/
บทความ/
แนวคิดพรรคการเมืองต่อทางออกฝุ่นในเมือง: พรรคใดบ้างสนใจปัญหาโครงสร้างและคุณภาพชีวิตคนเมือง?
แนวคิดพรรคการเมืองต่อทางออกฝุ่นในเมือง: พรรคใดบ้างสนใจปัญหาโครงสร้างและคุณภาพชีวิตคนเมือง?
รัตนศิริ กิตติก้องนภางค์
5 กุมภาพันธ์ 2569
อ่าน 5 นาที
ฟังบทความ

เวทีสาธารณะพัฒนาขนส่งสาธารณะเชียงใหม่ และการแก้ไขฝุ่นควัน PM2.5 โดยหน่วยงานประจำจังหวัดเชียงใหม่ สภาผู้บริโภค ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสภาสิทธิการเดินทางจังหวัดเชียงใหม่ ได้เปิดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และตัวแทนพรรคการเมือง 8 พรรค มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศของเชียงใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นในเมืองซึ่งเกี่ยวโยงกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ขนส่งสาธารณะ และคุณภาพชีวิตของคนเมือง ทางออกสำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษอย่างเป็นธรรมและเป็นทางออกของเชียงใหม่ได้อย่างยั่งยืน จะต้องรวมถึงการสร้างระบบขนส่งสาธารณะให้กับเชียงใหม่ มุ่งแก้ปัญหามลพิษทางอากาศด้วยการลดฝุ่นพิษแต่เพิ่มสิทธิของประชาชน ก่อนการเลือกตั้งจะมาถึงในอีกไม่กี่วัน ลองมาดูกันว่าพรรคการเมืองใดบ้างมีเจตนารมณ์ทำให้ “เชียงใหม่อยู่ได้” อย่างเป็นมิตรกับเมือง

คำถาม: ทำอย่างไรให้เกิดการแก้กฎหมาย พรบ. ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถจัดการพัฒนาระบบขนส่งฯ ได้เบ็ดเสร็จ 100% ?
| พรรคประชาธิปัตย์ | พรรคเพื่อไทย | พรรคภูมิใจไทย | พรรคประชาชน | พรรคก้าวอิสระ | พรรคกล้าธรรม | พรรคโอกาสใหม่ | พรรคเศรษฐกิจ |
| – การลดจำนวนรถส่วนตัวบนท้องถนน- ระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ- โครงข่ายเส้นทาง ผังเมืองเชียงใหม่มีลักษณะคล้ายใยแมงมุมหรือตาข่ายที่สามารถเชื่อมถึงกันได้หลายทิศทาง แต่ปัจจุบันการจราจรยังคงกระจุกตัวอยู่ที่เส้นทางหลักและบริเวณรอบคูเมือง สถานภาพและปัญหาของระบบขนส่งมวลชนในปัจจุบัน – ผู้ให้บริการเดิม มีรถโดยสารจากอำเภอรอบนอกเข้าสู่เมือง (รถเมล์สีขาว สีเขียว สีเหลือง) และรถสี่ล้อแดงภายในตัวเมืองที่มีจำนวนกว่า 4,000 คัน อุปสรรคด้านการบริหารจัดการและงบประมาณ- การกระจายงบประมาณ มีข้อสังเกตว่าเมื่อรัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงมาสู่ท้องถิ่น งบเหล่านั้นมักถูกนำไปใช้ในโครงการอื่นของท้องถิ่นเอง แทนที่จะส่งถึงมือผู้ประกอบการในระบบขนส่งสาธารณะหรือสหกรณ์รถแดงโดยตรง- คณะกรรมการจัดระบบการขนส่งจังหวัดเชียงใหม่ ถูกระบุว่าเป็นกลไกสำคัญที่ต้องทำงานเชิงรุกและจริงจังมากกว่าที่เป็นอยู่บทเรียนจากความล้มเหลวในอดีต- โครงการรถขนส่งมวลชนบางแห่ง (เช่น หมู่บ้านขวัญเวียง) ประสบปัญหาขาดทุน- โครงการรถ RTC และการพัฒนาระบบผ่านแอปพลิเคชันร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 และงบประมาณสิ้นสุดลงข้อเสนอแนะและแนวทางการดำเนินงานในอนาคต- การบริหารจัดการ เจ้าหน้าที่จราจรและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายและบริหารจัดการอย่างจริงจังในทุกหน่วยงาน- การมีส่วนร่วม การเริ่มโครงการขนาดใหญ่ เช่น ระบบรางเบา หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน ต้องผ่านกระบวนการประชาคม เพื่อให้ประชาชนเห็นชอบและมีส่วนร่วม เช่นเดียวกับกรณีตัวอย่างการรื้อถอนฝายพญาคำ- โครงสร้างพื้นฐานเบื้องต้น นอกเหนือจากระบบขนส่ง ต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพของถนนในซอยและย่านชุมชน (เช่น ย่านสันติธรรม) ที่ยังขาดการปรับปรุงผิวจราจรและการตีเส้นแบ่งเลนที่ชัดเจน- การนำโมเดลความสำเร็จอย่างการพัฒนาคลองแม่ข่า มาเป็นต้นแบบในการสร้างความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะในชุมชนก็สามารถทำให้สำเร็จได้เช่นกัน | – ประชากรเชียงใหม่ใช้รถส่วนตัวสูงถึง 85% เนื่องจากขาดทางเลือกด้านขนส่งสาธารณะ- 3 มิติหลัก ได้แก่1. มิติเศรษฐกิจ เพิ่มความคล่องตัวในการขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ2. มิติสังคมยกระดับคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงบริการต่างๆ3. มิติสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว อุปสรรคสำคัญและข้อจำกัดในการดำเนินงาน- ปัญหาข้อกฎหมายทับซ้อนปัจจุบันมีการบังคับใช้กฎหมาย 3 ฉบับที่พันวันและขัดแย้งกันในทางปฏิบัติ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำงานได้ยาก- พรบ. กระจายอำนาจปี 2542 ให้อำนาจท้องถิ่นดำเนินกิจการขนส่งมวลชนได้- พรบ. ขนส่งทางบก ควบคุมการขอใบอนุญาตเดินรถ- พรบ. การจัดการจราจรปี 252 ควบคุมการจัดระเบียบจราจร- ผลกระทบ ท้องถิ่นไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินใจ แม้แต่การขอใบอนุญาตเดินรถในพื้นที่ของตนเองยังต้องใช้เวลาดำเนินการนานกว่า 1 ปีปัญหางบประมาณและความคุ้มค่าขาดการอุดหนุนจากรัฐบาล ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายรองรับให้รัฐบาลส่วนกลางสามารถอุดหนุนงบประมาณ (Subsidize) ให้กับ อปท. เพื่อใช้ในการเดินรถได้- ความยั่งยืนทางการเงิน โครงการ EV Bus ที่ศึกษาโดย มช. ใช้เงินลงทุนประมาณ 200 – 400 ล้านบาท โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้โครงการยั่งยืนได้ในระยะยาว 3 ปีข้างหน้าหากไม่มีงบสนับสนุนจากส่วนกลางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน1. การขับเคลื่อนโดยท้องถิ่น (Low Hanging Fruit)เป็นการดำเนินการที่ทำได้ทันทีและจับต้องได้เร็วที่สุด โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)- ระบบรถเมล์ไฟฟ้า (EV Bus) มีแผนนำรถมาวิ่ง 34 คัน ในเส้นทางนำร่องรอบเมือง- เป้าหมายการบริการ ออกแบบให้รถผ่านหน้าบ้านทุกๆ 10 นาที (Door-to-door time ไม่เกิน 10 นาที)- จุดเด่น เป็นระบบคาร์บอนต่ำ และมีสถานีพักที่เป็นห้องปลอดฝุ่น เพื่อสุขภาวะของประชาชน- แนวทางสนับสนุนต้องการให้ประชาชนปรับพฤติกรรมมาใช้บริการเพื่อให้ระบบมีความยั่งยืน2. การขับเคลื่อนโดยส่วนกลาง (โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่)ระบบขนส่งระบบราง (Transit Oriented Development – TOD) ที่ศึกษาโดย รฟม.- ลักษณะโครงการเส้นทางระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตร- เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและจำเป็นต่อการพัฒนาเมืองระดับสูง- ข้อจำกัด ท้องถิ่นไม่สามารถทำเองได้เนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล- บทบาทของ สส. ต้องผลักดันให้เป็นนโยบายระดับรัฐบาลเพื่อดึงงบประมาณจากส่วนกลางลงมาสู่พื้นที่ | โครงสร้างระบบสหกรณ์เดินรถในปัจจุบัน- สหกรณ์นครเชียงใหม่เดินรถ จำกัด ดูแลรถสี่ล้อสีเหลือง มีสมาชิกประมาณ 1,500 คัน วิ่งรับส่งผู้โดยสารจากนอกเมืองเข้าสู่ตัวเมือง- สหกรณ์นครลานนา ดูแลรถสี่ล้อแดง- สหกรณ์สันกำแพง รถสีขาว- สหกรณ์เชียงใหม่เดินรถลำพูน (หรือไอซีเชียงใหม่) สาเหตุของความล้มเหลว- ข้อจำกัดของระบบ การจำกัดคิวและรูปแบบการบริการที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้โดยสาร – ขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ – เสนอให้สมาชิกสหกรณ์เปลี่ยนจากรถยนต์แบบเดิมเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและรักษาสิ่งแวดล้อม- การจัดการรถเดิม ยอมรับว่าต้องมีการขายทอดตลาดหรือจัดการกับรถคันเดิมเพื่อเริ่มต้นระบบใหม่ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาที่สมาชิกต้องพร้อมยอมรับเพื่อความอยู่รอดกลไกการบริหารจัดการและงบประมาณ- การบริหารโดยสหกรณ์ ไม่เห็นด้วยกับการให้รัฐบาลเข้ามาบริหารจัดการโดยตรง แต่ควรส่งเสริมให้กลุ่มสหกรณ์เดิม (นครลานนา, นครเชียงใหม่, ร่มหลวง ฯลฯ) รวมตัวกันเพื่อบริหารจัดการตนเอง- ระบบสินเชื่อรัฐบาลควรสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงแหล่งเงินกู้เพื่อซื้อรถ EV โดยใช้ความพร้อมของสมาชิกที่ต้องการจะจ่ายและเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วเป็นตัวตั้ง- ความร่วมมือและการช่วยเหลือตัวเองของกลุ่มสหกรณ์ การสร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่1. รวยกระจาย ไม่ใช่รวยกระจุกมุ่งเน้นให้รายได้กระจายไปสู่สมาชิกสหกรณ์และชาวบ้านในท้องถิ่นโดยตรง เพื่อให้มีงานทำและมีรายได้ที่ยั่งยืน2. การรวมตัวกันของสหกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพเพื่อ “รวยกระจาย ไม่ใช่รวยกระจุก” | – การกระจายอำนาจและงบประมาณ ให้ อปท. เป็นผู้ตัดสินใจหลัก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมสูงสุด- ระบบขนส่งคือเครื่องมือในการสร้างอุตสาหกรรม การบำรุงรักษา และการจ้างงานสำหรับบัณฑิตจบใหม่ในท้องถิ่นกลยุทธ์การดำเนินงานระยะสั้น- การใช้งบกลาง ใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการอนุมัติงบกลางเพื่อเริ่มโครงการขนส่งสาธารณะโดยเร่งด่วน- กระจายอำนาจ เพื่อให้ อปท. ในแต่ละจังหวัดสามารถเขียนคำขอรับงบประมาณเฉพาะกิจสำหรับการจัดทำบริการขนส่งสาธารณะได้โดยตรง- การร่วมทุนกับเอกชน สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเอกชนร่วมลงทุนกับ อปท. เพื่อเพิ่มต้นทุนและทรัพยากร ซึ่งจะช่วยให้โครงการเกิดขึ้นได้รวดเร็วยิ่งขึ้นกลยุทธ์การดำเนินงานระยะยาว -ปฏิรูปกฎหมายและโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน1. การปฏิรูปกฎหมาย – ร่างแก้ไข พรบ. ขนส่งทางบก เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารจัดการขนส่งในระดับพื้นที่ (ซึ่งในอดีตเคยถูกปัดตกไป)- ร่างแก้ไข พรบ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ กำหนดหน้าที่ของ อปท. ให้ชัดเจนว่ามีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำบริการสาธารณะทุกด้าน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของท้องถิ่น2. การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศนี่คือนโยบายหลักที่เป็นหัวใจของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อป้องกันปัญหาการนำงบประมาณจากกระทรวงต่างๆ มาใช้ในพื้นที่โดยไม่สอบถามความต้องการของคนในพื้นที่ การมีผู้ว่าราชการจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งจะทำให้การใช้งบประมาณตรงตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริงผลที่คาดว่าจะได้รับ- แก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดอย่างยั่งยืน- ด้านค่าครองชีพลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน- ด้านเศรษฐกิจท้องถิ่น (การสร้างงานและอาชีพใหม่ๆ ในแต่ละจังหวัด การเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น ศูนย์ซ่อมบำรุงในพื้นที่การรองรับแรงงานฝีมือและนักศึกษาจบใหม่ให้มีงานทำในภูมิลำเนา)- บริการสาธารณะที่ ถูก เร็ว และดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม | อุปสรรคสำคัญ1. การพึ่งพารถส่วนบุคคล เนื่องจากระบบขนส่งสาธารณะไม่สามารถคุมเวลาได้ทั้งเรื่องจำนวนรถและตารางเวลาที่แน่นอน2. ขอบเขตการให้บริการที่ไม่ครอบคลุม3. มาตรฐานค่าโดยสารที่ไม่เป็นธรรม/ความเหลื่อมล้ำทางราคา- นักท่องเที่ยวต่างชาติ ถูกเรียกเก็บค่าโดยสารในราคาสูงที่สุด- คนไทยจากภูมิภาคอื่นราคาลดหลั่นลงมา- คนท้องถิ่น ได้ราคาที่ถูกที่สุดแนวทางในการแก้ไขปัญหาแบบครบวงจร – การผลักดันกฎหมาย จำเป็นต้องมีการทบทวนกฎหมายและพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ครอบคลุมและรองรับการจัดการขนส่งสมัยใหม่- การทำงานเชิงบูรณาการ หน่วยงานภาครัฐและทีมงานที่รับผิดชอบ- ระบบติดตามอัจฉริยะ ข้อเสนอให้มีแอปพลิเคชัน (Application) ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบตำแหน่งรถสาธารณะและเวลาที่จะมาถึงได้แบบเรียลไทม์- การรวมกลุ่ม แนวทางคือต้องรวมผู้ประกอบการรายเดิมให้ได้ เพื่อทำความเข้าใจและจัดวางระบบโครงสร้างใหม่ร่วมกัน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน (Standardization) มากกว่าการต่างคนต่างทำอย่างในปัจจุบัน | ปัญหา – ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย ในอดีตเชียงใหม่เคยมีระบบรถเมล์สาธารณะ (เช่น รถเมล์สีน้ำเงิน) ที่สามารถเชื่อมต่อการเดินทางจากสนามบินไปยังพื้นที่สำคัญอย่างกาดหลวงได้- ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่ประชาชนในเขตพื้นที่รอบนอก (เช่น เขต 3 แม่ออน) ประสบความยากลำบากอย่างมากในการเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมือง หรือแหล่งเศรษฐกิจ เช่น เมย่า(MAYA) เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งที่รองรับทั้งขาไปและขากลับ- ผลกระทบด้านความปลอดภัยและจราจรปัญหารถติดขัดในช่วงเช้าและเย็นในพื้นที่เศรษฐกิจ และอุบัติเหตุทางถนนที่สูงขึ้น ยุทธศาสตร์การปฏิรูปขนส่งสาธารณะด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม 1.การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV Transformation)2.การสนับสนุนงบประมาณ อ้างถึงตัวเลขงบประมาณเบื้องต้นประมาณ 200-400 ล้านบาท โดยเน้นการส่งเสริมในฐานะนโยบายระดับผู้แทนราษฎรเพื่อโหวตสนับสนุนในสภาการพัฒนาระบบแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้ขนส่งสาธารณะเป็นเรื่องที่จับต้องได้ – ระบบข้อมูลประชาชนต้องสามารถทราบจุดขึ้นรถและเวลาที่รถจะมาถึงได้อย่างแม่นยำ- ระบบการชำระเงินออกแบบให้รองรับทั้งคนรุ่นใหม่และคนรุ่นใหญ่ – การออกแบบเพื่อความปลอดภัย (Safety Design) พัฒนารูปแบบรถให้เหมาะสมกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวปัจจุบัน เช่น นักท่องเที่ยวกลุ่ม Backpack ที่มีกระเป๋าลาก ซึ่งรถสี่ล้อแดงแบบเดิมอาจไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยเพียงพอในการบรรทุกสัมภาระเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม- ผลักดันระบบขนส่งที่ไม่ปล่อยคาร์บอนจะสอดคล้องกับ พ.ร.บ. อากาศสะอาด, พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Act) และนโยบาย Zero Emissions ของกระทรวงคมนาคม | ปัญหา – ความล้มเหลวในการเชื่อมต่อจุดต่อจุด – การพึ่งพารถยนต์ส่วนบุคคลสูง- ความหยุดนิ่งของการพัฒนา ในช่วงกว่า 33 ปีที่ผ่านมา – เสื่อมถอยของเอกลักษณ์ท้องถิ่น รถสี่ล้อแดง ซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์ของเชียงใหม่ ได้รับความนิยมน้อยลงเนื่องจากปัญหาเรื่องพฤติกรรมผู้ให้บริการและอัตราค่าโดยสารที่ไม่นิ่งวิสัยทัศน์และแนวทางการปฏิรูประบบขนส่ง ระบบขนส่งมวลชนประสิทธิภาพสูง- ความถี่และโครงข่าย กำหนดให้มีรถสาธารณะวิ่งทุกสายและเชื่อมโยงกันทั้งหมด โดยต้องมีความถี่ระดับ ทุก 5 นาที – ใช้รถไฟฟ้า (EV) ในเขตเมืองเพื่อลดมลพิษและพัฒนาเมืองให้น่าอยู่การแบ่งโซนการลงทุนตามความคุ้มค่าโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (Physical Infrastructure)นอกเหนือจากตัวรถขนส่งแล้ว การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในเมืองเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน- ความปลอดภัยทางเท้า ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์และการขับเคลื่อน 1. ผลักดันงบประมาณจากส่วนกลางลงมาสู่พื้นที่เพื่อจัดทำระบบขนส่ง EV โดยเฉพาะ2. การยึดเป้าหมายผู้ใช้บริการเป็นศูนย์กลางออกแบบระบบให้รองรับทั้งชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ และอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลซึ่งเป็นรายได้หลักของจังหวัด3. จัดระเบียบและเสถียรภาพของอัตราค่าโดยสาร เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์และประสิทธิภาพของรถขนส่งเอกลักษณ์ท้องถิ่นให้กลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้ง | ปัญหา – ค่านิยมการครอบครองทรัพย์สิน ในบริบทเชียงใหม่ ครอบครัวที่มีสมาชิก 3-4 คน มักจะมีรถยนต์ครบทุกคน- ความแตกต่างของขนาดประชากร แม้เขตเทศบาลจะมีประชากรประมาณ 200,000 คน แต่เมื่อรวมอำเภอรอบนอกอีก 8 อำเภอ จะมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกหลายแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพารถส่วนตัวในการเดินทางเข้าเมืองข้อจำกัดของระบบขนส่งมวลชนดั้งเดิม (รถสี่ล้อ)สี่ล้อแดงในเชียงใหม่- ความล้าสมัยของการออกแบบ รถถูกออกแบบมาตามสรีระคนสมัยก่อน (ส่วนสูงเฉลี่ย 160 ซม.) แต่ประชากรปัจจุบันและนักท่องเที่ยวมีส่วนสูงเฉลี่ย 170-180 ซม. – โครงสร้างตัวรถ ขาดพื้นที่สำหรับการยืน- ประวัติศาสตร์การจัดระเบียบ ตั้งแต่เริ่มมีการใช้ พรบ. ขนส่ง ในปี พ.ศ. 2521 เพื่อจัดระบบรถสี่ล้อในเชียงใหม่ ระบบได้กลายเป็นสัมปทานในลักษณะเส้นทางสายทางที่จำกัดอยู่แค่ในเมืองหรือระหว่างอำเภอ ทำให้การกระจายตัวของบริการไม่ครอบคลุมการเปรียบเทียบกับโมเดลเมืองใหญ่อื่นๆ- ความเรียบง่ายและทั่วถึง ในเมืองใหญ่อื่นๆ ระบบรถสองแถวสามารถดำเนินงานได้โดยไม่มีปัญหาซับซ้อน มีอัตราค่าโดยสารที่เข้าถึงง่าย (3-5 บาท) และเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ได้ครอบคลุมคล้ายกับโมเดลรถเมล์เหลือง ในอดีตของเชียงใหม่- การติดหล่มโมเดลกรุงเทพฯ มุ่งเน้นไปที่โครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้าใต้ดิน (รฟม.), รถลอยฟ้า หรือทางด่วน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย- โครงการรถไฟรางเบา (LRT) ปล่อยให้ดำเนินการไปตามขั้นตอน แต่ไม่ควรเป็นความหวังเดียวในการแก้ปัญหา- ระบบรถสี่ล้อปัจจุบัน แก้ไขระบบเดินรถให้เป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันมากกว่าเดิม- การเข้าถึงบริการ อย่างเป็นรูปธรรม |
คำถาม: จะผลักดันอย่างไร? ในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด?
| พรรคเพื่อไทย | พรรคภูมิใจไทย | พรรคประชาชน | พรรคก้าวอิสระ | พรรคกล้าธรรม | พรรคโอกาสใหม่ | พรรคเศรษฐกิจ |
– ด้านสุขภาพจำนวนผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ อาทิ โรคถุงลมโป่งพอง และโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังที่เข้ารับการรักษา ลดลงถึง 54% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า- การลดแหล่งกำเนิดร่องรอยการเผาไหม้และจุดความร้อน (Hotspots) ลดลงประมาณ 30% ถึง 60% ในพื้นที่ดำเนินการ- การประเมินผลตัวเลขที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนว่าการควบคุมการเผาในที่โล่งและการบริหารจัดการข้อมูลส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพอากาศ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด1. การบริหารจัดการข้อมูลด้วยเทคโนโลยี (Data Center & AI)การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศเป็นหัวใจสำคัญของการพยากรณ์และเฝ้าระวัง- การคาดการณ์แม่นยำ ใช้เทคโนโลยี AI ในการทำนายการเกิดไฟป่าและทิศทางลมล่วงหน้า 30 วัน- แอปพลิเคชัน ไฟดี ต่อยอดความสำเร็จจากจังหวัดเชียงใหม่สู่ระดับประเทศ เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ในการมอนิเตอร์สถานการณ์แบบ Real-time- ศูนย์วอร์รูม (War Room) ข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงผู้บริหารเพื่อประกอบการตัดสินใจสั่งการ เช่น การประกาศห้ามเผาในช่วงเวลาวิกฤต2. การจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษ (Source Management)ควบคุมต้นตอของฝุ่นควันจากสองแหล่งหลักตามข้อมูลการวิเคราะห์ของ NASA- การเผาในที่โล่ง/ภาคเกษตรกำหนดให้การเผาทุกกรณีต้องได้รับอนุญาตผ่านระบบ (Permit System) เพื่อควบคุมปริมาณควันในแต่ละช่วงเวลา- ภาคอุตสาหกรรมและยานพาหนะ กำหนดมาตรการตรวจสภาพเครื่องยนต์อย่างเข้มงวด และให้อำนาจในการสั่งห้ามหรือจำกัดการใช้รถยนต์ในพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศวิกฤต (Clean Air Zones)3. มาตรการจัดการมลพิษข้ามพรมแดน ที่มาจากนอกอาณาเขตซึ่งเกี่ยวข้องกับบริษัทข้ามชาติ- มาตรการทางเศรษฐกิจ การใช้ค่าธรรมเนียมและค่าปรับต่อบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างมลพิษในประเทศเพื่อนบ้านแล้วพัดเข้ามาในไทย- การเรียกเรียกค่าเสียหาย กำหนดกลไกการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ- การกดดันผ่านต้นทุน เพิ่มต้นทุนการผลิตของบริษัทที่สร้างมลพิษ เพื่อบีบบังคับให้ต้องเปลี่ยนมาใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น | สถานการณ์ปัจจุบัน1. – การเผาในพื้นที่เกษตรและป่าไม้พืชเศรษฐกิจ พื้นที่อำเภอแม่แจ่มในอดีตมีการเผาพื้นที่เพื่อปลูกข้าวโพดจนเกิดสภาพภูเขาหัวโล้น แม้ปัจจุบันจะมีความพยายามแก้ไขแต่ปัญหายังคงดำรงอยู่ วิถีชีวิตและของป่าการเผาป่าเพื่อเก็บหาของป่า เช่น ผักหวานและเห็ด ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญ เนื่องจากเป็นวิธีที่ชาวบ้านใช้เพื่อให้พืชเหล่านี้เจริญเติบโตได้ตามความต้องการของตลาด- ยานพาหนะ ปัญหาควันดำจากรถยนต์บนท้องถนน แต่กระบวนการตรวจสภาพรถโดยหน่วยงานขนส่งถูกตั้งคำถามถึงความเข้มงวดและความโปร่งใสในการปฏิบัติงานจริง- การจัดการขยะในอดีต การเผาขยะในที่โล่งหรือเตาเผาขยะใกล้ชุมชนในอดีต เป็นแหล่งกำเนิดของสารไดออกซิน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมและพืชผัก2. วิกฤตสุขภาพและผลกระทบเชิงประจักษ์- สถิติมะเร็งปอดอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ถูกระบุว่าเป็นพื้นที่ที่มีผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย – สารพิษตกค้างการเผาไหม้ทำให้เกิดสารไดออกซินที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศและตกลงมาปนเปื้อนในแหล่งอาหาร ทำให้ประชาชนรับสารก่อมะเร็งเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว3. อุปสรรค:- ปัจจัยทางการเมือง ผู้นำท้องถิ่นและนักการเมืองบางส่วนไม่กล้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด (เช่น การจับกุมผู้กระทำผิด) เนื่องจากกังวลเรื่องการเสียคะแนนเสียงและความนิยม • ประสิทธิภาพของหน่วยงานราชการ ขาดความเข้มแข็งในการตรวจสอบมลพิษ เช่น การปล่อยให้รถควันดำผ่านการตรวจสภาพมาวิ่งบนท้องถนนได้ตามปกติข้อเสนอแนะ- การบังคับใช้กฎหมาย- ปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียม – การสร้างความร่วมมือ สร้างจิตสำนึกร่วมกันระหว่างภาคประชาชนและทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง- การจัดการด้านสาธารณสุข ให้ความสำคัญกับการป้องกันเชิงรุกและให้ข้อมูลเรื่องสารพิษตกค้าง | นโยบาย 100 วันแรก ปัญหาเชิงโครงสร้างรื้อระบบเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ที่มีประสิทธิภาพระบบฐานข้อมูลรายตำบลหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาคือการมีฐานข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนในระดับพื้นที่ ดังนี้1. การวิเคราะห์พื้นที่เผาไหม้ย้อนหลัง สถิติการเกิดไฟในแต่ละตำบล2. การจำแนกประเภทพื้นที่ระบุให้ชัดเจน: ป่าเบญจพรรณ, ป่าเต็งรัง, พื้นที่ปลูกข้าว หรือพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์3. การวางแผนเฉพาะจุด เพื่อแบ่งโซนระหว่างพื้นที่ที่ต้องบริหารจัดการเชื้อเพลิงกับพื้นที่ ห้ามเผาเด็ดขาด(No-burning zones) เพื่อจัดสรรงบประมาณที่ตรงเป้าหมาย ท้องถิ่นถูกตัดงบประมาณทุกปีแม้จะเป็นหน่วยงานหน้าด่านที่ต้องเผชิญกับไฟป่าโดยตรง- งบประมาณที่ได้รับจริงน้อยมากเมื่อเทียบกับการปฏิบัติงานทั่วประเทศ- งบกลางจากรัฐบาลมักล่าช้าและเข้าถึงท้องถิ่นได้ยาก ทำให้เตรียมรับมือสถานการณ์ไฟป่าทำได้ไม่เต็ม-ประสิทธิภาพการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายและอุปกรณ์สนับสนุน-กฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่เข้มงวดเกินไปจากส่วนกลาง-รัฐบาลที่มีเจตจำนงทางการเมืองสามารถใช้อำนาจผ่านคณะกรรมการกระจายอำนาจเพื่อมีมติปลดล็อกกฎระเบียบได้ทันที เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ที่จำเป็น ได้แก่- อุปกรณ์ตรวจจับความร้อน เพื่อระบุจุดเกิดไฟได้อย่างแม่นยำ- เครื่องเป่าลมและอุปกรณ์ดับไฟปัจจุบันถูกจำกัดจำนวนและสเปค (เช่น ให้ซื้อได้เพียงเครื่องเป่าลม 2 เครื่องต่อพื้นที่)- อุปกรณ์ช่วยชีวิตและสนับสนุน เช่น ออกซิเจนกระป๋องและจักรยานยนต์วิบาก- ใช้เฮลิคอปเตอร์เปลี่ยนจากการพ่นน้ำที่มีค่าใช้จ่ายสูง (15,000 – 20,000 บาทต่อเที่ยว) เพื่อเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่เข้าไปยังจุดศูนย์กลางของไฟป่าแทน-ร่าง พรบ. อากาศสะอาด ผ่านกระบวนการในชั้นกรรมาธิการและอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภา (สว.) มีสาระสำคัญที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง- ฝุ่นข้ามแดน มีบทบัญญัติบริษัทรับผิดชอบโดยตรง- แผนการจัดการไฟป่า กำหนดแนวทางปฏิบัติในเขตป่าอุทยานและป่าสงวนไว้อย่างชัดเจน- การแก้ปัญหาไฟป่าไม่จำเป็นต้องรอให้กฎหมายประกาศใช้ครบถ้วน หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่น สามารถเริ่มปฏิบัติตามแนวทางที่ระบุไว้ในร่างกฎหมายได้ทันที | ปัญหาการเกษตรและมลพิษบนพื้นที่สูง – ใช้วิธีฝังกลบทำได้ยากหรือแทบไม่ได้เลยในทางปฏิบัติในพื้นที่เนินเขาสูงชัน- การฝังกลบในพื้นที่สูงมีต้นทุนที่สูงมากเกินกว่าที่เกษตรกรจะแบกรับไหว- พฤติกรรมการเผาปัจจุบัน เกษตรกรพยายามปรับตัวโดยการเลือกเผาในช่วงนอกระยะเวลาประกาศห้ามเผา และนำเศษวัสดุบางส่วนไปแปรรูป แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาในภาพรวมความต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน- การเปลี่ยนผ่านอาชีพชาวบ้านมีความต้องการการสนับสนุนเพื่อเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น เช่น กาแฟ หรือสตรอว์เบอร์รี ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าและลดการเผา- ส่งเสริมให้นายทุนหรือผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตถึงในหมู่บ้าน เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง การมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและกลไกตลาด – หากสินค้าเกษตรมีราคาสูง เกษตรกรจะมีกำไรและต้นทุนชีวิตที่ดีขึ้น เลือกใช้วิธีจัดการวัชพืชด้วยเทคโนโลยีหรือเครื่องจักรแทนการเผา- ภาครัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรที่เหมาะสมกับพื้นที่- อปท. ควรมีบทบาทในการเก็บขนวัชพืชเพื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ย และแจกจ่ายหรือขายคืนให้ชาวบ้านในราคาต้นทุน- กฎหมายท้องถิ่นควรได้รับการปรับปรุงให้ อปท. สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ทันที โดยไม่ต้องรอการสั่งการจากส่วนกลางหลายขั้นตอน-การบริหารจัดการงบประมาณและหน่วยกู้ภัย1. คัดค้านการลดงบประมาณดับไฟป่า และเพิ่มงบประมาณเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ที่ทันสมัย เช่น เครื่องบินสำหรับดับไฟป่า2. นำรถที่มีอายุการใช้งานน้อยมาปรับปรุงเพื่อใช้ในงานกู้ภัยและดับไฟป่า3. เชียงใหม่มีหน่วยกู้ภัยที่มีประสิทธิภาพสูง ทั้งทางน้ำ พื้นที่สูง และไฟป่า ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ – ใช้จิตอาสาและอาสาสมัครเป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็วในการเข้าถึงวิกฤตการณ์และสาธารณภัยทุกรูปแบบ โดยแบ่งเป็นภาคประชาชนและทีมกู้ชีพกู้ภัย- การแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างจะช่วยลดภาระของทีมอาสาสมัครในระยะยาว เพราะปัญหาจะถูกยับยั้งตั้งแต่ต้นเหตุ- ผลักดันพ.ร.บ. อากาศสะอาด และการให้อำนาจการปกครองท้องถิ่นในการขับเคลื่อนนโยบาย | ปัญหาอากาศไม่สะอาดเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก1. การเผา ทั้งจากเกษตรกรรมที่ตั้งใจ และไฟป่าที่ไม่ตั้งใจ รวมถึงฝุ่นควันข้ามพรมแดน2. ภาคอุตสาหกรรมการผลิตที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) 3. การขนส่ง ข้อมูลระบุว่าในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อให้เกิดคาร์บอนเทียบเท่าสูงถึง 6 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ามลพิษที่เกิดจากผลผลิตข้าวโพด (ซึ่งมีปริมาณประมาณ 400,000 ตัน) -ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน 3 รี (3 Re Strategy)1. Reduce (ลดการปล่อยมลพิษ)ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การเกษตร อุตสาหกรรม และการขนส่ง- สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบขนส่งสาธารณะ- มาตรฐานอุตสาหกรรม ส่งเสริมกระบวนการผลิตสีเขียวผ่านการรับรองต่างๆ เช่น Green Certification หรือเอกสารสิทธิ์จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม- ให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถใช้ โดรนในการเฝ้าระวังไฟป่าและการเผา -ใช้ระบบสแกนผ่านดาวเทียมและซอฟต์แวร์ตรวจจับไฟ (เช่น โปรแกรม Fire) เพื่อตรวจหาจุดความร้อน (Hotspots) และลดต้นทุนในการเข้าพื้นที่ตรวจสอบ2. Replace (เปลี่ยนขยะเป็นมูลค่า)เปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เป็นรายได้- โครงการ Turn Waste to World ตัวอย่างความสำเร็จจากการนำข้าวโพดจากพื้นที่อำเภอแม่แจ่มและอำเภอแม่ออน มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น วัสดุกันกระแทก รังไข่ ถุง และกล่อง เพื่อส่งออกต่างประเทศ- ภาครัฐและภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบ (เช่น ภาคการท่องเที่ยว) ร่วมจัดสรรงบประมาณเพื่อรับซื้อขยะเกษตร เช่น ซังข้าวโพดและฟางข้าว- นวัตกรรมสังคมเชื่อมโยงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์เข้ากับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในโครงการ Social Innovation เพื่อพัฒนาการแปรรูปอย่างยั่งยืน3. Reform (ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐ)- จัดสรรงบประมาณ เครื่องมือ และการบริหารจัดการ- สนับสนุนให้พ.ร.บ. อากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายในระดับประเทศ | – มีการประชุมเตรียมการตั้งแต่พฤศจิกายนของทุกปี แต่ปัญหาไฟป่ายังคงเกิดขึ้นตลอด 15 ปีที่ผ่านมา- เชียงใหม่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะซึ่งเอื้อต่อการสะสมของฝุ่นช่วงฤดูแล้งประมาณ 1-2 เดือน- การใช้กำลังคนเดินเท้าเข้าไปดับไฟบนยอดดอยสูงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต โดยพบว่ามีเจ้าหน้าที่และผู้นำชุมชนต้องเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่- งบประมาณที่ได้รับในแต่ละปีมีจำนวนจำกัด ไม่เพียงพอ- การประชาสัมพันธ์ของส่วนราชการมักใช้ภาษาที่เข้าใจยากและเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและการจับกุมที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐและประชาชน แนวทางการแก้ไขปัญหาเชิงนวัตกรรมและวิถีท้องถิ่น- นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเฝ้าระวังและดับไฟป่าแทนการใช้กำลังคนเพียงอย่างเดียว- ท้องถิ่นต้องดูแลความสะอาดถนน ไม่ใช่วิธีกวาดฝุ่นลงท่อซึ่งจะกลายเป็นดินโคลนและอุดตัน แต่ควรใช้น้ำฉีดล้างถนน- เสนอให้งดเก็บค่าน้ำประปาเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนรดน้ำรอบบ้านและต้นไม้ เพื่อช่วยดักจับฝุ่นละออง- เน้นให้ประชาชนช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้น เช่น การสวมหน้ากากอนามัย (เปรียบเทียบกับความรับผิดชอบในช่วงโควิด-19) ปัจจัยสำคัญ1. การมีส่วนร่วม (Public Participation) ประชาชนต้องเข้ามามีบทบาทหลักในการป้องกันและแก้ไขปัญหาร่วมกับภาครัฐ2. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ภาครัฐต้องปรับปรุงวิธีการสื่อสารให้เข้าถึงง่ายและลดบรรยากาศของความขัดแย้ง3. การแก้ปัญหาแบบองค์รวม ไม่ควรมองเพียงปัญหาไฟป่าบนยอดดอย แต่ต้องให้ความสำคัญกับแหล่งกำเนิดฝุ่นในเมือง เช่น ถนน โรงงาน และยานพาหนะควบคู่กันไป4. ความร่วมมือไม่ใช่การกล่าวโทษ เพื่อผ่านวิกฤตในช่วง 2 เดือนของทุกปีไปให้ได้ | รากฐานแนวคิด ธรรมะคือธรรมชาติ-ปัญหาการเผาใบไม้จนเกิดมลพิษสะท้อนถึงการขาดความเข้าใจในหลักธรรมชาติ – วงจรธรรมชาติ (เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป) ใบไม้ที่ร่วงหล่นคือสิ่งที่ดับไปตามวงจรชีวิต หากปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการธรรมชาติ เมื่อถูกน้ำฝนจะย่อยสลายกลายเป็นดินและอินทรียวัตถุที่เป็นประโยชน์ต่อดิน- หลักเศรษฐกิจพอเพียง: ไม้ 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างของรัชกาลที่ 9 ในการจัดการพื้นที่สีเขียวในครัวเรือน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่หมุนเวียนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาการเผา- กฎหมายอากาศสะอาดหรือกฎหมายบังคับต่างๆ มีไว้เพื่อควบคุมเฉพาะบุคคลที่ทำผิดวินัย แต่สำหรับผู้ที่มี ธรรมะและเข้าใจธรรมชาติ กฎหมายเหล่านี้จะไม่จำเป็น เพราะการกระทำจะสอดคล้องกับการรักษาภาพแวดล้อมโดยสัญชาตญาณกรณีศึกษาประเทศเกาหลีใต้- นักเรียนเกาหลีใต้ได้รับมอบหมายให้เก็บใบไม้ตามข้างทางกลับบ้านเพื่อให้พ่อแม่นำไปทำปุ๋ย- การสร้างชาติด้วยปุ๋ยอินทรีย์ การนำใบไม้มาหมักเป็นปุ๋ย เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้เจริญเติบโตในทุกด้านจนถึงปัจจุบัน- การเก็บใบไม้ไม่ได้เป็นเพียงการทำความสะอาด แต่คือการสร้างทรัพยากรเพื่อการเกษตรและเศรษฐกิจยุทธศาสตร์และข้อเสนอ โมเดลระดับชุมชน- โมเดลสถานศึกษา: ใบไม้แลกคะแนน ให้นักเรียนรวบรวมใบไม้แห้งจากที่บ้านมาส่งที่โรงเรียนแรงจูงใจเปลี่ยนปริมาณใบไม้เป็นคะแนนสะสม (เช่น คะแนนสูงสุดถึง 20,000 คะแนน)- โมเดลศาสนสถาน: ทำบุญด้วยใบไม้ รณรงค์ให้วัดเลิกการเผาใบไม้และเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่รองรับใบไม้จากชาวบ้าน- แนวคิดวัตถุทานสู่ธรรมชาติทาน: การทำบุญด้วยใบไม้ให้ถือเป็นบุญใหญ่ยิ่งกว่าการทำบุญด้วยเงินหรือสิ่งก่อสร้าง (วิหาร/ศาลา) เพราะเป็นการสร้างปุ๋ยบำรุงต้นไม้ในวัด- กำหนดเกณฑ์เช่น ใบไม้ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 1,000 บุญ เพื่อดึงดูดใจพุทธบริษัท- การแบ่งปันทรัพยากรเมื่อใบไม้ที่วัดหมักจนกลายเป็นปุ๋ยแล้ว (ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน) ให้นำปุ๋ยนั้นแจกจ่ายคืนแก่ประชาชนที่มาปฏิบัติธรรมที่วัดนโยบายเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดลอย ๆ แต่มีการสนับสนุนโดยทีมวิชาการซึ่งประกอบด้วยอดีตข้าราชการและนักวิชาการรุ่นใหม่ที่รวบรวมข้อมูลเชิงลึก |
ปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายในระดับประเทศ สาเหตุที่หัวเมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่และจังหวัดอื่น ๆ ยังขาดระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ คือ การรวมศูนย์อำนาจการตัดสินใจ โดยถูกกำหนดโดยสำนักแผนยุทธศาสตร์ ส่วนกลาง กรมในสังกัดกระทรวงคมนาคม หรือกรมโยธาธิการฯ ท้องถิ่นมีบทบาทเพียงแค่การรับฟังความคิดเห็น แต่ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจหลัก และนโยบายเศรษฐกิจยานยนต์ เนื่องจากนโยบายต่าง ๆ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเอื้อให้เกิดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก ระบบขนส่งสาธารณะจึงเป็นกลไกของเมืองที่สำคัญที่จะคืนสิทธิของคนในเมื่องนอกเหนือจากกรุงเทพฯ ในการเดินทางอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ปัญหาการขนส่งสาธารณะไม่ใช่เพียงการจัดการเรื่องยานพาหนะ แต่คือการจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้อให้เศรษฐกิจและสังคมเดินหน้าต่อไปได้
ร่วมเลือกผู้บริหารประเทศที่มุ่งสร้างความเป็นธรรมในการเดินทางเพื่อแก้ไขฝุ่นในเมือง และเพิ่มสิทธิในการเดินทาง สร้างเชียงใหม่ที่อยู่ได้และน่าอยู่สำหรับทุกคน





แชร์บทความ
🔊
อ่านให้ฟัง
