|
การตัดสินคดีในเรื่องที่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐ นายทุน กับประชาชนในชนบทในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ มักลงเอยด้วยความผิดของชาวบ้าน คำตัดสินส่วนใหญ่ มักให้จำคุก หรือมิเช่นนั้นก็รอลงอาญา ในกรณีล่าสุด คดีที่ดินลำพูน ซึ่งเป็นคดีความระหว่างรัฐ (เจ้าหน้าที่ป่าไม้) นายทุน และชาวบ้าน ศาลฎีกาได้ตัดสินให้จำคุกแกนนำชาวบ้านคนหนึ่ง ผู้ซึ่งเรียกร้องและต่อสู้กับการครอบครองที่ดินอันไม่ชอบธรรมของนายทุน เป็นเวลา 1 ปี เช่นเดียวกับคดีแม่อมกิ ซึ่งเป็นกรณีพิพาทระหว่างเจ้าหน้าป่าไม้ กับชาวบ้านกะเหรี่ยง ศาลอุทธรณ์ได้ตัดสินให้ชาวบ้านมีความผิดฐานบุกรุกที่ดินของป่าไม้ และทำลายป่า โดยให้รอลงอาญา แม้ว่าคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้น ได้ตัดสินให้ยกฟ้อง ไม่มีมูลความผิดก็ตาม
การตัดสินของศาลในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ในคดีที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่ยากจน และไร้อำนาจต่อรอง ทั้งมีวัฒนธรรมและการดำรงชีพที่แตกต่างไปจากวัฒนธรรมชนชั้นกลางของไทย ในทิศทางที่มักเอาผิดประชาชนเหล่านี้ ได้ชวนให้ตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย ตลอดจนบทบาทของสถาบันตุลาการในการผดุงความเป็นธรรมให้แก่สังคมและประชาชนหลายประการ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักมานุษยวิทยา ผู้เคยมีโอกาสได้ไปให้การในฐานะพยานให้กับชาวบ้านชาวกะเหรี่ยงในคดีแม่อมกิ ซึ่งต่อสู้ในคดีที่ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้กล่าวหาว่าบุกรุกและทำลายป่า จึงใคร่ขอตั้งสังเกตถึงประเด็นปัญหาอย่างน้อยสี่ประการด้วยกัน ในกระบวนการพิจารณาคดี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้กระบวนการยุติธรรมของศาลไทย มีแนวโน้มที่จะทำหน้าที่ในการคุ้มครองอำนาจรัฐที่มีอยู่ มากกว่าที่จะสร้างหลักประกันในการปกป้องสิทธิให้กับประชาชนผู้ด้อยอำนาจ ในคดีที่ส่วนใหญ่เป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐ และนายทุน กับประชาชน
1.การลดทอนปัญหาในเชิงโครงสร้างลงเหลือเพียงเทคนิคทางกฎหมาย
คดีทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ข้อพิพาทระหว่างปัจเจกบุคคลกับปัจเจกบุคคล หรือ รัฐกับปัจเจกบุคคล แต่เป็นเรื่องระหว่างรัฐกับชุมชน/ประชาชน กลุ่มทุนกับประชาชนที่ด้อยอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีแม่อมกิ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงในหมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ทำกินในที่ดินมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน ก่อนที่รัฐจะประกาศเขตป่าสงวนทับพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งทำให้ไม่เพียงแต่สิทธิในที่ดินบรรพบุรุษจะไม่ได้การรับรองจากรัฐ แต่ชาวบ้านกลับถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ด้วยข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ หรือในกรณีที่ดินลำพูน ซึ่งชาวนาไร้ที่ดินได้เข้ายึดพื้นที่ของนายทุน ซึ่งที่ดินดังกล่าวจำนวนไม่น้อยได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายและถูกทิ้งไว้ให้รกร้างว่างเปล่าโดยมิได้ทำประโยชน์ คดีเหล่านี้ สะท้อนโครงสร้างความไม่เป็นธรรมของสังคม ที่ใหญ่เกินกว่าข้อพิพาทระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมด้านสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร หรือการกระจายที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งได้ทำให้ประชาชนผู้ยากจนต้องเดือดร้อนทั้งหย่อมหญ้า แต่เมื่อประเด็นดังกล่าว กลายเป็นคดีในศาล ประเด็นเชิงโครงสร้างดังกล่าว กลับถูกลดทอนย่อส่วนให้เหลือเพียงปัญหาในทางเทคนิคของข้อกฎหมาย การเปลี่ยนโจทย์ปัญหาในเชิงโครงสร้างของสังคม และความสัมพันธ์ทางอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งมีบริบทของปัญหาอันซับซ้อน ให้กลายเป็นเพียงข้อพิจารณาทางกฎหมาย ได้ทำให้ประเด็นปัญหาถูกพิจารณาในฐานะที่เป็น"อาชญากรรม" ประเภทหนึ่ง โดยที่ชาวบ้านในฐานะผู้ต้องหา ต้องตกเป็น "อาชญากร" โดยที่ผู้ฟ้องร้องส่วนใหญ่ได้แก่ตัวแทนของรัฐ
การที่ศาล และกระบวนการยุติธรรม กลายเป็นเพียงพื้นที่สำหรับการพิจารณาแต่เพียงเทคนิคทางกฎหมาย บริบทของปัญหา ตลอดจนข้อมูลทางด้านสังคม วัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจต่างๆ จึงถูกตัดออกจากการพิจารณา ในขณะที่โจทย์ฝ่ายรัฐ มักมุ่งแต่จะหาตัวผู้กระทำผิด โดยยึดอยู่แต่กับ "หลักฐานเชิงประจักษ์" โดยมิได้สนใจว่า การเลือกรับฟังแต่หลักฐานเฉพาะหน้าที่เห็นนั้น มีผลที่สำคัญต่อการเข้าใจผิดในประเด็นปัญหาทีเกิดขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวอย่างที่ผู้เขียนประสบด้วยตนเอง เมื่อครั้งที่ไปให้การต่อศาลคดีแม่อมกิ อัยการ ได้นำรูปพื้นที่ไร่ที่ถูกถางออก ซึ่งด้านหลังมีแต่ตอไม้ ขึ้นแสดงให้ผู้เขียนดู พร้อมกับถามคำถามว่า ป่าที่เห็นนี้ แต่ก่อนเป็นป่า แต่ปัจจุบัน ได้ถูกถางออก ดังจะเห็นได้จากที่ด้านหลังมีตอไม้ที่ถูกถางทำลายออก ใช่หรือไม่ใช่ ผู้เขียนเห็นว่า การถามเพื่อให้ตอบว่า ใช่หรือไม่ จากหลักฐานที่ไร้บริบทดังกล่าว เป็นการบิดเบือนความจริงที่เกิดขึ้นอย่างฉกรรจ์ จึงเลี่ยงไม่ตอบตามที่อัยการถาม แต่อธิบายให้ฟังถึงที่มาของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า พื้นที่ดังกล่าว มิใช่ป่า หากแต่เป็นไร่หมุนเวียน ชาวบ้านจะถางพื้นที่เพื่อทำไร่ข้าวเพียง 1 ปี ก่อนจะปล่อยให้ฟื้นสภาพเป็นป่าชั้นสอง และกลับมาทำไร่อีก เมื่อต้นไม้ฟื้นคืนสภาพ ก็จะกลายเป็นที่ดินที่เหมาะสมต่อการทำไร่อีกครั้ง วิถีดังกล่าวเป็นวิถีชีวิตของชนบนที่สูงมาเป็นเวลานาน ดังนั้น จึงมิใช่การทำลายป่า สิ่งที่น่าสนใจคือ การอธิบายให้ฟังถึงบริบทของที่มาของตอไม้ กลับไม่เป็นที่สนใจของอัยการ และแม้ว่าศาลชั้นต้น จะได้บันทึกคำให้การเกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียนไว้ในคำตัดสินยกฟ้องในคดีดังกล่าว แต่อัยการกลับยื่นอุทธรณ์ และในคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ซึ่งพลิกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นโดยสิ้นเชิง ข้ออรรถาธิบายเกี่ยวกับไร่หมุนเวียน ได้ถูกตัดออกจนหมด โดยที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้พาคดีกลับเข้าสู่แนวทางในเชิงเทคนิคของข้อกฎหมายป่าไม้ ที่มุ่งแต่จะหาอาชญากรผู้ละเมิดกฎหมาย ในกรณีของคดีที่ดินลำพูน ก็เช่นเดียวกัน ที่มุ่งแต่จะค้นหาหลักฐานเชิงประจักษ์ของการบุกรุกที่ดิน โดยไม่สนใจว่าที่ดินดังกล่าวได้มาอย่างถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ภายใต้กรอบการพิจารณาความดังกล่าว ย่อมไม่มีที่ว่างสำหรับการทำความเข้าใจปัญหาในเชิงโครงสร้าง ไม่เปิดโอกาสให้คำอธิบายในเชิงโครงสร้างของปัญหาได้สามารถพาตนเองเข้าไปในกระบวนการพิจารณาความได้
2.กฎหมายอันล้าหลัง
เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายในเมืองไทยหลายฉบับนั้นล้าหลัง และไม่สอดคล้องกับสถานการณ์และยุคสมัยที่เปลี่ยนไปของสังคม กฎหมายจำนวนไม่น้อย เป็นมรดกตกทอดของยุคอาณานิคม ที่รัฐไทยในสมัยนั้น คัดลอกมาจากประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ พ.ร.บ.ป่าไม้ และพ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อควบคุม และรวมศูนย์อำนาจการจัดการทรัพยากรไว้ที่รัฐ กีดกันสิทธิตามประเพณีในการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชน กฎหมายเหล่านี้ นับแต่มีการประกาศใช้ ได้มีผลในการขีดเส้นทับสิทธิในที่ดินและป่าไม้ที่ชุมชนมีการก่อนกฎหมายของรัฐ กฎหมายเหล่านี้จึงเป็นแหล่งที่มาของปัญหา และความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนมาหลายทศวรรษ ในขณะเดียวกัน กฎหมายที่ดินของประเทศไทย ก็มุ่งแต่การพิทักษ์สิทธิของเอกชนเพียงถ่ายเดียว กฎหมายที่คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรมของกลุ่มชนในสังคม หรือมุ่งสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงทรัพยากรของกลุ่มชนต่างๆจึงมีอยู่อย่างจำกัดอย่างยิ่ง และได้กลายเป็นต้นเหตุของช่องว่างด้านสิทธิที่สร้างความไม่เป็นธรรมอย่างมหาศาลขึ้นในสังคม อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางข้อจำกัดของกฎหมายที่เป็นอยู่ มีเพียงรัฐธรรมนูญเท่านั้น ที่มีบทบัญญัติบางมาตรา อาทิ ม. 66 และ 67 ที่รับรองสิทธิของชุมชนในการรักษาวัฒนธรรมและแบบแผนปฏิบัติตามจารีตของประชาชนในการดำรงชีพและจัดการทรัพยากร แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ มาตราดังกล่าว กลับไม่เคยถูกนำมาใช้ในการพิจารณาคดีความ ศาลมักยึดตัวบทกฎหมายอันล้าหลังที่มีอยู่ เป็นพื้นฐานสำคัญในการตัดสินคดี แนวทางดังกล่าว จึงเท่ากับปิดทางและพื้นที่ที่ชุมชนในฐานะจำเลยของรัฐ จะสามารถแสวงหาหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิของตนได้ การเลือกที่จะไม่ใช้กรอบคิดของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจกับประชาชน จึงเท่ากับเป็นการเลือกที่รักษาความเหลื่อมล้ำทางอำนาจในสังคมเอาไว้ ภายใต้กฎหมายอันล้าหลังและไม่เคยคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ยากไร้
3.ความไม่รู้ของศาล
การไปเป็นพยานในคดีแม่อมกิ ได้ทำให้ผู้เขียนค้นพบข้อเท็จจริงที่สำคัญอย่างน้อยสองประการด้วยกันคือ ประการแรก นอกเหนือจากความแม่นยำในตัวบทกฎหมายแล้ว ศาลแทบจะไม่มีความรู้อื่นใดเลยเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมต่างๆ ไม่รู้จักวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่เข้าใจว่ากฎหมายอันล้าหลังนั้น ได้ไปขีดเส้นทับที่ที่ดินที่ชาวบ้านทำกินกันมาก่อน ไม่รู้จักไร่หมุนเวียน ไม่รู้จักสิทธิชุมชน ฯลฯ ในกรณีเรื่องที่ดินก็คงคล้ายกัน ศาลคงไม่รู้ว่า มีที่ดินจำนวนมหาศาลในประเทศ ที่ถูกกว้านซื้อและกักตุนอยู่ในมือของนายทุนไม่กี่คน กระบวนการกักตุนที่ดินดังกล่าว จำนวนไม่น้อยเป็นไปอย่างไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม และคงไม่รู้ว่า การรวมตัวของชาวนาไร้ที่ดินบนที่ดินพิพาทนั้น เกิดขึ้นก็เพราะความไม่เป็นธรรมดังกล่าว ที่รัฐไม่เคยลงมาเหลียวแล
ประการที่สอง ไม่เพียงแต่ศาลจะมีความรู้อันจำกัดอย่างยิ่งในการเข้าใจสังคม และพหุวัฒนธรรมของสังคมไทย แต่ในกระบวนการพิจารณาความของศาลไทย กลับไม่มีกลไกใดๆในการเอื้ออำนวยให้มีการใช้ข้อมูลและหลักฐานทางสังคมและวัฒนธรรม นอกเหนือไปจากหลักฐานเฉพาะหน้าทางกฎหมาย แม้ว่าศาลจะมีแผนกที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ศาลไทยกลับไม่มีแผนกที่ว่าด้วยชุมชน ทั้งที่คดีจำนวนมาก ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชุมชนทั้งสิ้น เรื่องนี้นับเป็นที่น่าประหลาดใจ เพราะหากพิจารณาจากประสบการณ์ในต่างประเทศ ที่แนวทางการรับฟังหลักฐานจากผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม อาทิ นักมานุษยวิทยา ได้ถูกถือเป็นแบบแผนปฏิบัติที่ใช้กันโดยทั่วไปในประเทศที่มีระบบยุติธรรมที่ก้าวหน้า อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย เพื่อช่วยให้ศาลได้เข้าใจความซับซ้อนตลอดจนบริบทอันเป็นที่มาของคดีได้อย่างรอบด้าน และเพื่อที่ว่าสิทธิของประชาชนที่แตกต่างทางวัฒนธรรมจะได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม แต่แบบแผนปฏิบัติดังกล่าว กลับไม่มีที่ทางในกระบวนการยุติธรรมของไทย
ความไม่รู้และการขาดซึ่งกลไกในการรับฟังความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมและชุมชน ได้กลายเป็นปัญหาสำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทย เพราะในด้านหนึ่ง มันได้ทำให้แนวทางการพิจารณาคดีดำเนินไปอย่างคับแคบ เพราะมุ่งแต่เพียงจะตอบคำถามว่าด้วยความถูกผิดตามกฎหมายเท่านั้น โดยไม่คำนึงว่ากฎหมายที่มีอยู่นั้น ไร้ซึ่งความเป็นธรรม กดทับกฎระเบียบตามประเพณีของชุมชนที่มีมาก่อน ตลอดจนสิทธิในการใช้ประโยชน์ของสังคม ความไม่รู้ ได้ทำให้ศาลปราศจากคำถาม และข้อสงสัย ไม่อาจวิเคราะห์ปัญหาจากแง่มุมที่ซับซ้อน ตลอดจนมองไม่เห็นความไม่ชอบมาพากลของปัญหาได้ และเมื่อศาลยึดเอาแต่ตัวบทกฎหมายอันล้าหลังเป็นสรณะ โดยที่กฎหมายเหล่านั้น มิได้ถูกร่างขึ้นมาเพื่อปกป้องสิทธิของชุมชนหรือประชาชนผู้ยากไร้ตั้งแต่แรก ประชาชนจึงมักตกเป็นเหยื่อของการตัดสินคดีส่วนใหญ่
4.การจรรโลงอำนาจของรัฐและอภิสิทธิ์ชน
สิ่งที่น่าสนใจในกรณีของคดีแม่อมกิประการหนึ่งคือ อาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการพิจารณาคดี ที่ศาลชั้นต้น รับฟังความเห็นของนักมานุษยวิทยา ในฐานะพยานซึ่งทนายฝ่ายจำเลย ได้เชิญขึ้นให้การและให้ข้อมูลเกี่ยวกับไร่หมุนเวียนเพื่อประกอบการพิจารณาความ ทั้งนี้คำให้การได้ถูกบันทึกไว้ในคำตัดสินของศาลชั้นต้น การสื่อสารโดยตรงและการรับฟังการอรรถาธิบายในห้องการพิจารณาความ น่าจะมีส่วนในการยกระดับความเข้าใจของศาลที่มีต่อปัญหาระหว่างชาวกะเหรี่ยงและเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในพื้นที่ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ในคำตัดสินของศาลชั้นอุทธรณ์ ข้อมูลและคำให้การของนักมานุษยวิทยา ตลอดจนหลักฐานพยานอื่นๆ กลับถูกถอดออกจากการพิจารณาจนหมด โดยที่การพิพากษาของศาลอุทธรณ์วางน้ำหนักอยู่เพียงที่ตัวบทกฎหมายเท่านั้น และส่งผลให้การตัดสินเป็นไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับคำตัดสินของศาลชั้นต้น
ไม่ว่าเจตนาของศาลอุทธรณ์ในการเลือกที่จะไม่สนใจข้อมูลชนิดอื่นที่ใช้ในการพิจารณาของศาลชั้นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและการดำรงชีพ ตลอดจนสิทธิตามประเพณีของชุมชน ซึ่งได้ช่วยขยายความรู้และความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้น จะเป็นเช่นไรก็ตามที แต่ผลที่เกิดขึ้นก็คือ คำตัดสินที่ตามมา ได้ทำหน้าที่เพียงประการเดียวคือ การจรรโลงอำนาจที่มีอยู่แล้วของกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของรัฐและการรักษาสิทธิของผู้มีอำนาจของสังคมให้ดำเนินต่อไป และดังนั้น ได้ตอกลิ่มความขัดแย้งระหว่างรัฐและประชาชนให้ร้าวลึกมากยิ่งขึ้น
แบบแผนการตัดสินคดีความเกี่ยวกับชุมชนที่ผ่านมาของสถาบันตุลาการไทยซึ่งยึดตามกรอบกฎหมายอันล้าหลัง การขาดกลไกหรือกระบวนการเฉพาะภายในกระบวนการยุติธรรมที่มีความเข้าใจในความละเอียดซับซ้อนของปัญหาสังคม ตลอดจนความขัดกันระหว่างสิทธิของรัฐ เอกชน และสิทธิตามประเพณีของชุมชน ตลอดจนการใช้สถาบันตุลาการเป็นเครื่องมือแต่เพียงประการเดียวในการจัดการกับข้อพิพาทระหว่างรัฐและเอกชน กับชุมชน จึงเป็นทิศทางที่อันตรายอย่างยิ่งต่อการสร้างหลักประกันด้านสิทธิให้แก่ประชาชนผู้ด้อยอำนาจในสังคม ในขณะที่ประเทศกำลังพยายามแสวงหาหนทางในการก้าวไปข้างหน้าสู่การแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางการเมืองและเศรษฐกิจของผู้คนในสังคม แต่คำตัดสินของศาลชั้นสูงส่วนใหญ่ในคดีที่เกี่ยวกับชุมชนและคนยากไร้กลับฉุดรั้งและสวนทางกับทิศทางดังกล่าว ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า สถาบันตุลาการไทยในปัจจุบัน ขาดซึ่งความสามารถและประสิทธิภาพในการจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งเพื่อช่วยขจัดความขัดแย้งให้กับสังคม หากแต่กลับขยายความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ให้บานปลายมากยิ่งขึ้น .
ภาพประกอบบทความจากเฟซบุ๊ค Pipob Udomittipong |