
เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2569 วันที่สองของ “เทศกาลเพื่อลมหายใจเชียงใหม่ ครั้งที่ 4” ภายใต้หัวข้อ “Liveable Chiang Mai เข้าใจฝุ่น-ไฟ อยู่ร่วม ช่วยกัน” โดยสภาลมหายใจเชียงใหม่ มีการจัดเวทีเสวนา “เข้าใจฝุ่นเชียงใหม่ (ใหม่) : จากยุทธศาสตร์สู่ลมหายใจที่ยั่งยืน” เพื่อทบทวนสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ แลกเปลี่ยนบทเรียนการทำงานตลอดหลายปีที่ผ่านมา และชวนมองทิศทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์จัดการปัญหาฝุ่นในระยะยาว
เวทีดังกล่าวมีผู้ร่วมเสวนาจากหลากหลายภาคส่วน ได้แก่ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ปริศนา พรหมมา และรัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ จากสภาลมหายใจเชียงใหม่, ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ชัชวาลย์ ผาสอน จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ และณัฐพงษ์ โพธิ์วัฒนชัย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมสะท้อนมุมมองต่อความท้าทายของการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาครัฐ เพื่อมุ่งสู่การมีอากาศสะอาดและคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ฝุ่นเชียงใหม่: ปัญหาซับซ้อนมากกว่า “การเผา”
“ผมอยู่กับสถานการณ์หมอกควันมาตั้งแต่เด็กครับ และในฐานะที่เป็นทั้งคนเชียงใหม่และนักวิทยาศาสตร์ ก็เหมือนสวมหมวกอยู่สองใบ เรารู้จักปัญหานี้ในฐานะคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน และก็เข้าใจวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังมันด้วย”

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดวงเสวนาด้วยการชวนทำความเข้าใจต้นตอของปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ ผ่านมุมมองของทั้งนักวิทยาศาสตร์และคนท้องถิ่นที่เติบโตมากับปัญหาหมอกควัน เขาอธิบายว่า ฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ไม่ได้มีแหล่งกำเนิดเพียงรูปแบบเดียว แต่ประกอบด้วยทั้งฝุ่นปฐมภูมิที่เกิดจากการเผาโดยตรง และฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากก๊าซมลพิษหลายชนิดทำปฏิกิริยาในชั้นบรรยากาศจนกลายเป็นอนุภาคขนาดเล็ก
จากงานวิจัยพบว่า ในช่วงฤดูหมอกควันของภาคเหนือ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ฝุ่นมากกว่าครึ่งมีที่มาจากการเผาชีวมวล ทั้งการเผาในพื้นที่เกษตร ไฟป่า และการเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ราว 30% เป็นฝุ่นทุติยภูมิ ส่วนที่เหลือมาจากการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม การเผาขยะ และกิจกรรมอื่น ๆ ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม แหล่งกำเนิดฝุ่นจะเปลี่ยนไปในช่วงนอกฤดูหมอกควัน โดยเฉพาะการจราจรที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญของมลพิษในเขตเมือง
สำหรับสถานการณ์ฝุ่นในปี 2569 ผศ.ดร.ว่าน ระบุว่า แม้ฝนที่มาเร็วกว่าปกติจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายลง แต่เชียงใหม่ยังคงเผชิญค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่องเป็นเวลาราว 2 เดือน และโดยรวมยังสูงกว่าปีก่อน เมื่อพูดถึงผลกระทบต่อสุขภาพ เขาเห็นว่าการได้รับฝุ่นในระยะยาวเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าการเผชิญค่าฝุ่นสูงในระยะสั้น เนื่องจากความเสี่ยงจะค่อย ๆ สะสมในร่างกาย นอกจากนั้น แม้ว่าฝุ่นในเมืองและฝุ่นจากการเผาชีวมวลจะมีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าฝุ่นจากการเผาจะปลอดภัยกว่า
“ในเมืองจะมีสารเคมีหลากหลายกว่า เพราะมีการจราจร การก่อสร้าง และกิจกรรมของเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะที่พื้นที่รอบนอกในช่วงเผาจะมีฝุ่นจากการเผาชีวมวลเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าฝุ่นจากชีวมวลจะปลอดภัย เพราะการเผาก็สามารถก่อให้เกิดสารอันตรายได้เช่นกัน”
ผศ.ดร.ว่าน ยังยกผลการศึกษาที่เปรียบเทียบเชียงใหม่กับกรุงเทพมหานคร โดยพบว่าช่วงฤดูหมอกควัน ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดของคนเชียงใหม่สูงกว่าคนกรุงเทพฯ ราว 2 เท่า เนื่องจากระดับความเข้มข้นของฝุ่นที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
“กรุงเทพฯ อาจกังวลเมื่อค่าฝุ่นขึ้นไปถึง 50 หรือ 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่เชียงใหม่เคยเผชิญค่าฝุ่นระดับ 300–500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรมาแล้ว ซึ่งเป็นระดับที่รุนแรงมากและเทียบกันไม่ได้”
ในช่วงท้าย เขาอธิบายว่า ปัญหาฝุ่นของเชียงใหม่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง แต่เป็นผลจากหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกัน ทั้งการเผา ลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งล้อมรอบด้วยภูเขา และปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน (Inversion) ที่ทำให้ฝุ่นและควันสะสมอยู่ใกล้พื้นดินเป็นเวลานาน
“ดังนั้นปัญหาฝุ่นของเชียงใหม่จึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นผลจากทั้งการเผา ภูมิประเทศ สภาพอากาศ และกิจกรรมของมนุษย์ที่ทำงานร่วมกันทั้งหมด”
พ.ร.บ.อากาศสะอาด: เครื่องมือเชิงโครงสร้างที่ยังไม่สมบูรณ์

ณัฐพงษ์ โพธิ์วัฒนชัย จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นในภาคเหนือสะท้อนผลกระทบด้านสุขภาพอย่างชัดเจน โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศราว 2 เท่า
“ถ้าดูสถิติการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอด ภาคเหนือจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศประมาณ 2 เท่า โดยเฉลี่ยประเทศไทยอยู่ที่ราว 25 คนต่อแสนประชากร แต่หลายจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และลำปาง สูงกว่า 40 คนต่อแสนประชากร”
เขาระบุว่า จังหวัดลำปางมีอัตราสูงที่สุดในประเทศราว 48 คนต่อแสนประชากร สะท้อนความจำเป็นในการขับเคลื่อนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยหนึ่งในความพยายามสำคัญคือการผลักดัน “พระราชบัญญัติอากาศสะอาด” ที่ดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 6 ปี แม้ยังไม่แล้วเสร็จท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายครั้ง
ณัฐพงษ์กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีมติให้ร่างกฎหมายเดินหน้าต่อแต่ พ.ร.บ.อากาศสะอาดไม่ใช่ “ยาวิเศษ” หากเป็นเพียงเครื่องมือเชิงโครงสร้างในการเพิ่มศักยภาพรัฐในการจัดการปัญหา
“สิ่งที่กฎหมายจะทำได้ คือเป็นเครื่องมือให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอำนาจในการปกป้องสุขภาพประชาชนและบริหารจัดการปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” เขาย้ำว่าการแก้ปัญหาฝุ่นต้องครอบคลุมตลอดทั้งปี ไม่ใช่เฉพาะช่วงวิกฤต 2–3 เดือนแรกของปี พร้อมเสนอให้มีกลไกทางเศรษฐกิจลดแรงจูงใจในการก่อมลพิษ
“ถ้ามีกลไกสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น การอุดหนุนสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะช่วยให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น”
นอกจากนี้ กฎหมายยังควรมีบทบาททั้งด้านการเยียวยาในช่วงวิกฤต เช่น หน้ากากป้องกันฝุ่นและการดูแลกลุ่มเปราะบาง แต่ต้องไม่ทดแทนการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมทั้งต้องรองรับปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงทั้งในและนอกประเทศ
อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือการจัดตั้งสำนักงานบริหารจัดการอากาศสะอาด เพื่อบูรณาการงานด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข เนื่องจากปัญหาฝุ่นเกี่ยวข้องทั้งสองมิติอย่างแยกไม่ออก อย่างไรก็ตามเขาระบุว่า หากร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบ อาจต้องใช้เวลาราว 2 ปีในการจัดตั้งกลไกให้พร้อมใช้งาน จึงมีข้อเสนอให้ทดลองใช้บางมาตราในลักษณะ “Sandbox” ในพื้นที่เชียงใหม่ก่อน
“ท้ายที่สุด พ.ร.บ.อากาศสะอาดอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แต่เป็นก้าวสำคัญในการทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบมากขึ้น” ณัฐพงษ์กล่าว
ด้าน รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์ จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุถึงข้อกังวลต่อการปรับแก้ร่างกฎหมาย โดยเฉพาะประเด็นการกระจายอำนาจและกลไกท้องถิ่น เธอชี้ว่า แม้จะมีคณะกรรมการระดับจังหวัด แต่บทบาทถูกปรับเปลี่ยนจากผู้บริหารท้องถิ่นที่มาจากการเลือกตั้งไปสู่ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำให้เกิดคำถามเรื่องความสอดคล้องกับบริบทพื้นที่
“ปัญหาภาคเหนือมีความซับซ้อนทั้งชาติพันธุ์ การอยู่กับป่า และโครงสร้างพื้นที่ การมองจากส่วนกลางอย่างเดียวไม่พอ” อีกประเด็นสำคัญคือ “กองทุนอากาศสะอาด” ที่ภาคประชาชนมองว่าเป็นกลไกหลักในการทำให้การแก้ปัญหาไม่จำกัดอยู่เฉพาะฤดูฝุ่น แต่สามารถใช้สนับสนุนการป้องกัน เยียวยา และการดำเนินคดีต่อผู้ก่อมลพิษได้
รัตนศิริยังย้ำหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ซึ่งเชื่อมโยงกับปัญหาฝุ่นข้ามแดนและห่วงโซ่อุปทานของภาคเกษตรและอุตสาหกรรม โดยต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของการก่อมลพิษได้ อย่างไรก็ตาม เธอแสดงความกังวลว่ามาตราที่เกี่ยวกับการตรวจสอบย้อนกลับ โดยเฉพาะมาตรา 113 อาจถูกลดทอนลง แม้เดิมจะเปิดให้ภาคธุรกิจต้องเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทาน
“เหตุใดจึงกังวลภาระของภาคธุรกิจ มากกว่าภาระด้านสุขภาพของประชาชน”
เธอยังระบุว่า มีการตัดมาตราที่เปิดช่องให้ฟ้องร้องสถาบันการเงินที่สนับสนุนกิจกรรมก่อมลพิษ รวมถึงการลดความเข้มข้นของบทลงโทษและอำนาจตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งภาคประชาชนมองว่าอาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายอ่อนประสิทธิภาพลง
ในมุมของภาคประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับมลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายได้อย่างแท้จริง เมื่อ ‘คนตัวเล็ก’ ไม่ใช่ผู้ก่อมลพิษเพียงฝ่ายเดียว ฝุ่นเชียงใหม่กับคำถามความเป็นธรรม

ปริศนา พรหมมา จากสภาลมหายใจเชียงใหม่ ระบุว่า การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องเริ่มจากการมองทุกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและทางออก เพราะประชาชนทุกคนล้วนได้รับผลกระทบ และบางส่วนก็มีส่วนก่อมลพิษด้วย
“ทุกคนเป็นทั้งผู้ได้รับผลกระทบ และบางส่วนก็เป็นผู้ปล่อยมลพิษด้วย”
เธอชี้ว่า ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาฝุ่นมักเน้นไปที่การเผาในภาคเกษตร และมองว่าเป็นปัญหาของ “คนตัวเล็ก” ขณะที่แหล่งกำเนิดจากอุตสาหกรรมและธุรกิจขนาดใหญ่ยังถูกจัดการน้อยกว่า ทั้งที่เป็นส่วนสำคัญของปัญหา กรณีจังหวัดลำปาง ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดสูง สะท้อนความไม่สมดุลในการบังคับใช้กฎหมาย เพราะมีทั้งโรงไฟฟ้าและอุตสาหกรรม แต่การกำกับดูแลยังล่าช้า ขณะที่มาตรการเข้มงวดมักตกอยู่กับเกษตรกรรายย่อย
ปริศนายังอธิบายว่า แม้การเผาในภาคเกษตรจะถูกมองว่าเป็นการกระทำของรายย่อย แต่จริง ๆ แล้วเชื่อมโยงกับระบบเกษตรพันธสัญญาและห่วงโซ่อุตสาหกรรม ทำให้ปัญหามีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น “การเผาไม่ได้เป็นเรื่องของเกษตรกรรายย่อยอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการผลิตที่ใหญ่ขึ้น”
เธอระบุว่า แม้รัฐจะเริ่มควบคุมการเผาในภาคเกษตรมากขึ้น แต่การกำกับดูแลผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ยังไม่ชัดเจน และบางมาตราในร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดก็ถูกปรับลดลง ขณะเดียวกัน สังคมออนไลน์ในช่วงฤดูฝุ่นมักเต็มไปด้วยการโทษกันไปมา แต่ยังไม่สามารถนำไปสู่ทางออกที่เป็นระบบได้

ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ในเชียงใหม่ปี 2569 พบว่ากว่า 52% อยู่ในเขตป่าอนุรักษ์ และ 42% ในเขตป่าสงวน มีเพียง 0.5% ในพื้นที่เกษตร แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่าเกษตรกรเป็นกลุ่มที่ถูกดำเนินคดีมากที่สุด สะท้อนความรู้สึกไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่าตัวเลขเพียงอย่างเดียวอธิบายปัญหาไม่ได้ เพราะในพื้นที่ป่าก็มีชุมชนและวิถีชีวิต รวมถึงปัจจัยหลายด้านที่ทำให้เกิดไฟป่า จึงต้องพิจารณาเป็นรายพื้นที่ สภาลมหายใจเชียงใหม่จึงเสนอให้เปลี่ยนจากการ “ปราบปราม” ไปสู่การ “สนับสนุนการจัดการ” โดยให้แต่ละพื้นที่มีข้อมูล แผน และตัวชี้วัดของตัวเอง เพื่อแก้ปัญหาให้เหมาะกับบริบทจริง
“แต่ละพื้นที่ควรมีข้อมูลของตัวเอง รู้แหล่งกำเนิด และมีแผนที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้น”
ในระดับนโยบาย ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดถูกมองเป็นเครื่องมือกลางที่จะช่วยเชื่อมการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนอากาศสะอาด เพื่อให้การจัดการปัญหามีความต่อเนื่องและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมย้ำว่าการผลักดันกฎหมายยังต้องอาศัยพลังจากสังคม เพื่อให้การออกแบบกติกามีความเป็นธรรมต่อทุกแหล่งกำเนิดมลพิษ
“คำถามสำคัญคือ ใครเป็นผู้ก่อมลพิษ และความรับผิดควรถูกแบ่งอย่างไร นี่คือหัวใจของความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อม”
กฎหมาย อำนาจรัฐ และชุมชนต้องทำงานร่วมกัน

ชัชวาลย์ ผาสอน จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า การมีกฎหมายใหม่เป็นสิ่งจำเป็น เพราะอำนาจของรัฐในการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับขอบเขตที่กฎหมายกำหนด หากไม่มีกฎหมายรองรับ หน่วยงานก็ไม่สามารถดำเนินการได้เต็มที่
“รัฐจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ ขึ้นอยู่กับอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าไม่มีกฎหมายรองรับ ก็ทำไม่ได้”
สำหรับเชียงใหม่ แนวทางสำคัญคือการผลักดัน “แผนชุมชน” ให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกำหนดการจัดการไฟและฝุ่นในพื้นที่ของตนเอง ครอบคลุมทั้งป่า เกษตร และเมือง โดยให้ชุมชนร่วมกันพิจารณาความจำเป็นในการใช้ไฟ เช่น การจัดการพื้นที่เกษตรบนที่สูงหรือการเตรียมพื้นที่เพาะปลูก พร้อมกำหนดมาตรการควบคุม เช่น แนวกันไฟและการดูแลร่วมกันหลายฝ่าย
เมื่อมีแผนแล้ว จะส่งต่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา ภายใต้แนวคิด “การบริหารจัดการเชื้อเพลิง” แทนคำว่า “การเผา” เพื่อเน้นการควบคุมและลดความเสี่ยง
เขาย้ำว่า การแก้ปัญหาไม่ควรดูแค่จำนวนจุดความร้อน แต่ต้องดูแนวโน้มของแต่ละพื้นที่ เพราะบางอำเภอแม้ตัวเลขไม่สูง แต่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านงบประมาณ เขาระบุว่ามีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าพื้นที่ที่มีไฟป่ามากจะได้งบมากกว่า แต่จริงแล้วงบมาจากหลายแหล่ง และต้องบริหารให้เกิดความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยช่วงวิกฤตฝุ่นเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่ต้องประชุมติดตามสถานการณ์แทบทุกวัน และมีคำสั่งระงับการจัดการเชื้อเพลิงทั่วจังหวัด แม้หลายชุมชนจะมีแผนไว้แล้วก็ตาม
ชัชวาลย์ย้ำว่า แม้รัฐต้องใช้กฎหมาย แต่การแก้ปัญหาฝุ่นไม่สามารถใช้มาตรการเดียวได้ เพราะเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนโดยตรง
ท้ายที่สุด เขาเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และต้องออกแบบกติกาที่เหมาะกับพื้นที่ เพื่อให้การแก้ปัญหายั่งยืน
ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นผ่านความร่วมมือหลายภาคส่วน

ผศ.ดร.อรอร ภู่เจริญ จากสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ปัญหาคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องซับซ้อนที่เกี่ยวข้องหลายมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาฝุ่นในเชียงใหม่จึงเกิดจากความร่วมมือของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาครัฐ
เธอชี้ว่า แม้ระบบเศรษฐกิจเปิดให้ทุกภาคส่วนดำเนินกิจกรรมได้อย่างเสรี แต่รัฐมีหน้าที่สร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ระยะสั้นกับสุขภาพระยะยาวของประชาชน
“บทบาทรัฐสำคัญที่สุดคือการทำให้ผลประโยชน์ระยะสั้นไม่ไปแลกกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตระยะยาวของคนส่วนใหญ่”
อรอร กล่าวว่า กระบวนการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมยังเผชิญความท้าทายจากอิทธิพลของกลุ่มผลประโยชน์ จนเกิดภาวะที่แนวคิดและกติกาถูกครอบงำบางส่วน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่าจุดร่วมของทุกฝ่ายคือ “สุขภาพของประชาชน” และความแตกต่างอยู่ที่การถ่วงดุลระหว่างต้นทุนทางเศรษฐกิจกับผลกระทบระยะยาว
ในระดับพื้นที่ เธอมองว่าเชียงใหม่ได้พัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานบนแผนเดียวกัน ทั้งภาควิชาการ รัฐ และท้องถิ่น พร้อมนำข้อมูลและเครื่องมือไปใช้จริงในพื้นที่ “สิ่งสำคัญคือแผนไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถูกนำไปใช้จริงในระบบของจังหวัดแล้ว”
เธอมองว่าการทำงานลักษณะนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาฝุ่น แต่เป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม ที่เปิดพื้นที่ให้ประชาชนกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง
ท้ายที่สุด อรอร เห็นว่าความสำคัญอยู่ที่การรักษาพื้นที่กลางสำหรับการพูดคุย และการพัฒนาระบบข้อมูลและเครื่องมือร่วมกัน เพื่อให้การจัดการปัญหาสามารถดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
เวทีเสวนาสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่ไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะฤดูกาล แต่เป็นผลของโครงสร้างเชิงระบบ ทั้งการผลิต การใช้ที่ดิน อุตสาหกรรม และการกำกับดูแลของรัฐ การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยทั้งกฎหมายที่มีประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจที่เหมาะสม ข้อมูลที่โปร่งใส และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อเปลี่ยนจากการจัดการเชิงวิกฤตไปสู่ระบบการบริหารจัดการอากาศสะอาดอย่างยั่งยืน.

