ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ประชาธรรม

โครงการที่กำลังทำสื่อสิ่งพิมพ์
ติดต่อเรา
หน้าแรก

/

บทความ

/

รู้จักค้อกลาง ชุมชนดูแลไฟในป่าเขตรอยต่อเชียงใหม่-ลำปาง ปกป้องป่าชุมชนในไข่แดง

ข่าวเด่นฝุ่นไฟ Dialogue

รู้จักค้อกลาง ชุมชนดูแลไฟในป่าเขตรอยต่อเชียงใหม่-ลำปาง ปกป้องป่าชุมชนในไข่แดง

เบญจา ศิลารักษ์

5 มีนาคม 2569

อ่าน 3 นาที

ไฟป่า ที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันในหลายโซนของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งโซนใต้ โซนตะวันออก และโซนเหนือเป็นปรากฏการณ์ที่บอกกับเราว่าฤดูแห่งความชุ่มชื้นกำลังจะหายไป เรากำลังเข้าสู่ฤดูกาลแห่งความแห้งแล้ง หรือเอลนิโญ่แล้ว โดยศูนย์พยากรณ์อากาศระยะกลางของยุโรป (ECMWF) ระบุว่าโลกกำลังเข้าสู่เฟสกลางของเอลนิโญและจะเปลี่ยนไปสู่เอลนิโญในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะลากยาวไปถึงอย่างน้อยเดือนกุมภาพันธ์ 2570 นั่นหมายความว่าตั้งแต่เดือน มี.ค.- พ.ค. เป็นห้วงเวลาที่เราต้องเตรียมรับมือกับไฟป่าที่มีแนวโน้มจะรุนแรงกว่าปีที่แล้ว

สภาพอากาศของโลกในแต่ละปีเป็นปัจจัยสำคัญที่ชุมชนหลายชุมชนในเชียงใหม่ใช้ประเมินว่าจะมีแนวทางการจัดการไฟใกล้บ้านอย่างไร โดยชุมชนจะมีการประเมินในปีนั้น ๆ ว่าสภาพป่าเป็นอย่างไร มีความแห้ง หรือชุ่มชื้นแค่ไหน มีปัจจัยเสี่ยงมากน้อยเพียงไร จะใช้วิธีการอย่างไร เช่น บางชุมชนประเมินว่าปีนี้ควรจะมีการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในจุดที่มีความเสี่ยงตรงไหนบ้าง บางปีที่สภาพอากาศไม่น่าเป็นห่วง ประกอบกับเชื้อเพลิงสะสมไม่มาก ชุมชนก็จะเลือกวิธี Zero Burning เป็นต้น

ในช่วงก่อนสิ้นปี 2568 เราได้มีโอกาสพูดคุยกับ กำนันณรงค์เดช บุญมาอูป กำนันต.แม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ถึงการเตรียมแผนจัดการป้องกันไฟป่าที่บ้านค้อกลางเพราะถือเป็นพื้นที่ในเขตรอยต่อที่มีความสำคัญระหว่างเชียงใหม่กับลำปาง “ปีนี้ผมเป็นห่วงว่าไฟป่าจะหนักมากแน่นอน ปีที่แล้วบ้านเราไม่มีจุดความร้อนเลย ส่วนหนึ่งเพราะมาตรการบ้านเราก็เข้มข้นด้วยคือการห้ามเผาเด็ดขาด รวมถึงสภาพอากาศก็เอื้ออำนวยด้วยเพราะในป่ายังมีความชุ่มชื้นอยู่มาก”

สำหรับบ้านค้อกลาง กำนันณรงค์เดชเล่าว่า ที่ผ่านมาบ้านค้อกลางเคยใช้ทั้ง 2 วิธีในการจัดการไฟป่าที่เกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบทางการปกครองที่รับผิดชอบ เช่น เมื่อ 3 ปีก่อนชุมชนเลือกใช้วิธีบริหารจัดการเชื้อเพลิงสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงที่ไฟจะไหม้ คือบริเวณที่มีใบไม้มีเป็นจำนวนมาก หรือพื้นที่ ที่มีความถี่ของเข้าออก การบริหารเชื้อเพลิงช่วยทำให้ชุมชนลดภาระ และแบ่งเบาการดูแลป่าไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ 2 ปีที่ผ่านมาชุมชนมีการ สรุปบทเรียนหลังการทำงาน และมีมติร่วมกันหนึ่งข้อว่าจะใช้วิธี Zero Burning (ห้ามเผาในพื้นที่ป่าทั้งหมดที่รับผิดชอบ) เพราะเราต้องการรักษาต้นไม้เล็ก ๆ และพื้นที่ต้นน้ำที่กำลังฟื้นตัว เป็นต้น

ชุดดูแลไฟป่าของชุมชน เน้นคนแข็งแรงและเชี่ยวชาญในพื้นที่

ผมคลุกคลีกับไฟป่ามาตั้งแต่ผมเป็นเยาวชน บ้านผม บ้านค้อกลาง มีพื้นที่ป่าที่ต้องดูแลรับผิดชอบถึง 12,809 กว่าไร่ที่ต้องดูแล โดยแบ่ง เป็นพื้นที่ป่าชุมชน ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ 4,997 ไร่  และมีที่ทำกินที่ได้รับอนุญาตอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติขุนแม่ทา 941 ไร่ ที่สำคัญมีป่าไม้ ที่เป็นป่าสงวนแห่งชาติขุนแม่ทาที่อยู่ในเขตการปกครองอีกที่ล้อมรอบอีก ประมาณ 5,959 กว่าไร่ มีพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินเพียงแค่ 533 ไร่ และพื้นที่ที่เหลือก็จะเป็นพื้นที่สาธารณะ ห้วยหนองคลองบึงต่างๆ รวมพื้นที่แล้ว น่าจะอยู่ที่ 13,342 ไร่ จะสังเกตเห็นได้ว่า พื้นที่มากถึง 89 % จะเป็นพื้นที่ป่าไม้ การที่เราต้องดูแลป่าของชุมชนเสมือนชีวิต และเป็นเจ้าของร่วมรัฐนั้นเพราะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของชุมชนกับป่าที่มีอยู่มายาวนาน ชุมชนพึ่งพาป่า และในสังคมปัจจุบันผมคิดว่าป่าก็ต้องพึ่งคนด้วยเช่นกัน ป่าชุมชนบ้านผมคือซุปเปอร์มาร์เก็ตของชุมชน  อาหารจากป่าทั้งพืชผัก เห็ดและหน่อไม้ น้ำ การผลิตระบบเกษตรกรรม เราอยู่กับป่า เราถูกบ่มเพาะจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเราต้องรักษา ห่วงแหน ทรัพยากรป่าไม้ไว้ เพราะมันคือ “ชีวิต ทางรอดของคนชนบท”

“ป่าชุมชนบ้านผมเป็นเหมือนพื้นที่ไข่แดงกลางป่าใหญ่ ถ้ามีไฟไหม้จากรอบนอกมาก็จะไหม้ป่าชุมชนที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร และแหล่งน้ำบ้านผมด้วยแน่นอน” กำนันณรงค์เดชเล่าถึงเหตุที่ชุมชนต้องริเริ่มเรื่องการทำแผนและกติกาของชุมชนเพื่อจัดการดูแลป่า รวมถึงการป้องกันไฟป่า เพราะมีพื้นที่ป่าใหญ่ในเขตรับผิดชอบของบ้านค้อกลาง 12,809 ไร่ที่ต้องดูแล โดยที่กำลังของชุมชนมีเพียง 146 ครอบครัว

ช่วงฤดูไฟเราต้องทำงานอย่างหนัก เตรียมร่างกายให้แข็งแรงโดยเราจะมีทีมอาสาสมัครที่จะต้องเข้าไปนอนค้างในป่าเขตรอยต่อจังหวัดลำปางจำนวนรวมแล้ว 56 คน โดยเราจะคัดเลือกคนที่แข็งแรง รู้จักพื้นที่ และมีความเชี่ยวชาญในการใช้ชีวิตในป่าเป็นอย่างดี  โดยจะเน้นอายุไม่เกิน 60 ปี การเดินทางไกลในป่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจะต้องขนเสบียงเข้าไปด้วย มีทั้งอาหาร น้ำ และที่สำคัญคือเราต้องเตรียมน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องเป่าลมให้พร้อมหากเกิดเหตุฉุกเฉินน้ำมันไม่พอ อันตรายก็จะตกอยู่กับพวกเรา วิธีการที่เราทำคือเราจะเอาน้ำมันเชื้อเพลิงไปฝังดินตามจุดต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาที่ต้องสู้กับไฟก็จะมั่นใจได้ว่าเราจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอ

นอกจากนี้ ในตำบลยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเข้าไปดูจุดไฟป่าด้วย โดยเราจะมีฝ่ายสารสนเทศของตำบลที่จะคอยดูจุด Hotspot จากดาวเทียม เราก็พอจะคาดการณ์ได้ว่าอีกกี่วันที่ไฟจะเข้าใกล้หมู่บ้านของเรา เราก็เตรียมกำลังคนเข้าไปฝังตัวในป่า “แต่ก็เคยมีเหมือนกันที่จุด Hotspot มันก็เชื่อไม่ได้เพราะเราเคยเข้าไปนอนในป่า 2 วันก็ไม่พบว่ามีไฟป่าเลย เราจึงอยากได้โดรนจับความร้อนที่จะทำให้เราคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้น” กำนันเล่าให้ฟังถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยจัดการไฟ

ส่วนเรื่องการส่งกำลังคนที่จะเข้าไปเฝ้าไฟป่าตลอดฤดูกาลนั้นเราจะใช้กลยุทธ์ “ส่งคนดีเข้าอยู่ป่า” หมายความว่าเขามีอาชีพล่าสัตว์ และหาของป่าอยู่แล้ว ทางอบต.จะออกบัตรให้เขาเมื่อเขาเข้าไปอยู่ในป่า เพื่อติดตามคนที่ไม่น่าไว้ใจที่เข้าไปในป่าด้วย ถ้าใครที่ไม่น่าไว้ใจก็จะมีการตามประกบด้วยเพื่อป้องกันไฟป่าที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การแบ่งทีมชุดดูแล ทำแนวกันไฟที่เป็นแนวเขตรอยต่อหมู่บ้าน ตำบลจะแบ่งเป็น 6 กลุ่ม และมีหัวหน้าหมวดคอยคุมอีกทีหนึ่ง ถ้าใครไม่ไปร่วมภารกิจนี้ก็จะมีค่าปรับ ที่คิดเป็นวัน วันละ 300 บาท ค่าปรับนี้จะมอบให้แก่หัวหน้าหมวดที่ต้องทำหน้าที่เพิ่มขึ้น ระยะทางที่เดินทางไปยังเขตรอยต่อเราต้องเดินทางเป็นเวลาเกือบครึ่งวัน เราต้องทำที่พักชั่วคราวในป่า ที่ใกล้กับแหล่งน้ำ และต้องกำหนดเส้นทางเคลื่อนที่เร็วที่จะสามารถไปถึงจุดที่จะดับไฟให้เร็วที่สุด ซึ่งแนวทางของบ้านค้อกลางก็เหมือนกับบ้านอื่น ๆ ในตำบลแม่ทา เช่น บ้านท่าข้าม ต.แม่ทาก็ต้องไปดูแลไฟป่าในเขตรอยต่อเช่นกัน บ้านนี้ก็จะแบ่งคนออกเป็น 10 หมวด และนอนค้างในป่าเช่นกัน

ส่วนเรื่องการทำแนวกันไฟ เราก็จะทำในลักษณะเป็นใยแมงมุมผสม ตัดผ่านแนวกันไฟหลักทั้ง 6 ระยะทางจำนวน 14 กิโลเมตรตามเส้นแนวเขตหมู่บ้าน สวน เป็นแนวกันไฟใยแมงมุม เราทำตามเส้นทางเดินของสัตว์ป่า (ด่านสัตว์) สิ่งที่เป็นความกังวลของชุมชนคือเรื่องสัญญาณโทรศัพท์เวลาที่มีคนเจ็บ หรือประสบอุบัติเหตุจากไฟป่าดังนั้นชุมชนจึงอยากได้วิทยุสื่อสารเพิ่มขึ้นด้วย และอีกเรื่องที่หนักใจคือพื้นที่ที่ห่างไกลที่ต้องเข้าไปดูแล การขนเสบียงทั้งอาหาร น้ำ และน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะไม่เช่นนั้นภารกิจก็ล้มเหลว และที่เป็นห่วงมาก ๆ คือหากปล่อยให้ไฟไหม้ลาม ก็จะส่งผลกระทบกับแหล่งต้นน้ำ และป่าชุมชนที่ชุมชนต้องพึ่งพาอาศัย

ความเชื่อมั่นชุมชน ปกป้องป่าใหญ่เพื่อรักษาป่าชุมชน

ชุมชนบ้านค้อกลางเริ่มทำแผนชุมชนจัดการป่าในปี พ.ศ.2555 รายละเอียดของแผนมาจากแลกเปลี่ยนหารือของคนในชุมชนกลายเป็นข้อตกลงร่วมกัน โดยมีกฎระเบียบดังนี้

1. ชุมชนสามารถเข้าใช้ประโยชน์ในป่าชุมชน ทั้งนี้ จะต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านนั้น ๆ ตามระเบียบที่มีอยู่
2. สมาชิกป่าชุมชนต้องให้ความร่วมมือและร่วมกิจกรรมการสืบทอด การอนุรักษ์ และการพัฒนา ที่สอดคลองกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่ป่าชุมชนทั้งระบบอย่างน้อย 5 ครั้งต่อปี
3.  การใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนเพื่อดำรงชีพสามารถทำได้ หากก่อให้เกิดรายได้ ต้องมีสัดส่วนสมทบกองทุนป่าชุมชนนั้น ๆ ตามระเบียบข้อบังคับป่าชุมชนที่หมู่บ้านกำหนด ทั้งนี้ ต้องไม่สร้างหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศ
4. จัดตั้งกองทุนป่าชุมชน เพื่อการปรับปรุงพัฒนาที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน
5. การนำเข้าหรือใช้เครื่องจักร เครื่องทุ่นแรงในพื้นที่ป่าชุมชน ต้องได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชนก่อน
6. การใช้ประโยชน์จากไม้ในพื้นที่ให้ใช้ประโยชน์ จะต้องมีระยะห่างจากแหล่งน้ำหรือลำห้วยไม่น้อยกว่า 10 เมตร
7. ส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ซับน้ำบนพื้นที่ต้นน้ำ
8. สมาชิกป่าชุมขนสามารถนำเสนอแผนการพัฒนาป่าชุมชนต่อคณะกรรมการป่าชุมชนได้
9. ห้ามมิให้ใช้ประโยชน์จากไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ของป่าชุมชน
10. ห้ามยึดถือ ครอบครอง ใช้เป็นที่อยู่อาศัยหรือที่ทำกินในป่าชุมชน
11. ห้ามก่อสร้าง แผ้วถาง เผา หาแร่ ล่าสัตว์คุ้มครอง ในพื้นที่ป่าชุมชน
12. ห้ามปลูกสร้างสิ่งก่อสร้าง เว้นแต่ได้รับการอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชนหมู่บ้านนั้น ทั้งนี้ต้องไม่สร้างหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศ
13. ห้ามทิ้งขยะ หรือสิ่งปฏิกูลในพื้นที่ป่าชุมชน ก่อนการได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการป่าชุมชน

ปี 2564 ชุมชนได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน วิธีการของชุมชนจะชวนชุมชนทุกส่วนที่เกี่ยวข้องมานั่งคุยกัน เช่น แก่เหมือง แก่ฝาย ผู้ใหญ่บ้าน กรรมการหมู่บ้าน และสมาชิกชุมชน สุดท้ายเขาคุยกันว่าปี 2569 เขาจะทำอะไรบ้าง ป่าให้ประโยชน์กับชุมชน เช่น แหล่งน้ำ หน่อไม้ เขาก็มีมติห้ามเผาทุกกรณี จัดประชุมร่วมกับป่าไม้ นี่คือความต้องการของชุมชน และเห็นว่าเรื่องการดูแลป่าจากที่แต่เดิมเป็นสิทธิของชุมชนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็พบว่ามีปัญหาอุปสรรคอยู่มากในการดำเนินการ และยังทำให้คนในชุมชนเองไม่มีความมั่นใจในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับป่า ทั้ง ๆ ที่เคยอยู่อาศัยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ผู้นำชุมชนจึงชวนชาวบ้านคุยแล้วเห็นว่าถ้าจะเพิ่มความมั่นใจ รวมถึงเป็นการรับรองสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็เลยตัดสินใจไปขอขึ้นทะเบียนเป็นหมู่บ้านที่ดูแลรักษาป่าชุมชนจากกรมป่าไม้จำนวน 4,997 ไร่ นั่นทำให้ชุมชนมีความมั่นใจมากขึ้น

“หัวใจสำคัญคือเราเห็น คือความเชื่อมั่น และไว้ใจชุมชน” กนกศักดิ์ ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาได้พูดถึงที่มาที่ไปที่ทำให้ชุมชนในตำบลแม่ทาตัดสินใจขึ้นทะเบียนป่าชุมชนรวมถึงบ้านค้อกลางด้วย แม้ว่าโดยภาพรวมของกฎหมายป่าชุมชนปี 2562 นั้นยังไม่สมบูรณ์และยังขาดการรับรองสิทธิของการจัดตั้งป่าชุมชนในเขตป่าอนุรักษ์ อีกทั้งขั้นตอนการยื่นขอ และอนุมัติก็ยังมีความล่าช้าอยู่มาก ซึ่งก็จะต้องมีการผลักดันให้กฎหมายดีขึ้น

แต่ในมุมของชุมชนนั้นก็รู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น เพราะเหมือนมีหลักประกันในเรื่องสิทธิการดูแลป่าของชุมชน และอีกด้านก็เป็นเรื่องของการเข้าถึงงบประมาณในการดูแลรักษาป่าที่เพิ่มมากขึ้น เพราะอย่างที่ทราบดีว่างบประมาณในการดูแลรักษาป่าของแต่ละชุมชนก็เป็นปัญหาอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูไฟป่า หลายหมู่บ้านที่ผ่านมาได้รับงบประมาณโดยเฉลี่ยไม่เกิน 50,000 บาท จากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

กำนันณรงค์เดชเล่าถึงปัญหาข้อจำกัดจากการได้รับงบสนับสนุนจากภาครัฐ “การที่เราต้องรอการอุดหนุนจากภาครัฐก็จะมีข้อจำกัดมากมาย ไม่มีความยืดหยุ่น เช่นกำหนดไว้เลยว่าอาหารกลางวันต้องเป็นข้าวไข่ต้ม น้ำพริกตาแดง เป็นอย่างอื่นไม่ได้ หรือเราได้งบจากที่โน่นหน่อย ที่นี่หน่อยแล้วต้องคอยเปลี่ยนเสื้อของแต่ละหน่วยงานระหว่างปฏิบัติภารกิจเพื่อถ่ายภาพก็เป็นปัญหาความยุ่งยากของชุมชนเหมือนกัน”

ดังนั้นการวางแผนจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ในช่วงแรก ๆ ที่พูดถึงเรื่องแผนสมาชิกในชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ แต่เราต้องทำความเข้าใจกับชุมชนว่าชุมชนสามารถเขียนแผนเองได้ และต้องถูกบัญญัติไว้ในกติกาของตำบล ไม่จำเป็นต้องเป็นนักวิชาการเท่านั้นที่เป็นผู้เขียนแผน หรือเป็นแผนที่มาจากภาครัฐที่มาบอกให้เราทำ 

“สิ่งที่ทำให้เห็นผลคือป่าที่ดูแลเริ่มมีเสือ มีช้างกลับมา เราจึงยืนยันกับชุมชนว่า ความอุดมสมบูรณ์นั้นไม่ใช่มาจากภาครัฐฝ่ายเดียว แต่ถ้าเราเอารัฐมาเป็นหุ้นส่วนในการทำงาน มันเหมือนกับว่า เราให้ความสำคัญกับคุณ คุณก็ต้องให้ความสำคัญกับชุมชนด้วย”

งบประมาณไม่มี ทำบิณฑบาตไฟป่าระดมทุน

ทุกวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปีทุกหมู่บ้านของตำบลแม่ทาจะมีพิธีที่เรียกว่า “บิณฑบาตไฟป่า” โดยแต่ละหมู่บ้านก็จะทำร่วมกับวัดของแต่ละหมู่บ้าน อย่างบ้านค้อกลางก็จะทำร่วมกับวัดศรีบุญเรือง การทำบิณฑบาตไฟป่าเราจะเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และคนในชุมชนทุกครัวเรือนก็จะมีส่วนร่วมบริจาคเงินให้กับการดูแลไฟป่า และเรายังคิดว่าช่วงเวลานี้ก็เป็นช่วงเวลาที่เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นดีเดย์ที่ชุมชนจะต้องร่วมมือกันในการป้องกันไฟป่าด้วย ปีที่แล้วก็มีมาตรการห้ามเผา ทุกครัวเรือนต้องยึดถือกติกานี้ โดยเงินที่ได้จากการบิณฑบาตก็จะนำมาใช้เป็นงบประมาณสำหรับการทำแนวกันไฟ เป็นกองทุนสำหรับการไปเฝ้าระวัง ดับไฟป่า และการจัดสวัสดิการ เป็นต้น

กำนันณรงค์เดชบอกว่าเรื่องงบประมาณที่จะใช้ในการป้องกันไฟป่าเป็นเรื่องสำคัญ มันเหมือนเป็นขวัญและกำลังใจให้กับชุมชนที่อยู่กับไฟ  เพราะเขาทำงานเหมือนเป็นจิตอาสาที่เข้าไปเสี่ยงภัย อันตรายเพื่อป้องกันไฟ  แต่ที่ผ่านมาการได้รับสนับสนุนจากภาครัฐยังไม่เพียงพอ ดังนั้นชุมชนจึงต้องระดมทุนกันเองเลยใช้พิธีกรรมที่ชาวบ้านเคารพและศรัทธามาเป็นการระดมทุนที่นอกเหนือจากความร่วมมือยังเป็นเหมือนสัญญาประชาคมของหมู่บ้านในการที่จะไม่มีการเผาด้วยเพราะถือว่าพระได้รับบิณฑบาตในการห้ามเผาไปแล้ว

นอกเหนือจากการบิณฑบาตแล้ว ในชุมชนก็ยังมีการเก็บเงินกองกลางจำนวน 100 บาทต่อปีต่อครอบครัว  และยังมีกติกาว่าใน 1 ปี ทุกคนในชุมชนจะต้องทำงานฟรีเพื่อชุมชน 3 ครั้งต่อปี ซึ่งถือเป็นการสร้างเครือข่ายจิตอาสาของชุมชนนั่นเอง

และในปี 2565 ก็ยังนับว่าชุมชนพอจะขยับขยายเรื่องการทำงานดูแลจัดการป่าได้มากขึ้นเพราะมีงบประมาณสนับสนุนจากการบริหารจัดการกองทุนโครงการ “การจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ภายใต้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง แต่งบประมาณดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ในปีนี้ชุมชนจะเป็นปีที่ชุมชนต้องใช้งบประมาณของชุมชน รวมกับงบของหน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนให้เหมือนเดิม ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ ระยะยาวกำนันณรงค์เดชมองเห็นว่าภารกิจนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรจะสนับสนุนชุมชนอย่างจริงจังเพราะลำพังการระดมทุนในชุมชนเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอ เพราะค่าซ่อมอุปกรณ์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ยังไม่นับรวมค่าแรงจริงจัง หากคำนวณเป็นตัวเลขออกมาก็เป็นจำนวนเงินมหาศาลที่คนทั่วไป หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐที่ใกล้ชิดชุมชนก็มองไม่เห็น

ช่วงนี้ไฟป่ากำลังมา กำนันณรงค์เดช และทีมอาสาของชุมชนต้องเร่งเข้าไปฝังตัวในป่าเพื่อดับไฟในเขตรอยต่อเชียงใหม่ ลำปางในเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อุทยานขุนตานนี่เป็นภารกิจที่พวกเขาต้องทำแม้งบประมาณจะหมด หรือไม่มีก็ตาม.


แชร์บทความ

ประชาธรรม

สื่อ ประชาธรรม ประชาทำ

77/1 หมู่ 5 ต.สุเทพ อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ 50200

เกี่ยวกับมูลนิธิ

เกี่ยวกับเราช่องทางติดต่อเรา

© 2026 ประชาธรรม — สื่อชุมชนเพื่อการเปลี่ยนแปลง