รายละเอียด
วันที่ 19 พ.ค. 2556
เผยรัฐผลักภาระ โยน ''แรงงานในบ้าน'' เป็นแรงงานนอกระบบ
วันที่ 27 ส.ค. 2552 เวลา : 12:34 น.
0
กรุงเทพฯ/แจ๋วเศร้า! รัฐเมินช่วยเหลือสวัสดิการ ผลักเป็นแรงงานนอกระบบ แจงไร้สิทธิทางกฎหมาย ไม่ได้รับการคุ้มครอง ทั้งที่สร้างเม็ดเงินปีละเกือบสามหมื่นล้าน กมธ.แรงงานเร่งดัน กม.คุ้มครอง

วันนี้ (27 ส.ค.) ที่โรงแรมปริ้นซ์ตั้น ปาร์ค สวีท กรุงเทพฯ มีการจัดเวทีสัมมนาเรื่อง ''อนาคตแรงงานนอกระบบอาชีพคนทำงานในบ้าน กับการคุ้มครองและเข้าถึงสิทธิกฎหมายแรงงานไทย'' โดย เครือข่ายแรงงานนอกระบบ คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ มูลนิธิเพื่อนหญิง  มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ (MAP) มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน ร่วมกับ แผนงานคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

ว่าที่ร้อยตรี ดร.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานนอกระบบประเภทคนทำงานในบ้านที่ไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายถึง 400,000 คน ซึ่งในปี 2550 ศูนย์วิจัยกสิกรคาดการณ์ว่า แรงงานเหล่านี้มีส่วนในการสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจถึงปีละ 27,000 ล้านบาท แต่กลับถูกละเลยไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายและสิทธิการเข้าถึงบริการของรัฐ ทำให้โดนกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ทำงานหนักไม่สมกับค่าตอบแทน รวมถึงการถูกคุกคามทางเพศ ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งไม่เป็นธรรมและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

''นอกจากแรงงานนอกระบบที่ทำงานในบ้าน ที่ต้องเร่งให้เกิดการแก้ไขกฎหมายของสำนักงานประกันสังคมในส่วนของ พ.ร.บ.เงินทดแทน และกองทุนคุ้มครองแรงงาน ยังมีแรงงานนอกระบบที่รับจ้าง รับเหมาประเภทต่างๆ ซึ่งไม่ได้รับการคุ้มครองทางกฎหมายใดๆเช่นกันซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการการแรงงาน กำลังผลักดันกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภานิติบัญญัติ เพื่อทำให้เกิดเป็น พระราชบัญญัติคุ้มครองคนกลุ่มนี้เพื่อไม่ให้ถูกกดขี่ค่าแรง และให้ได้รับสิทธิเช่นแรงงานกลุ่มอื่นๆ'' ว่าที่ร้อยตรี ดร.สุเมธ กล่าว

นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ประธานเครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่า แม้ว่าตามกฎหมายของสำนักงานกองทุนประกันสังคมได้กำหนดให้ นายจ้างที่มีลูกจ้าง 1 คนขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนแรงงาน เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายและได้รับสิทธิต่างๆ แต่กลุ่มแรงงานที่ทำงานในบ้าน กลับถูกละเลยและกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับสิทธิใดๆ ซึ่งอยากเรียกร้องต่อรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ให้เร่งแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ใน7 ประการคือ 1. แก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดการคุ้มครองแรงงานที่ทำงานในบ้าน ที่ถูกละเลยและคิดว่าเป็นกลุ่มแรงงานที่ไม่สร้างรายได้ ซึ่งไม่จริง 2. เปิดโอกาสให้แรงงานในบ้านได้พัฒนาทักษะฝีมือ มีโอกาสในการได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับแรงงานในระบบ ซึ่งนายจ้างต้องให้การสนับสนุนและถือว่าเป็นวันทำงานปกติและจ่ายค่าแรงงาน

3 .การปรับปรุงกฎหมาย เพื่อให้แรงงานในบ้านได้รับความปลอดภัยด้านชีวอนามัย มีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี เช่นที่พักสะอาดเป็นสัดส่วน อาหารที่สะอาด เหมาะสมแก่ฐานะนายจ้าง และมีการตรวจสอบเพื่อดูแลด้านชีวอนามัยของแรงงาน ว่านายจ้างได้จัดหาอุปกรณ์พื้นฐานให้อย่างเหมาะสมหรือไม่ 4. รัฐบาลต้องนำแรงงานเข้าสู่ระบบเพื่อให้ได้รับสวัสดิการทางสังคม สิทธิตามกองทุนประกันสังคม และเพื่อให้สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของทั้งนายจ้าง ลูกจ้างได้  5.รัฐบาลต้อง กำหนดมาตรฐานคุ้มครองสิทธิแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานเด็ก โดยการกำหนดอายุขั้นต่ำในการจ้างงานว่า ห้ามต่ำกว่า 15 ปี และไม่ให้แรงงานเด็กทำงานเกิน 8 ชั่วโมง  7.รัฐบาลต้องกำหนดนโยบายและจัดหางบประมาณการส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน เช่น ทักษะการทำงานบ้าน การทำอาหารแบบมืออาชีพ ซึ่งนายจ้างต้องให้การสนับสนุนและไม่ถือเป็นวันลา

น.ส.สุชิน บัวขาว ตัวแทนแรงงานในบ้าน  กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดของกลุ่มแรงงาน คือ การไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพ สิทธิที่ลูกจ้างควรได้รับ เช่น วันลา วันหยุด ค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งหากเป็นลูกจ้างแบบประจำกินนอนที่บ้านส่วนมากจะได้รับค่าจ้างประมาณเดือนละเพียง 4,500 บาทหรือน้อยกว่านั้น แต่ต้องทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้ากว่าจะได้เลิกงานประมาณสามทุ่มและทำงาน 7 วัน แต่เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องออกค่ารักษาพยาบาลไปก่อน หรือเบิกค่าจ้างล่วงหน้ามาจ่ายค่ารักษา ค่าเดินทาง หยุดได้เพียง 1-2 วันเท่านั้น โดยที่การลาหยุดบางคนก็ไม่ได้ค่าแรง ซึ่งเป็นเรื่องที่คนกลุ่มนี้ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก และต้องการให้รัฐบาลดูแลลูกจ้างกลุ่มนี้ด้วยการจัดการให้ทุกคนมีสิทธิ สวัสดิการ ได้รับการคุ้มครองเหมือนลูกจ้างกลุ่มอื่นด้วย.

ปัจจุบันแรงงานอาชีพคนทำงานในบ้านมีจำนวนตัวเลข จากศูนย์ข้อมูลวิจัยกสิกร จำกัด ได้คาดการณ์ว่าปี 2550 ที่ผ่านมามีแรงงานที่ทำงานในบ้านจำนวนมากถึง 400,000 คน สร้างเม็ดเงินสะพัดสูงถึง 27,000 ล้านบาท โดยมีอัตราค่าจ้างที่แตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความพึงพอใจของนายจ้างในการกำหนดค่าจ้างให้กับตัวแรงงาน

ที่ผ่านมาแรงงานที่ทำงานในบ้านถูกมองในมิติทางเศรษฐศาสตร์ว่าเป็นแรงงานที่ทำงานไม่ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ เมื่อถูกตีความในมิตินี้ จึงส่งผลต่อภาพการให้ความช่วยเหลือ คุ้มครองทางกฎหมายแรงงาน รวมถึงการเข้าถึงระบบสวัสดิการทางสังคมต่างๆที่แรงงานภาคส่วนนี้ควรจะได้รับ ทำให้สภาพชีวิตของแรงงานที่ทำงานในบ้านต้องเผชิญกับชะตากรรมต่างๆ เช่น การถูกขูดรีดค่าจ้างแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม การเอาเปรียบด้านการทำงานที่มีชั่วโมงยาวนาน ไม่มีวันหยุดพักผ่อนที่แน่นอน ทำงานคนเดียวแต่รับใช้คนในครอบครัวและเครือญาติหลายคน มีโอกาสทางการศึกษาน้อย บางรายถูกควบคุมเสรีภาพในการสื่อสารเพื่อการติดต่อกับคนภายนอก หรือญาติ ที่สำคัญแรงงานที่ทำงานในบ้านบางคนที่เป็นผู้หญิงหลายรายต้องตกอยู่ในสภาวะความไม่ปลอดภัยในเนื้อตัวร่างกาย และจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย หรือถูกฆาตรกรรมจากนายจ้างบางคนหรือโจรขโมยเป็นต้น

จากสถานการณ์ที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น เนื่องในวัน ''คนทำงานบ้านสากล'' 28 สิงหาคม 2552 ทางเครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายแรงงานทำงานบ้าน มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า มูลนิธิ MAP มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มูลนิธิเพื่อนหญิง ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน ได้จัดทำข้อเสนอและส่งมอบโปสการ์ดเพื่อยื่นต่อประธานกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำข้อเสนอและโปสการ์ดติดตามส่งต่อไปยังรัฐบาลและกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีข้อเสนอดังต่อไปนี้

1. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน โดยบัญญัติว่าต้องคุ้มครองแรงงานที่ทำงานบ้านอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกับแรงงานในภาคส่วนอื่น

2. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดการตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัย และอาชีวอนามัย เช่น ต้องให้นายจ้างจัดหาความจำเป็นขั้นพื้นฐานให้แก่ลูกจ้างทำงานบ้านตามความเหมาะสมกับฐานะของผู้ว่าจ้างได้แก่ การจัดหาที่พักอาศัยที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ มีอาหารและน้ำดื่มที่สะอาดเป็นต้น

3. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้จัดให้นายจ้างนำพาลูกจ้างทำงานบ้านเข้าสู่การมีบัตรประกันสังคม เพื่อสวัสดิการทางสังคมของลูกจ้างและครอบครัวในอนาคต และเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

4. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้คุ้มครองสิทธิและกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับลูกจ้างทำงานบ้านที่เป็นเด็ก ทั้งนี้ห้ามมิให้นายจ้างจ้างแรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และห้ามมิให้แรงงานเด็กทำงานบ้านทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง

5. ขอให้รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน ได้จัดทำระบบการคุ้มครองทางทะเบียนลูกจ้างแรงงานทำงานบ้าน โดยให้นายจ้าง หรือผู้ว่าจ้างได้ทำการแจ้งการจ้างลูกจ้างต่อสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในเขตพื้นที่ของตน ทั้งนี้เพื่อความสะดวกต่อการติดตาม คุ้มครองจากพนักงานตรวจแรงงาน อีกทั้งสามารถทราบตัวเลขที่แท้จริงของแรงงานในภาคส่วนนี้ได้อย่างเป็นระบบ

6. ขอให้รัฐบาลจัดทำนโยบายแผนและงบประมาณ เพื่อการส่งเสริม พัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้กับลูกจ้างทำงานบ้าน เช่น การจัดทำหลักสูตรและฝึกอบรม การให้บริการ การทำอาหาร อย่างมืออาชีพ อีกทั้งเปิดโอกาสให้ได้รับการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบ โดยการไปฝึกอบรม และการไปศึกษา นายจ้างต้องอนุญาตให้ไปตามคำร้องขอจากลูกจ้าง และต้องจ่ายค่าจ้างเสมือนการมาทำงานให้กับนายจ้างตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้

เครือข่ายแรงงานนอกระบบ และคณะฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำข้อเสนอครั้งนี้จะได้รับการดูแลและเข้ามาเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนจากรัฐบาล กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร

ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธา            

28 สิงหาคม 2552 วันแรงงานทำงานบ้านสากล

 

เครือข่ายแรงงานนอกระบบ

เครือข่ายแรงงานข้ามชาติ

เครือข่ายแรงงานทำงานบ้าน

มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า 

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กมูลนิธิเพื่อนหญิง

มูลนิธิ MAP

ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน