1.ใครคือโบเรย์: ชายชาวกัมพูชาวัยกลางคน อาศัยอยู่ในเมืองเสียมเรียบ ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก "เชือง โบเรย์ (Chhoeung Borey)” เจ้าของเพจข่าวไทยปลอมกว่า 50 เพจเพียงคนเดียว
2.เครือข่ายทำอะไร: ใช้บอทอัตโนมัติ, Phone Farm, และ VPN ปั่นเนื้อหาคลิกเบตหลอกล่อคนไทยให้คลิกเข้าเว็บไซต์ปลายทาง เพื่อโกยรายได้จากโฆษณาและข้อมูลผู้ใช้
3.กระทบคนไทยอย่างไร: สร้างข่าวปลอมสร้างความตื่นตระหนก (เช่น ข่าวลือปิดปั๊มน้ำมัน, ตัดสิทธิ์สวัสดิการ) แย่งชิงทราฟฟิกและเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อไทยแท้ และเคยถูกใช้ปั่นข่าวเข้าข้างกัมพูชาช่วงเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
4.ตัวเลขน่าสนใจ: 38-50 เพจ ผู้ติดตามรวมกว่า 2.2 ล้านคน / 15,333 โพสต์ เฉลี่ยกว่า 413 โพสต์ต่อวัน / รายได้จากคอร์สสอนเทคนิคนี้ราคา $100 ต่อคน

ว่ามีการใช้ข่าวปลอมที่เครื่องมือสำคัญในการดึงความสนใจ
ทุกวัน มีพาดหัวข่าวลักษณะนี้ปรากฏขึ้นพร้อมกันในฟีด Facebook (เฟสบุ๊ค) ของคนไทยนับล้านคน ภาพเปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชน คู่กับพาดหัว
“ด่วน! ฮ.ชนกันเสียชีวิต 6 ราย พบนักร้องดังเป็นหนึ่งในผู้โดยสาร..”
และลิงก์ “ดูเพิ่มเติม” ที่ซ่อนอยู่ในคอมเมนต์ใต้โพสต์ ทุกครั้งที่มีคนคลิกเข้าไปอ่าน ข้อมูลการใช้งานและความสนใจของพวกเขาจะถูกส่งเข้าสู่ระบบประมูลโฆษณาโดยอัตโนมัติ โดยที่เจ้าของข้อมูลแทบไม่รู้ตัว
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ข่าวปลอม” (Fake News) ธรรมดา แต่มันคือโครงสร้างที่หล่อเลี้ยงข่าวปลอมที่มีอยู่ในระบบนิเวศการรับข่าวสารของคนไทย จากการสืบสวนในเชิงลึกของประชาธรรม เราพบว่าเนื้อหาจำนวนมากที่ออกแบบมาเพื่อขโมยความสนใจหรือที่เรียกกันว่าเป็นเนื้อหาประเภทคลิกเบต (Clickbait) และเนื้อหาเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาจากเพจเฟสบุ๊คที่อ้างว่าเป็นสำนักข่าวท้องถิ่น ในช่วงเวลาพร้อมๆ กันหรือใกล้เคียงกันอย่างน้อย 38 เพจ และทั้งหมดน่าจะจัดการโดยชาวกัมพูชาเพียงแค่ 1 คน
1.ใครคือชาวกัมพูชา 1 คนนั้น
จากการสืบสวนของประชาธรรม เราพบหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่าเพจข่าวท้องถิ่นที่ใช้ภาษาไทยทั้ง 38 เพจนั้น มีเจ้าของเพียง 1 คน คือชาวกัมพูชาที่ใช้ชื่อในเฟสบุ๊คว่า “Chhoeung Borey” หรือในภาษากัมพูชาว่า “ឈឿង បូរី” หรืออ่านว่า “เชือง โบเรย์” ในภาษาไทย
ผู้ชายชาวกัมพูชาวัยกลางคนเพียงคนเดียวนี้สามารถจัดการเพจ “ข่าวไทย” กว่า 38-50 เพจที่มีผู้ติดตามรวมกันแล้วกว่า 2.2 ล้านคนได้ยังไงกัน เขาคือใครกันแน่? ในส่วนนี้ของเนื้อหาจะพยายามอธิบายที่มาที่ไปของสิ่งที่เขาทำที่เรียกกันว่า “MMO” และวิธีการที่เขาใช้ในการจัดการ “ฟาร์มเพจปลอมของข่าวไทย”

หลักฐานชิ้นแรกและเป็นหลักฐานสำคัญที่เราพบคือ โพสต์เฟสบุ๊คของเขาเอง ที่โพสต์ไว้เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 โดยเราคาดว่าเป็นภาพจากโปรแกรม Google ชีต รวบรวมข้อมูลของเพจที่เขาเป็นเจ้าของ โดยหากนับจากในภาพจะพบว่ามีทั้งหมดประมาณ 30 เพจ และในคำอธิบายภาพได้เขียนอธิบายเอาไว้ว่า เขามีเพจเฟสบุ๊คไทยอยู่ทั้งหมด 30 เพจ โดยแบ่งออกเป็นเพจที่เข้าเกณฑ์การสร้างรายได้จากเนื้อหาของเฟสบุ๊ค (Content Monetization) และ เพจที่ยังไม่เข้าเกณฑ์[1]
Page Thai មាន 30 pages ទាំង Bonus ទាំង CM និងអត់មានមុខងាររកលុយពី Facebook (អូសវេបសាយ) ខ្ញុំនៅប្រើប្រាស់ធម្មតា។
(คำแปล) เพจไทยมีทั้งหมด 30 เพจ รวมทั้งโบนัสและ CM แล้ว และไม่มีฟีเจอร์สร้างรายได้จาก Facebook (แนวลากลิงก์เข้าเว็บไซต์) ตอนนี้ผมยังใช้งานตามปกติครับ
เขายังได้อธิบายเพิ่มเติมว่าเพจที่ยังไม่เข้าเกณฑ์การได้รับเงินจากเฟสบุ๊คจะถูกใช้ในการทำหน้าที่หลักเพื่อดึงคนดูเข้าไปยังเว็บไซต์ที่เขาสร้างเอาไว้ ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เขาได้ติดตั้งระบบการขายอย่างน้อย 2 ชั้น อย่างการขายโฆษณาและการขายข้อมูลคนเข้าเว็บไซต์
โดยในคำบรรยายของเขาเอง เขายังแอบหยอดมุขว่าตัวเองนั้นไม่ได้มีอคติหรือเหยียดเชื้อชาติไหนเลย โดยเฉพาะกับคนไทยเพราะว่าเขาได้ทำเงินจาก “เนื้อหา” ภาษาไทยมาเป็นจำนวนมากแล้ว
“ខ្ញុំមិនរើសអើងជាតិសាសន៍ណាទេ ពិសេសថៃ ព្រោះកើបលុយពី Content Thai មកច្រើនណាស់”
(คำแปล) ผมไม่ได้เหยียดเชื้อชาติไหนเลย โดยเฉพาะคนไทย เพราะผมโกยเงินจากคอนเทนต์ไทยมาเยอะมากแล้ว
และจากการสืบค้นขยายต่อ ทำให้ในปัจจุบันทางประชาธรรมคาดว่าใน “ฟาร์มเพจข่าวสารภาษาไทย” ของเขาในขณะนี้น่าจะมากกว่า 50 เพจแล้ว โดยอ้างอิงคำพูดของเขาเองจากโพสต์เฟสบุ๊คที่เขาเคยออกมาเปิดเผยไว้ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569
សល់ផេកចោរសៀមជាង 20 pages ទៀតអត់ធ្លាក់ CM សោះ បើធ្លាក់មកគ្រប់ផេក បានសរុបជាង 50 pages កើបលុយស្រួលបាត់
โดยในคำบรรยายในโพสต์แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า
ยังเหลือเพจพวกโจรเซียม (สยาม) อีกกว่า 20 เพจ ที่ยังไม่ผ่าน CM (In-stream Ads) สักที ถ้าผ่านทุกเพจนะ ได้รวมกันตั้ง 50 กว่าเพจ โกยเงินสบายใจเลย

โดยระบุเอาไว้ว่าในปัจจุบันเขามีเพจ “ไทย” แล้วกว่า 50 เพจ
แม้เขาจะโพสต์ว่ามีจำนวนกว่า 50 เพจ แต่จากการสืบสวนของประชาธรรมเราสามารถระบุเพจได้เพียง 38 เพจโดยอาศัยรายชื่อจากภาพที่ 2 และการค้นเพิ่มเติมจากเพจอื่นๆ ที่มีการใช้ข้อความลักษณะเดียวกันและโยงไปยังเว็บไซต์ภายนอกเหมือนๆกัน คือเว็บไซต์ที่ใช้ชื่อว่า “https://bth18.site” และ “https://dailycth.site” โดย 2 เว็บไซต์นั้นมีการผูกโยงกันด้วย 1 รหัสบัญชีผู้ลงโฆษณาของ Google AdSense เดียวกันเท่านั้น นั้นทำให้เข้าใจได้ว่าเงินที่ได้จากทั้งการขายโฆษณาและข้อมูลของผู้ใช้ถูกส่งไปยังบัญชีเพียงบัญชีเดียว และแม้จะไม่สามารถโยงบัญชีนั้นกลับไปยังโบเรย์ได้ แต่ด้วยหลักฐานในโพสต์เขาเองก่อนหน้าทำให้เชื่อได้ว่าเครือข่ายทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้การดูแลของเขา

1.1 เจาะลึกเว็บไซต์ปลายทาง: dailycth.site และ bth18.site
จากภาพที่ 4 ที่แสดงให้เห็นว่าเพจทั้ง 38 เพจโยงไปยัง 2 เว็บไซต์เท่านั้น ทีมประชาธรรมได้ตรวจสอบย้อนกลับไปยังลิงก์ “…ดูเพิ่มเติม” ที่แอดมินเพจแต่ละเพจโพสต์ไว้ในคอมเมนต์ใต้เนื้อหาด้วยตัวเอง (ตามเทคนิคที่ 2 ในหัวข้อ 3.6) และพบว่าปลายทางของลิงก์เหล่านั้นคือเว็บไซต์ dailycth.site (“Daily CTH”) และ bth18.site (“NEWS COJ”) ซึ่งเป็นจุดยืนยันเส้นทางของทราฟฟิกจากเพจเฟสบุ๊คไปสู่เว็บไซต์ทำเงินได้อย่างสมบูรณ์ ทีมงานจึงเก็บหลักฐานเชิงลึกของเว็บไซต์ทั้งสองเพิ่มเติม และพบความเชื่อมโยง 3 ชั้นที่ชี้ว่าทั้งสองเว็บไซต์อยู่ภายใต้ผู้ดำเนินการรายเดียวกัน

ชั้นที่ 1: โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ทั้งสองโดเมนจดทะเบียนผ่านผู้ให้บริการรายเดียวกัน (NameCheap) ตั้งอยู่บน hosting ในช่วง IP เดียวกัน (63.250.43.0/24) และใช้ nameserver ระบบอีเมล รวมถึงปลั๊กอินแทรกโฆษณา (ad-inserter) แบบเดียวกันทุกประการ
ชั้นที่ 2: บัญชีโฆษณาและบัญชีผู้เขียนเดียวกัน — จุดเชื่อมที่แข็งแรงที่สุด ทั้งสองเว็บไซต์แสดงโฆษณา Google ผ่านรหัสผู้รับเงิน (AdSense Publisher ID) เดียวกันคือ ca-pub-4325981666067027 ซึ่งหมายความว่ารายได้โฆษณาจากทั้งสองเว็บไหลเข้าบัญชีเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าทั้งสองเว็บไซต์มีบัญชีผู้เขียน (WordPress user) ชื่อ skyward169 เป็น user id หมายเลข 1 เหมือนกันทั้งคู่ และเมื่อตรวจสอบค่าแฮช Gravatar ของอีเมลที่ผูกกับบัญชีนี้ พบว่าเป็นค่าแฮชเดียวกันทั้งสองเว็บไซต์ ซึ่งยืนยันว่าอีเมลเดียวกันเป็นผู้สร้างบัญชีทั้งสองเว็บ แม้ข้อมูลเจ้าของโดเมนจะถูกซ่อนไว้ด้วยระบบความเป็นส่วนตัวก็ตาม

ชั้นที่ 3: พฤติกรรมและเนื้อหาที่ซ้ำกัน จากการเปรียบเทียบบทความ 462 ชิ้นบน dailycth.site กับ 966 ชิ้นบน bth18.site พบบทความที่เหมือนกันทุกตัวอักษร 8 ชิ้น หัวข้อข่าวซ้ำกัน 19 ชิ้น และเนื้อหาที่ใกล้เคียงกันมาก (ปรับคำเล็กน้อย) อีก 84 ชิ้น เช่น ข่าวทำนายราคาทองคำ ข่าวจังหวัดที่ฝนตกหนัก และราคาน้ำมันประจำวัน นอกจากนี้ทั้งสองเว็บไซต์ยังโพสต์เนื้อหาในช่วงเวลาเดียวกันของแทบทุกวัน คือราว 09:00-11:00 น. ตามเวลาไทย ซึ่งสอดคล้องกับการใช้ระบบตั้งเวลาโพสต์อัตโนมัติของผู้ดำเนินการรายเดียว
หลักฐานทั้ง 3 ชั้นนี้ เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งสองเว็บไซต์คือปลายทางของลิงก์ที่แอดมินเพจในเครือข่ายของโบเรย์โพสต์ไว้เอง ทำให้ยืนยันได้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบทำเงินเดียวกันกับเครือข่ายเพจข่าวไทยปลอม
1.1 MMO วิถีการโกยเงิน (កើប) ในโลกออนไลน์ที่นิยมกันในประเทศกัมพูชา?
หากดูในเฟสบุ๊คของโบเรย์เองจะพบว่าเขาคือหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์ของประเทศกัมพูชาเนื่องจากมีผู้ติดตามมากกว่า 96,000 คน และเนื้อหาที่เขามักจะโพสต์ในเฟสบุ๊คของเขาอยู่เป็นประจำคือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการทำ “MMO” หรือ Make Money Online[2] โดยแปลแบบตรงๆ ว่าเป็นการหาเงินจากอินเตอร์เน็ต และวิธีการที่เขาใช้เป็นเพียงหนึ่งในหลากหลายวิธีที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แต่วิธีการที่ทางโบเรย์เชี่ยวชาญและพยายามที่จะเผยแพร่ผ่านการขายคอร์สโดยเขาเรียกว่า “Basic Website & Ad Network” ซึ่งเริ่มตั้งแต่ 1) การสร้างเว็บไซต์ผ่านระบบ WordPress ตั้งแต่การสอนซื้อ Domain, เช่า Hosting, ใช้ cPanel, ติดตั้ง WordPress, ปลั๊กอิน, ธีม, การทำระบบ Backup และการแก้ปัญหาเมื่อโดนแบน URL (Block URL/Domain) 2) การติดโค้ดโฆษณา (Ad Networks) ตั้งแต่วิธีสมัคร ยื่นขออนุมัติ และนำโค้ดโฆษณาจากเครือข่ายต่างๆ มาแปะบนเว็บ รวมถึงระบบการถอนเงิน (Payment Gateways) และ 3) การหาทราฟฟิก (Traffic Methods) นี่คือหัวใจสำคัญของคอร์ส โดยสอนวิธีบริหารจัดการบัญชีเฟซบุ๊ก (Facebook Accounts) และการจัดการเพจ (Pages Management) เพื่อทำอย่างไรก็ได้ให้ระบบเฟซบุ๊กนำเสนอโพสต์ (Suggest Post) แล้วดันคนคลิกลิงก์จากเพจเฟซบุ๊กเข้าไปอ่านเนื้อหาบนเว็บให้มากที่สุดเพื่อสร้างยอดวิวจากโฆษณา

หลักสูตรการหาเงินออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของโบเรย์นี้มีค่าสมัครเรียนจำนวน 100 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,500-3,600 บาท โดยเขายังเน้นย้ำว่า “คอร์สนี้เหมาะสำหรับผู้ที่รู้วิธีทำเพจ หรือมีเพจเหลือทิ้งไว้เป็นจำนวนมากเท่านั้น ไม่ใช่คอร์สสำหรับมือใหม่” ซึ่งวิธีการแบบนี้มักจะถูกเรียกว่า Content Farming (คอนเทนต์ฟาร์ม)[3] หรือการผลิตเนื้อหาจำนวนมากในเวลาสั้นๆ เพื่อสร้างรายได้เป็นหลัก
แต่นอกเหนือจากการขายหลักสูตรออนไลน์แล้ว โบเรย์ยังมีการเปิดรับคนให้เข้ามาร่วมทำงานกับเขาอยู่บ่อยครั้งอย่างเช่นในโพสต์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569

โดยในเนื้อหาของโพสต์นี้โบเรย์กำลังประกาศหาสมาชิกและอวดความสำเร็จของ “AU Team (CM)” หรือ ทีมการสร้างรายได้จากการสร้างเนื้อหาไปยังผู้ชมในประเทศออสเตรเลีย ในทีมนี้มีสมาชิกกว่า 14 คนและคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่ใช้หาเงินจากเนื้อหาที่เผยแพร่บน เฟสบุ๊คโดยใช้กลไก Content Monetization[4] ที่พุ่งเป้าไปยังคนดูจากประเทศออสเตรเลีย โดยในแชทยังมีการพูดถึงเงินโอนจาก ธนาคารออสเตรเลีย ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมของคนทำสาย MMO/Content Farm ในประเทศที่เฟสบุ๊ค ไม่เปิดให้สร้างรายได้โดยตรง พวกเขาอาจะจะใช้บัญชีธนาคาร หรือตัวแทนรับเงิน (Payout) ที่ตั้งอยู่ในประเทศที่รองรับระบบโฆษณาเต็มรูปแบบ เช่น ออสเตรเลีย เพื่อรับเงินดอลลาร์ก่อนจะทำการโอนกลับเข้ามากระจายจ่ายให้ทีมงานในกัมพูชาอีกครั้ง

ย่อยที่เขาสร้างขึ้นในแอปเทเลแกรม (Telegram)
นอกจากประเทศออสเตรเลียแล้วก็ยังมีกลุ่มที่เล่งไปยังผู้ชมในประเทศสหรัฐอเมริกา ทางโบเรย์ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เขาเรียกว่า “Team VIP (Web)” ที่เขาโพสต์อธิบายไว้เองว่า
สำหรับพี่น้องที่อยากเข้าร่วมกลุ่มหาเงินผ่านเว็บไซต์กับผมในวันพรุ่งนี้ โปรดตรวจสอบเงื่อนไขให้ชัดเจนก่อน
จะนำมาใช้สร้างเว็บไซต์ สิ่งที่ต้องตรวจสอบมีดังนี้ครับ
1. ต้องเป็นเพจที่มีกลุ่มคนดูหลักเป็นสหรัฐอเมริกา (Fan Top USA) ตั้งแต่ 50% ขึ้นไป
2. จำนวนผู้ติดตาม (Followers) ตั้งแต่ 5K – 20K คน ไม่จำเป็นต้องใช้เพจใหญ่เกินไป
3. จำนวนเพจต้องมีอย่างน้อย 30 เพจขึ้นไป (หากจำนวนไม่ครบจะไม่รับเด็ดขาด)
วันพรุ่งนี้ผมจะลงลิงก์ Form ให้กรอกข้อมูลเพื่อคัดเลือก โดยในระยะแรกจะรับจำกัดเพียง 50 คนเท่านั้น
หมายเหตุ: ไม่ว่าจะทำเว็บเป็นหรือไม่เป็นก็สามารถเข้าร่วมได้ทั้งหมด
เพราะผมจะสอนตั้งแต่ศูนย์จนเข้าใจง่ายเหมือนเรื่องเด็ก ๆ เลยครับ
หลักฐานจากการขยายหลักสูตรหรือขายคอร์ส MMO ของโบเรย์และเครือข่าย รวมถึงวิธีการที่เขาประกาศรับสมัครสมาชิกเครือข่าย ทั้งทีมที่ทำงานในกลุ่มของประเทศสหรัฐและออสเตรเลีย เผยให้เห็นถึง การพัฒนาของธุรกิจปั่นทราฟฟิกข้ามพรมแดน ที่มุ่งเน้นการลากผู้เข้าชมจากเฟสบุ๊ค ไปยังเว็บไซต์ภายนอกเพื่อโกยรายได้จากเครือข่ายโฆษณา (Ad Networks)
โดยในส่วนของแชทลับ Telegram วงในที่มีสมาชิกเพียง 14-16 คน สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอดเวลา และพัฒนาแนวทางเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบของแพลตฟอร์ม
ยิ่งไปกว่านั้นโบเรย์ ยังได้กำหนดเงื่อนไขในการคัดเลือกทีมงานที่เข้มงวดและจำเพาะเจาะจงอย่างยิ่ง โดยบังคับให้ผู้สมัครต้องมี
“เครือข่าย” เพจในมืออย่างน้อย 30 เพจ และยังต้องเป็นเพจขนาดกลางที่มีผู้ติดตาม 5K – 20K คน แต่ที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสัดส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเป็นอันดับต้นๆ อย่าง เพจที่ต้องมีเป็นชาวอเมริกัน (Fan Top USA) มากกว่า 50% ขึ้นไป
กลยุทธ์นี้ของโบเรย์สะท้อนถึงการจงใจเลือกใช้บัญชีขนาดกลางที่ระบบ AI ของ Meta อาจะยังไม่เพ่งเล็งเข้มงวด นำมาเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงในการ “แป๊ะลิงก์” เพื่อไม่ให้ถูกตรวจพบว่าเข้าข่ายการทำสแปม ในขณะเดียวกันก็สามารถตักตวงเงินโฆษณาจากความสนใจของคนในประเทศเป้าหมายได้ในอัตราค่า CPM[5] ที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ชมในประเทศตะวันตก
1.2 กลุ่มผู้สนใจทำ MMO ในกลุ่ม Telegram ของโบเรย์

นอกเหนือจากการโปรโมทให้คนใหม่ๆ ให้มาสนใจในการทำ MMO ผ่านเฟสบุ๊คของเขาเองแล้ว โบเรย์ยังได้สร้างกลุ่มในแอปพลิเคชัน Telegram ภายใต้ชื่อ “MMO CLUB ជែកកំសាន្ត (ហាមលក់ដូរ និងផ្សព្វផ្សាយល្បែង)” หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “MMO CLUB พูดคุยเพื่อความบันเทิง (ห้ามซื้อขาย และห้ามโฆษณาการพนัน)”
และ ณ วันที่ 19 มิ.ย. 2569 กลุ่มของเขามีสมาชิกแล้วกว่า 6,586 คน และกลุ่มนี้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ในช่วงเดือนมกราคมปี 2566 หรือกว่า 3 ปีแล้ว ภายในกลุ่มนี้ยังมีการเรียกโบเรย์ว่า “លោកគ្រូ” หรือ “ครู” ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่เขาพยายามนำเสนอในเฟสบุ๊ค ส่วนตัวที่เป็นการขายหลักสูตรการทำ MMO และคนที่อยู่ในกลุ่มกว่าครึ่งหมื่นคนนี้อาจจะแปลได้ว่าอาจจะเป็นคนที่เคยเรียนในหลักสูตรที่โบเรย์สร้างขึ้นมาหรือสนใจที่จะเรียน
จากการวิเคราะห์ของประชาธรรมเองผ่านข้อความที่สื่อสารกันภายในกลุ่มภายในเกือบ 42,500 ข้อความตั้งแต่ปี 2566 ถึง 2569 ทางประชาธรรมพบว่าสามารถจัดแบ่งเนื้อหาที่มีการพูดคุยกันในกลุ่มออกเป็น 6 หมวดใหญ่ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเทคนิคหรือวิธีการในการจัดการเพจเฟสบุ๊ค และเว็บไซต์ตามหลักสูตรที่โบเรย์ขายเอาไว้ อย่างเช่น
1.เทคนิคการเปลี่ยนเนื้อหาจากเพจอื่นมาใช้ในเพจใหม่ เช่น “ให้ตัดต่อเสียงต้นฉบับ แต่อย่าใส่เพลง” เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ “เนื้อหาที่ไม่ใช่ต้นฉบับ” (Unoriginal Content) ของเฟสบุ๊ค โดยถือเป็นสูตรสำเร็จของการปั๊มยอดวิวสำหรับคนที่ทำ Content Farm
2.เทคนิคการสร้างบัญชีเฟซบุ๊กปลอมให้ดูเหมือนอยู่ในต่างประเทศ เพราะในกลุ่มยังมีการซื้อขายเพจและบัญชีเฟซบุ๊ก โดยเฉพาะบัญชีที่มี “ที่ตั้งหลัก” (Primary Location) อยู่ในสหรัฐฯ โดยพวกเขาเรียกว่าเป็นพวก “โปรไฟล์ปลอม” (Fake Profile) และวิเคราะห์กันและช่วยเหลือกันเพื่อหาว่าทำไมเฟสบุ๊ค ถึงจับได้ เช่น แอดเพื่อนเยอะเกินไป หรือ IP ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แย่เกินไป
3.เทคนิคการใช้ VPN เพื่อหลบการตรวจจับของเฟสบุ๊ค ภายในกลุ่มยังมีการคุยกันเยอะมากเกี่ยวกับการใช้ VPN[6] อย่างโดยเฉพาะกับ Mysterium VPN, WireGuard โดยทำไปเพื่อทำให้ระบบเห็นว่าเป็นผู้ใช้งานอยู่ในสหรัฐฯ เพราะจะได้ค่าโฆษณาที่สูงกว่าการอยู่ในประเทศกัมพูชา[7] [8] [9]
4.เทคนิคการรับเงินจากต่างประเทศ ภายในกลุ่มมีการคุยกันถึงการใช้ Wise[10] [11] เพื่อใช้ในการสมัครบัญชีธนาคาร Wise เพื่อรับเงินโอนจาก Meta จากนั้นจึงย้ายเงินเข้าธนาคารในกัมพูชา เช่น ABA[12] โดยพยายามเสียค่าธรรมเนียมให้น้อยที่สุด
5.เทคนิคการตั้งค่าเฟสบุ๊ค เพื่อการเปิดรับรายได้จากโฆษณา, การรับมือกับบัญชีที่ “ไม่มีสิทธิ์” (Ineligible) / บัญชีที่โดนจำกัด และคำเตือนประเภท “ระวังให้ดี อาจโดนปิดช่องทางรับเงิน (Disable Payout)” โดยจะมีการสอนและบอกวิธีการปรับปรุงหรือแก้ไขปัญหาหากสมาชิกในกลุ่มเจอ
6.การแชร์เครื่องมือและแพลตฟอร์มอื่นๆ อย่างเช่น VPN, Chrome/Automation ระบบควบคุมบราวเซอร์อัตโนมัติ LDPlayer, sms-activate.org / textverified.com ซึ่งเป็นบริการรับ SMS ยืนยันเบอร์โทรศัพท์สำหรับบัญชีปลอม
โดยสรุปแล้วกลุ่ม MMO CLUB ใน Telegrame นี้คือ “เครือข่ายฟาร์มสร้างรายได้บนเฟสบุ๊ค หรือ MMO ของชาวเขมร” โดยสมาชิกในกลุ่มจะมีการตอบคำถาม แลกเปลี่ยนกันเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่โดยโบเรย์เอง ทั้งในเรื่องการปั๊มเนื้อหาหรือ
รีโพสต์คลิป Reels การบริหารเครือข่ายบัญชีอวตาร/บัญชีเก่าที่ตั้งพิกัดอยู่ในสหรัฐฯ ผ่าน VPN การทำยอดให้ผ่านเกณฑ์โปรแกรมโบนัส Reels และโฆษณาของ Meta และการถอนเงินผ่าน Wise เข้าสู่ธนาคารท้องถิ่น
นอกจากนี้โบเรย์ยังได้สร้างกลุ่มใหม่ขึ้นมาอีกกลุ่ม ภายใต้ชื่อ “Borey-Service (Buy & Sell)” ที่เขาใช้เป็นตลาดกลางเพื่อซื้อ-ขายเพจ บัญชีเฟสบุ๊ค

โดยสรุปแล้วโบเรย์คือชายในวัยกลางคนชาวกัมพูชา ที่อาศัยอยู่ในเมืองเสียมเรียบ และโบเรย์กำลังทำสิ่งที่เขาเรียกกันภายในกลุ่มว่า MMO หรือ Make Money Online ซึ่งคนภายนอกกลุ่มจะเรียกการทำแบบนี้ว่าเป็น Content Farming หากจะเรียกกันตามคำศัพท์ของนักทำการตลาดออนไลน์ และนอกเหนือจากการทำเองแล้วเขายังมีการสร้างหลักสูตรเพื่อสอนและเผยแพร่วิธีการที่เขาใช้ อีกทั้งยังมีการประกาศรับสมัครคนที่จะเข้ามาร่วมกันทำงานกับเขาอยู่บ่อยครั้ง โดยอาจจะมองได้ว่าเขาเป็นทั้ง “ครู” ที่เผยแพร่ศาสตร์ MMO ให้กับชาวกัมพูชา และยังน่าจะเป็นผู้ทำฟาร์มเนื้อหาขนาดใหญ่อีกคนหนึ่งในประเทศกัมพูชาอีกด้วย
2. ชายกัมพูชาเพียง 1 คน จัดการเพจข่าวไทยเกือบ 50 เพจ ได้ยังไงกัน?

จากข้อมูลระบบหลังบ้านและหลักฐานเชิงเทคนิคที่ประชาธรรมได้รวบรวมมาทำให้เราได้พบว่าโบเรย์เขาไม่ได้นั่งจัดการเพจเกือบ 50 เพจด้วยตัวเขาเองทีละเพจ แต่เขาทำหน้าที่เป็น “ผู้ควบคุมระบบ” ที่ผสมผสานวิธีการที่หลากหลายอย่างเช่น โปรแกรมการจำลองมือถือ (Phone Emulation) ระบบจัดการโพสต์และดูแลเพจอัตโนมัติ รวมไปถึงฮาร์ดแวร์อย่างฟาร์มมือถือ (Phone Box) เข้าด้วยกัน ทางประชาธรรมแบ่งวิธีการของเขาออกมาเป็น 4 ส่วนหลักๆ ที่ทำให้เขาสามารถควบคุมเครือข่าย “ฟาร์มเพจข่าวไทย” ที่ใหญ่ขนาดนี้ได้
2.1 กองทัพบอทอัตโนมัติ โรงงานปั๊มยอดวิว 24 ชั่วโมง

“มือใหม่วงการทำเว็บที่ใช้ Tool โพสต์อัตโนมัติ (Farmreel) ยุคนี้ไม่มีใครมานั่งหลังขดหลังแข็งโพสต์มือกันแล้ว!” ในภาพปรากฏหน้าจอจำลองระบบปฏิบัติการมือถือของโปรแกรม Farmreel ที่เปิดซ้อนกันอยู่กว่า 10 หน้าจอ ควบคุมบัญชีเฟซบุ๊กนับสิบแอคเคาท์พร้อม ๆ กัน
เบื้องหลังการทำงานของวิธีการนี้ คือการใช้โปรแกรม 2 ส่วนหลักๆ คือโปรแกรมจำลองมือถือแอนดรอยด์ อย่างเช่น LDPlayer[13] เข้ากับส่วนที่ 2 คือโปรแกรมสั่งการอัตโนมัติเฉพาะทางอย่าง “FARM REEL” หรือ “LD Tool Post Reel” ทำให้เขาสามารถเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวให้กลายเป็น “โรงงานผลิตยอดวิว” ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีกลไกตบตาซอฟต์แวร์ตรวจจับของ Meta ออกเป็น 3 ส่วนหลัก ดังนี้
1) ตบตาว่าเป็นมือถือคนละเครื่อง โปรแกรมจำลองมือถือแอนดรอยด์อย่าง LDPlayer ไม่ได้มีไว้แค่เปิดหลายบัญชี แต่ทำหน้าที่ “ปลอมแปลงอัตลักษณ์ของเครื่อง” (Device Spoofing) โดยระบบจะสุ่มแจก รหัสประจำเครื่อง (IMEI), รหัสการ์ดจอ, รหัสเน็ต และรุ่นมือถือ (เช่น Samsung, Xiaomi) ให้แต่ละหน้าต่างไม่ซ้ำกันเลย เพื่อหลอก AI ของ Meta ว่าบัญชีอวตารเหล่านี้ใช้งานอยู่บนโทรศัพท์คนละเครื่องกันจริง ๆ ไม่ใช่บอทที่รันจากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน
2) การใช้ Farm Reel เพื่อสร้างโรงงานปั๊มคลิปและกระจายเนื้อหา ระบบจะทำงานผ่านลูปคำสั่งอัตโนมัติ โดยดึงคลิปสั้น (Reels) หรือรูปภาพข่าวกระแสในไทยจากโฟลเดอร์กลาง แล้วสั่งให้บัญชีอวตารทั้งหมดกดอัปโหลดพร้อมกันทีละ 10–50 เพจ นอกจากนี้ยังมีการตั้งระบบ “หน่วงเวลาสุ่ม” (0 ถึง 60 วินาที) ไม่ให้โพสต์พร้อมกัน
3) การสร้าง “เฟสเขียว” หรือการเลี้ยงบอทเพื่อเลียนแบบพฤติกรรมคน หัวใจสำคัญที่ทำให้บอทกลุ่มนี้ไม่โดนแบน คือกิจกรรมตอนที่ไม่ได้โพสต์คลิป ซอฟต์แวร์จะสั่งให้บอททำตัวเหมือนคนทั่วไป (Anti-Bot Behavior) เช่น สั่งให้กดเข้าไปดูคลิปคนอื่นค้างไว้ 60-120 วินาที เลื่อนฟีดข่าว กดไลก์สุ่ม อ่านข้อความแจ้งเตือน หรือกดเข้าไปดูสินค้าใน Marketplace เพื่อสะสมประวัติการใช้งานและสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust Score) หลอก AI ของแพลตฟอร์มว่า “นี่คือผู้ใช้งานจริงที่มีตัวตน” ซึ่งภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “Warm Account” หรือในภาษาไทยที่เรียกกันในกลุ่มการตลาดออนไลน์ว่า “เฟสเขียว” หรือแอคเคาท์ที่มีอายุประมาณ 1-10 ปี

ในปัจจุบันนอกเหนือจากการใช้โปรแกรมจำลองมือถือที่ทำงานบนคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวแล้ว โบเรย์ยังได้มีการนำเอา Phone Box หรือ ตู้ฟาร์มมือถือ ที่ภายในจะประกอบไปด้วยมือถือจำนวนหลายสิบเครื่อง โดยวิธีการนี้จะทำให้มีโอกาสในการถูกตรวจจับได้ว่าเป็นบอทโดย Meta ลดน้อยลง เนื่องจากว่าบัญชีที่ใช้งานในเฟสบุ๊ค ทำงานอยู่บนมือถือแต่ละเครื่องจริงๆ เป็นการพัฒนาต่อยอดจากการใช้โปรแกรมจำลองเพียงอย่างเดียว ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า แต่ลงทุนน้อยกว่า
กล่าวโดยสรุป กลไกทั้งหมดนี้ทั้งในด้านอุปกรณ์และโปรแกรมสำเร็จรูปช่วยส่งผลให้เขาสามารถสั่งการ “กองทัพอวตาร” ออกไปสูบยอดวิวและปั่นกระแสข่าวในประเทศไทยได้ตลอดวันตลอดคืน โดยมีอัตราการรอดพ้นจากการถูกแบนสูงกว่าการสแปมลิ้งก์แบบดั้งเดิมมาก
2.2 การวางโครงสร้างระบบหลังบ้านเพื่อกระจายความเสี่ยง
นอกเหนือจากโปรแกรมและเครื่องมือที่ช่วยทำให้คนๆ เดียวสามารถจัดการเพจจำนวนมากได้อย่างอัตโนมัติและง่ายดาย
โบเรย์ได้ออกแบบโครงสร้างสำหรับระบบการจัดการสำหรับเพจเพื่อไม่ให้ระบบตรวจสอบของ Meta สั่งแบนเพจทั้งหมดเวลาที่เกิดปัญหา โดยหลักๆ แล้วเขาวางแผนผังบัญชีให้แยกขาดจากกันอย่างเป็นระบบ ดั่งตัวอย่างภาพด้านล่าง

“ระบบกระจายความเสี่ยงเพื่อป้องกันเพจปลิว” เพื่อหลบเลี่ยงระบบตรวจจับสแปมและการแบนยกเครือข่ายของ Facebook
จากภาพที่โบเรย์เองโพสต์ไว้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ แสดงให้เห็นถึงวิธีการที่เขาใช้จัดการเพจจำนวนมาก โดยเขาได้ระบุในโพสต์ของเขาเองไว้ว่า “រៀបរចនាសម្ព័ន្ធដៃ កាត់បន្ថយការខូចខាតប្រចាំថ្ងៃរបស់យើង” ซึ่งแปลออกมาตรงๆ ตัวว่า “จัดวางโครงสร้างบัญชีทำงาน เพื่อลดความเสียหายรายวันของเรา” ซึ่งแผนผังนี้เองได้เป็นเสมือนแผนผังกระจายความเสี่ยงของการถูกแบนจาก Meta
โดยหากดูจากแผนผังนั้นของโบเรย์จะเห็นได้ว่าเขาแบ่งระบบการจัดการออกเป็น 4 ระดับประกอบไปด้วย
1) ระดับที่ 1: Admin (Business Manager) โดยในระดับนี้จะทำเป็น “ผู้คุมกฎหลังบ้าน” ซึ่งในลักษณะของการทำงานบัญชีนี้คือ Business Manager (BM) หรือบัญชีธุรกิจหลังบ้าน ซึ่งทำหน้าที่เป็น “เจ้าของที่แท้จริง” ของเพจทั้งหมด โดยบัญชีนี้จะถูกเก็บไว้นิ่ง ๆ บนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ปลอดภัย ห้ามนำไปใช้โพสต์คอนเทนต์ แชร์ลิงก์ หรือคอมเมนต์ใด ๆ เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีนี้โดน เฟสบุ๊ค หมายหัวหรือโดนแบน เพราะถ้าบัญชีนี้ปลิว ทุกอย่างที่อยู่ขวามือจะพังทลายทั้งหมด
2) ระดับที่ 2: Admin Pages ที่จะทำหน้าที่เป็น “ผู้จัดการสิทธิ์” โดยในการทำงานบัญชีนี้ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง มีไว้เพื่อรับสิทธิ์จัดการเพจมาจากบัญชีธุรกิจ (BM) อีกทีหนึ่ง บัญชีนี้มีหน้าที่หลักคือ “คอยดึงบัญชีอื่น ๆ เข้ามาทำงาน” หรือคอยสลับสับเปลี่ยนทีมงาน โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนของบัญชีแม่หลัก (BM) ให้ระบบตรวจจับได้ง่าย
3) ระดับที่ 3: Admin Post (3 บัญชี) — “หน่วยกล้าตาย (สายโพสต์)” โดยในการทำงาน: แตกย่อยออกเป็น 3 บัญชีแยกจากกันอย่างอิสระ บัญชีกลุ่มนี้คือบัญชีที่จะ “ทำหน้าที่โพสต์คอนเทนต์ลงเพจจริง ๆ” ไม่ว่าจะเป็นการลงคลิป Reels, การแปะลิงก์ล่อทราฟฟิกเข้าเว็บ หรือการสแปมโพสต์ และบัญชีกลุ่มนี้มักจะเป็นบัญชีอวตาร (Fake Accounts) ที่รันผ่านโปรแกรมจำลองแอนดรอยด์ (เช่น LDPlayer) และมักจะโดนระบบเฟสบุ๊ค แบนอยู่บ่อยๆ
4) ระดับที่ 4: Page (10 เพจด้านขวาสุด) — “หน้าร้านทำเงิน” ในการทำงานส่วนนี้คือกลุ่มเพจเฟซบุ๊ก (เช่น เครือข่ายเพจข่าวไทย) ที่ใช้สำหรับสร้างรายได้จากยอดวิวโฆษณา โดยทั้ง 10 เพจนี้จะถูกผูกเข้ากับบัญชีสายโพสต์ (Admin Post) ทั้ง 3 บัญชี
โดยสรุปแผนผังที่อยู่ในภาพที่ 14 คือกลไกที่โบเรย์ใช้ในการทำเงินและลดความเสียหาย หากระบบเฟสบุ๊ค ตรวจพบสิ่งผิดปกติจากการโพสต์ลิงก์หรือดูดคลิปเฟสบุ๊คจะสั่งล็อกหรือแบนบัญชี “Admin Post” บัญชีใดบัญชีหนึ่งทันที เช่น บัญชีที่ 1 ปลิวทำให้อีก 2 บัญชีที่เหลือจะยังคงสามารถสลับเข้ามาจัดการและโพสต์คอนเทนต์ในเพจทั้ง 10 เพจต่อไปได้ทันที โดยที่ธุรกิจไม่สะดุด และตัวเพจหลักไม่ปลิวตามไปด้วย และจากคอมเมนต์ในโพสต์เดียวกันนั้นเองสมาชิกในกลุ่มสรุปเทคนิคนี้ไว้ว่า
“เป็นการเอาเพจไปหลบไว้ในบัญชีธุรกิจ (BM) เพื่อเวลาที่บัญชีสายโพสต์โดนแบน ตัวเพจจะได้ไม่ปลิว และสามารถดึงบัญชีใหม่เข้ามาแทนต่อได้เรื่อย ๆ”
2.3 ใช้ VPN เพื่อพรางตัวตนและปลอมที่อยู่
โดยจากในคลิปจะเห็นว่าเขามีการสอนวิธีเปลี่ยนใช้ VPN ให้ช่วยเปลี่ยนสถานที่ของเขาเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา
การที่คนในกัมพูชาจะทำเพจข่าวไทยให้ได้ยอดการเข้าถึงสูง ๆ และได้สิทธิ์เปิดสร้างรายได้จาก Meta พวกเขาจำเป็นต้องหลบเลี่ยงระบบ Geoblocking ที่ใช้คัดสรรหรือตรวจสอบบัญชี ดังนั้นเขาจึงใช้ VPN อย่าง เช่น OpenVPN, Mysterium, WireGuard เพื่อเปลี่ยนพิกัดที่อยู่ปัจจุบันของเขาในประเทศกัมพูชาให้เป็นที่อยู่ในบ้านของคนอเมริกัน หรือประเทศเป้าหมาย ซึ่งจะทำให้เขาสามารถโกยยอดวิวและรับเงินดอลลาร์ได้แม้ตัวจะอยู่ในกัมพูชา
2.4 การทำงานเป็นเครือข่าย

แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนเขาบริหารจัดการคนเดียว แต่ฉากหลังเขามีการบริหารในรูปแบบ “ทีมงานย่อย” เช่นกลุ่ม “AU Team (CM)” ที่เขาใช้เจาะกลุ่มตลาดออสเตรเลีย หรือกลุ่ม “Team VIP Web” ที่เขาใช้เจาะกลุ่มตลาดผู้คนในอเมริกา ซึ่งโบเรย์จะเปิดรับสมัครผู้คนให้เข้าทีมเขาเป็นระยะๆ และหากเราลองนำจำนวนคนในกลุ่มอย่างกลุ่มออสเตรเลียที่มีอยู่ 14 คนมาคูณกับจำนวนเพจขั้นต่ำที่บอกว่าต้องมีอย่างน้อย 30 เพจ แสดงว่าในทีมหนึ่งอาจจะมีอย่างน้อย 420 เพจที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเขาและเครือข่ายในทีม
โดยหน้าที่หลักของโบเรย์ในทีมที่เขาสร้างขึ้นมักจะเป็นการใช้บัญชีธนาคารต่างประเทศ (เช่น ธนาคารในออสเตรเลีย) ผูกกับระบบรับเงินอย่าง Wise หรือ Payoneer เพื่อรอรับเงินโอนจาก Meta ก่อนจะทำการดึงเงินกลับเข้ามาจัดทำบัญชีและหักเปอร์เซ็นต์กระจายจ่ายให้ทีมงานในกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง
สรุปสั้น ๆ ก็คือโบเรย์ไม่ใช่นักทำคอนเทนต์ที่มานั่งพิมพ์ข่าวทำเนื้อหาขึ้นมาทีละชิ้น แต่เขาคือ “ผู้ออกแบบและควบคุม” ระบบที่ใช้จัดการเพจเฟสบุ๊ค จำนวนหลายร้อย ไม่ว่าจะเป็นการทำงานผ่านการใช้โปรแกรมและอุปกรณ์เฉพาะทางอย่าง LDPlayer , Farm Reel หรืออุปกรณ์อย่าง Phone box หรือจะเป็นการควบคุมเพจจำนวนมากผ่านการควบคุมทีมงานที่เป็นคนหลังเพจเหล่านั้นอีกที
สำหรับในประเทศไทยที่เราคุ้นเคยกันกับคำว่า “ครีเอเตอร์” ที่มักจะหมายถึงผู้ใช้เฟสบุ๊ค ในประเทศไทยที่พยายามจะสร้างรายได้จากเนื้อหาที่เผยแพร่ในพื้นที่ของตัวเอง แต่สำหรับชาวกัมพูชากลุ่มนี้ก็ทำ MMO อาจจะเรียกได้ว่าเป็น “ซุปเปอร์ครีเอเตอร์” โดยมีเป้าหมายคล้ายกันเพียงแต่จำนวนและวิธีการมีความซับซ้อนและทำเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงทำการทำไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่อาศัยอยู่ โดยปล่อยให้บอทและตู้ฟาร์มมือถือทำงานอัตโนมัติแทนตนเองในสเกลขนาดใหญ่ เพื่อตักตวงและกอบโกยเงิน (កើបលុយ) จากยอดวิวของผู้ชมหลายประเทศรวมถึงชาวไทยส่งกลับประเทศของเขาได้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
3.เปิดสูตรสำเร็จคุม 50 เพจ: ขุดลึก 14 ปี 1.5 หมื่นโพสต์ กองทัพบอท “โบเรย์” เล่นกับ “ใจ” ของคนไทย

หลังจากเราได้เห็นแล้วว่าวิธีที่โบเรย์ใช้บอทควบคุมเพจกว่า 50 เพจด้วยตัวคนเดียวทำได้ยัง ทีมประชาธรรมได้แกะรอยตรวจสอบเพจเครือข่ายที่อ้างตัวว่าเป็น “เพจข่าวไทย” ของเขาทั้งสิ้น 38 เพจ (เฉพาะที่มีหลักฐานมัดตัวแน่ชัด) โดยรวบรวมข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ถึง 3 เมษายน 2569 โดยเพจในเครือข่ายที่เก่าที่สุดมีโพสต์ตั้งแต่ 14 ปี เราพบโพสต์ทั้งหมด 15,333 โพสต์
ในปัจจุบันเราพบว่าโบเรย์มีการลบโพสต์เก่าๆ ที่เคยโพสต์ไปในรอบทุกๆ 1 เดือน คาดว่าจะเป็นวิธีการเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกลบ account จากเนื้อหาที่ก็อปมาหรือการ report ของผู้ใช้คนอื่นๆ
โดยผลจากการวิเคราะห์จัดกลุ่มความหมาย[14] ของโพสต์ทั้งหมด ทำให้เราเข้าใจว่าขบวนการนี้ไม่ได้เลือกข่าวตามใจชอบ แต่มี “พิมพ์เขียว” ที่พุ่งเป้าไปที่การเล่นกับ ความกลัว ความหวัง ความจงรักภักดี และปากท้อง ของคนไทยท และสามารถจำแนกคอนเทนต์เหล่านี้ออกเป็น 6 ประเภทหลัก ดังนี้
3.1 วิกฤตปากท้อง เศรษฐกิจ และสวัสดิการรัฐ
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปริมาณสูงสุดโดยเนื้อหากลุ่มนี้มุ่งเป้าไปที่ความเดือดร้อนและความสนใจเรื่องเงินทองของประชาชนทั่วไปเพื่อสร้างยอดเข้าชม โดยในรายละเอียดของหัวข้อนี้แบ่งออกได้เป็น
- เศรษฐกิจและราคาสินค้า อย่างทองหรือน้ำมัน ที่มีจำนวนกว่า 5,241 โพสต์ หรือกว่า 34% ของโพสต์ทั้งหมด โดยเนื้อหาในหมวดนี้จะมีการเน้นพาดหัวที่ชวนให้ตกใจเกี่ยวกับ ราคาน้ำมัน ราคาพลังงานอย่างไฟฟ้า หรือมาตรการสั่งปิดหรือสุ่มตรวจปั๊มน้ำมัน ตัวอย่างเช่น “ข่าวด่วน!! แย่แล้ว!! รัฐจ่อสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ…”

- นโยบายสาธารณะและสวัสดิการ ที่มีจำนวนกว่า 1,244 โพสต์ ประมาณ 8.1% โดยในหมวดนี้จะมีการใช้เนื้อหาในเชิงการปั่นข่าวบิดเบือนหรือข่าวลวงเกี่ยวกับเงินช่วยเหลือและเงินอุดหนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีรายได้น้อย ตัวอย่างเช่น “แชร์ว่อนผู้สูงอายุ 60 ปีได้ 5,000 บาท โอนเข้าบัญชีอัตโนมัติไม่ต้องลงทะเบียน”

ที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569
3.2 เรื่องราวสะเทือนใจ โศกนาฏกรรม และภัยพิบัติ
เนื้อหาที่อยู่ในกลุ่มนี้จะใช้ความสูญเสีย ความเศร้า หรือความตื่นตระหนกจากภัยธรรมชาติมาเป็นเครื่องมือบีบคั้นให้คนกดแชร์ โดยแบ่งออกได้เป็น
- ข่าวเศร้าและเรื่องราวสะเทือนใจ โดยมีจำนวนโพสต์ทั้งหมด 2,622 โพสต์ และเนื้อหามักเป็นข่าวอาการเจ็บป่วย ดราม่าชีวิต หรือข่าวลือการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญและดาราอาวุโส เช่นตัวอย่างข่าว “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า มี้ พิศมัย นั่งวีลแชร์…”

ภาพที่ 17 ตัวอย่างภาพที่ใช้ประกอบในโพสต์ “ข่าวด่วน!! ข่าวเศร้า มี้ พิศมัย นั่งวีลแชร์..” ที่ถูกโพสต์เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569
- คำเตือนภัยพิบัติและสภาพอากาศ จำนวน 1,047 โพสต์ โดยอาศัยการปั่นกระแสการแจ้งเตือนพายุ สภาพอากาศรุนแรง หรือลูกเห็บตกเกินจริงเพื่อกระตุ้นความกลัวและความเป็นห่วงต่อญาติพี่น้อง เช่น “เตือน!! กรมอุตุฯเตือนจังหวัด…ดูเพิ่มเติม…”

- โศกนาฏกรรมและอุบัติเหตุใหญ่ หรือที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและโรคมะเร็ง จำนวนทั้งสิ้น 702 โพสต์ โดยจะเป็นรายงานข่าวหรือเนื้อหาที่เป็นเรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เช่น รถตู้โดยสารชนท้ายรถ 10 ล้อ หรือ ปั๊มน้ำมันระเบิดและยังมีการพาดหัวอ้างอิงสถานพยาบาลชื่อดังเพื่อเรียกความสนใจ เช่น “รพ.ศิริราช ออกประกาศด่วน ถึงผู้รับบริการทุกคน…”

3.3 ข่าวบันเทิง ดารา และดราม่ากระแสโซเชียล
- ข่าวบันเทิงและกระแสโซเชียล หรือ อาชญากรรมและข่าวฉาวดารา ประมาณ 1,477 โพสต์ เนื้อหาในหมวดนี้จะเน้นการขุดคุ้ยประวัติส่วนตัว ดราม่าในโรงเรียน คดีความฟอกเงิน หรือเรื่องราวในอดีตของคนในวงการบันเทิง เช่น “เปิดการศึกษาแท้จริง เจี๊ยบ อัฐพรพิมพ์ ถึงกับผิดคาดจบสูงมาก…” หรือการเกาะกระแสนักร้องดังอย่าง “ด่วน!! เผยอาการ เบิร์ด ธงชัย ล่าสุด…” เพื่อดักทราฟฟิกจากแฟนคลับ

3.4 ประเด็นการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์
- ข่าวการเมืองไทย จำนวน 1,059 โพสต์ ขบวนการนี้ช่ำชองในการดึงประเด็นร้อนแรงและบุคคลที่มีความขัดแย้งสูงทางการเมืองมาพาดหัวเพื่อสร้างยอดเอนเกจเมนต์ เช่น ข่าวการพักโทษและการพ้นเรือนจำของทักษิณ ชินวัตร ดราม่าของอนุทิน ชาญวีรกูล หรือคำพูดของศิลปินดังอย่างแอ๊ด คาราบาว

- สถาบันพระมหากษัตริย์ จำนวนทั้งหมด 604 โพสต์ โดยส่วนใหญ่เป็นโพสต์แนวเทิดทูนหรือรูปภาพมงคล และอาจจะใช้ดักยอดแชร์ ยอดไลค์ได้จากผู้สูงอายุ อย่างเช่นในโพสต์ “ภาพมงคล พ่อหลวง ร.9 ไม่ข้ามไป คุณจะโชคดีมาก,,,,,สาธุ,,,, ❤🇹🇭”

3.5 ดวง โชคลาภ และสิ่งเหนือธรรมชาติ
- ดวงและโชคลาภรวมถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ จำนวน 474 โพสต์ เป็นนำเอาเรื่องความเชื่อเหนือธรรมชาติหรือเรื่องโชคลางมาใช้เป็นเนื้อหา อย่างเช่นในโพสต์ “สะเทือน 2 ราศี “หมอช้าง” เตือนการเงินช่วงนี้ต้องระวัง วางแผนชีวิตให้ดี.” หรือ “เปิดบ้านเลขที่ งูจงอางขนาดใหญ่ 2 ตัว เปิดศึกกลางลานบ้าน…ดูเพิ่มเติม..”

3.6 วิกฤตการณ์ต่างประเทศและเกร็ดความรู้ชวนช็อก
- สถานการณ์ในตะวันออกกลาง หรือ ความขัดแย้งและสงคราม สามารถจำแนกออกมาได้เป็น 501 โพสต์ ที่เน้นข่าวความขัดแย้งระดับโลกที่กระทบกับคนไทย เช่น ข่าวโจมตีเรือสินค้าไทย หรือข่าวแรงงานไทยเคราะห์ร้ายในต่างแดน

- เกร็ดความรู้และเตือนภัยมิจฉาชีพ จำนวน 277 โพสต์ คอนเทนต์แนวใต้สะดือหรือความสัมพันธ์ที่พาดหัวหวือหวาชวนอึ้ง เช่น “อึ้งหนัก!! เผยจำนวนเงิน ผัววัย 63 ต้องจ่ายเมียสาววัย 30 ทุกครั้งที่ร่วมเตียง…”

สรุป 3 เทคนิค “หยุดนิ้ว” ของโรงงานขโมยความสนใจ
จากการวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมดที่ทาง “ฟาร์มเพจข่าวไทยปลอม” ของโบเรย์ใช้กว่า 15,333 โพสต์ ทำให้เราได้พบว่ามี “เทคนิค” ในการจัดทำเนื้อหาที่มีร่วมกัน 3 รูปแบบ ประกอบไปด้วย
- เทคนิคที่ 1 ใช้คำในแนวคลิกเบต (Clickbait) เพื่อกระตุ้นให้อารมณ์โดยทุกโพสต์จะจงใจใช้คำซ้ำ ๆ เพื่อเป็นการหยุดนิ้วคนอ่านด้วยความตกใจ เช่น “ข่าวด่วน!!”, “แย่แล้ว!!”, “ประกาศด่วน!!”, “เตือน!! มาแน่หนักด้วย!!” โดยส่วนใหญ่จะใช้ในช่วงเริ่มต้น
- เทคนิคที่ 2 ล่อการคลิกด้วย “…ดูเพิ่มเติม” เพื่อส่งต่อไปเว็บโฆษณา เนื้อหาจะถูกเขียนให้ตัดจบตรงส่วนที่น่าสงสัยที่สุด เช่นในประโยคนี้ “เตือน!! กรมอุตุฯเตือนจังหวัด…ดูเพิ่มเติม…” บีบให้คนอ่านต้องกดคลิกขยายโพสต์ ซึ่งด้านในจะแอบฝังลิงก์เว็บไซต์ ลากคนอ่านเข้าไปยังบล็อกที่ติดโฆษณาถี่ยิบของเครือข่าย Ad Networks
- เทคนิคที่ 3 การพรางตัวเป็นสื่อหลัก ขบวนการนี้จะตั้งชื่อเพจให้ดูน่าเชื่อถือและดูเป็นกลาง เช่น ข่าวดารา, โพสต์ข่าว, Thai Hot News, ข่าวไทย และมักจะจดทะเบียนเพจในหมวดหมู่ “สำนักข่าวและสื่อ” ของเฟสบุ๊ค เพื่ออำพรางกองทัพเพจบอทเหล่านี้ให้เนียนตาและกลมกลืนไปกับสื่อมวลชนกระแสหลักในประเทศมากที่สุด อีกทั้งข่าวที่มักจะเอามายังเอามาจากสำนักข่าวหลักอย่าง สยามรัฐ หรือ Sanook
การที่เขานำเอา 3 เทคนิคในการล่อความสนใจคนมาใช้กับข่าวทั้ง 6 ประเภทที่ได้กล่าวไปข้างต้น ทำให้โบเรย์สามารถสร้าง “โรงงานขโมยความสนใจ” ของผู้คนในไทยโดยอาศัย ความกลัว ความหวัง ความจงรักภักดี และปากท้อง เป็นเครื่องมือสำคัญ
4.การทำงานของเขาส่งผลยังไง?
วิถี MMO แบบของโบเรย์ สามารถเรียกอีกทางหนึ่งได้ว่าเป็นปฏิบัติการปล่อยข้อมูลข่าวสารที่มีพฤติกรรมบิดเบือนอย่างเป็นระบบ (Coordinated Inauthentic Behaviour -CIB) อีกทั้งยังทำแบบข้ามพรมแดน โดยโบเรย์และเครือข่ายต่างๆ ของเขาในกัมพูชาแต่ทำเนื้อหาส่งมายังประเทศเป้าหมายอย่างประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือประเทศออสเตรเลีย ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทดลองหาเงินจากออนไลน์เหมือนที่ “ครีเอเตอร์” ในประเทศไทยนิยมทำกันเท่านั้นแต่ขนาดของข้อมูลกว่า 15,333 โพสต์ที่พุ่งเป้ามายังกลุ่มผู้ใช้งานชาวไทย จะส่งผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อระบบนิเวศสื่อ สังคม และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคเศรษฐกิจความสนใจ (Attention Economy)[15] นี้ โดยทางประชาธรรมจำแนกผลกระทบออกเป็น 4 มิติหลักๆ ดังต่อไปนี้
4.1 ความจริงจมหายในทะเลข่าวสาร
จากบทที่แล้วจะเห็นได้ว่าชายเพียงคนเดียวจากประเทศกัมพูชาสามารถจัดการเพจอย่างน้อย 38 เพจ ที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 2.2 ล้านคนได้ด้วยตัวคนเดียว และยังผลิตเนื้อหาออกมาจำนวนมากโดยเฉลี่ยแล้วกว่า 413 โพสต์ต่อวัน ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว และอย่าลืมว่านี้เป็นเพียงแค่หนึ่งเครือข่ายเท่านั้น วิถี MMO ยังมีผู้คนในประเทศกัมพูชาอีกมากที่น่าจะทำแบบนี้ ดังนั้นอาจมองได้ว่าเครือข่ายนี้จงใจป้อน “มลพิษทางข้อมูล” เข้าสู่สังคมไทยด้วยการใช้พาดหัวข่าวเชิงลบ ชวนตื่นตระหนก หรือบิดเบือนความจริงเพื่อล่าเอาการคลิก (Clickbait) และความสนใจของคนไทยออกไปและเป็นเงิน ยกตัวอย่างผลกระทบในรายประเด็นอย่างเช่น การสร้างความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจเพราะการโพสต์กว่า 5,241 โพสต์ที่ปั่นกระแสเรื่องราคาน้ำมันและราคาทองคำ เช่น ข่าวลือเรื่องรัฐบาลจะสั่งปิดปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ส่งผลให้เกิดความตระหนกตกใจแก่ผู้บริโภคในวงกว้าง จนหลายครั้งรัฐบาลต้องออกมาปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องจริง อย่างในกรณีของภาพที่ 14 หรือการซ้ำเติมความเปราะบางเรื่องสวัสดิการโดยการกุข่าวลวงเรื่องเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ 5,000 บาท หรือการตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนกว่า 1,244 โพสต์ ทำให้เกิดความสับสนต่อประชาชนที่เฝ้ารอความช่วยเหลือ และเพิ่มภาระให้แก่หน่วยงานภาครัฐและศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (Anti-Fake News Center) ที่ต้องคอยตามล้างตามเช็ดและชี้แจงข้อเท็จจริงอยู่ตลอดเวลา
4.2 แย่งชิงทราฟฟิก ความสนใจ และการสูญเสียเม็ดเงินโฆษณาออกนอกประเทศ
เพราะการทำ MMO แบบของโบเรย์นี่คือโมเดลธุรกิจแบบ “จับเสือมือเปล่าข้ามพรมแดน” ที่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเนื้อหาโดยเฉพาะสำนักข่าวจริงในประเทศไทย เพราะเป็นการลอกเนื้อหามาดัดแปลงโดยตรงและไม่ได้ผลิตเนื้อหาใหม่ ซึ่งการขโมยทราฟฟิกด้วยการตั้งชื่อเพจเลียนแบบสื่อหลัก (เช่น Khaosaod English) และใช้โปรแกรมปั๊มยอดการเข้าถึง เครือข่ายนี้สามารถดักแย่งชิง “สายตาและเวลา” ของผู้ใช้งานชาวไทยไปจากเพจข่าวจริงๆ ที่พยายามเสนอข้อเท็จจริง และเมื่อคนไทยนับแสนนับล้านคลิกเข้าไปดูเนื้อหาในเว็บไซต์ข่าวปลอมปลายทาง เม็ดเงินโฆษณาจากระบบ Programmatic Ads (เช่น Adskeeper หรือ Ad Networks อื่น ๆ) ที่ควรจะหมุนเวียนอยู่กับอุตสาหกรรมสื่อและครีเอเตอร์ไทย ก็กลับถูกดูดซับและโอนถ่ายกลับไปเป็นรายได้ดอลลาร์ของเครือข่ายสายเทาในกัมพูชา โดยที่พวกเขาแทบไม่มีต้นทุนในการผลิตเนื้อหาต้นฉบับเลย
4.3 ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
เพราะกลายเป็นว่าช่องทางการสื่อสารออนไลน์ของไทยจำนวนมากตกอยู่ในมือของเครือข่ายต่างชาติ และตามที่ปรากฏในหลักฐานตามภาพที่ 25 จากกลุ่ม Telegram ขบวนการนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การทำฟาร์มคอนเทนต์เพื่อกินค่าโฆษณาอย่างเดียว แต่ยังถูกใช้เป็นเครื่องกระจายข่าวสาร แม้ตัวโบเรย์จะระบุว่า “ไม่ได้อคติกับคนไทย เพราะโกยเงินจากคอนเทนต์ไทยมาเยอะ” แต่การที่เขาจงใจนำประเด็นอ่อนไหวอย่างสถาบันหลัก ข่าวอาชญากรรมสะเทือนใจ และความขัดแย้งทางการเมืองมาปั่นยอดวิว อีกทั้งยังมีเหตุการณ์ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่เกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชาบริเวณใกล้แนวปราสาทตาควายและปราสาทตาเมือนธม โบเรย์พยายามใช้เครือข่ายชาว MMO ในกลุ่ม Telegram ของเขาเพื่อให้แต่ละคน ใช้เพจจำนวนมากที่แต่ละคนควบคุม เผยแพร่เนื้อหาที่เข้าข้างฝั่งกัมพูชาดังนี้
“ทหารไทยเป็นผู้ก่อสงคราม แต่ตอนนี้ประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับต้องทนทุกข์ทรมาน แล้วใครควรต้องรับผิดชอบ?” และ Thai military started the war, but now it is the innocent Thai people who are suffering. So, who should be held accountable?


ผลกระทบจากหาเงินออนไลน์ของชาวกัมพูชาด้วยวิถี MMO ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับระบบนิเวศการข่าวสารของคนไทยเท่านั้น เพราะอย่าลืมว่า ไทยเป็นเพียงหนึ่งในหลายประเทศที่เป็นเป้าหมายของการทำ “โกยเงินจากฟ้า” ของเครือข่ายโบเรย์ โดยวิถีของนี้ส่งผลให้เกิดความปั่นป่วนของระบบนิเวศข่าวสาร แย่งชิงเงินหรือค่าโฆษณาจากผู้ผลิตและสื่ออาชีพ รวมไปถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของประเทศเป้าหมาย การปฏิบัติการของเครือข่าย MMO ในวิถีของโบเรย์อาจะมองได้ว่าเป็นตัวแทนของ “ภัยคุกคามยุคใหม่” ที่เปลี่ยนจากการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์แบบเดิม ๆ มาเป็นการใช้ช่องโหว่ทางเทคโนโลยีและจิตวิทยาของมนุษย์แปรสภาพข้อมูลข่าวสารให้กลายเป็นสินค้าเพื่อค้าขายความสนจน และอาวุธชิ้นนี้สามารถบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของข้อมูลในสังคมไทย แย่งชิงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยน้ำมือของคนเพียงไม่กี่คน
5.เขาทำไปทำไม? ถอดรหัสผลประโยชน์ “กองทัพเพจข่าวปลอม”
คำถามสำคัญที่ปิดท้ายปริศนาทั้งหมดของขบวนการนี้ก็คือ อะไรคือแรงผลักดันให้ชายชาวกัมพูชาคนหนึ่ง และเครือข่ายสายเทาของเขา ต้องลงทุนลงแรงสร้างระบบที่ซับซ้อนขนาดนี้เพื่อมาปั่นทราฟฟิกในประเทศไทย?
คำตอบทั้งหมดถูกทิ้งไว้ผ่านร่องรอยทางดิจิทัลและคำสารภาพในโพสต์ของเขาเอง ซึ่งสรุปได้เป็นคำเดียวสั้น ๆ ว่า “เงิน”
ก่อนเข้าสู่รายละเอียด ทีมประชาธรรมขอย้ำว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของเชื้อชาติหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่คือผลผลิตของ “ช่องว่างทางเศรษฐกิจ” — เมื่อโฆษณา 1 ดอลลาร์มีมูลค่าต่างกันมหาศาลระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา และแพลตฟอร์มอย่าง Meta เปิดช่องให้ใครก็ตามใช้ประโยชน์จากช่องว่างนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติใดก็ตาม ชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ที่ทำ MMO คือฟรีแลนซ์ที่หาเงินสุจริตตามช่องทางปกติ สิ่งที่บทความนี้ตรวจสอบคือ ตัวบุคคลและเครือข่ายของโบเรย์ ที่เลือกใช้วิธีสร้างเนื้อหาปลอมและสแปมข้ามพรมแดนเพื่อขยายผลกำไร ไม่ใช่การตัดสินคนกัมพูชาโดยรวม
5.1 “កើបលុយ” (เกิบ-ลุย) – วัฒนธรรมการ “โกยเงินจากบนฟ้า”
แรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่เรื่องการเมืองหรือความแค้นระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่อง “เงิน” คำเดียวสั้น ๆ คีย์เวิร์ดที่ถูกใช้ซ้ำ ๆ กว่า 634 ครั้งในคอมมูนิตี้ของพวกเขาคือคำว่า “កើប” (เกิบ) ที่แปลว่า “โกย” หรือ “ตักตวง”
“ผมไม่ได้อคติหรือเหยียดเชื้อชาติไหนเลย โดยเฉพาะคนไทย เพราะผมโกยเงินจากคอนเทนต์ไทยมาเยอะมากแล้ว”
ในสายตาของพวกเขา คอนเทนต์ไทยคือ “บ่อทองข้ามพรมแดน” ปั่นง่าย ติดไวรัลง่าย และคนไทยมีพฤติกรรมกดแชร์-คอมเมนต์สูง ทำให้มองว่านี่คือระบบ “เกิบ-ลุย-เลอ-เมฆ” ที่เสกเงินดอลลาร์เข้ากระเป๋าได้ตราบใดที่ยังมีคนไทยคลิกเข้าไปดู
5.2 กำไรจากส่วนต่างค่าครองชีพ
ต้นทุนของขบวนการนี้ต่ำเตี้ยดิน — Phone Farm และสคริปต์อัตโนมัติ (ดูหัวข้อ 2) ใช้ค่าไฟและค่าระบบเพียงไม่กี่ดอลลาร์ต่อเดือน แต่บริหารเพจทำเงินได้พร้อมกัน 30-100 เพจ ขณะที่รายได้ที่ได้รับเป็นเงินดอลลาร์จากค่าโฆษณากลับสูงกว่าค่าครองชีพในกัมพูชาหลายเท่า และด้วยระบบกระจายความเสี่ยงแบบที่อธิบายไว้ในหัวข้อ 2.2 ต่อให้บัญชีถูกแบน ก็แค่สลับบัญชีอวตารชุดใหม่เข้ามาแทน แล้วเริ่มโกยเงินรอบใหม่ได้ทันที
5.3 จากทำคนเดียว สู่ “เจ้าพ่อเครือข่าย”
ปัจจุบันดูเหมือนโบเรย์คือการผันตัวเป็น “อาจารย์ใหญ่ (លោកគ្រូ – โลกครู)” ผ่าน 2 ช่องทาง คือขายคอร์สสอนเทคนิคทั้งหมดนี้หัวละ $100 เพื่อผลิตขบวนการปั่นข่าวรุ่นใหม่ และตั้งเครือข่ายทีมงาน (เช่น Team VIP ในหัวข้อ 2.4) ให้ลูกทีมแต่ละคนไปกระจายตัวทำฟาร์มเพจคนละ 30-100 เพจ โดยเขาจะหักหัวคิวค่านายหน้านิ่ง ๆ หลังบ้านจากรายได้ทั้งหมดของทุกคนในเครือข่าย
6.บทสรุปของบทความ
เรื่องราวของ “เชือง โบเรย์” และเครือข่าย MMO CLUB คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของ “อาชญากรรมข้อมูลไร้พรมแดน” ขบวนการนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ในยุคดิจิทัล ชายต่างชาติเพียงคนเดียวที่นั่งอยู่ในห้องมืด ๆ ณ เมืองเสียมเรียบ ก็สามารถปั่นป่วนหน้าฟีดเฟซบุ๊ก บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และสูบเม็ดเงินโฆษณาออกจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ไปได้มหาศาล
ขบวนการกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่นักก๊อปปี้บทความทั่วไป แต่พวกเขาคือ “วิศวกรระบบสำหรับเนื้อหาสายเทา” ที่ใช้ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีอย่าง Automation Software, Phone Farm และเล่ห์เหลี่ยมต่างๆ เพื่อมาหลบอัลกอริทึม มาแปรสภาพ “ความกลัว ความหวัง และความเดือดร้อน” ของคนไทยให้กลายเป็นกำไร
และนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของโบเรย์เท่านั้น เพราะนอกเหนือไปจากเขาก็ยังมีชาวกัมพูชา ชาวเวียดนาม ชาวปากีสถาน ที่ทำงานหรือหาเงินจากวิธีการหรือวิถีของ MMO นี้
ตราบใดที่แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Meta ยังไม่สามารถอุดช่องโหว่ของการตรวจสอบพิกัดและตัวตนได้อย่างเด็ดขาด และตราบใดที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตยังขาดภูมิคุ้มกันในการแยกแยะข่าวลวง ขบวนการ “เกิบ-ลุย” (โกยเงิน) ข้ามพรมแดนเช่นนี้ ก็จะยังคงฟื้นตัว เติบโต และอาศัยความอ่อนไหวของสังคมไทยเป็นเครื่องมือกินทางลัดอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
เชิงอรรถและอ้างอิง
- การสร้างรายได้จาก Facebook คือการเปลี่ยนยอดคนดูคลิป (ทั้งคลิปสั้น Reels วิดีโอยาว และการไลฟ์สด) บนเพจหรือโปรไฟล์โหมดมืออาชีพให้เป็นเงินรายได้ ซึ่งทำงานผ่าน 2 รูปแบบหลัก คือ เงินจากโฆษณา ที่ Facebook นำมาแทรกในคลิปของเราแล้วแบ่งรายได้ให้ตามยอดวิว และ เงินจากคนดู ในรูปแบบการส่ง “ดาว” หรือกดสมัครสมาชิกเพื่อสนับสนุน โดยผู้ทำคอนเทนต์ต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และต้องสะสมยอดตามเกณฑ์ขั้นต่ำ เช่น มีผู้ติดตาม 500 คนเพื่อรับดาว หรือมีผู้ติดตาม 10,000 คนพร้อมยอดวิวสะสม 600,000 นาทีสำหรับโฆษณาวิดีโอยาว ส่วนโฆษณาบนคลิป Reels จะเปิดให้สร้างรายได้เมื่อระบบส่งคำเชิญหลังจากเราลงคลิปสั้นที่ทำเองอย่างสม่ำเสมอและมียอดวิวสูง ↑
MMO (Making Money Online) คือการหารายได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งกำลังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกัมพูชา ชาวกัมพูชาที่เล่น MMO ส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบของการเป็นฟรีแลนซ์ สร้างคอนเทนต์บน Facebook และ YouTube ทำ Affiliate Marketing โดยรับค่าคอมมิชชั่นจากการโปรโมตสินค้า รวมถึงขายของออนไลน์และทำ Dropshipping ล่าสุดในปี 2568 รัฐบาลกัมพูชาได้เปิดทางให้ครีเอเตอร์รับรายได้จาก TikTok ได้อย่างเป็นทางการ และกำลังผลักดันให้ Facebook เปิดระบบมอนิไทซ์ตามด้วย ทำให้ช่องทางการสร้างรายได้ออนไลน์ในกัมพูชาขยายตัวอย่างรวดเร็ว และดึงดูดคนรุ่นใหม่จำนวนมากให้หันมาลองทำ MMO เป็นรายได้เสริมหรืออาชีพหลัก
Content Farming คือ โมเดลธุรกิจหรือรูปแบบการทำงานของเว็บไซต์ เพจ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียที่เน้นการ ผลิตเนื้อหาปริมาณมหาศาลในระยะเวลาอันสั้น โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างรายได้จากยอดวิวและโฆษณา ไม่เน้นคุณภาพเชิงลึก
Content Monetization คือ กระบวนการสร้างรายได้จากการสร้างเนื้อหา (Content) เช่น บทความ, วิดีโอ, พอดแคสต์ หรือรูปภาพ โดยเปลี่ยนความสนใจ ยอดวิว หรือการมีส่วนร่วม (Engagement) ของผู้ชมให้กลายเป็นผลตอบแทนทางการเงิน ↑
CPM (Cost Per Mille) คือ ต้นทุนต่อการแสดงผลโฆษณาครบ 1,000 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดมาตรฐานในธุรกิจโฆษณาออนไลน์ที่ใช้วัดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนวณจากงบประมาณโฆษณาหารด้วยจำนวนครั้งที่โฆษณาปรากฏ (Impressions) แล้วคูณด้วย 1,000 นิยมใช้ในแคมเปญที่เน้นสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) เป็นหลัก มากกว่าการมุ่งเน้นให้เกิดการคลิกหรือยอดขายโดยตรง ↑
- VPN (ย่อมาจาก Virtual Private Network) คือ เครือข่ายส่วนตัวเสมือน ที่ทำหน้าที่เหมือน “อุโมงค์ลับ” บนอินเทอร์เน็ต ช่วยซ่อนที่อยู่ IP และเข้ารหัสข้อมูลการใช้งานของคุณ ทำให้ไม่มีใครแอบดูหรือขโมยข้อมูลได้ ↑
เนื่องจากระบบโฆษณาออนไลน์กำหนดค่าโฆษณาต่อการมองเห็น 1,000 ครั้ง (CPM) ในแต่ละประเทศไว้ไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและกำลังซื้อของผู้บริโภค (Purchasing Power) เป็นหลัก ซึ่งสหรัฐอเมริกาถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศ Tier 1 ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ประชากรมีรายได้และกำลังซื้อสูง รวมถึงมีการแข่งขันของแบรนด์ต่างๆ ในการประมูลพื้นที่โฆษณาสูงมาก ส่งผลให้แพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Meta มีค่าเฉลี่ย CPM ในสหรัฐฯ สูงถึงประมาณ $23.00 ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียหรือแอฟริกาจะมีค่า CPM ที่ต่ำกว่าหลายเท่าตัวเนื่องจากกำลังซื้อและการแข่งขันทางการตลาดต่ำ การหลอกระบบว่าผู้ใช้งานอยู่ในสหรัฐฯ จึงเป็นเทคนิคในการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้อย่างก้าวกระโดด ↑
ข้อมูลดัชนีราคาโฆษณา (Meta Ads & CPM Benchmarks) รายละเอียดค่าโฆษณาเฉลี่ยรายประเทศ อ้างอิงจากบทความวิเคราะห์การตลาดดิจิทัล Meta Ads CPM Benchmarks by Country บน AdAmigo และรายงานสรุปเศรษฐกิจผู้สร้างคอนเทนต์ GEO Traffic Monetization Across Regions บน Monetag ↑
ข้อมูลการจัดลำดับกลุ่มประเทศโฆษณา (Tier 1, 2, 3 Countries List) เกณฑ์การแบ่งกลุ่มประเทศตามกำลังซื้อและความต้องการของนักลงทุน อ้างอิงเกณฑ์ของพันธมิตรเครือข่ายโฆษณาระดับโลก Tier 1, 2, 3 Countries List โดย Adsterra ↑
Wise (เดิมชื่อ TransferWise) คือ แพลตฟอร์มบริการทางการเงินดิจิทัลระหว่างประเทศ ที่จดทะเบียนในประเทศอังกฤษ ทำหน้าที่เป็นบัญชีธนาคารเสมือนระดับโลก (Multi-Currency Account) ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับ โอน และถือครองเงินตราต่างประเทศได้หลากหลายสกุลเงิน (เช่น USD, EUR, GBP) โดยมีจุดเด่นคือการใช้อัตราแลกเปลี่ยนจริงตามตลาด (Mid-Market Rate) และคิดค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าธนาคารทั่วไปอย่างมาก ในบริบทของการสร้างรายออนไลน์ออนไลน์ Wise มักถูกนำมาใช้เพื่อสมัครขอเลขบัญชีธนาคารในสหรัฐอเมริกา (เช่น รหัส Routing Number และ Account Number ของค่าเงิน USD) เพื่อนำไปผูกกับระบบรับเงินโอนค่าโฆษณาหรือค่าส่วนแบ่งโบนัสจาก Meta (เช่น Facebook Reels, In-Stream Ads) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานที่อยู่นอกสหรัฐฯ สามารถรับเงินดอลลาร์เสมือนเป็นคนท้องถิ่น ก่อนจะโอนกลับเข้าธนาคารไทยได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่าที่สุด ↑
รายงานของสำนักข่าวสืบสวนสอบสวน (Bureau of Investigative Journalism) เกี่ยวกับแพลตฟอร์มโอนเงินอย่าง Wise ที่เผชิญกับการตรวจสอบมูลค่าหลายล้านยูโรจากอัยการยุโรป อันเนื่องมาจากข้อบกพร่องในการพิสูจน์ตัวตนลูกค้าต่างชาติและการตรวจสอบธุรกรรมข้ามพรมแดน¹ โดยโครงสร้างระบบของแพลตฟอร์มนี้ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในกลุ่มครีเอเตอร์ดิจิทัลว่าเป็นช่องทางในการดำเนินแผนการปลอมแปลงตำแหน่งที่ตั้ง (location-spoofing) เพื่อรับเงินส่วนแบ่งรายได้จากโฆษณาในระดับที่สูงขึ้น (Bureau of Investigative Journalism, “Money transfer giant Wise investigated for half a billion in suspicious transactions,” June 1, 2026. [1]) ↑
ธนาคาร ABA (ABA Bank) ของกัมพูชา คือธนาคารพาณิชย์เอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกัมพูชา ทั้งในด้านสินทรัพย์ เงินฝาก เงินกู้ และผลกำไร โดยมีชื่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า Advanced Bank of Asia Limited (ธนาคารขั้นสูงแห่งเอเชีย) ↑
LDPlayer คือโปรแกรมจำลองระบบปฏิบัติการ Android บนคอมพิวเตอร์ (Android Emulator) ที่ออกแบบมาสำหรับการเล่นเกมมือถือบน PC เป็นหลัก พัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถรันแอปพลิเคชันและเกมของ Android บนระบบปฏิบัติการ Windows ได้อย่างลื่นไหล ↑
BERTopic เป็นไลบรารี Python ยอดนิยมสำหรับการทำ Topic Modeling (การวิเคราะห์และจัดกลุ่มหัวข้อจากข้อมูลข้อความ) ที่ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของ Transformer ร่วมกับอัลกอริทึมการจัดกลุ่ม (Clustering) และสูตร c-TF-IDF แบบเฉพาะตัว เพื่อสรุปและแยกแยะหัวข้อจากข้อความจำนวนมหาศาลได้อย่างแม่นยำและตีความได้ง่าย ↑
Attention Economy คือ ระบบเศรษฐกิจที่ถือว่า “ความสนใจ” (Attention) ของมนุษย์เป็นทรัพยากรที่มีจำกัดและมีค่าที่สุด ในยุคข้อมูลข่าวสารล้นเกิน แพลตฟอร์มต่างๆ จึงต้องแข่งขันกันดึงดูดสมาธิของผู้ใช้งานให้อยู่กับหน้าจอนานที่สุด เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจ [1, 2, 3] ↑