• 18 ธันวาคม 2560 - 19:48 น.
 ภาษาไทย  English สลับไปอ่านบทความ Prachatham ในภาษาอังกฤษ / ไทยโดยคลิกที่ปุ่มภาษาด้านซ้าย
ค้นหา:

ชีวิตแม่บ้าน การสร้างคุณค่าในอาชีพของตัวเอง

 วันที่ 3 มีนาคม 2560 - 19:12 น.  |   ภาษา: ภาษาไทย   |   เข้าชม: 1,347 ครั้ง พิมพ์

 

เบญจา ศิลารักษ์



ช่วงที่ผ่านมา ประชาธรรมร่วมกับกลุ่มแรงงานสามัคคี  (Workers Solidarity Association –WSA  )   และมูลนิธิสุขภาพแรงงานข้ามชาติได้ร่วมกันจัดทำโครงการ  “ภาพเล่าเรื่องกับ everydaylife  ผ่านมุมมองคนงาน”   เพื่อให้คนงานทดลองใช้เครื่องมือการสื่อสารเท่าที่มีอยู่ในการถ่ายทอดชีวิตประจำวันของคนงานเอง    ซึ่งในกลุ่มมีสมาชิกที่ทำงานหลายอาชีพ  เช่นทำงานเป็นแม่บ้าน   รับเหมาก่อสร้าง   ดูแลคนแก่   ทำงานร้านอาหาร และเด็กส่งของ เป็นต้น   การถ่ายภาพโดยคนงานเองมีมุมมองที่น่าสนใจ  และเพื่อเราเข้าใจชีวิตของคนงานในมิติเชิงลึกมากขึ้น  ประชาธรรมจึงได้สัมภาษณ์คนงานแต่ละอาชีพ มานำเสนอด้วย   

.........................................

ในส่วนของอาชีพแม่บ้าน  หมวยแลง ประธานกลุ่ม WSA  เลือกนำเสนอภาพชีวิตประจำวันของตนเองในฐานะแม่บ้านฝรั่ง  ที่ ณ วันนี้เธอค่อนข้างพอใจกับการทำงานให้กับนายจ้างคนปัจจุบัน  เพราะนายจ้างค่อนข้างใจดี กว่านายจ้างคนก่อนๆ  ภาพถ่ายที่หมวยแลงเลือกถ่ายจึงเป็นเรื่องราวของชีวิตประจำวัน เช่น การหัดทำอาหารฝรั่ง  การทำงานบ้านที่ต้องทำทุกอย่างในบ้าน  ทั้งงานครัว งานสวน  และมีแง่มุมเล็กๆ น้อยๆ  ในการทำงานบ้าน ที่นายจ้างอาจคิดไม่ถึง เช่นการล้างห้องน้ำที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันจากสารเคมี    การรอคอยเก็บกวาดล้างถ้วยจานหลังงานปาร์ตี้  เป็นต้น        อาชีพแม่บ้านเป็นหนึ่งในอาชีพที่ประเทศไทยอนุญาตให้คนงานจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถทำได้   อีกทั้งคนไทยโดยส่วนใหญ่เองก็ไม่นิยมทำงานบ้าน เพราะมีทัศนคติในเชิงลบว่าอาชีพดังกล่าวเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย  ไม่อยากรับใช้ใคร  เป็นต้น   ทำให้มีคนงานจากประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะประเทศพม่าที่หนีภัยจากการสู้รบเข้ามาทำงานบ้านในไทยเป็นจำนวนมาก   “หมวยแลง”  ก็เช่นกัน

หมวยแลง   เป็นชาวไทใหญ่ที่เกิดและเติบโตในเมืองแสนหวี  รัฐฉาน  ประเทศพม่า เข้ามาทำงานในประเทศไทยตั้งแต่อายุ  16 ปี  จนปัจจุบันอายุ 29 ปีแล้ว เหตุที่ต้องอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพราะบ้านเมืองไม่สงบ มีการสู้รบระหว่างทหารไทใหญ่กับทหารพม่าอยู่ตลอด  เธอเล่าว่า   “พ่อแม่ไม่อยากให้เราอยู่ที่นั่น เพราะไม่ปลอดภัยเลย เด็กสาวๆ เวลาเข้าไปทำไร่  ก็จะถูกทหารพม่าจับข่มขืนเป็นประจำ  ส่วนผู้ชายก็ถูกบังคับให้ขนของ  เป็นแรงงาน”     ทหารพม่าจะเข้ามาคุกคามตลอดเวลา  บางครั้งก็มารีดไถเก็บเงิน บางครั้งก็เข้ามาเอาผลผลิตที่เราปลูกไป  ทำให้การดำเนินชีวิตไม่เป็นปกติสุขนัก     พ่อแม่ของหมวยแลงอพยพเข้ามาทำงานในประเทศไทยก่อน  มาทำงานก่อสร้างแถวฝาง   หลังจากนั้นก็ส่งเงินให้หมวยแลงกับน้องสาวเพื่อจ่ายให้แก่นายหน้าตามมาทำงานในประเทศไทย  

“ตอนที่อพยพมาลำบากมากเพราะต้องเดินรอนแรมในป่าเขา    เราไม่รู้เลยว่า นายหน้าพาเราไปอยู่ที่ไหน  เมื่อเราเดินเข้าไปในป่าเราไม่รู้ว่าอยู่ไหน  จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะหนีไปก็ไม่ได้  เขาให้เราข้ามน้ำเราก็ต้องไป  ใครว่ายน้ำไม่เป็นก็ต้องไป   เขาให้เราปีนเขาเราก็ต้องปีน เหมือนชีวิตขึ้นอยู่กับเขาแล้ว  วันหนึ่งกินข้าวแค่มื้อเดียว   มื้อหนึ่งแค่คนละ 2 คำ  นอนในป่ารก   ป่าช้าก็ต้องนอน   นายหน้ามีทั้งคนไทย และพม่าเขาส่งต่อกัน “

เมื่อมองกลับไปเธอก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า “มีชีวิตรอดมาได้อย่างไร”    เพราะสภาพตอนนั้นคือนายหน้าทั้งคนพม่าและคนไทยจะเอารัดเอาเปรียบคนงานมาก  ต้องจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐและนายหน้าตามรายทางรวมแล้วคนละ หมื่นกว่าบาท    คนที่อพยพมาพร้อมกันเป็นเด็กสาวรุ่นเดียวกับหมวยแลง   ถ้าใครไม่มีเงินจ่ายค่านายหน้าก็จะถูกนายหน้าข่มขืน   แล้วก็เอาไปทำงานในร้านอาหาร และคาราโอเกะ  ส่วนหมวยแลงยังโชคดีที่มีพ่อแม่อยู่ฝั่งไทย นายหน้าสามารถไปเก็บเงินได้เมื่อไปถึงฝั่งไทย

ก่อนเป็นแม่บ้าน ทำงานลำบาก ฝึกเรียนภาษาไทยเอง                            

ช่วงแรกๆ หมวยแลงอยู่ในแคมป์คนงาน  และทำงานก่อสร้างกับพ่อแม่  อยู่แถวฝางประมาณ 2 ปี  ก็ย้ายมาทำงานในโรงงานกระดาษสาแถวสันกำแพง   แต่ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบมาก  ย้อนหลังไป 10 ปีก่อนได้เงินเดือนเพียงแค่เดือนละ 750 บาท  แถมยังต้องทำงานบ้านให้นายจ้างด้วย  สภาพชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างยากลำบาก  ต้องนอนในห้องเก็บของ  เก็บดอกไม้ริมถนนสายสันกำแพงมาทำกระดาษสา  ซึ่งเธอจะกลัวรถบนถนนเส้นนั้นมากเพราะแล่นเร็วมาก    สุดท้ายทนไม่ไหวเลยปีนรั้วหนีออกจากโรงงาน   หลังจากนั้นก็เปลี่ยนงานอีกหลายที่กว่าจะได้มาทำงานเป็นแม่บ้านให้นายจ้างฝรั่งในปัจจุบัน 

หมวยแลงเล่าว่าชีวิตการทำงานในเมืองไทยแม้ว่าจะยากลำบากอย่างไร  แต่ก็ยังถือว่าดีกว่าอยู่ในประเทศพม่ามาก   และยังสามารถเก็บเงินให้พ่อแม่สร้างบ้านได้  นี่คือสิ่งที่ภูมิใจมาก     เพราะถ้าอยู่ในพม่าต่อให้เรียนจบมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถทำงานราชการได้ง่ายๆ  เพราะจะต้องมีเส้นสาย  ส่วนใหญ่งานราชการจะมีแต่คนพม่าเท่านั้นที่ทำได้  แต่ถ้าเป็นคนไทใหญ่จะลำบาก  นอกจากไปทำงานภาคเอกชนเอง   แต่ก็ต้องต่อสู้หนัก 

เริ่มเรียนภาษาไทยเพราะเราคิดว่ามันจำเป็น ไม่ว่าเราจะไปทำบัตร  เดินทางไปไหนมาไหน  ไปซื้อของให้เจ้านาย  ไปโรงพยาบาล  เราต้องรู้ภาษาไทย  เริ่มฝึกภาษาไทยก็ในแคมป์ก่อสร้าง มีคนมาสอนหนังสือให้คนงานในแคมป์ เรียนแค่เดือนเดียว  หลังจากนั้นก็เรียนเอง  ไปซื้อหนังสือในตลาดนัดมาอ่านเอง  เป็นแบบเรียน ก ไก่  ข ไข่   เมื่อก่อนยังไม่รู้จักยูทูป  ก็เรียนจากการฟังเพลงไทย  ดูหนัง อ่านหนังสือ อ่านป้ายร้าน ดูเมนูอาหาร แล้วก็กลับมาฝึกเขียน  จนสามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้  ถึงตอนนี้หมวยแลงสามารถไปสำนักงานจัดหางานโดยที่นายจ้างไม่ต้องไปด้วยแล้ว    จัดการเอกสารได้ด้วยตนเองเพียงแค่ให้นายจ้างเซ็นให้เท่านั้น

อาชีพแม่บ้าน เราทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ในมุมมองของตัวเองไม่คิดว่าอาชีพแม่บ้านเป็นอาชีพที่ต่ำต้อย   เป็นอาชีพที่ทำให้เรามีเงินเก็บ  อยู่กับนายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าบ้าน  ค่ากิน  ก็ดีกว่าทำงานร้าน หรือไปกลับ  และงานบ้านก็เป็นสิ่งที่เราถนัดอยู่แล้ว ผู้หญิงทุกคนทำเป็น  แต่จะทำอาชีพนี้ได้   เราต้องท่องคาถานี้ด้วย  คือขยัน อดทน ซื่อสัตย์ถึงจะอยู่ได้”

หมวยแลงบอกว่าแต่ก็มีความเหน็ดเหนื่อย ท้อใจบ้าง  เช่นเรื่องการปรับตัวในวัฒนธรรมที่แตกต่าง  เพราะนายจ้างสามีเป็นฝรั่ง  ภรรยาเป็นไทย  จึงต้องฝึกทำอาหารทั้งไทยและฝรั่งให้เจ้านาย    ขณะเดียวกันเธอก็ต้องทำให้นายจ้างเข้าใจวัฒนธรรมของชาวไทใหญ่ด้วย  เทศกาลสำคัญที่คนไทใหญ่ให้ความสำคัญจะมีปอยส่างลอง  ปีใหม่ไต สงกรานต์ และวันพระก็จะต้องเข้าวัดทำบุญ  แรกๆ นายจ้างจะไม่เข้าใจก็จะไม่ให้หยุดในวันเหล่านี้   เธอเองก็เกรงใจ  แต่เมื่ออยู่ไปหลายปี  เริ่มทำความเข้าใจกับนายจ้างว่าทำไมต้องไป   นายจ้างก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น และอนุญาตให้หยุดได้  และฝากเงินไปทำบุญด้วย     เราต้องพยายามทำให้นายจ้างเข้าใจเรา  ต้องพูดหลายครั้ง  เช่นเราต้องได้สิทธิวันหยุด  คนทำงานบ้านได้วันหยุดอาทิตย์ละครั้ง  ลาคลอด ลาป่วยได้    

นอกจากนี้นายจ้างดีก็มี นายจ้างไม่ดีก็มีมากแล้วแต่โชคเหมือนกัน   นายจ้างคนก่อนจะไม่ค่อยให้หยุดงาน  วันสำคัญของชาวไทใหญ่ก็ไม่ได้หยุด     “เจ้านายบางคนมีอคติกับเรา มองว่าเราเป็นคนไทใหญ่    จะพูดจาหยาบๆ กับเราในเชิงดูถูก  ถ้าเจอแบบนั้นก็พยายามไม่พูดกับเขา   ไม่ใช้อารมณ์  ถ้าทนไม่ไหวก็ลาออก”   

หมวยแลงบอกว่าเวลาจะดูว่านายจ้างดีหรือไม่   จะดูว่านายจ้างสอนลูกตัวเองอย่างไรในการปฏิบัติต่อลูกจ้าง   บางคนก็จะสอนลูกดี  แต่บางคนเห็นคนทำงานเป็นคนใช้ เหมือนทาส    ตนเองไม่ชอบ  เพราะเราเป็นคนเหมือนกัน  เรามีหน้าที่ทำงาน  แล้วเราก็รู้จักหน้าที่ของเราอยู่แล้ว     เมื่อก่อนเคยทำงานกับนายจ้างคนหนึ่งต้องนอนในห้องเก็บของ ในที่แคบๆ  มีเบาะแข็ง ๆ กับผ้าใบบางๆ อันหนึ่ง    “ เขามีกุญแจห้องเรา  เราต้องใช้ห้องน้ำกับลูกชายเขา    แล้วนายจ้างก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน  กลางคืนก็ไม่ค่อยอยู่   ทำให้รู้สึกระแวงตลอด”  บางครั้งหิวข้าวมาก แต่ก็ต้องรอเจ้านายกินเสร็จก่อน  กับข้าวก็เหลือไม่มาก  ที่นั่นเราจะอยู่ไม่นาน ก็ต้องลาออก 

เมื่อถามถึงทัศนคติของคนไทยที่มีต่อคนงานไทใหญ่ว่าในปัจจุบันดีขึ้นหรือไม่  หมวยแลงตอบว่าไม่ได้เปลี่ยนไปแล้วแต่คนมากกว่า   เพราะยังคงมีคนที่มีอคติต่อชาวไทใหญ่อยู่เช่นเดิม  เช่นมองว่ามาแย่งงานคนไทยทำก็ยังคงมองอยู่แบบนั้น   เขาไม่ได้มองว่างานที่คนงานทำเป็นงานภาคบริการ  งานใช้แรงงานที่คนไทยเองก็ไม่อยากทำ    แต่คนที่มีทัศนคติที่ดีก็มี    “ถ้าเราไปอยู่ในพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่ทำงาน เช่นไปเที่ยวห้าง  ไปโรงพยาบาล   ก็ยังมีคนมองเรามองด้วยสายตาที่ดูถูกอยู่     ถามว่าเราเสียภาษีหรือไม่    ทั้งๆ ที่เราไปสถานที่แบบนั้นเราก็จ่ายเงินเหมือนกัน”

นอกจากนี้ปัจจุบันคนไทใหญ่บางคนก็ยังไม่กล้าใส่ชุดไทใหญ่ออกมาเดินถนน  เพราะเขากลัวจะถูกจับ  ถูกรังแก โดยเฉพาะที่คนที่ยังไม่ได้ทำบัตร   ไม่มีใบขับขี่   บางคนจึงเอาชุดไทใหญ่ไปเปลี่ยนในวัด ในวันที่ต้องทำบุญตามประเพณี  

แม้ว่าอาชีพแม่บ้านจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไม่ต่างจากอาชีพอื่น   แต่หมวยแลงก็ไม่ได้คิดจะเป็นแม่บ้านไปตลอดชีวิต  เธอยังมีความใฝ่ฝันที่จะกลับไปอยู่บ้านเกิดของตัวเอง  เพราะอยากกลับไปดูแลพ่อแม่  และเก็บเงินก้อนหนึ่งสำหรับเปิดร้านขายของที่บ้าน     “ตอนแรกตั้งใจว่าจะกลับต้นปีนี้  แต่พ่อกับแม่ยังไม่ให้กลับไป บอกว่าทหารพม่ายังอยู่  และกลัวว่าลูกสาวกลับไปแล้วจะไม่ปลอดภัย”        ทำให้เธอต้องต่ออายุการทำงานต่อไปอีกจนกว่าบ้านเมืองจะสงบ. 

หมวยแรงกับแม่: 

 

 


ภาพถ่ายและคำบรรยายของหมวยแรงที่ร่วมแสดงนิทรรศการภาพเล่าเรื่อง จัดแสดงในงานวันแรงงานย้ายถิ่นสากล (แรงงานข้ามชาติสากล) ระหว่างวันที่ 16-17 ธันวาคม 2559 ณ สำนักงานบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

หมวยแลง  ประธานกลุ่มแรงงานสามัคคี  (WSA)

อาชีพ แม่บ้าน ทำงนมาแล้ว 11 ปี

อนาคตและความใฝ่ฝัน อยากเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง และช่วยเหลือชุมชน

 

ทำงานบ้านดูหนังไปด้วยได้ฝึกภาษาทั้งไทยและอังกฤษ
 

หัดทำอาหารฝรั่งให้นายจ้าง

ต้องหาอุปกรณ์ป้องกันน้ำมันกระเด็นเอง

ทำงานทั้งในบ้าน และงานสวนด้วย

ล้างห้องน้ำมีสารเคมี บางทีนายจ้างก็คิดไม่ถึง ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันให้

ไปเที่ยวห้าง อยากขายของแบบนี้บ้าง

คุณอาจสนใจ

ปรับขนาดตัวอักษร:

ผู้เข้าชมมากที่สุด
จากพระเจ้าอโศกถึงชาวเมืองน่าน ว่าด้วยความใจกว้าง
 เข้าชม: 15,926 ครั้ง  |   วันที่ : 5 มีนาคม 2558 - 10:26 น.