รายละเอียด
วันที่ 25 พ.ค. 2556
ภาค ปชช.แถลง สนช.บิดเบือน กม.ป่าชุมชน
วันที่ 27 พ.ย. 2550 เวลา : 18:30 น.
0
กรุงเทพฯ/ภาค ปชช.ชี้ กม.ป่าชุมชนผ่านการพิจารณาโดยคนส่วนน้อย ปมอยู่ที่ราชการไม่ต้องการถ่ายโอนอำนาจในมือให้ชุมชน ระบุ สนช.บิดเบือนเจตนารมณ์ภาค ปชช.ต้องการ กม.ที่รับรองสิทธิชุมชนในการดูแลรักษาป่า

วันนี้(27 พ.ย.) ณ ห้องประชุม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ เครือข่ายป่าชุมชนแห่งประเทศไทย จัดแถลงข่าวจุดยืนภาคประชาชนต่อ พ.ร.บ.ป่าชุมชน ที่ผ่านการพิจารณาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่าน

นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรจม์ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน กล่าวว่า กฎหมายป่าชุมชนนี้ผ่านการโหวตวาระ 2 วาระ 3 ของ สนช.ไม่ถึง 100 คน และยังเป็นคนส่วนน้อยที่เปลี่ยนสาระสำคัญของกฎหมาย โดยมาตรา 25 เปลี่ยนจาก”...พื้นที่ที่ชุมชนนั้นตั้งอยู่เป็นเขตอนุรักษ์...” เป็น ”..พื้นที่ที่ชุมชนนั้นตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์...” ทำให้ตัดสิทธิชุมชนจำนวนมาก เพราะความจริงคือชุมชนตั้งมาก่อนที่ประกาศเป็นพื้นที่อนุรักษ์

นายบัณฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้มาตรา 34 กำหนดว่า ป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ห้ามทำไม้ คือ ห้ามตัด ฟัน โค่น ลิด เลื่อย ผ่า ถาก นั้นคือห้ามทำประโยชน์ใดๆแม้จะตั้งเป็นป่าชุมชนได้ ชุมชนมีสิทธิอย่างเดียวคือ”ดู”

นายบัณฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ภาคราชการไม่ได้รู้เลยว่ามีป่าชุมชนแล้วมีประโยชน์อย่างไร พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นแค่ไหน ประเด็นอยู่ที่ราชการยอมไม่ได้ที่จะให้อำนาจในมือถ่ายโอนไปให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ นี่คือสัญญาณว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ที่กำหนดเรื่องสิทธิชุมชนไว้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ภาคประชาชนจะได้สิทธินั้น

นายเพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อ พ.ร.บ.ป่าชุมชนผ่านการพิจารณาจาก สนช. สังคมทั่วไปคิดว่ารัฐให้โอกาสชุมชนในการจัดตั้งป่าชุมชนได้ แต่ที่จริงแล้วกฎหมายที่ออกมาขัดกับเจตนารมณ์ของชาวบ้านที่ผลักดันกฎหมายนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2540

นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายป่าชุมชนที่ออกมากำหนดเงื่อนไข ตั้งเป็นชุมชนก่อนประกาศเขตอนุรักษ์ ชุมชนมีการรักษาป่าไม่น้อยกว่า 10 ปี โดยต้องมีหลักฐานชัดเจนเช่น มีกรรมการป่าชุมชน มีระเบียบชุมชนในการดูแลรักษาป่า พื้นที่จัดตั้งเป็นป่าชุมชนต้องไม่เป็นพื้นที่ราชการหวงห้ามเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัย หรือประโยชน์อื่นของรัฐ ซึ่งตรงนี้กว้างมากและให้อำนาจราชการในการกำหนดพื้นที่ และกำหนดห้ามไม่ให้ชุมชนทำไม้ แม้จะตั้งเป็นป่าชุมชนได้ก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้

ที่ปรึกษาเครือข่ายป่าชุมชนแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า กฎหมายป่าชุมชนแบบที่ชาวบ้านต้องการคือ กฎหมายรับรองพื้นที่ป่าที่ชุมชนเป็นผู้ดูแลรักษา ยอมรับคณะกรรมการชาวบ้านที่ดูแลรักษาป่า และยอมรับกฎเกณฑ์กติกาที่ชาวชุมชนร่วมกันตั้งขึ้น

นายเพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อกฎหมายออกมาลักษณะนี้ ภาคประชาชนต้องรีบดำเนินการตามช่องทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ คือให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดสิทธิชุมชนที่บัญญัตไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ และต้องรีบเร่งสำรวจว่ามีชุมชนจำนวนเท่าไหร่ที่ไม่สามารถจัดตั้งป่าชุมชนได้ตามกฎหมายป่าชุมชนแบบนี้ และสุดท้ายภาครัฐต้องตอบคำถามว่าฤดูแล้งที่จะถึงนี้ใครจะป้องกันไฟป่าในเมื่อขชาวบ้านทำไม่ได้แล้ว

นายพัฒน์ ขันสลี แกนนำเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ กล่าวว่า กฎหมายป่าชุมชนออกมาเช่นนี้ทำให้ชุมชนชายขอบเดือดร้อนแน่นอนเพราะว่าไม่สามารถดูแลรักษาป่าและใช้ประโยชน์จากป่าได้ เฉพาะเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำลังดำเนินการสำรวจชุมชนที่อยู่ในเขตอุทยานและที่อยู่ชายขอบเขตอุทยานเพื่อดำเนินการกันออกจากพื้นที่เขตป่าอุทยาน เมื่อเป็นเช่นนี้ตามมาตรา 25 ระบุว่าจะต้องเป็นชุมชนที่อยู่ในเขตอนุรักษ์เท่านั้น และตนไม่แน่ใจว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้จะทำอย่างนี้กับพื้นที่อื่นหรือไม่

นายพัฒน์ กล่าวต่อว่า ทันทีที่ตนได้ทราบว่ากฎหมายป่าชุมชนออกมาผิดไปจากเจตนารมณ์ที่ชาวบ้านเสนอ ชุมชนตนก็ประกาศทันทีว่า ต่อไปนี้เราจะไม่เข้าร่วมกับราชการในการดูแลรักษาป่า ไม่ทำแนวกันไฟป่ากว่า 20 กิโลเมตร กว้าง 8 เมตร ไม่ป้องกันคนที่เข้าไปลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ป่า แม้ว่าเราจะได้ผลกระทบแต่เรายังอยู่ต้นน้ำ จะคอยดูว่าคนที่เขียนกฎหมายจะมาทำแนวกันไฟ ป้องกันป่าไม้หรือไม่.