ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
หน้าแรก/บทความ/สภาลมหายใจชม.-RCSD เปิดเวทีถกกฎหมายเผาป่า พร้อมชู พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นทางออกเชิงโครงสร้าง

สภาลมหายใจชม.-RCSD เปิดเวทีถกกฎหมายเผาป่า พร้อมชู พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นทางออกเชิงโครงสร้าง

กองบรรณาธิการประชาธรรม
4 เมษายน 2569
อ่าน 9 นาที

ฟังบทความ

วันที่ 3 เมษายน 2569 สภาลมหายใจร่วมกับศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดเวทีเสวนา “ ยุติธรรมหรือไม่? กฎหมายจับคนเผาปรับ 2 ล้าน จำคุก 20 ปี” ที่คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อเปิดพื้นที่สนทนา สร้างข้อถกเถียง และวิพากษ์ถึงความเป็นธรรมของการบังคับใช้กฎหมายที่มุ่งดำเนินคดีกับประชาชนรายย่อย ขณะที่ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณานั้น ยึดหลักการเอาผิดต่อผู้ก่อมลพิษรายใหญ่อันเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศจากต้นทางอย่างแท้จริง

จากกรณีที่วันที่ 21 มกราคม 2569 นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้ประกาศมาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการเผาในที่โล่งและกำหนดเขตควบคุมการเผาในระดับจังหวัด พร้อมสั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด การเผาในพื้นที่ป่า พื้นที่เกษตร และพื้นที่โล่ง มีโทษทั้งปรับและจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยมีบทลงโทษสูงสุดถึงจำคุก 20 ปี และปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีผู้ถูกจับกุมและเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์แล้วหลายราย นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินตรวจสอบจุดความร้อนควบคู่กับการติดตามผู้ก่อไฟ โดยผู้ที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่มักเป็นกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งบางกรณีอาจมีเหตุผลในการใช้ไฟเพียงเพื่อการเผาขยะ

ความเป็นธรรมด้านกฎหมาย สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน

อ.ชยันต์ วรรธนะภูติ ผู้อำนวยการศูนย์ภูมิภาคเพื่อสังคมศาสตร์และการพัฒนาที่ยั่งยืน (RCSD) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พูดถึงที่มาของการจัดงานเพื่อสะท้อนถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากนโยบาย Zero Burning หรือการห้ามเผาเด็ดขาดโดยไม่คำนึงถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องพึ่งพิงป่า เป็นภาระของชุมชนในการดูแลไม่ให้ไฟป่าเกิดขึ้น

ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในไทยมีความรู้หลายชุดทั้งของราชการ นักวิชาการ ความรู้ของชาวบ้าน การออกกฎหมายที่ไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของชุมชน และให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ปรับในอัตราที่สูงเป็นความไม่ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม เราจะพูดถึงสิทธิชุมชน และการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างไร

ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมคือการที่เรามองเห็นสังคมที่แตกต่างหลากหลาย โครงสร้างทางสังคม เวลามีปัญหาทางสิ่งแวดล้อมเช่น น้ำท่วม ภัยพิบัติเรื่องฝุ่น ถ้าเป็นคนที่มีฐานะเขาก็ติดเครื่องฟอกอากาศก็แก้ปัญหาตัวเองได้ แต่คนยากจนไม่สามารถป้องกันตนเองได้ และยังไม่ได้รับความใส่ใจจากผู้มีอำนาจ การสื่อสารถึงผู้มีอำนาจในการแก้ไขปัญหาประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางจึงมีความสำคัญ

รัตนศิริ ก้องนภางค์ กล่าวถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือโทษทางกฎหมายที่ประกาศโดยกรมควบคุมมลพิษระบุว่าการเผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4-20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000 – 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การเผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท ในกรณีบุคคลใดเผาป่าเป็นเนื้อที่เกินกว่า 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 2,000,000 บาท มีการประจานคนโดนจับ มีการใช้เทคโนโลยี เช่น จากเดิมแค่ดาวเทียมตรวจจับความร้อน แต่ปัจจุบันมีการใช้โดรนในลักษณะเหมือนกับไล่ตามล่าคนเผาอย่างเจาะจงเป็นรายบุคคล

“กฎหมายเผาป่าเท่ากับติดคุก เผาในเมืองมีโทษน้อยกว่าในป่า แต่ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษ แต่ยังไม่มีการจับกุม นอกจากการมีโทษปรับสูง และยังมีความรุนแรงผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย และมีการดำเนินคดีจริง ๆ แล้ว เช่นกรณีที่เชียงดาว และมีการการประจานผู้ถูกจับโดยการแชร์บัตรประชาชนออกสื่อ เป็นต้น ทำให้มีข้อสังเกตว่าเอื้อกับกลุ่มทุนหรือไม่ กฎหมายให้ความเป็นธรรมกับคนจริงหรือไม่”

สิริพัทธ์ รัตนตรีประสาน นักกฎหมายคลินิกกฎหมายสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “กฎหมายนี้มาจากตรงไหน กันแน่ ผมคิดว่าเริ่มจากประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติที่ประกาศให้เชียงใหม่เป็นเขตควบคุมมลพิษ สิ่งที่ตามมา หน่วยงานต่าง ๆ ก็ต้องทำแผนเพื่อลดมลพิษจังหวัดเชียงใหม่ก็เลยต้องมีประกาศจังหวัดเมื่อวันที่ 25 ธค.2568 มี 6 ยุทธศาสตร์ 5 มาตรการ 11 พ.ร.บ. และ 2 ประกาศกระทรวง โดยรวมก็ต้องทำแผนทั้งภาคเกษตร ภาคเมือง ขนส่งสาธารณะ ส่วนที่สำคัญของมาตรการคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ผมคิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายห้ามเผานี้ด้วย”

สิ่งที่เป็นข้อสังเกตคือการบังคับโทษตามพ.ร.บ.นั้นมีความแตกต่างกันระหว่างภาคป่าไม้ ภาคอุตสาหกรรมกล่าวคือในส่วนของภาคป่าไม้นั้นมีฐานคิดว่าทรัพยากรธรรมชาติในเขตป่าเป็นของรัฐ สามารถเข้าจับกุมได้ทันที และโทษจำคุก 4-20 ปี ปรับ 2 แสน-2 ล้านบาทเปรียบเทียบปรับไม่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมฐานคิดคือรัฐควบคุมผู้ประกอบการกิจการตามระดับประเภทอันตรายโดยใช้ระบบอนุญาต เพื่อผู้ประกอบการต้องจ่ายต้นทุนเพื่อควบคุมการก่อมลพิษเอง (PPP) ซึ่งภาครัฐจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีมีขั้นตอน เช่น จะต้องตรวจสอบและตักเตือนเพื่อให้แก้ไขข้อบกพร่องก่อน ถ้าไม่ดำเนินการจึงจะสั่งหยุดกิจการ นอกจากนี้โทษจำคุกก็จะน้อยกว่าคือไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 แสนบาท

เสียงสะท้อนจากชุมชน

พฤ โอโดเชา ตัวแทนชุมชนผู้ใช้ไฟจากอ.สะเมิง จ.เชียงใหม่กล่าวถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากกฎหมายและนโยบายในการแก้ไขปัญหาคนที่อยู่กับป่ามีมานาน ทั้ง ๆ ที่ชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยาน และกฎหมายป่าไม้ การออกกฎหมายทับพื้นที่ที่ชุมชนอยู่อาศัยส่งผลกระทบกับชุมชน “แล้วผมจะมีชีวิตอยู่อย่างไรเมื่อไม่เข้าใจ มองปัญหาผิด จัดการผิด ผมก็โดนกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าไม่ว่าไฟป่าจะเกิดที่ไหน ที่ไม่ใช่บ้านผม ผมก็โดนอยู่ดีเพราะผมอยู่ในป่า”

ส่วนเรื่องไฟนั้นชาวบ้านมองว่าถ้าบริหารเชื้อเพลิงเบา ๆ หมายถึงมีปริมาณใบไม้ไม่ทับถมจนมากเกินไปมันดีกว่าการที่มีเชื้อเพลิงหนา ๆ มีใบไม้ทับถมมากมันจะทำให้ไฟแรง สัตว์ป่าก็จะอยู่ไม่ได้ ชาวบ้านเกิดมาอยู่กับควันไฟ ผมอยู่มาตั้งแต่เด็ก ไม่เห็นจะตาย แต่ผมคิดว่าท่อรถยนต์หนักกว่าควันไฟ ถ้าเราดมเราอาจจะเป็นลมไปแล้ว การที่เราเห็นไฟเป็นผู้ร้ายเพราะเกิดจากการใช้แว่นมองปัญหาที่ไม่เหมือนกัน

บัญชา ภักดีคีรี ผู้ใหญ่บ้านทุ่งโป่งเหนือ ต.บ้านปง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าพื้นที่บ้านผมอยู่กับเขตอุทยานฯทั้งสองฝั่ง และป่าสงวนด้วย เราต้องมีแผนดูแลจัดการพื้นที่ป่าตลอดทั้งปีไม่ได้ทำเฉพาะช่วงฤดูกาลฝุ่น เมื่อจังหวัดสั่งมาเราก็ต้องทำในฐานะผู้ชุมชน แต่บางทีก็ลำบากใจเราต้องคุยกับชุมชน การทำแนวกันไฟของแต่ละชุด ในช่วงเผชิญเหตุผมยอมรับของทีมส้มสู้ไฟมีอุปกรณ์มากกว่าทีมชาวบ้านมาก ก็ช่วยชุมชนได้มาก มีโดรนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเทศบาลมีก็ถือว่าเป็นการช่วยกัน แต่ปัญหาใหญ่ ๆ เป็นเรื่องกฎหมายห้ามเผาที่เห็นว่าไม่มีความเท่าเทียมอย่างมาก ทำให้ชาวบ้านเกิดความกังวลทำให้ไม่สามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้

เนาวรัตน์ เรือนคำ จิตอาสา ทำงานกับผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ และหน่วยงานป่าไม้ ทั้งป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ และอช.ขุนขาน ชาวบ้านทำเรื่องไฟป่า ต้องไปดับไฟป่าและทำมาหากินไปด้วยก็จะมีความเครียด ปีนี้เรามีแผนบริหารเชื้อเพลิงแต่ไม่สามารถทำได้ ชุมชนจะทำแผน 3 ช่วงเวลา เช่น ก่อนฤดูไฟป่า สร้างความเข้าใจชุมชน ว่าจะมีทำแนวกันไฟตรงไหน บริหารเชื้อเพลิงอย่างไร ช่วงเผชิญเหตุในช่วงดับไฟป่า เราจะมีวอร์รูม และมีอุปสรรคเรื่องน้ำมัน ช่วงที่ 3 คือการฟื้นฟู การดับไฟใช้ความรู้ท้องถิ่นและเทคโนโลยีร่วมกัน กรณีบินโดรนในปัจจุบัน เรามองได้ 2 ด้าน ด้านหนึ่งก็เป็นตาที่สาม เพราะเป็นการชี้เป้าได้อย่างรวดเร็ว แต่บางพื้นที่ก็ต้องระวังในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ทางออกต่อปัญหาอคติ จำเป็นต้องเปลี่ยนจากการห้ามเผาเด็ดขาด มาสู่การบริหารจัดการเชื้อเพลิงตามเป็นจริง และจำเป็น เลิกตีตราเกษตรกร อีกอย่างเวลาเผชิญเหตุ ชุมชนจะฟังใครระหว่างอำเภอ ป่าไม้ ถ้าเราต้องขึ้นเขา 2-3 รอบ เราก็เหนื่อย และอยากให้แก้ไขกฎหมายที่ไล่จับชาวบ้านมาเป็นการสร้างความร่วมมือจะดีกว่า

วทัญญู แสงอรุณ ตัวแทนชุมชนหมู่ที่ 2 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าปีนี้มีคำสั่งที่คนอยู่หน้างานไม่มีอำนาจสั่งการ เขาขอให้หยุดเรื่องการบริหารเชื้อเพลิงไว้ก่อน ทำให้ชุมชนการแก้ไขปัญหาไฟป่าไม่จบสิ้น และเกิดการลุกไหม้เป็นผืนใหญ่ อีกอย่างเวลาเผชิญเหตุ ชุมชนจะฟังใครระหว่างอำเภอ ป่าไม้ ถ้าเราต้องขึ้นเขา 2-3 รอบ เราก็เหนื่อย จริง ๆ ผมอยากจะบริหารเชื้อเพลิงทุกปี ผมคิดว่ามันจะรุนแรงน้อยกว่านี้ ไฟที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรง แต่ถ้ามันถูกทิ้งไว้สามปีมันจัดการยาก เพราะพื้นที่เป็นดอย เดินทางเป็นชั่วโมง เราจะดับอย่างไร ผมเคยทำแผนบริหารเชื้อเพลิง ให้จบเป็นบ้าน ๆ เราไม่ควรจัดการตอนอากาศกดก็จะช่วยแก้ปัญหาหมอกควันได้

“งบประมาณก็เอามาละลาย บ้านผมไม่ต้องเอางบมา เอามาทำถนนให้ชาวบ้านดีกว่า ไฟมีปัญหาเมื่อ 10 ปีมานี้ ตั้งแต่ประกาศ 3-5 เดือน มันก็เริ่มมีปัญหาแล้ว แต่ถ้าให้ชาวบ้านทำการบริหารจัดการก่อน ให้แต่ละบ้านทำ ไม่ใช่ทำช่วงพีค  ถ้าสะสมเชื้อเพลิง 3 ปี ไฟจะหนักมาก กว่าจะหมดควัน อีกอย่างกระแสของโซเชียลก็บั่นทอนการทำงานของชุมชน สื่อโซเชียลมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อดีทำให้คนรับข่าวสาร ข้อเสียคือเจ้านายมองว่าเป็นเรื่องใหญ่ คนหน้างานจะทำให้จบก็ไม่จบ คนที่โจมตีในโซเชียลก็ช่วยเราไม่ได้”

วัฒนา พ้นภัย ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.สะเมิงใต้ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือ ถ้าไฟมาเราก็ไปดับ เราก็ห่วงทั้งชีวิต และทรัพย์สิน ไฟป่านี่ยิ่งมากยิ่งน่ากลัว ตอนที่ดับถ้าเชื้อเพลิงไม่เยอะจะดับง่ายกว่า แต่บางพื้นที่เชื้อเพลิงกองสูง เวลาไฟเกิด ลมมา เราไม่สามารถเข้าไปดับได้แล้ว ยิ่งถ้ามาพร้อม ๆ กัน เจ้าหน้าที่มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ ชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้หญิง ก็เลยต้องมีจิตอาสา คนที่เป็นจิตอาสาก็จะมีล้า และเข้าไม่ได้ทุกวัน ขอนไม้ในป่าก็กลิ้งลง ไฟก็เกิดขึ้นมาอีก เป็นเหตุผลว่า ทำไมดับแล้วจึงเกิดขึ้นอีก อีกอย่างโลกโซเชียลทุกวันนี้ คนไม่รู้ ไม่เห็นในพื้นที่ พอไฟเกิดก็เอาลงสื่อ แต่พอไฟดับมีคนแชร์ในสื่อว่าชาวบ้านเผาป่าเอางบมาเปลี่ยนท่อ ทั้ง ๆ ที่เราเหนื่อยอย่างมาก ไม่มีใครอยากได้งบ เราเหนื่อยมาก

ผลักดันพ.ร.บอากาศสะอาด แก้นโยบาย-กระจายงบสู่ท้องถิ่น

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.จังหวัดเชียงใหม่ และกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดพูดถึงเรื่องงบแก้ปัญหาฝุ่นที่มาถึงท้องถิ่นและถูกตัดทุกปี และต่อให้มีการอนุมัติเงินมาแล้ว การใช้เงินก็ยังยากมาก เช่น จะระบุว่าซื้อไม้ตบกี่ชิ้น  และระบุสัดส่วนของการซื้ออุปกรณ์ได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท งบประมาณที่เหลือให้ไปทำให้ฝึกอบรมที่ไม่มีความยืดหยุ่น ควรให้ท้องถิ่นสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเงินไปทำอะไรได้ที่จะเป็นประโยชน์ ซึ่งต้องปลดล็อคเรื่องนี้จะทำให้ท้องถิ่นสามารถแก้ไขปัญหาไฟป่าได้จริง

ส่วนความคืบหน้า พ.ร.บ.อากาศสะอาดมีเวลาที่ครม.ชุดใหม่จะนำกลับมาพิจารณาใหม่ได้ภายใน 13 พฤษภาคม กรณีบทลงโทษใน ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดไม่ได้กำหนดบทลงโทษไว้ โดยใช้ ตามพ.ร.บ.ป่าไม้ที่มีอยู่แล้ว กรณีที่เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด กำหนดโทษอาญาที่รุนแรงจนภาคอุตสาหกรรรมต้องคัดค้าน

ในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดให้มีการบริหารเชื้อเพลิงและทำไร่หมุนเวียนได้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการบริหารเชื้อเพลิง  แต่การบริหารเชื้อเพลิงต้องทำให้โปร่งใส ทำให้ไม่ถูกมองในแง่ลบ เพราะปี 2567 เราไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเราบริหารตรงไหนอย่างไร ทางจังหวัดไม่มีข้อมูล ถ้าตามร่างพ.ร.บ.ต้องระบุชัดเจน และโปร่งใส

ทั้งนี้ การไล่ดับไฟไม่ใช่การแก้ไขระยะยาว เพราะไม่ได้เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม กรณีดอยป่าแป๋ ถือเป็นโมเดลที่ดี  เราน่าจะเพิ่มใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด อาจจะเป็นพื้นที่คุ้มครองอากาศสะอาด ก็อาจจะเป็นช่องทางของการสร้างแรงจูงใจในการดูแลพื้นที่ ป่า เสริมสร้างคนอยู่ร่วมกับป่า ส่วนทีมส้มสู้ไฟ สาเหตุที่เราทำเพื่อที่จะศึกษาว่าถ้าเราเป็นรัฐบาลเราจะต้องใช้งบเท่าไหร่ อุปกรณ์ใดที่ดีหรือไม่ดี ทำให้ท้องถิ่นจัดการไฟได้ ระยะยาวก็ต้องแก้ไขเชิงโครงสร้าง

การกระจายอำนาจจะเป็นทางออกในระยะยาว ให้แต่ละจังหวัดมีแผนที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น รวมถึงงบประมาณ ผลักดันให้มาที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงงบประมาณที่น้อยเกินไป รวมทั้งเรื่องสวัสดิการ ประกันชีวิตเจ้าหน้าที่ดับไฟด้วย

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ ผมคิดว่าบรรยากาศตอนนี้เหมือนตอนที่เกิดสภาลมฯ ปี 2562 ข้อเสนอเหมือนเดิม แต่มีความตื่นตัวของภาคประชาชนมากขึ้น ภาควิชาการด้วย แต่ยังไม่เปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ผมคิดว่าในพ.ร.บ.อากาศสะอาดก็มองว่าเป็นการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม และชัดเจนที่สุด ขณะที่พ.ร.บ.ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยยังไม่ใช่กฎหมายที่แก้ปัญหา แต่พ.ร.บ.อากาศสะอาดวิเคราะห์ปัญหามาจากแหล่งกำเนิดมลพิษทุกแหล่งมลพิษ

ปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่การดับไฟ และไล่จับชาวบ้าน แต่จะทำให้เกิดปัญหามากขึ้น จะเกิดไฟแค้น ไฟสุมทรวง เป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่ง เพราะกฎหมายป่าไม้ประกาศทับมายังชุมชน ชุมชนอยู่มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พอหลังมีกฎหมายป่าไม้ ป่าก็เริ่มหายไป สิทธิทำกินถูกริดรอน สิทธิในที่อยู่อาศัย และการดูแลป่าก็ถูกริดรอนไปด้วย ชาวบ้านหากินตามธรรมชาติ หากินอยู่กับป่าไม่ได้รับการดูแล และไม่ได้รับการพัฒนา อันนี้คือความขัดแย้งพื้นฐานมาก่อนหน้านี้ พอเกิดเรื่องไฟและไล่จับชาวบ้านก็เหมือนมีดที่กรีดลงบนแผลเก่า จึงเกิดความไม่เป็นธรรม ซ้ำซ้อน

กลุ่มที่มีปัญหาหนักคือนิเวศป่าผลัดใบที่เป็นแหล่งอาหารของชุมชนและต้องยอมรับเรื่องกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีกำลังไม่เพียงพอ ป่าเป็นแสนไร่ มีเจ้าหน้าที่ควบคุมเพียง 5 คน  เจ้าหน้าที่เองก็ยอมรับดูแลได้ไม่ถึง 10 % ต้องบอกว่าทำภารกิจเป็น 100% ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาคือการเปลี่ยนจำเลยมาเป็นเจ้าภาพ เพราะถ้าไฟเกิดขึ้นจริง ชุมชน และ อปท.ต้องเป็นคนจัดการ เอาความรู้ทั้งท้องถิ่น และวิทยาศาสตร์มาทำด้วยกัน การบริหารเชื้อเพลิง จะเป็นการโซนนิ่ง เขตไหนไม่ให้ไฟเข้าใช้ Zero Burning พื้นที่ที่จำเป็นต้องใช้ไฟ ทำแนวกันไฟล้อมรอบ การทำต้องจบ ไม่ให้ลุกลาม 

ข้อเสนอเรื่องการบูรณาการ และการทำงานแบบมีส่วนร่วม และต้องมีพื้นที่ปลอดภัย แลกเปลี่ยนได้ในการแก้ไขปัญหา เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือ และกระบวนการวางแผนร่วมกัน มีข้อมูล ความรู้ที่ยอมรับร่วมกันทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่น และวิทยาศาสตร์ และต้องมีระบบสนับสนุนที่ดี

ปีนี้ทำไฟไหม้เยอะเพราะเป็นเชื้อเพลิงสะสม และปีนี้การเตรียมการอ่อนมากเพราะเป็นช่วงรัฐบาลชั่วคราว ข้างล่างเกียร์ว่าง ต้องรอความชัดเจนจากส่วนกลาง ที่เป็นโครงสร้างการรวมศูนย์งบอยู่ตรงกลาง อำนาจก็อยู่ตรงกลาง ต้องเอางบมาตั้งที่ท้องถิ่น และชุมชน เรื่องการรกระจายอำนาจจึงเป็นเรื่องสำคัญ เสริมพลังท้องถิ่นและชุมชน การที่รัฐบาลไม่แก้ปัญหา ปล่อยให้ไฟรุนแรง ใครจะลงโทษรัฐบาล แล้วการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีใครเอาโดรนมาจับหรือไม่.


แชร์บทความ