเส้นทางคมนาคม ถนน-รถไฟทางคู่ มูลค่า 1.2
แสนล้านบาทให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปีนั้น
การผลักดันของรัฐบาลดังกล่าว
เป็นการใช้อำนาจทางปกครองที่นำไปสู่การสร้างความเดือดร้อนของชาวบ้าน ชาวประมง และทำลายฐานทรัพยากรของแผ่นดินอย่างมหาศาล
โดยมิได้มีการทบทวนเลยว่าโครงการท่าเรือแหลมฉบังเฟส 1 และเฟส 2
ที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิดปัญหาและความหวาดผวาให้เกิดขึ้นกับชุมชนท้องถิ่นดั่งเดิมอย่างไร
และรัฐบาลมิได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียแต่อย่างใด
อันเป็นการขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ 2550 หลายมาตรา
ทั้งนี้นับแต่รัฐบาลใช้อำนาจออกกฎหมายเวนคืนที่ดินมาตั้งแต่ปี
2516 ในจำนวนถึง 6,340 ไร่ และเปิดดำเนินการท่าเรือเฟส 1 มาตั้งแต่ปี 2534
และขยายเฟส 2 ตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาจนถึงบัดนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า
ท่าเรือแห่งนี้ได้สร้างผลกำไรและผลประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับรัฐบาลมากมาย
แต่ทว่าได้ก่อปัญหาและทำลายวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของชาวประมงชายฝั่งในพื้นที่อำเภอบางละมุงและใกล้เคียงให้ล่มสลายไปแล้วเป็นจำนวนมาก
โดยที่รัฐบาลหรือผู้ประกอบการนายทุนมิได้รับผิดชอบหรือเอื้อประโยชน์ใด ๆ
ให้เกิดขึ้นกับชาวประมงและชาวชุมชนใกล้เคียงเหล่านั้นเลย
อีกทั้งการสร้างท่าเทียบเรือและการถมทะเล
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลเวียนของกระแสน้ำทะเล
การเกิดตะกอนขุ่นข้นในท้องทะเล และเกิดขยะอุตสาหกรรมและขยะก่อสร้างที่ไร้ที่มาเกลื่อนกลาดในท้องทะเลใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก
ทำให้หลายพื้นที่ของตำบลบางละมุง
ของจังหวัดชลบุรีเกิดการกัดเซาะของน้ำทะเลทำให้ชายหาดที่สวยงามและเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวและตลิ่งเสียหายไปเป็นจำนวนมาก
โดยไม่มีหน่วยงานใดออกมาแสดงความรับผิดชอบ
นอกจากนั้นการบริหารจัดการท่าเรือดังกล่าวในด้านสิ่งแวดล้อมผิดพลาดบ่อยครั้งก่อให้เกิดการรั่วไหลและการระเบิดของสารพิษในตู้คอนเทนเนอร์ต่าง
ๆ ทั้งที่ปรากฎเป็นข่าวและไม่เป็นข่าวต่อสื่อสารมวลชน
การที่รัฐบาลเร่งรีบตอบสนองแต่เฉพาะกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์แต่เพียงอย่างเดียวในการขยายท่าเรือขนาดใหญ่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกเป็นเฟสที่
3 โดยต้องถมทะเลและใช้พื้นที่ถึง 1,600 ไร่
และต้องขุดร่องน้ำในทะเลทำแอ่งจอดเรืออีกถึง 18 เมตร โดยมีท่าเทียบเรือยาว 4,500
เมตร เพื่อจัดทำท่าเทียบเรือย่อย 29 ท่า ประกอบด้วย 1)ท่าเทียบเรือเอนกประสงค์ 3
ท่า 2)ท่าเทียบเรือขนส่งรถยนต์ 4 ท่า 3)ท่าเทียบเรือขนส่งสินค้า 3 ท่า
4)ท่าเทียบเรือขนส่งตู้สินค้า 18 ท่า และ 5)อู่ต่อและซ่อมเรือ 1 ท่า
นั้นเข้าข่ายเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน
อันเป็นโครงการที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง
ประกอบพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ 2550 และพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม 2535
ที่ยังไม่ผ่านฉันทามติหรือการรับฟังความเห็นของประชาชนอย่างรอบด้านและทั่วถึงทุกพื้นที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความเห็นของประชาชน
พ.ศ.2548
สมาคมฯจึงขอคัดค้านโครงการดังกล่าวอย่างถึงที่สุด
และหากรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า และการท่าเรือแห่งประเทศไทย
ยังเดินหน้าโครงการดังกล่าวโดยไม่ผ่านกระบวนการและขั้นตอนของกฎหมายอย่างถูกต้องเสียก่อน
สมาคมฯจักได้ร่วมมือกับชาวบางละมุงในการใช้กระบวนการยุติธรรมทางปกครองเพื่อยับยั้งหรือเพิกถอนโครงการดังกล่าวโดยทันที
ประกาศ
ณ วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2555
นายศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
|